Group Blog
 
<<
เมษายน 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
21 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
เล่าเรื่องดูหนังครั้งอดีต – หนังเพลงในดวงใจ ตอนที่ 1



โลกยุคนี้อะไรๆ มันจะเพี้ยนไปถึงไหน วันก่อนจะหนีโลกร้อนไปลงสระ กลับกลายเป็นว่าเผ่นขึ้นมาแทบไม่ทัน เพราะน้ำร้อนจนว่ายไม่ไหว...กลัวเจอ Heat Stroke หงิกอยู่ในสระกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งให้คนช็อคกันทั่วโลก

นึกย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว เมืองไทยถึงจะร้อนแค่ไหน ก็ยังมีสำนวน”ขับรถกินลม”ให้เย็นใจ เพราะรถสมัยก่อนไม่มีแอร์ ถนนหนทางก็มิได้แออัดยัดทะนานเหมือนทุกวันนี้ เย็นๆ ก็มักจะชี้ชวนกันไปนั่งรถกินลมเล่น เปิดหน้าต่างให้ลมพัดเข้ามาปะทะหน้าได้อารมณ์สดชื่นเหมือนยืนบนเนินเขา

แต่เอาเถอะ ยังไงโรงหนังชั้นดีในยุคนั้นก็ยังมีแอร์ให้นั่งดูกันเพลิดเพลินเจริญใจ ตั้งแต่จำความได้ ฉันมักจะเดินเข้าออกโรงหนังกับพ่อของฉันเป็นกิจวัตร เพราะบ้านอยู่ในวังบูรพา มีโรงหนังสามโรง คือ คิงส์ ควีน และแกรนด์ พ่อของฉันเป็นคนรสนิยมวิไล หาได้เคยพาฉันไปชมหนังไทยยุค 16 มม.พากย์โดย รุจิรามารศรี ไม่ ส่วนใหญ่จะดูหนังฝรั่งเสียงในฟิล์มเป็นประจำ แต่บางครั้งก็ลากฉันเข้าไปดูหนังฝรั่งเศสของ บริจิต บาร์โดต์ (ดาวยั่วในตำนาน) ซึ่งฉันมักนั่งหาวอยู่หวอดๆ เพราะยังเด็กเกินกว่าจะเก็ตเรื่องราว

คนกรุงเทพฯ ยุคนั้นดูออกเกร๋ไก๋ นัดดูหนังกันสักทีต้องแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นเรื่องเป็นราว ไอ้ประเภทขาสั้นลากแตะให้เป็นที่ดูถูกดูแคลนนั้นหาได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะโรงหนังชั้นดีอย่างเฉลิมไทย หรือ เฉลิมเขตร์ ซึ่งเป็นโรงที่สร้างอย่างเกร๋มีรสนิยม ดูเสร็จแล้วก็ต้องพากันขับรถมากินข้าวต้มแถวราชวงศ์ มีถาดมาวางแหมะตรงประตูรถ นั่งกินกันในรถก็ได้ไม่ต้องยุรยาตรขึ้นไปแย่งที่กันในร้านให้เปลืองแรง ดูๆ ไปเหมือนพวกไดร์ฟอินแถวเมืองนอกเมืองนายังไงยังงั้น

เพิ่งอ่านบล็อกของพี่สิน yyswim ที่เล่าถึงหนังเพลงดังๆ ในอดีต ก็เลยพาลนึกไปถึงตอนอายุสักสิบขวบที่ตอนนั้นหนังเพลงอมตะนิรันดร์กาล The Sound of Music หรือในชื่อไทยว่า “มนต์รักเพลงสวรรค์” กำลังมาลงโรงในกรุงเทพพระมหานคร โดยตัวเองนั้นก็มิได้ประสีประสาอะไรนักว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดังมาแค่ไหนประการใด

หากแต่คุณพ่อเป็นคนช่างสะสมแผ่นเสียงเพลงหนังเพลงละครตั้งแต่ยังเป็นแผ่นครั่งหนังเสียงศรีกรุง ก็เลยได้แผ่นลองเพลย์ไวนิลของ The Sound of Music มาฟังก่อนที่หนังจะเข้าเสียอีก ก่อนหน้านั้นก็มีแผ่นของหนังเพลงอลังการอีกเรื่องหนึ่ง คือ South Pacific ซึ่งฉันก็ฟังพอผ่านๆ เข้าหูอยู่บ้างไม่กี่เพลง ด้วยเหตุที่เด็กเกินกว่าจะได้ทันดูหนัง



