|
|
 |
| | 1 | 2 | 3 | 4 |
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |
|
|
 |
14 ตุลาคม 2568
|
|
|
|
|
|
ปริศนาบนศิลาที่หลับใหล : การค้นพบใหม่แห่งเมืองพระนคร (2)
 ระเบียงคต ปราสาทนครวัด ฝั่งทิศใต้
สารคดีการค้นพบใหม่แห่งเมืองพระนคร ได้เล่าสองเรื่องสลับกันไปมา เพื่อค้นหาความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายของชาวเขมรโบราณ หนึ่ง คือการตามหาเทวรูปพระศิวะที่ปราสาทกรอฮอม ที่เราได้เล่าไปก่อนหน้านี้ ในบล็อกที่ชื่อเดียวกัน สอง คือการตามหารูปสลักที่หายไปจากผนังระเบียงคต ในส่วนของผนังทิศใต้ฝั่งตะวันออกของนครวัด ภาพสลักเรื่องนรกที่อยู่ส่วนล่าง และภาพสวรรค์อันชำรุดที่อยู่ด้านบน และนั่นก็คือ เรื่องราวที่เราจะกล่าวถึงในตอนนี้
Louis Delaporte นักสำรวจชาวฝรั่งเศส เกิดในปี พ.ศ. 2385 พ.ศ. 2406 พระนโรดมได้ทำสัญญานำเขมรส่วนนอกไปเป็นรัฐอารักขา พ.ศ. 2409 ฝรั่งเศสส่ง Delaporte ที่เป็นทหารเรือเดินทางมายังกัมพูชา เพื่อสำรวจหาเส้นทางการเดินเรือทวนแม่น้ำโขงขึ้นไปยังมณฑลยูนนาน พ.ศ. 2410 สยามทำสนธิสัญญายกเขมรส่วนนอกให้ฝรั่งเศส ในขณะที่ฝรั่งเศสให้การรับรองอธิปไตยของสยาม เหนือดินแดนเขมรส่วนใน พ.ศ. 2511 พบว่าแม่น้ำโขงนั้นเต็มไปด้วยแก่ง ไม่สามารถเดินเรือไปถึงจีนได้ แต่ในการเดินทางนี้ Delaport ได้วาดรูปโบราณสถานไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญ ในการทวงคืนโบราณวัตถุที่หายไป พ.ศ. 2421 มีการจัดงาน Exposition Universelle ที่กรุงปารีส Delaporte นำงานปูนปลาสเตอร์ที่ได้ลอกแบบจากทับหลัง และภาพสลักจากปราสาทต่างๆ ในเมืองพระนครมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก นำมาซึ่งความแปลกใจต่อชาวฝรั่งเศส เมื่อได้พบเห็นสิ่งของแปลกตาเหล่านี้ หลังจบงาน สถาบัน Louvre ปฏิเสธที่จะรับสิ่งของต่างๆ ไปจัดแสดงต่อ Delaporte จึงเปิดพิพิธภัณฑ์อินโดจีนขึ้นที่ Château de Compiègne
 ภาพนรก-สวรรค์ ส่วนล่างที่ยังคงหลงเหลืออยู่
พ.ศ. 2440 Delaporte ส่งลูกชายกลับไปกัมพูชา เพื่อทำรูปหล่อปูนปลาสเตอร์เพิ่มเติม สำหรับการนำไปแสดงในงาน Exposition Universelle ที่มีกำหนดจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2441 พ.ศ. 2441 ฝรั่งเศสจัดตั้งหน่วยงานศึกษาศิลปะและโบราณสถานในอินโดจีน ในชื่อ École française d'Extrême-Orient (EFEO) ซึ่งยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งของการทำสารคดีนี้ ในชื่อภาษาไทยว่า สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ
