Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2555
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
29 มิถุนายน 2555
 
All Blogs
 
ฝนตกขึ้นฟ้า ฟิล์มนัวร์แบบไทยๆ ที่เกือบจะก้าวถึงระดับอินเตอร์



บทความนี้ จขบ.เขียนให้กับนิตยสาร Audiophile/Videophile ต้องขอขอบคุณ บก.มา ณ ที่นี้

หนังประเภทหญิงก็ร้ายชายก็เลว สังคมมืดหม่น มีแต่คนจมอยู่กับกิเลส คละคลุ้งด้วยอาชญกรรม ย้ำด้วยเซ็กซ์ซกมกเล็กน้อย ไม่ค่อยมีให้ดูในบ้านเรา จริงๆ หนังสไตล์ฟิล์มนัวร์ (ภาษาฝรั่งเศส Film = หนัง Noir = ดำ) นี้ถือกำเนิดมานานแล้วจากหนังฮอลลีวู้ดขาวดำสไตล์คลาสสิคสมัยรุ่นคุณปู่ เลยกลายมาเป็นสไตล์การถ่ายทำที่เป็นสูตรสำเร็จด้วยโทนที่อึมครึม จัดไฟแบบ Low Key เล่นแสงเงาออกแนวคอนทราสจัด ให้อารมณ์ลึกลับซ่อนเงื่อน และเล่าเรื่องวนเวียนกับตัณหามนุษย์อันดำมืด

ฝนตกขึ้นฟ้า ของ เป็นเอก รัตนเรือง เจ้าพ่อหนังเซอร์ชิงแชมป์กับพ่อเจ้ย อภิชาติพงศ์ เป็นดีวีดีหนังไทยเรื่องล่าสุดที่ตัดสินใจหยิบมาชมหลังจากว่างเว้นการดูหนังไทยมาจนเกือบลืมๆ ไปแล้วว่าประเทศนี้มีภาพยนตร์กับเขาด้วย จริงๆ สนใจแต่แรกแล้วที่หนังเรื่องนี้ได้ทุนไทยเข้มแข็งจากกระทรวงวัฒนธรรม แสดงว่าบทภาพยนตร์ต้องมีอะไรดีพอที่จะจูงใจคณะกรรมการ ใน “ฝนตกขึ้นฟ้า” เป็นเอกยังคงสไตล์ความเป็นตัวของตัวเองอยู่มาก แต่ที่เปลี่ยนไปตามวัยคือ ดูเขาจะหันมาเล่าหนังที่เป็นเรื่องเป็นราว มีจังหวะจะโคนที่พอดีๆ มากขึ้น หันมาสื่อสารเรื่องราวที่ใกล้ชิดกับคนดูทั่วไปมากขึ้น หลังจากทำแต่หนังล่องลอยในจินตนาการของตัวเองมานาน

เรื่องย่อของ “ฝนตกขึ้นฟ้า” คิดไปคิดมาไม่อยากจะเล่าขึ้นมาเฉยๆ เพราะอาจสปอยล์ความรู้สึกคนดูจนทำให้ความเข้มข้นประทับใจในเนื้อหาลดน้อยถอยลงได้ หนังเรื่องนี้แปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนระดับรางวัล ซึ่งเอ่ยไว้แต่แรกว่าเขาเขียนนวนิยายเรื่องนี้ในสไตล์หนังฟิล์มนัวร์ ประมาณว่าถ้าเอาไปทำเป็นแบบอื่นก็ถือว่าเอาไปต้มยำทำแกง (อันนี้ข้าพเจ้ามั่วเอาเอง..ฮา) แต่ครั้นจะวิจารณ์ให้ถึงลูกถึงคน ก็มิพ้นที่จะต้องเอ่ยถึงเป็นจุดๆ บนเนื้อหนังอย่างชัดแจ้ง ว่าไปแล้วถ้าใครไม่อยากถูกสปอยล์จนเสียผู้เสียคน กรุณาไปชมหนังก่อนแล้วค่อยกลับมาอ่านก็ได้นะท่าน



