www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

7 ข้อ ที่มักเกิ้ลอย่างข้าพเจ้าขอ ปลื้มบ้าง บ่นบ้าง อะไรบ้าง กับ Harry Potter ภาค 7.1



1.แฮรี่ โชคดีมาก ที่มีเพื่อนดีๆอย่าง รอน และ เฮอร์ไมโอนี่ เพราะในส่วนของเนื้อเรื่อง ถึง น้องแฮร์จะเป็นตัวซวยขนาดไหน เพื่อนก็ยังรักห่วงใย ไม่ทอดทิ้ง ดังนั้นแม้จะเป็นหนังเด็ก แต่วัยรุ่น(น้อย)อย่างข้าพเจ้าดูก็รู้สึกดีกับมุมมองมิตรภาพที่หนังนำเสนอ เหมือนที่เคยเขียนไว้ใน FB ว่า

ถึงจะเป็นตัวซวยแบบแฮรี่ พ็อตเตอร์ เป็นไอ้ตัวแสบแบบหมอบ้าน(House)ในซีรี่ย์ House M.D. หรือ เป็นตัวประหลาดในสายตาคนทั่วไปอย่าง ดร.โบนส์(Bones) ในซีรี่ย์ Bones แต่การได้ดูหนังสามเรื่องนี้ไล่เลี่ยกัน ทำให้พบว่า

แม้จะมีคนตัดสินเราว่าเลวร้าย หรือรังเกียจหรือแหนงหน่ายอย่างไร แค่มี ‘เพื่อน’ ไม่กี่คนที่ยอมรับและเข้าใจ ก็เพียงพอ



และ มองในด้านของตัวหนัง แฮรี่ ก็โชคดีมาก ที่เพื่อนๆอย่าง รอน และ เฮอร์ไมโอนี่ พัฒนาฝีมือการแสดงรุดหน้า เพราะถ้าไม่มีสองคนนี้ ตัวหนังจะลดความน่าดูลงไปอีกหลายเท่า แฮรี่ คนเดียวเอาหนังไม่อยู่แน่ๆ แม้จะเล่นดีกว่าภาคแรกก็ตาม (ส่วนหนึ่ง น้องรอน กับ น้องเฮอร์ ก็ต้องให้เครดิต ป้าเจ(เค) ที่เขียนบทสองคนนี้ให้มีพัฒนาการที่น่าติดตาม)


2. ตอนต้นเห็นกระบวนการผลิตความเชื่อเกี่ยวกับการเชิดชู เลือดบริสุทธิ์ ก็นึกถึงยุคนาซีหรือยุคอดีตกาลที่ต้องการเชิดชู เชื้อชาติตัวเอง และ เหยียดเผ่าพันธุ์อื่นเสมือนต่ำต้อยกว่า

ซึ่งการผลิตชุดความเชื่อเช่นนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อเป้าหมายเป็น เยาวชน ที่เริ่มต้นจะเป็นผู้ใหญ่ ด้วยการสร้างโฆษณาชวนเชื่อ(propaganda)ผ่านสื่อต่างๆ เหมือนที่เหล่าเลือดบริสุทธิ์ฝั่งโวลเดอมอร์ตพยายามทำ

โจทย์ที่เหล่า เยาวชนในหนังภาคนี้ จึงยิ่งยากกว่าภาคแรกๆ เพราะนอกจาก การต้องเผชิญกับความผิดหวัง ความตาย การหลอกลวงของผู้ใหญ่ฯลฯ เมื่อพวกเขาโตขึ้น เขาต้องเจอกับ ทัศนคติที่ผู้ใหญ่พยายามจะปลูกฝังยัดเยียดให้กับพวกเขา ในสังคมที่ไม่รู้ว่า ผู้ใหญ่คนไหนจะเป็นคนจริงใจ และ คำสอนต่างๆที่ผู้ใหญ่สอนว่าดี ควรจะเชื่อว่า ดีจริง หรือแค่ไก่กา




3. นั่งอ่านกระทู้ อ่านบทวิจารณ์ อ่านความเห็น ของคนส่วนใหญ่แล้วมั่นใจว่า ‘ต่อมแฮรี่’ ของผมมีปัญหา เพราะ เสียงส่วนใหญ่ล้วนไปในทางเดียวกันว่า นี่เป็นภาคที่ดีและสนุกที่สุดของแฮรี่ แต่ ผมกลับไม่รู้สึกแบบนั้น เพราะหนังแฮรี่ที่ผมคิดว่าดีที่สุด คือ ภาค 6 ที่คนบ่นๆกัน ส่วนภาคนี้ในแง่ความสนุกก็ยังชอบน้อยกว่า ภาค 3 กับ ภาค 4

