ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2563
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
14 มีนาคม 2563
 
All Blogs
 
กรงแขวนศพนักโทษที่ St. Lambert's Church ใน Münster ยังมีอยู่จนถึงทุกวันนี้



Photo: ptwo/Flickr



ในช่วงศตวรรษที่ 16
เมือง Münster ถูกปกครองโดย Prince-bishop Franz von Waldeck
เจ้าชายมุขนายก ที่ได้รับเลือกตั้ง
ท่านเป็นบาทหลวงศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
แต่ท่านยอมรับความเชื่อใด ๆ ก็ได้ ตราบเท่าที่
ความเชื่อดังกล่าวมีต้นกำเนิดจากศาสนาคริสเตียน
ทัศนคติและความเชื่อที่ไม่ชัดเจนแน่นอน
แคกต่างกับพวกนิกายเยซูอิตของโรมันคาทอลิกคริสต์สุดโต่ง
(ที่มีนิยามพ่อมดหมอผี ถ้าถูกจับได้จะถูกฆ่าทิ้ง หรือเผาทั้งเป็น
พร้อมกับยึดทรัพย์สินเป็นของศาสนาคริสต์ แบ่งให้คนนำจับ
เลยเป็นช่องทางทำมาหากินของคนชั่วหลายคน)

ในช่วงปี 1530 เมือง Münster ยอมรับการปฏิรูปทางศาสนา
เพราะ Bernhard Rothmann ผู้นำหัวรุนแรงได้นำชาวบ้าน
เรียกร้องให้มีการเปิดกว้างเรื่องศาสนาคริสต์ให้มากกว่านี้
แต่ Franz von Waldeck ก็ได้รับการสนับสนุนการต่อสู้จากพวกพ่อค้าในเมือง
และเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและสงครามกลางเมือง
ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างยอมทำตามสนธิสัญญา Treaty of Dülmen
โดยให้มีการเปิดกว้างและเปิดเสรีความเชื่อในเรื่องศาสนาคริสต์

ความที่ Prince-bishop Franz von Waldeck มีทัศนะคติที่ดีต่อนักปฏิรูป
ทำให้เมืองนี้กลายเป็นที่ดึงดูดผู้คนทุกประเภท
เพราะทุกคนเขาสามารถฝึกฝนศาสนา/มีความเชื่อศาสนาแตกต่างได้
โดยไม่ต้องถูกคุกคามจากรัฐแบบเมืองอื่น ๆ ในยุโรป
เพราะในยุคนั้นยังมีสงครามศาสนาอย่างรุนแรงมาก
ระหว่างศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก กับ คริสต์นิกายโปรแตสแตนท์
หรือบางครั้งระหว่างอาณาจักรกับศาสนาคริสต์นิกายใดนิกายหนึ่ง
แบบฆ่าล้างบางเกือบหมดเมืองเลยก็มี
ทำให้ในเวลาต่อมา หลังผ่านการปฏิวัติ/ปฏิรูปหลายครั้ง
ในยุโรปหลายประเทศจึงแยกการเมืองออกจากการศาสนา
เพราะเห็นภัยพิบัติของพวกบ้าคลั่งศาสนาสุดโต่ง

เพราะการเปิดกว้างในเรื่องศาสนาแบบนี้
ทำให้ชาวดัตช์ชื่อ Johan Beukelszoon
หรือ John of Leiden จากเมือง Leiden
ได้เดินทางมายังเมือง Münster เมื่อทราบข่าวเรื่องนี้ว่า
เมืองนี้เป็นมิตรกับ Anabaptists (ผู้ยึดถือนิกายโปรแตสแตนท์
ที่มีการล้างบาป (ในพิธีเจิมน้ำมนตร์) เมื่อเดิบโตเป็นผู้ใหญ่)
ทำให้ผู้สนับสนุน Anabaptism ซึ่งหลายคนที่เชื่อว่า
ชาวโปรเตสแตนต์มีแต่เพียงผู้ใหญ่เท่านั้น
ที่จะสารภาพบาปและมีความเชื่อในพระคริสต์ได้เท่านั้น
และสามารถรับบัพติสมา(ศีลล้างบาป)ได้ ไม่ใช่ทารก
(นิกายโรมันคาทอลิคมีศีลล้างบาปเด็กทารก
และบางแห่งมีการตั้งพ่อแม่อุปถัมภ์/บุญธรรมให้กับเด็กทารก)
รวมทั้ง พวกนี้ยังเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน
และความมั่งคั่งทั้งหมดควรได้รับการแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกัน


หลังจากที่ John of Leiden เดินทางมาถึงเมือง Münster
ก็เริ่มเผยแพร่ความเชื่อดังกล่าว ซึ่งได้ความนิยมจากชาวบ้านอย่างแรง
ผู้เชื่อหลายคนต่างอิ่มอกอิ่มใจและหลงใหลไปกับแนวคิดใหม่
หลังจากที่ John of Leiden ใช้เวลาไม่นานนัก
ในการเทศนาในท้องถิ่นหลายแห่งหลายครั้ง
และผลจากการร่วมด้วยช่วยกันจากสานุศิษย์และสาวก
หัวหน้า สานุศิษย์ และสาวก ก็เริ่มจัดตั้งการเทศนา
ประณามคำสอนของคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
และส่งเสริม Anabaptism อย่างกว้างขวาง
ด้วยแผ่นพับโฆษณาชวนเชื่อที่แจกจ่ายไปทั่วภาคเหนือของเยอรมนี

พวก Anabaptists เรียกร้องให้คนจนในภูมิภาค
เข้าร่วมกับประชาชนของเมือง Münster
เพื่อแบ่งปันความมั่งคั่งของเมืองจากคนรวย
และจะได้รับประโยชน์ทางจิตวิญญาณ
โดยการเลือกสรรค์จากสวรรค์ เฉพาะคนเชื่อแนวคิดนี้

ไม่นานนัก John of Leiden ก็ระดมกลุ่มคนคลั่งศาสนากลุ่มใหญ่
ทำการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชาวเมืองจากหน้ามือเป็นหลังมือ
อย่างไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว



John of Leiden ให้บัพติศมา(ศีลล้างบาป)หญิงสาวคนหนึ่ง


Prince-bishop Franz von Waldeck เจ้าชายมุขนายก
และสมาชิกสภาเมืองต่างถูกขับไล่ออกจากตำแหน่ง
พร้อมกับแต่งตั้งนายกเทศมนตรีคนใหม่เข้ามาแทนที่
ผู้ที่ไม่เชื่อลัทธิ Anabaptists จะถูกขับไล่ออกจากบ้านและยึดทรัพย์สินทั้งหมด
แล้วพวก Anabaptists ก็จะเข้ามาครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวแทน
ทำให้มีชาวบ้านจากหมู่บ้านรอบ ๆ จำนวนมาก
ต่างนิยมชื่นชอบเป็นพวก Anabaptists
เพราะได้ของฟรียีดทรัพย์สินคนรวยมาแบ่งกัน
แบบหลอกคนจน ปล้นคนรวย แล้วมาแบ่งกัน
วิหารและอารามต่าง ๆ ต่างถูกทุบทำลายลง
เพราะการเกิดใหม่ของพิธีล้างบาปครั้งใหม่
เงินทองกลายเป็นของผิดกฎหมาย
กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องไม่มี
มีการเผาหนังสือทิ้งจำนวนมาก

John of Leiden ประกาศตัวเองเป็นหัวหน้า
แล้วแต่งตั้งตนเองให้เป็นราชันย์พร้อมกับมีราชสำนัก
ด้วยการแต่งกายให้เหมือนกับเป็นกษัตริย์
พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น New Jerusalem
แต่ในขณะเดียวกันกับสั่งให้สาวกต้องเปลือยกาย
เพื่อเตรียมรับการเสด็จมาของพระเจ้าในครั้งที่ 2
(ศาสนาคริสต์เชื่อว่าพระเจ้าจะมาโปรดโลกอีกครั้ง
และครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของโลกเช่นกัน)