The Sound of Music ได้มาลงโรงที่โรงภาพยนตร์กรุงเกษม (เดี๋ยวนี้หาซากไม่เจอแล้ว อยู่เยื้องๆ หัวลำโพง มีคลองผดุงกรุงเกษมคั่นกลาง) ซึ่งจริงๆ แล้วยุคนั้นโรงหนังกรุงเกษมก็มิได้อู้ฟู่อะไรนักหนา หากแต่มนต์รักเพลงสวรรค์เป็นหนังใหญ่ที่จะมาเบิกโรงโฉมใหม่ของกรุงเกษม จึงมีการ ปรับปรุงภายในโรงครั้งสำคัญ ตั้งแต่จอใหม่ใหญ่ยักษ์เทคโนโลยีใหม่ล่าสัตว์จากฮอลลีวู้ด ดีไซน์รูปโค้งเป็นพิเศษสำหรับฟิล์มระดับ 70 มม. 6 ร่องเสียง พร้อมระบบเสียงสเตอริโอใหม่ทั้งโรง ส่วนที่นั่งก็ทำเป็นเชิง Stadium อยู่หน่อยๆ นั่งกันชันๆ เหมือนอยู่บนอัฒจรรย์ไม่บังกันดี

สิ่งที่จำได้ในตอนนั้นก็คือ ก่อนฉายหนังจริง เขาจะมีหนังโปรโมทระบบจอใหม่นี้ที่จะให้ความรู้สึกเหมือนสามมิติเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ เท่าที่จำได้ลางๆ หนังก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนกับการตั้งกล้องไว้บนรถไฟ และรถเหาะ Rollercoasterในสวนสนุก ดูไปก็ให้ความรู้สึกหวือหวาหวาดเสียวราวกับเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ ทีเดียวเชียว แสดงว่าเทคโนโลยีการฉายหนังนั้นพัฒนาต่อเนื่องกันมาตลอด

ซึ่งในยุคนั้นก็ยังมีการพัฒนาระบบ Cinerama คือการฉายพร้อมกันสามเครื่องฉายไขว้กันไปมา ทำให้มิติของภาพกว้างกว่าปกติ จำได้ว่าดูหนแรกที่ศาลาเฉลิมไทย ไม่แน่ใจว่าเรื่อง How the west was won หรือเปล่า แต่จำได้ว่า ภาพบนจอยักษ์นั้นจะเห็นรอยต่อของฟิลม์จากสามเครื่องฉายอยู่ลางๆ แต่หลังๆ นั้นระบบซีเนราม่านี้ได้พัฒนามาเป็น Single lens คือใช้เครื่องฉายเดียวในที่สุด

ว่าจะคุยเรื่อง The Sound of Music ดันออกทะเลไปซะเล็กน้อย ปีนั้นคงราวปี 2507 กระมัง ยังจำความรู้สึกประทับใจจากหนัง The Sound of Music ได้ดี ระบบภาพและเสียงที่ตื่นตาสวยสด เพราะฟิล์ม 70 มม.นั้นส่งมาจากอเมริกาโดยตรง ไม่เหมือนหนังยุคนี้ที่พิมพ์ฟิล์มกันแถวซีเนแล็บ หรือกันตนา คอนทราสดำปี๋มองแทบไม่เห็นรายละเอียด ถ้าอยากดูสีสันต้นฉบับก็ต้องถ่อไปดูโรงดิจิทัลว่างั้น The Sound of Music เป็นหนังที่ยาวมาก มี Intermission หรือพักครึ่งเวลา คล้ายๆ ดูละครเพลงมิวสิคัล ซึ่งหนังสมัยนี้ยากที่จะมี อย่าง Avatar ลากยาวสามชั่วโมงจนฉี่แทบจะเล็ด ดูด้วยความทรมานเป็นที่ยิ่ง

หลังจาก Intermission ทุกคนก็จะออกมาเข้าห้องน้ำซื้อข้าวโพดคั่วแล้วก็อยากกลับเข้าไปดูเร็วๆ ด้วยความประทับใจในเนื้อหา วิธีเล่าเรื่อง และที่แน่ๆ เสียงเพลงอันไพเราะ จูลี่ แอนดรูว์ส นั้นคว้าใจคนดูตัวกะเปี๊ยกอย่างเราได้ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนั้น เราดูหนังเรื่องนี้เหมือนถูกมนต์สะกด ตอนจบออกมาทุกคนในครอบครัวที่ไปดูต่างมีสีหน้าอิ่มเอมชมเชยหนังเรื่องนี้กันไม่ขาดปาก และได้กลายเป็นหนังที่ฉายกันยาวนานหลายเดือนชนิดที่คนทั้งกรุงเทพฯ แห่กันไปดูซ้ำแล้วซ้ำอีก ฉันเองได้ดูที่กรุงเกษมนี้ไป 6 รอบ ขณะที่เพื่อนอีกคนซึ่งเพิ่งได้คุยกัน(ตอนแก่)นั้นชิงแชมป์นำหน้าฉันไปแล้ว และที่ไม่น่าเชื่อคือ มีคนต่างจังหวัดเหมารถมาดูกันเป็นเรื่องเป็นราว คิดดูก็แล้วกันว่าคนสมัยนั้นรสนิยมวิไลกันขนาดไหน

