งานซ้อมใหญ่พยุหยาตราทางชลมารค 2567 (5)
ดังที่กล่าวไปว่า เรือสุวรรณหงส์ปรากฏชื่อครั้งแรกในคราวที่อัญเชิญ พระเฑียรราชาให้ลาผนวชออกมาราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ต่อมาเรือสุพรรณหงส์ ปรากฏชื่อเป็นคู่กับเรือวรสุพรรณหงส์ ในรัชกาลของสมเด็จพระเอกาทศรถ ในพิธีอาศวยุช เดือน 11 ว่า จึ่งเบิกเรือต้นเรือพระไชยสุพรรณหงส์ แลวรสุพรรณหงษพยุบาตรา คู่แข่งทั้งปวง ขึ้นมาถวายบังคมพระบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว น่าสังเกตว่าลักษณะเรือสุวรรรหงส์ในเวลานั้น เป็นแบบเรือชัย ซึ่งตามที่เราได้เคยเล่าไว้ว่า เป็นเรือพระที่นั่งชั้นที่สูงที่สุดในเวลานั้น โขนเรือจะไม่ได้สูงมากแบบเรือกิ่ง ที่เป็นเรือพระที่นั่งในสมัยต่อมา ตามพงศาวดารในรัชกาลทั้งสมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถ ปรากฏขื่อเรือพระที่นั่งอีกหลายลำ เช่น เรือกนกรัตนวิมานมหาาวา เรือศรีสมรรถไชย เรือไกรสมุข เรือไชยจักรรัตน์ เรือครุฑพาหานะ ที่หลายลำจะยังคงเป็นเชื่อเรือพระที่นั่งมาจนถึงอยุธยาตอนปลาย ในบันทึกเรื่องประเพณี 12 เดือนเดือนที่ 11 คือพิธีอาสยุชแข่งเรือ ว่า สมรรถไชยเรือต้น สรมุกเรือสมเด็จพระอรรคมเหสี ถ้าสมรรถไชยแพ้ เข้าเหลือเกลืออิ่ม ศุกขเกษมเปรมประชา ร่องรอยของความเชื่อของอุษาคเนย์เรื่องผู้หญิงเป็นใหญ่ในบ้าน ที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันเช่นคำว่าเจ้าบ่าว เป็นต้น 
ในสมัยพระนารายณ์มหาราช ที่ปรากฏภาพเขียนขบวนเรือเป็นครั้งแรก แต่จุดที่สำคัญคือ ไม่ปรากฏเรือสุพรรณหงส์ในกระบวนเรือ ทั้งที่วาดโดยลาลูแบร์ หรือในสมุดไทยดำที่เรียกว่าขบวนพยุหยาตราเพชรพวง
ซึ่งสมุดนี้ต่อมาได้รับการคัดลอกใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อเป็นแบบอย่าง ในพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารคในสมัยรัตนโกสินทร์ ชื่อเรือสุพรรณหงส์กลับมาปรากฏอีกครั้ง ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในพระนิพนธ์ กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ ว่า สรมุขมุขสี่ด้าน เพียงพิมานผ่านเมฆา ม่านกรองทองรจนา หลังคาแดงแย่งมังกร สมรรถไชยไกรกาบแก้ว แสงแวววับจับสาคร เรียบเรียงเคียงคู่จร ดั่งร่อนฟ้ามาแดนดิน
สุวรรณหงษ์ทรงภู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ เพียงหงษ์ทรงพรหมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม เรือไชยไวว่องวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม เสียงเส้าเร้าระดม ห่มท้ายเยิ่นเดินคู่กัน ในโคลงสี่ช่วงต้นปรากฏชื่อเรือพระที่นั่งทรงคือ เรือรัตนพิมานไชยเมื่อเราทราบว่าเรือไกรสรมุข และเรือสมรรถไชยเป็นเรือกิ่งนำ เรือสุวรรณหงส์ จึงจะอยู่ตำแหน่งหลังเรือเรือพระที่นั่ง ทำหน้าที่เป็นเรือพระที่นั่งสำรอง ซึ่งจะปิดตอนด้วยเรือชัย

เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาเรือพระราชพิธีถูกเผาทำลาย บางส่วนถูกนำไปพม่า การสร้างเรือพระราชพิธีใหม่ ให้ยิ่งใหญ่เหมือนกับที่ลาลูแบร์ บรรยายไว้ คงทำได้ยากยิ่ง นอกจากนี้งบประมาณและกำลังคนก็ต้องมุ่งไปทำสงคราม ดังนั้นในพงศาวดารช่วงต้นกรุงธนบุรี จะปรากฏชื่อเพียงเรือโขมดยา ปัจจุบันเรือโขมดยาหายไปแล้ว แต่ยังปรากฏร่องรอยในหนังสือสารส์นสมเด็จ ว่า โขมดหมายถึงหัว ยาคือน้ำยาที่ใช้ทาสีหัวเรือ เป็นเรือดั้งขนาดเล็ก มีศักดิ์เป็นเรือพระชั้นราชาคณะเท่านั้น จนในสมัยอยุธยาตอนปลาย จึงนำมาใช้ในพระราชพิธีพยุหยาตรา ทำหน้าที่เป็นเรือแซงของตำรวจ
ในช่วงปลายรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงจะปรากฏชื่อ เรือกิ่งเรือไชย ในพระราชพิธีพยุหยาตรา คราวไปรับพระแก้วมรกตที่นนทบุรี
เมื่อถึงสมัยตอนต้นรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 จำนวนเรือพระราชพิธีก็ยังไม่มาก ปรากฏชื่อเรือพระนั่งในคราวเสด็จพระราชดำเนินไปทอดผ้ากฐิน พ.ศ. 2326 ที่วัดบางหว้าใหญ่ว่าใช้เรือพระที่นั่งศรี ซึ่งเรือชนิดนี้ไม่ปรากฏในปัจจุบัน แต่ยังในสาส์นสมเด็จได้อธิบายว่า เรือพระที่นั่งศรีเป็นเรือพระที่นั่ง ที่หัวเรือมีลวดลายสวยงาม หัวเรือไม่สูงแบบเรือกิ่งและเรือเอกชัย เป็นเรือทรงใช้เวลาเสด็จพระราชดำเนินลำลองทางชลมารค
ศรี ย่อมาจากศรีสักหลาด คือการดาดด้วยผ้าสักหลาด เป็นเรือพระที่นั่งที่มีศักดิ์รองจากเรือกิ่งและเรือเอกชัย
Create Date : 06 มกราคม 2568 |
|
4 comments |
Last Update : 7 มกราคม 2568 15:22:31 น. |
Counter : 212 Pageviews. |
 |
|