จากนั้น John of Leiden ก็มีภรรยาหลายคน
โดยมีภริยาถึง 16 คน โดยสั่งว่านี่คือ ราชโองการ
การลงโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดเล็กน้อย
กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญและง่าย ๆ
ขณะเดียวกันประชาชนก็เริ่มอดอยาก
และเสบียงอาหารต่างลดน้อยถอยลงไปจากเดิมมาก

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านพ้นไปปีเศษ
Prince-bishop Franz von Waldeck กับพวก
ก็กลับมายึดเมืองคืนจากพวกกบฎได้สำเร็จ
ด้วยความร่วมมือจากกองทัพศาสนาจักรโรมันคาทอลิก
(แบบชนะเป็นราชา แพ้เป็นชี้ข้า)

แม้ว่าในระหว่างที่ถูกปิดล้อม
John of Leiden ก็สถาปนาตนเป็นผู้เผยพระวจนะ
พร้อมกับมีราชโองการต่าง ๆ มากมายว่า
อาสาสมัครผู้หิวโหยและจงรักภักดี
ถ้ารอดตายจากการถูกปิดล้อมครั้งนี้
จะได้รับรางวัลมากมายทั้งในโลกนี้กับโลกหน้า
พร้อมกับคำขวัญ Gottes macht is myn cracht
พระเจ้ามอบพลังให้กับข้า

ทำนองปลุกใจแบบโศลกมหาภารตยุทธ์
รบเถิด อรชุน หากท่านตายในสนามรบ
สวรรค์ยังรอท่านอยู่ ยังเปิดประตูรอผู้ปราชัย
แม้นหากว่าท่านชนะความเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้
ทุกพงพื้นปฐพีรอให้ท่านเข้ามาครอบครอง

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1536
John of Leiden ถูกจับตัวได้ในห้องใต้ดินที่หลบซ่อน
จากนั้นถูกนำตัวไปขังที่คุกใต้ดิน Dülmen
ก่อนจับกุมตัวกลับมายังเมือง Münster
Bernhard Knipperdolling (นายกเทศมนตรีคนใหม่)
และ Bernhard Krechting ผู้ติดตามคนสำคัญอีกคนหนึ่ง
ก็ถูกจับกุมตัวมาขังไว้ที่เดียวกัน
ก่อนทำการประหารชีวิตใจกลางตลาดเมือง Münster
ก็มีการทรมานก่อน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการประจานและข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม

นักโทษแต่ละคนจะถูกมัดติดกับเสา
ก่อนที่จะแทงลำตัวด้วยเหล็กแหลม
ตามบริเวณร่างกายจะถูกนาบด้วย
แผ่นเหล็กร้อนเผาจนเป็นสีแดงเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง

หลังจากที่ Bernhard Knipperdolling
ทนเห็นการทรมาน John of Leiden
แล้วก็พยายามจะฆ่าตัวตาย
ด้วยปลอกคอที่รัดคอ ด้วยการรั้งคอให้สำลัก
แต่เพชฌฆาตรีบมัดตัวนักโทษกับเสาหลักประหารให้แน่น
เพื่อป้องกันไม่ให้นักโทษฆ่าตัวตายได้สำเร็จ

จากนั้น ลิ้นของนักโทษแต่ละคนจะถูกดึงออกมาด้วยคีม
ก่อนที่จะนาบด้วยเหล็กร้อนแดงให้เผาไหม้ลิ้นของแต่ละคน
แล้วนักโทษแต่ละคนจะถูกแทงด้วยมีดสั้นเผาไฟแดงเข้าที่หัวใจ

ศพทั้งสามคนจะถูกจับมัดและขังอยู่ในกรงขนาดโลงศพจำนวน 3 ใบ
ที่แขวนลงมาจากยอดโบสถ์ St. Lambert's Church
ทิ้งซากให้เน่าเปื่อนจนเหลือแต่โครงกระดูกกินเวลานานถึง 50 ปี
ก่อนนำกระดูกไปฝังในสถานที่ลับ/สุสานคนอนาถา
ทกวันนี้ กรงทั้งสามลูกก็ยังแขวนอยู่ ณ ที่เดิม
 