แผ่นเสียง The Sound of Music ที่มีอยู่ก็ถูกเปิดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นรอย Scratch ด้วยฝีมือของฉันจนจำได้แทบทุกเพลง ทั้งๆ ภาษาปะกิตของฉันตอนนั้นก็แสนงูๆ ปลาๆ ก็ยังพยายามร้องตาม “โด..อะเดียร์ อะ ฟีเมล เดียร์...” (เนื่องด้วยโรงเรียนอัสสัมที่ฉันเรียนอยู่ตอนนั้นดันสอนแต่ภาษาฝรั่งเศส เพราะฉันถูกจับยัดมาอยู่ในห้องนี้ตั้งแต่ชั้นมูล) และต้องขอบคุณหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้ฉันรักมิวสิคัลและภาษาอังกฤษมาตั้งแต่บัดนั้น



ส่วนภาพยนตร์เพลงอีกเรื่องหนึ่ง South Pacific หรือ มนต์รักทะเลใต้ ฉันได้มาชมครั้งแรกเมื่อนำมารีรันที่โรงหนังสยามด้วยความมึนเป็นอันมาก เพราะทางโรงทำซับไทยไม่ทัน เออ..กรูคงดูรู้เรื่องดอกนะ แล้วตอนนั้นก็ยังเด็กเหลือกำลัง ดูไปก็ง่วงไป แต่หลังจากโตขึ้นเข้าใจชีวิตมากขึ้น ได้มาดูอีกครั้งที่โรงหนังอินทราด้วยฟิล์มต้นแบบ 70 มม.เสียงรอบทิศทาง ก็เลยได้หนังเพลงในดวงใจอีกเรื่อง และเริ่มเข้าใจว่า เรื่องราวของ South Pacific นั้นเหมาะกับผู้ใหญ่ชมมากกว่า ไม่เหมือนกับ The Sound of Music ที่เป็นหนังเพลง Universal ไม่ว่าเด็กเล็กแก่เฒ่าแค่ไหน ดูทีไรก็รับรู้ถึงเรื่องราวได้อย่างเข้าใจเป็นหนึ่งเดียว และประทับใจในบทเพลงไพเราะได้เหมือนๆ กัน

พูดถึงโรงหนังอินทรา ทำให้นึกถึงยุคแรกที่เขาสร้างโรงนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นโรงละครแบบเดียวกับ โชชิกุ ในญี่ปุ่น เลยเป็นที่มาของนาฏศิลป์อินทรา แล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อจ้า....



Create Date : 21 เมษายน 2553
Last Update : 21 เมษายน 2553 19:02:26 น. 10 comments
Counter : 1748 Pageviews.

 
.....เซาท์ แปซิฟิก
รุ่นยายเลย ไม่เคยดู เคยฟังเพลง
ที่บ้านยาย เคยมีแผ่นเสียง กะ เครื่องเล่นด้วย
จำได้ๆ

ซาวด์ ออฟ มิวสิค เคยดูๆ ^_^


โดย: None of it วันที่: 21 เมษายน 2553 เวลา:13:56:03 น.  

 
คุณพี่หมีเล่าย้อนยุคกลับไปยาวเลยแฮะ .. ช่วงคุณพรี่เตาะแตะเข้าโรงหนังที่เล่ามานี่ คุณน้องยังเป็นวุ้นอยู่เลยคร่ะ

ไม่รู้เป็นไร ป้าโซชอบอ่านเรื่องราวสมัยก่อนๆ ประมาณชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างไรเมื่อก่อนโน้น..

"สดชื่น..เหมือนยืนบนเนินเขา" .. สำนวนนี้เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักนะเนี่ยพี่หมี 555+ บังเอิญป้าโซเป็นคนรุ่นก่อนหน้าสมัยนี้เลยรู้จัก หุหุ..

The Sound of Music มาได้ดูเอาเมื่อตอนเรียนจบแล้วจ้ะ เพื่อนที่อยู่หอพักด้วยกันอยากดูตอนมาย้อนฉายใหม่หรือไงเนี่ย เลยลากกันไปดู ดูเสร็จก็ซื้อเทปมาฟังซ้ำไปซ้ำมา เรียกได้ว่าเป็นหนังเพลงในดวงใจเรื่องนึงเลยแหละ

ก่อนจะดูหนังเรื่องนี้ เคยคุ้นกับเพลงโด่ เร มี อยู่เหมือนกันตรงเคยได้ยินทำนองบ่อยๆ แต่เนื้อร้องจริงๆว่ายังไงก็ไม่รู้ รู้แต่เนื้อไทยที่ว่า โด่..ก็คืออาการตั้งตรง

พักนี้คุณพรี่ขยันจังนะจ๊ะ ดีๆๆ ชอบๆๆ ป้าโซจะได้อ่าน รออ่านเรื่องโรงหนังอินทรานะจ๊า..