สองภาคก่อน(5+6) ตัวต้นฉบับหนังสือไม่ได้สนุกตื่นเต้นมากนัก เมื่อดัดแปลงเป็นหนัง จึงไม่แปลกใจที่ตัวหนังออกมาไม่โดดเด่นในแง่ของการเอนเตอร์เทนคนดู แต่ หนังแฮรี่ ในมือของ David Yates มีจุดเด่นตรง ไม่มีทีท่าห่วงหน้าพะวงหลังแฟนพันธุ์แท้ในหนังสือ กล้าที่จะตัดกล้าที่จะเติมจนมีความลงตัวและมีสไตล์ของตัวเอง เน้นมุมมองของการเป็น หนังดราม่าชีวิตวัยรุ่น โดยมี ความเป็นพ่อมดแม่มด เป็นแค่ฉากหลัง มากกว่าจะขายความเป็น หนังแอคชั่นแฟนตาซี ที่เน้นเวทมนตร์ถล่มปราสาทโครมคราม

แต่ ภาคนี้ (7) ตัวหนังสือสนุกมากมาย ถึงขั้นทลายบ่อน้ำตาตอนท้าย แม้จะย้วยยืดในช่วงต้น แต่พอมาเป็นหนังภาค 7.1 กลับไม่รู้สึกสนุกเท่าไหร่ เหมือนคราวนี้ David Yates พยายามจะรักษาเนื้อหาในหนังสือไว้ให้มากที่สุดต่างจากสองครั้งก่อน ซึ่งไม่เป็นผลดีสำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนจ๋าๆแบบข้าพเจ้า เพราะในหนังสือช่วงครึ่งแรกของเล่ม 7 ก็น่าเบื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

มองภาพรวมของหนัง รู้สึกว่าตัวหนังไม่ลงตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนภาคก่อน หลายตอนอืดยืดโดยไม่จำเป็น เช่น ตอนแฮรี่อยู่กับเฮอร์ไมโอนี่สองคนก็น่าเบื่อมาก (ฉากเต้นรำก็รู้สึกครึ่งๆกลางๆเหมือนเป็นฉากฆ่าเวลาที่ไม่ได้ช่วยเสริมหนังให้แน่นขึ้นเท่าไหร่ ในส่วนนี้ขอโบ้ยโทษไปที่ แฮรี่ ที่เล่นได้ไม่ดึงอารมณ์คนดูเลย)



4. น้องเฮอร์ เธอร้อนมั่กๆ ในฉากนั้น และ ทีมคอสตูมกับเมคอัพก็ดูจะรักเธอเป็นพิเศษ เพราะเสื้อผ้าหน้าผมของเธอดูดีในระดับ A+

,มัลฟอย เป็นตัวละครที่มีมิติมาก คงจะดี ถ้าหนังขยายมุมของเขาเพิ่มจากหนังสือ ในแง่มุมของเด็กเลือดบริสุทธิ์ที่ถูกการเลี้ยงดูพยายามหล่อหลอมให้กลายเป็นคนเลวร้าย สะท้อน ความสำคัญของพ่อแม่ว่ามีผลทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่อย่างไร และ ปัจจัยแวดล้อมที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งไม่คล้อยตามการเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเด็กโตขึ้นเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่ ผู้ใหญ่ทุกคนที่เขาควรเดินตาม เขาสามารถเลือกได้ว่า จะเป็น คนดี หรือ ชั่ว ด้วยตัวของเขาเอง

, เบลลาทริกซ์ นี่ก็ เล่นดีเกินค่าจ้าง เล่นได้ร้ายเกินหน้าเกินตาท่านลอร์ดเสียอีก


5. การเล่าเรื่องหลายฉากดูดีมีแคลสสสส แสดงกึ๋นผู้กำกับต่อเนื่องมาจากภาคก่อน ที่ทำให้ หนังแฮรี่ ดูไม่ใช่หนังแอคชั่นแฟนตาซีสำหรับเด็กแบบเล่าง่ายๆตรงไปตรงมา แต่แทรกความมีชั้นเชิงไว้ในภาษาหนัง

อาทิเช่น ฉากเปิดเรื่องที่ไม่ต้องสาธยายว่าเวทมนต์ของ เฮอร์ไมโอนี่ คืออะไร ไม่ต้องใช้คำพูดมาก แต่ สะเทือนใจเงียบๆ , ฉากเล่านิทานที่นำจินตนาการมาเป็นแอนิเมชั่นได้ดีโดยไม่แปลกแยกจากตัวหนัง , ฉากแอคชั่นหลายฉากที่ดูวูบวาบและมีระดับ เช่น ตอนรอนหน้าเหวอเป็นสโลว์โมชั่น หรือ ฉากตอนไล่ล่า ฯลฯ