Photo: rogiro/Flickr

.
มุมมองที่มีต่อ John of Leiden ในการครองเมือง Münster
คือ การตั้งตนเป็นผู้ปกครองที่มีหลายเมีย
ด้วยโองการว่า สตรีใดยังไม่แต่งงานตามหลักศาสนาคริสต์
(ต้องสาบานว่าจะจงรักภักดีซึ่งกันและกันต่อหน้าผู้สอนศาสนา)
จะต้องยอมรับคำขอแต่งงานของ John of Leiden ทันที
ทำให้ตามประวัติศาตร์ว่ามีภริยาถึง 16 คน
โดยมีรานี Divara van Haarlem เป็นมเหสีหลวง
แต่ Elisabeth Wandscherer ถูกตัดหัวทิ้ง
ข้อหาเป็นกบฏต่อ John of Leiden

แต่เรื่องราวของ John of Leiden
Karl Kautsky กับหนังสือเรื่อง
Communism in Central Europe at the Time of the Reformation
บันทึกหมายเหตุที่เห็นใจกับกลุ่ม Anabaptist ว่า
ภาพลักษณ์กลุ่ม Anabaptist ในเมือง Münster
ส่วนใหญ่แต่งเสริมเติมแต่งจากพวกศัตรูของ Anabaptists
เพราะพวก Anabaptists ต่างยอมสละเลือดเนื้อและชีวิต
เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม ระบอบการเมืองประชาธิปไตย
และการใช้ชีวิตแบบชุมชน(คอมมูน) ในยุคสมัยของ John of Leiden


เรียบเรียง/ที่มา


https://bit.ly/3cYsvIY
https://bit.ly/2IM7nYS
https://bit.ly/38QzhNI
 
 









ภาพทัณฑ์ทรมานในยุคอดีต
 





การแขวนคอประหารชีวิต William Captan Kidd ในกรงเหล็ก
สมบัติสุดขอบฟ้าที่รอการค้นหา



เรื่องเล่าไร้สาระ


การตีพิมพ์หนังสือฉบับแรกคือ คัมภีร์ไบเบิล
โดย Johannes Gutenberg
โดยการใช้เครื่องพิมพ์แบบเรียงพิมพ์ด้วยโลหะหล่อเป็นตัวอักษร
ที่สามารถดึงตัวอักษรที่ใช้พิมพ์ออกมาสลับเปลี่ยนใช้งานได้หลายครั้ง
จึงสามารถตีพิมพ์หนังสือได้ครั้งละจำนวนมาก ๆ ในปี 1493
แทนแบบเดิมที่ต้องใช้คนคัดลายมือเขียนหนังสือทีละหน้า
หรือแกะสลักบนแผ่นไม้แล้วตีพิมพ์แบบการสกีลเสื้อผ้า
ทำให้หลายชาติในยุโรปนำไป Copy and Development
จนเกิดการตีพิมพ์หนังสือต่าง ๆ นานา
เพราะในยุคนั้นยังไม่มีเรื่องลิขสิทธิ์สิทธิบัตร

ทำให้ต่อมา มีการตีพิมพ์เป็นภาษาท้องถิ่นของชาติตน
เพราะคนอ่านแล้วรู้เรื่องเข้าใจกว่าภาษาละติน
ที่ชนชั้นสูงในยุคนั้นจะต้องเรียนรู้ภาษาละติน กับภาษากรีก
นำมาสู่ความเป็นชาตินิยมและแตกแยกเป็นหลายชาติหลายภาษาในเวลาต่อมา
เพราะชุดความรู้มากมายจากหนังสือเดิมที่เป็นของแพงของหายาก
กลายเป็นหนังสือมีราคาถูก ชาวบ้านสามารถซื้อมาอ่าน
หรือลงขันกันซื้อหนังสือ แล้วจ้างคนรู้หนังสืออ่านให้ฟังได้
หรือเวียนเทียนกันอ่านในชุมชนได้ง่าย ๆ
ความคิดแนวคิดกบฎจากระบอบการปกครองเดิม
จึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาอย่างช้า ๆ