โดย: ป้าโซ วันที่: 21 เมษายน 2553 เวลา:15:05:18 น.  

 
เอ...สโมสรนี้ถ้าจะเป็นที่รำลึกถึง good old days ซะแร้ว...เหอ เหอ ชอบนะคร้าบ

ก๊อมีฟามสุขท่ามกลาง turmoil ของบ้านเมือง ชิล ชิล นะครับคุณหมี

ตำนานโก๋หลังวังยังแหร่มใน remote memory
แต่ far recent memory ของฉากโหด มัน ไม่ฮา
ตั้งแต่ปี 16...19...35 ที่หลัวไปบ้าง
กำลังถูกปรับโฟกัส close up เข้ามาเร่ยๆ ไม่อยากเห็นก็ต้องดู

...ม่ายรุจาทามอาราย เจี๊ยะยาทัมจายละกานเพ่ เคี๊ยกๆๆ
ชิดซ้ายฝาเดินในหน่อยนะคร้าบบ


โดย: Dingtech วันที่: 21 เมษายน 2553 เวลา:22:32:50 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่หมี

ผมเกิดไม่ทันหนังเรื่องนี้ครับ
แต่พ่อผมบอกว่าสมัยก่อน
หนังเรื่องนี้ดังมากจริงๆ








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 22 เมษายน 2553 เวลา:7:59:15 น.  

 
สวัสดีจ๊ะ..พี่หมีใหญ่

เรายังไม่เคยดูเลยทั้ง 2 เรื่อง แต่ก็รู้ว่าสมัยก่อนดังมาจ๊ะ...แวะมาราตรีสวัสดิ์นะจ๊ะ


โดย: nootikky วันที่: 22 เมษายน 2553 เวลา:21:20:44 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่หมี

สีลมกลายเป็นสนามรบซะแล้วนะครับ








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 23 เมษายน 2553 เวลา:7:45:48 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่หมี








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 24 เมษายน 2553 เวลา:7:28:02 น.  

 
แหม ป้า รู้จักสำนวน สดชื่น..เหมือนยืนบนเนินเขาเนี่ย แสดงรุ่นลายครามเหมือนกาน เอิ๊กๆๆ ตอนนี้ไม่รู้จะมีเวลาเขียนอะไรสักเท่าใด อาทิตย์หน้าต้องตะลอนทำงานโปรแกรมอบรมที่รังสิต แต่ก็จะถ่ายรูปเด็กๆ แสดงคอนเสิร์ตมาให้ดูอะจ้ะ แต่คงไม่ได้ร้อง โด่...อะดอ เอ๊ย อะเดียร์ หรอกนะ

คุณดิงเนี่ยอารมณ์ขันเหลือเฟือนะค้าบ ตอนนี้มันเคียดๆ ก็เลยเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยถึง Good old days ดีฝ่า ยังมีอะไรให้ชื่นชมกันมั่ง เดี๋ยวนี้จะไม่เลือกข้างก็ไม่ได้ซะแล้ว มันถีบเราจนติดฝาไปไหนก็ไม่ได้ นอกจากถีบมันกลับ...

Nootikky ไปหาดูซะนะจ๊ะ เกินคุ้ม

น้องก๋าที่รัก หนูหมิงดูจะเป็นเซเล็บขึ้นทุกวันนะจร๊า ขึ้นกล้องเป็นอันมาก โพสท่าได้เกร๋ไก๋เริดสะแมนแตน

อ้อ เพื่อนแถวสีลมมันยังชวนไปเย้วต่อ มันเอาแรงมาจากไหนก็ไม่รู้เหมียนกาน


โดย: พี่หมี (Bkkbear ) วันที่: 24 เมษายน 2553 เวลา:23:20:59 น.  

 
คุณมาเรีย ฟอน แทรป รำลึกวันวาน

เดอออออออ
ฮี้ลลลลลลลลล
ซา รา ไลฟฟฟฟฟฟฟ...


โดย: doo_wop_boy วันที่: 25 เมษายน 2553 เวลา:1:46:46 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่หมี








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 เมษายน 2553 เวลา:7:17:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
Bkkbear
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




งานเขียนบทความ บทหนัง เรื่องสั้น และนวนิยายในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Bkkbear (หมีบางกอก) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามมิให้ดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

Friends' blogs
[Add Bkkbear's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.