พ.ศ. 2450 สยามยอมยกดินแดนเขมรส่วนใน ซึ่งมีเมืองเสียมเรียบ แลกกับการที่ฝรั่งเศสคืนเมืองตราดและเมืองด่านซ้ายให้ ฝรั่งเศสสามารถเข้าถึงปราสาทนครวัดได้อย่างสมบูรณ์ พ.ศ. 2468 Delaporte เสียชีวิต พิพิธภัณฑ์อินโดจีนได้ถูกปิดลง ชิ้นงานหล่อปูนปลาสเตอร์กว่า 1,200 ชิ้น ถูกนำไปเก็บยังที่ต่างๆ พ.ศ. 2474 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ฝรั่งเศสต้องการกอบกู้ความเชื่อมั่น จึงจัดงาน Exposition coloniale internationale อย่างยิ่งใหญ่ ไฮไลท์ของงานนี้คือ นครวัดจำลองในขนาดเท่าของจริง พ.ศ. 2544 Pierre Baptiste เริ่มตามหารูปหล่อปูนปลาสเตอร์ ของ Delaporte เพื่อเตรียมจัดงานเฉลิมฉลองในวาระหนึ่งศตวรรษ ที่ฝรั่งเศสได้เข้ามาศึกษาศิลปะกัมพูชาโบราณ
พ.ศ. 2556 พิพิธภัณฑ์กีเมต์ จัดนิทรรศการชื่อว่า Angkor: Naissance d’un mythe – Louis Delaporte et le Cambodge เพื่อสะท้อนมุมมองของชาวยุโรปที่มีต่อการค้นพบนครวัดในเวลานั้น เราไม่รู้ว่าผนังฝั่งทิศใต้ด้านที่สลักเรื่องนรกสวรรค์นั้น ได้พังลงมาเมื่อใด แต่จากรูปหล่อปูนปลาสเตอร์ของ Delaporte ทำให้ทราบว่า สมัยเมื่อร้อยปีก่อนนั้น มันยังอยู่ในสภาพที่ดี ในวันนี้หากจะมีการบูรณะ ผลงานของ Delaporte ก็จะเป็นเหมือนเครื่องหยุดเวลา ทำให้กลับไปในช่วงที่ถูกสลักขึ้นได้
ปราสาทพิมานอากาศ ที่มีการค้นพบต้นไม้ในตำนาน ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ในสงคราม social media สิ่งหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือการเคลมชุดไทย โดยมีการกล่าวว่ากัมพูชาได้เสนอขึ้นทะเบียน ประเพณีการแต่งงาน เป็นมรดกทางวัฒนธรรม โดยมีประเด็นว่า จะมีการสอดแทรกชุดไทย เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในประเพณี ซึ่งชาวไทยใน social media ก็แสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรง ถึงการเคลมวัฒนธรรมในครั้งนี้ คำถามคือ มีใครสักคนไหมที่จะตั้งคำถามว่าเหตุใดกัมพูชาจึงเลือกที่จะสอดแทรกชุดไทยเข้าไปในประเพณีการแต่งงานและคำถามสำคัญคือ ทำไมต้องเป็นประเพณีการแต่งงาน ไม่ใช่อย่างอื่น สารคดีได้เฉลยเรื่องนี้ ผ่านการขุดค้นปราสาทพิมานอากาศ ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โดยมีการค้นพบท่อนไม้ที่เชื่อว่า คือต้น thlok ฝังอยู่ใต้ดินบริเวณข้างปราสาท เชื่อว่านี่คือต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ที่ย้อนกลับไปได้ถึง ตำนานการสร้างอาณาจักรฟูนัน เรื่องนั้นมีอยู่ว่า พราหมณ์เกาฑิณยะ ได้เดินทางมาจากแคว้นกลิงคะ ของอินเดียและประสบเหตุเรือได้หยุดที่น่านน้ำของกัมพูชาในปัจจุบัน ท่านได้พบกับนางโสมา บุตรีของราชานาคที่ครอบครองผืนน้ำแห่งนี้ ทั้งสองได้สู้รบกัน และพราหมณ์เกาฑิณยะได้เอาชนะนางโสมาได้ นางโสมาได้ยอมแต่งงานกับท่านบนเกาะแห่งหนึ่งใต้ต้น thlok หลังจากนั้นพราหมณ์ได้เกาะหางนางโสมา ลงไปยังเมืองใต้บาดาล ราชานาคพ่อของนางโสมาได้ขึ้นมา และดูดน้ำในทะเลบริเวณนั้นจนแห้ง เกิดเป็นแผ่นดินให้พราหมณ์เกาฑิณยะและนางโสมา ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน ที่ชื่อว่าอาณาจักรฟูนัน ที่ต่อมาจะเป็นอาณาจักรเจนละ และเขมรโบราณในที่สุด
ตำนานพระทองนางนาค เมืองสีหนุวิลล์ ภาพจาก wikipedia เรารู้ว่าอาณาจักรฟูนันเกิดขึ้นราว คริสศตรวรรษที่ 1 ตำนานนี้ต้องย้อนกลับไปราวสองพันปีก่อนซึ่งน่าจะเกินกว่าที่ คนในอดีตจะจดจำและส่งต่อมาถึงปัจจุบันได้
แต่เรื่องราวนี้ถูกจดบันทึกไว้ในเอกสารจดหมายเหตุของจีนในสมัยสามก๊ก โดยราชทูตชื่อว่า Kang Tai และ Zhu Ying ที่เดินทางมายังอาณาจักรฟูนันในราวครึ่งคริสต์ศตวรรษที่ 3 ตำนานนี้ยังได้กลายมาเป็นนิทานพื้นบ้าน พระทอง-นางนาคที่เล่าสืบต่อกันมา เป็นประเพณีการแต่งงานของชาวกัมพูชา ชุดไทยอาจถูกสอดแทรกเข้าไปในช่วงนี้ โดยแปลงจากตอนที่พราหมณ์เกาฑิณยะจับหางนาคลงไปยังมืองบาดาล มาเป็นการจับชายสไบของชุดไทยที่นางนาคใส่แทน ถึงตรงนี้เราน่าจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมต้องเป็นประเพณีแต่งงาน นั่นเพราะความเก่าแก่ของเรื่องราวที่สามารถที่ย้อนกลับไปถึงสองพันปีก่อน โดยมีหลักฐานจดหมายเหตุของจีน และตำนานที่เล่าขานกันมาสนับสนุน จึงมีความเป็นไปได้สูงมากว่า Unesco จะรับรองประเพณีนี้ ถามว่าเรารู้สึกอะไรในเรื่องนี้ ก่อนอื่นต้องแยกเรื่องอดีตกับปัจจุบันออกจากกันเสียก่อน ในช่วงที่ยังไม่ปรากฏอักษรไทยบนแผ่นดินในปัจจุบัน ก็ต้องยอมรับว่าช่วงเวลานั้นมีเพียงจารึกของมอญและเขมรปรากฏ
แต่การจมอยู่กับอดีตที่รุ่งเรืองนั้นไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าปัจจุบันนั้นไม่สามารถดึงทรัพยากรที่มีมาใช้ ในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เลย ต่างจากประเทศไทยที่สืบสาน พัฒนา ต่อยอด มาตลอดเวลา นับตั้งแต่ที่ก่อตั้งอาณาจักรของคนไทย ตั้งแต่สุโขทัยเป็นต้นมา
| Create Date : 14 ตุลาคม 2568 |
|
4 comments |
| Last Update : 9 ธันวาคม 2568 9:02:57 น. |
| Counter : 543 Pageviews. |
 |
|
|
| | |
โดย: หอมกร 15 ตุลาคม 2568 6:44:42 น. |
|
|
|
| |
|
 |
ผู้ชายในสายลมหนาว |
|
 |
|
|
|
เขาคิดได้ไงนะเนี่ย 555