เช่น หนังสือ เจ้าชาย The Prince
ของ Niccolò Machiavelli ที่เสนอบริบทการเมืองนครรัฐอิตาลี
ได้บอกถึงความชั่วร้ายของพระสันตปาปา
ที่ผูกขาดโดยมาเฟียนครรัฐฟอเลนติน่า เป็นต้น
จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงการแต่งตั้งพระส้นตปาปา
และมีในเรื่อง ห้องลับงานศิลป์ของ Michelangelo






ต่อมา Martin Luther อดีตบาทหลวงนิกายโรมันคาทอลิค
ได้แปลคัมภีร์ไบเบิลจากภาษาละตินเป็นภาษาเยอรมัน ในปี 1521
โดยก่อนหน้านั้นได้เทศนาโจมตีพฤติกรรมไม่ชอบของบาทหลวงและพระสันตปาปา
จนถูกคว่ำบาตรจากศาสนาคริสต์นิกายเดิม
ทำให้เกิดการแยกนิกายศาสนาคริสต์ในเวลาต่อมา
มาร์ติน ลูเทอร์ เป็นผู้นำจิตวิญญาณ
และแนวความคิดศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์
ซึ่งเป็นปฐมบทของสงครามศาสนาในเวลาต่อมา
ของศาสนาคริสต์ทั้งสองนิกายที่รุนแรงมาก


อนึ่ง อังกฤษก็แยกนิกายออกมาก่อนในปี 1534
เป็น Church of England เพราะ กษัตริย์ Henry VIII
ไม่พอพระทัยที่พระส้นตปาปาไม่ยอมให้พระองค์หย่าขาดจากภริยา
เลยตั้งนิกายขึ้นมาใหม่ไม่ขึ้นกับพระสันตปาปา
และให้ราชอาณาจักรมีอำนาจเหนือศาสนจักร
ก็เป็นผลพวงมาจากการตีความคัมภีร์ไบเบิล
ที่มีคนแปลมาเป็นภาษาอังกฤษในการตีความ
แม้ว่าจะมีคนแปลหลายท่านแต่ที่ได้รับเกียรติคือ
John Wycliffe ในปี 1382
ทั้งนี้ อังกฤษแยกตัวออกมาเป็นอิสระ ก็คาดว่า
ได้แนวคิดจากการแยกศาสนจักรออกจากพระสันตปาปา
แต่ก็นำมาสู่สงครามศาสนาภายในประเทศในเวลาต่อมา

เรื่องความขัดแย้งในลัทธิ อุดมการณ์ ศาสนา
Albert Camus นักคิดนักเขียนฝรั่งเศส ถึงกับกล่าวว่า
" ผมไม่มีศาสนา ลัทธิ และอุดมการณ์
เพราะผมเห็นคนเหล่านั้น ฆ่ากันตายมานักต่อนักแล้ว
เพื่อพิสูจน์ยืนยันในสิ่งที่ตนเชื่อ "

เพราะส่วนหนึ่งท่านผ่านประสบการณ์สงครามสเปน
ที่เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายสังคมนิยม กับ
ฝ่ายเผด็จการฟาสซิสต์ที่มี Francisco Franco
ที่มีเยอรมันหนุนหลังจนมีชัยชนะในที่สุด
จึงกลายเป็นที่พักพิง/แหล่งซ่อนเงินที่ฉ้อฉลมา
เพราะหลังจากนาซีเยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
สเปนคือดินแดนสวรรค์สำหรับพวกนาซีเยอรมัน
ในการเข้าไปหลบภัยก่อนอพยพไปอยู่ที่ อาร์เจนตินา บราซิล
และอีกหลายประเทศในละตินอเมริกาในเวลาต่อมา
 








Create Date : 14 มีนาคม 2563
Last Update : 14 มีนาคม 2563 13:57:37 น. 0 comments
Counter : 229 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณที่เห็นและเป็นมา


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 31 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.