เอาว่า..เล่าไป..ชมไป..บ่นไป..เรื่อยๆ ก็แล้วกัน ฝนตกขึ้นฟ้า เป็นเรื่องของตำรวจมือปราบในคราบนอกเครื่องแบบที่ทำงานเสี่ยงตายล่อแหลม ชื่อว่า “ตุล” ซึ่งชะตากรรมพาตัวเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมฟิล์มนัวร์(เนีย)ให้ชีวิตเปรอะเปื้อนกระดำกระด่างจนล้างด้วยไฮเตอร์ยังไงก็ไม่มีทางหาย หนังเล่าเรื่องภูมิหลังของพระเอกไว้น้อย (ถึงน้อยที่สุด) แค่รู้ว่าเขาทำงานเสี่ยงตายและเก่ง (ตามคำบรรยาย Voice Over ของตัวแสดงในหนัง) ความสามารถของพระเอกตุลนี้ เราเลยได้แต่คาดเดากันเองตามสถานการณ์ในหนัง ซึ่งบางครั้งก็คล้ายๆ “เริ่ด” บางครั้งก็คล้ายๆ “เอ๋อ” ทำไมเป็นเช่นนั้น ลองมาตามดู…

“ตุล” ซึ่งสวมบทบาทโดย นพชัย ชัยนาม (“ไอ้ทิ้ง” แห่งตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ทิ้งคราบอัศวินขี่ม้ารบพุ่งในหนังตำนานฯ กลายมาเป็นตำรวจลับหัวกระเซิงได้เข้าท่าทีเดียว ความดีทั้งหลายแหล่ของหนังเรื่องนี้ผูกอยู่กับความสามารถทางการแสดงของเขาอยู่ไม่น้อย ทั้งๆ ที่แรงจูงใจ (Motive) หรือเหตุผลในการดำเนินเรื่องบางครั้งจะดูลักลั่นชวนตะหงิดๆ ไปบ้าง ทำไมหรือ? คงต้องถึงเวลาสปอยล์บางฉาก

หนังแนวลึกลับอาชญากรรมนั้น มีพื้นฐานการเล่าเรื่องในสไตล์ Realistic ดูจริงจังเป็นหลัก เพราะจะทำให้คนดูรู้สึกมีอารมณ์ร่วม และ “เชื่อ”ในตัวละครอย่างสนิทใจ หากอิทธิพลของ เป็นเอก ซึ่งเป็นผู้กำกับที่มี “สไตล์” โดดเด่นกว่าการเล่าเรื่อง ได้ทำให้วิธีนำเสนอ (ซึ่งตัวเขาเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์เอง) นั้นดูข้ามๆ รายละเอียดที่เป็นเหตุเป็นผลกับตัวแสดงสำคัญอย่าง “ตุล”ไป ไม่เถียงว่าลีลาการดำเนินเรื่อง การถ่ายทำ และการตัดต่อ ดูเก๋มีสไตล์กว่าหนังไทยโดยทั่วไป แต่ความสมเหตุสมผลสำหรับหนังแนวนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ



ตุล เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่ปฏิบัติการแต่ละครั้งล้วนเสี่ยงตาย ซึ่งสถานภาพอย่างเขาไม่ควรเปิดเผยชนิดมานั่งโต๊ะที่สถานีตำรวจหรือสำนักงานใดๆ ให้ทนายของผู้ร้ายหิ้วเงินมาต่อรองถึงที่ได้ง่ายๆ ถ้าเขากลายเป็นคนที่ปรากฏหน้าอยู่บนสื่อทั่วประเทศ ตำแหน่งตำรวจลับนอกเครื่องแบบของเขาจะมีความหมายอันใด? มีสิทธิ์ถูกส่องถูกเก็บตลอดเวลา และที่แน่ๆ คือไม่มีสิทธิ์เอาหน้าไปปฏิบัติการที่ไหนได้อีก เพราะแก๊งค์ผู้ร้ายคงหมายหัวไว้แน่ๆ

เหตุการณ์เหล่านี้ปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ ในหนัง แล้วเหมือนกับว่า ตุล ทำงานอยู่คนเดียวโดยไม่มีเจ้านายระดับสูงคอยปกป้อง เหมือนทั้งหน่วยมีเขาต้องผจญภัยอยู่อย่างเดียวดาย ปล่อยให้ทนายผู้ร้ายเข้ามาแบล็กเมล์ถึงที่ทำงานจนวงแตก ตัวเองต้องระเห็ดเข้าไปอยู่ในคุก (ด้วยเหตุของภาพที่แบล็กเมล์ หรือเพราะกระทืบทนายหัวหมอจนเดดสะมอเร่ก็ไม่ทราบ) ขณะที่ตัวเองถูกโสเภณีนกต่อเดินมาอ่อยถามว่า “เป็นตำรวจใช่มั้ย” ดันตอบอีกว่า “ใช่” เอ่อ...คงไม่มีตำรวจลับที่ไหนในโลกเขาติงต๊องเปิดเผยสถานภาพตัวเองง่ายๆ ขนาดนี้หรอกนะ ดูไม่เหมือนตำรวจที่ถูกฝึกมาอย่างดีเลย

ถึง นพชัย ชัยนาม จะเล่นได้ดูสมจริงเป็นธรรมชาติ เหน็ดเหนื่อยกับฉากบู๊ฉากเอาตัวรอดหนีตายกระเซอะกระเซิงแค่ไหนก็ตาม เขาก็ยังต้องคงสถานภาพตัวละคร “ตำรวจลับมืออาชีพ” ที่ฝึกฝนมาอย่างดีให้ได้ ไม่ใช่ไปยืนแอ็คท่าซ้อมยิงข้างบ้านประเจิดประเจ้อ หรือ เวลาถูกแอบส่องระดมยิงกลับทำท่ากระหืดกระหอบตื่นเต้นเกินเหตุ จนไม่เหมือนกับสายลับที่ถูกฝึกให้เผชิญสถานการณ์คับขันมาอย่างดี ที่แย่ที่สุดคือ หลังจากติ๊ดชึ่งกับโสเภณีนกต่อ แล้วงัวเงียมาพบหล่อนตายเลือดเปรอะในห้องน้ำ ในฐานะเป็นตำรวจที่ฝึกมาอย่างดี กลับไม่เช็คเลยว่าหล่อนตายแล้ว หรือยังหายใจ..ช่วยเหลือทันหรือไม่ กลับตาลีตาลานลบหลักฐานตะกายหนี? ทำตัวเป็นผู้ร้าย (โง่ๆ ) ไปซะงั้น ครั้นเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในคุกก็กลับมาใส่แว่นสายตา คงด้วยเหตุที่อยากจะให้เปลี่ยนบุคลิกพลิกอารมณ์คนดู แต่ในความเป็นจริง ในฐานะที่เคยเป็นตำรวจมือปืนมาก่อน แน่นอน ทางการเขาคงไม่เลือกคนสายตาสั้น หรือ ต้องใส่คอนแท็กมาเป็นตำรวจลับมือสังหารหรอก



ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นปมที่ปูไว้แต่ต้นเรื่อง นี่อาจเป็นจุดอ่อนประการหนึ่งของการเขียนบทเองกำกับเองก็ได้ ทำให้มองข้ามประเด็นบางอย่างไป ซึ่งผลของมันทำให้ผู้ชมเริ่มรู้สึกไม่เชื่อในตัวละครเอก เอาเถอะ ในฐานะแฟนหนังไทย เราก็พยายามทำใจติดตามต่อ กระนั้น ผู้กำกับ เป็นเอก ยังมีข้อดีในความมีสไตล์เฉพาะตัวของเขา วิธีการเขียนบทสลับเหตุการณ์ระหว่างอดีตกับปัจจุบันทำได้ดีเลยทีเดียว ไม่ปล่อยปมบางอย่างเฉลยออกมาเร็วเกินควร จังหวะจะโคนการลำดับภาพของหนังดูกำลังพอดีไม่สับสนอย่างที่คิด และไม่ยืดยาดเหมือนเรื่องอื่นที่เขาเคยทำมา หากแต่บทพูดที่ล้วนสั้นๆ กระชับๆ นั้น ไม่ใช่บทที่เล่นได้ง่ายๆ นักแสดงของไทยหลายคนตกม้าตายอยู่บ่อยๆ คนที่เอาตัวรอดได้ดีที่สุดคือพระเอก นพชัย นั่นแหละ ส่วนคนอื่นไม่ขาดก็เกิน นักแสดงที่ไม่ได้ถูกฝึกเรื่องการโปรเจ็คเสียงให้ได้อารมณ์ หรือ รู้จักตีบทให้ลึก จะมีปัญหากับบทที่ห้วนๆ เช่นนี้แล

ทำไมต้อง “ฝนตกขึ้นฟ้า” ว่าจะไม่เฉลยตรงนี้ก็ไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับ Theme ของเรื่อง เหตุเพราะมีที่มาที่ไป...เนื่องจาก “ตุล” อดีตตำรวจลับแสนดีที่ต้องกลายพันธ์ด้วยเหตุที่ (อดีตอีตัว) สาวคนรักต้องตายไปอย่างไร้การสืบสวนจากตำรวจ (ทั้งๆ ตัวเองก็เคยเป็นตำรวจ.. แต่ไม่เข้าใจตำรวจ? หรือไม่พยายามใช้เส้นสายตำรวจ?) เลยเกิดอารมณ์คั่งแค้นยอมหันไปรับจ๊อบมือสังหารจากองค์กรลับมาปราบบรรดามิจฉาชีพนักการเมืองทุจริต (ดูมันเป็นเหตุเป็นผลกันมั้ยนี่) แรงจูงใจตรงนี้เป็นอีกเหตุหนึ่งทำให้เหตุผลของหนังอ่อนลงอย่างน่าเสียดาย จุดหักเหที่พลิกผันชีวิตตัวละคร หรือ Turning Point เป็นเรื่องสำคัญ คนดูจะเชื่อ จะเอาใจช่วย จะลุ้นกับตัวเอก ก็ด้วยแรงจูงใจที่มีเหตุผลเพียงพอ

แต่ก็เพราะไปรับจ๊อบใต้ดินนี้แหละ ที่ทำให้ ตุล ต้องพลาดครั้งสำคัญกับงานสังหารนักการเมือง เขาโดนยิงบาดเจ็บสาหัส โคม่าไป 3 เดือนกว่าจะลืมตามาพบว่า โลกนี้ตีลังกากลับหัวกลับหางสำหรับเขา ประเด็นภาพกลับหัวจากสายตาของตุลนี้ ถึงจะสร้างปัญหาอยู่บ้างแต่เขาก็ยังพยายามรับงานไล่ล่าต่อ?? (นับว่าเป็นมือสังหารระดับซุปตาร์เจงๆ) Theme เรื่องเกี่ยวกับภาพกลับหัวนี้ น่าเสียดายที่หากนำมาใช้ให้สะท้อนประเด็นเนื้อหนังได้แรงพอ มันจะมีแรงส่งเนื้อเรื่องให้เข้มข้นและน่าประทับใจยิ่งขึ้น หากแต่วิธีนำเสนอในหนัง มันกลับเป็นเหมือนอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่ทำให้หนังดูแปลกไปเท่านั้น ถ้าหากตัวละครไม่มาบอกย้ำถึงความรู้สึกตัวเองตอนจบ คนดูก็คงยังเคว้งๆ ไปเช่นนั้น