6. การถ่ายภาพ คือ ปัจจัยที่ต้องชื่นชมระดับปรบมือ แม้จะเปลี่ยนตัวผู้กำกับภาพ แต่หนังแฮรี่ของเยตส์ทุกภาค ถ่ายภาพออกมาได้เลอเลิศยกระดับหนังขึ้นไปอีก ภาคนี้ก็เช่นกัน ต้องชมการถ่ายภาพที่ทำให้ตัวหนังออกมาดูขลัง ดูยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะในฉากกลางแจ้ง ราวกับ หนังอีพิคคลาสสิคโบราณ มากกว่าจะเป็น หนังแฟนตาซีเด็กๆ


7. การตัดสินใจแบ่งเป็นสองภาคแบบผ่าครึ่ง เช่นนี้ เป็นการแบ่งครึ่งที่ผมไม่ชอบและคิดว่าทำลายคุณค่าหนังดีๆไปหลายเรื่อง คือ ถ้ารวบเป็นภาคเดียวแล้วยาวซักนิด หนังอาจจะดีถึงขนาดมีลุ้นออสการ์ หรือ ถ้าดัดแปลงหนังสือโดยไม่ต้องยึดติดมากนัก จับประเด็นหลักๆซักอย่างแล้วให้จบองก์ในภาคแรก มีไคลแมกซ์ปิดท้าย ก็ยังจะดีเสียกว่าที่ ทีมแฮรี่ ไล่หาคำตอบไปเรื่อยๆ แล้วจู่ๆ ลอร์ดหน้าปลาดุกก็ชูไม้เท้าขึ้นฟ้า พร้อม เอนด์เครดิต

คือ ตัวอย่างหนังตั้งใจทำภาคต่อแบบจบแต่ละภาคแบบครึ่งๆกลางๆ แล้วออกมาดี เช่น Kill Bill , The Matrix หรือ Lord of the rings คือ ถึงจะทิ้งท้ายแบบ cliffhanger แบบทรมานใจคนดู แต่เราก็รู้สึกอิ่มกับ ภาคนั้นๆ ที่อย่างน้อยมันก็มีประเด็นและพาประเด็นไปจนจบสมบูรณ์ในตัวเองแต่ละภาค

แต่อย่าง แฮรี่ 7.1 เหมือนเป็นแค่การ โหมโรง อารมณ์ประมาณดู สามก๊ก ตอนแตกทัพเรือภาคแรก ที่จบแล้วอารมณ์ค้าง รู้สึกครึ่งๆกลางๆที่เรือยังไม่แตกซักที



****


บทความใน Blog ที่อ้างอิงถึง


Harry Potter and the Half Blood Prince , โลกใบใหม่ของ 'หนังแฮรี่'
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=aorta&month=24-07-2009&group=14&gblog=167


Harry Potter and the Goblet of Fire , กีฬาสีสามสถาบันกับเวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่ดีที่สุด
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=11-2005&date=23&group=1&gblog=70


***
***

ขอฝาก หนังสือเล่ม 5 ของ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" จ้า
(วางอยู่ตามร้านหนังสือทั่วไทยแล้ว)










อ่านจบแล้ว ชวนมาคุยกันที่นี่ครับ //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=18

และ

ความเห็นของ เพื่อนผู้อ่านที่อ่านจบแล้ว และสละเวลาเขียนถึง

//blogs.lumamagic.com/?p=1957



หนังสือ 4 เล่มก่อนหน้าที่ว่าด้วย 'ภาพยนตร์ - จิตวิทยา - พัฒนาตัวเอง(self - development)' ของ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"








สำหรับเพื่อนๆที่เล่น FaceBook หรือ Twitter ณ.บัดนาว "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ขยายสาขาเรียบร้อยแล้วจ้า






Create Date : 30 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2553 19:13:42 น. 3 comments
Counter : 3639 Pageviews.

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


โดย: สาวสะตอใต้ วันที่: 30 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:34:31 น.  

 
เป็นคนนึงค่ะที่มีโอกาสได้อ่าน
เจ็บเพราะรัก และประทับใจมาก
ที่สำคัญคืออยากได้หนังสือทุกเล่มของคุณหมอค่ะ
คุณหมอพอจะมีคำแนะนำบ้างมั้ยคะ
เพราะว่าไปหาเองก็แล้ว
ให้เพื่อนไปถามตามศูนย์หนังสือก็แล้ว
แต่ได้ไม่ครบค่ะ
แหะแหะ
ว่าจะแวะมาถามคุณหมอหลายวันแล้ว
แต่เพิ่งจะมีโอกาสค่ะ
รบกวนด้วยนะคะ




โดย: ในความอ่อนไหว วันที่: 2 ธันวาคม 2553 เวลา:17:07:03 น.  

 
ขอบคุุณครับ
kitchenaidmixerblackfriday


โดย: aomzon (aomzon ) วันที่: 10 ตุลาคม 2554 เวลา:19:26:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
30 พฤศจิกายน 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.