แทนที่จะนำประโยชน์ของแรงจูงใจเรื่องภาพกลับหัวนี้ มาผลักดันในพระเอกมีความพยายามมากขึ้นในการฝึกตัวเองให้ยิงปืนด้วยประสาทสัมผัสมากกว่าการใช้สายตา แล้วฉากการไล่ล่าต่อสู้ในความมืดก็จะดูมีน้ำหนัก มีความหมายดูเป็นจริงเป็นจังน่าเชื่อถือมากขึ้น ไม่ใช่ใช้แค่บทบอกเล่า Voice Over ประโยคเดียวจากตัวพระเอก จับยัดให้คนดูเชื่อเอาเองเรื่องการถูกฝึกฝนมาให้ต่อสู้ในความมืด ซึ่งฟังแล้วดูเลื่อนลอยพิกล เพราะฉากการต่อสู้ในความมืดจะเป็นคีย์สำคัญทุกครั้งในการเอาตัวรอดของ “ตุล” หากทำได้ก็นับเป็นการได้ประโยชน์ถึงสองชั้นกับ Theme ของเรื่อง

อย่างไรก็ดี ฝนตกขึ้นฟ้า ก็นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ๆ ในวงการหนังไทย ที่ฉีกแนวจากบรรยากาศจำเจกับหนังซ้ำซากในตลาดตอนนี้ กลวิธีในการเล่าเรื่องแบบหนังอินเตอร์นับเป็นความกล้าไม่ประนีประนอมอย่างหนึ่ง ซึ่งเรากำลังต้องการจากผู้กำกับไทยยุคนี้ เป็นเอก ทำหน้าที่นี้ได้ดีทีเดียว ถึงแม้ความสมบูรณ์แบบของเนื้อหายังลักลั่นอยู่บ้าง แต่โครงสร้างที่แข็งแรงของเนื้อหนังซึ่งขมวดไคลแมกซ์ของเรื่องไว้ในระดับที่ดี ลีลาการเขียนบทที่แยบยลไม่ธรรมดา ฉากการต่อสู้ที่สมจริงไม่ดูประดิษฐ์ ได้พาตัวหนังให้ผ่านจุดบกพร่องดังกล่าวไปได้ในระดับที่น่าพอใจ เป็นการพาตัวเขาหลุดออกมาจากวังวนหนังอาร์ตฉบับตามใจฉันที่เขาทำมาเป็นแรมปี นับเป็นการ Refresh ไอเดียและความเป็นตัวตนของ เป็นเอก รัตนเรือง ได้อย่างคุ้มค่า ยินดีที่จะได้เขามากลับเป็นหนึ่งในผู้กำกับชั้นแนวหน้าของภาพยนตร์ไทย (ที่ดูรู้เรื่อง) อีกครั้ง เพราะนับวันแทบหาความหวังกับผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ได้ยากยิ่ง



Create Date : 29 มิถุนายน 2555
Last Update : 4 กรกฎาคม 2555 7:54:29 น. 4 comments
Counter : 5139 Pageviews.

 
ขอนำไปบทวิจารณ์ดีๆไปบอกต่อนะครับ


โดย: thaiwinds.com IP: 58.136.216.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2555 เวลา:15:05:21 น.  

 
แหม่.. อ่านแล้วชักอยากดูขึ้นมาตะหงิดๆ แฮะ


โดย: ป้าโซ วันที่: 29 มิถุนายน 2555 เวลา:15:20:32 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่หมี


หนังไทยไม่ไ่ด้ดูมานานมากครับพี่
ตอนนี้ดูแต่หนังการ์ตูนกับหมิงหมิงครับ 555







โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 มิถุนายน 2555 เวลา:6:16:42 น.  

 
หนังของคุณเป็นเอก นี่มีสไตล์ของตัวเองดี โดยส่วนตัวชอบหนังของคุณเป็ยเอกหลายเรื่องเลย :)


โดย: แฟนlinKinPark วันที่: 13 กรกฎาคม 2555 เวลา:19:43:55 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
Bkkbear
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




งานเขียนบทความ บทหนัง เรื่องสั้น และนวนิยายในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Bkkbear (หมีบางกอก) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามมิให้ดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

Friends' blogs
[Add Bkkbear's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.