โรงพยาบาล (แผนกจิตเวช) ในความทรงจำ (งานตะพาบครั้งที่ 238)


ถ้าพูดถึงโรงพยาบาล โดยทั่วไปแล้วก็น่าจะเหมือนๆ กัน และการแอดมิทเข้าโรงพยาบาลก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่สำหรับฉัน มันต่างออกไปเมื่อฉันมาเป็นผู้ป่วยทางด้านจิตเวช และถูกแอดมิทเข้าโรงพยาบาลกรุงเทพ ศูนย์จิตรักษ์

แรกเริ่มเดิมที ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันเป็นอะไร คือ ตอนที่แอดมิท ฉันก็ไม่รู้นะว่าทำไมฉันต้องมาแอดมิทที่นี่ ฉันไม่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และฉันก็ไม่ได้เป็นไบโพลาร์ ฉันมารู้ตอนหลังว่าฉันป่วยเป็นโรคหวาดระแวง จากการที่ถามหมอเมื่อนัดเจอหมอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว

อาการของฉัน ฉันเห็นภาพหลอน แต่ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง เหตุการณ์ต่างๆ ฉันเคยเล่าไว้ในบันทึก(ไม่)ลับ ฉบับคนบ้า ถ้าใครอยากรู้ก็คลิกเข้าไปอ่านกัน จะได้รู้ว่าฉันบ้าแค่ไหน

อย่าถามฉันว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง เพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไงเหมือนกัน บางทีอาจจะเพราะคิดอะไรเยอะเกิน จริงจังกับบล็อกมากเกิน บ้าการเมืองมากเกิน เลยทำให้สารเคมีในสมองมันผิดปกติไป จนนำไปสู่การเห็นภาพหลอนอะไรต่างๆ มากมาย และทำให้ที่บ้านต้องรีบนำตัวไปส่งโรงพยาบาล

และที่ที่ฉันอยู่ 18 วัน ก็คือโรงพยาบาลกรุงเทพ ภายใต้การดูแลของแผนกจิตเวช ซึ่งที่นี่เรียกว่า ศูนย์จิตรักษ์

ฉันบอกเลยว่าเมื่อฉันเข้ามาอยู่ ฉันจำอะไรไม่ได้เลยช่วงแรก เหมือนความทรงจำมันหายไปประมาณสัก 10 วัน สิ่งที่ฉันจำได้ คือ จำได้ว่าโดนเจาะเลือด โดนสวนทวาร แต่หลังจากนี้ฉันก็จำอะไรไม่ค่อยได้ ฉันไม่รู้ว่าใครมาเยี่ยมฉันบ้าง ฉันโดนให้ยาฆ่าเชื้อ และยาอะไรบ้าง ฉันก็ไม่รู้

ฉันรู้แต่ว่าฉันมีอาการแพ้ยา ยาที่กินแก้โรคหวาดระแวง เป็นยาตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งฉันมารู้ทีหลังจากการที่ฉันถามแม่ และหมอบอก ว่าฉันกินไปแล้วมีอาการตัวแข็ง คอแข็ง กลืนอาหารลำบาก ซึ่งนั่นจึงทำให้เขาส่งหมออายุรแพทย์ทางด้านระบบประสาทและสมองมาดูแลฉันอีกคน

ฉันอยู่โรงพยาบาลโดยมีหมอ 2 คนเข้ามาดู คนหนึ่งเป็นอายุรแพทย์จะมาดูฉันตอนเช้าตรู่ ส่วนอีกคนเป็นจิตแพทย์มาดูฉันตอนเย็น

แต่เนื่องจากเคสของฉันไม่เหมือนคนอื่น คือ ฉันมีอาการแพ้ยา และทำให้ฉันกลืนอะไรไม่ได้ ฉันเลยต้องมาฝึกกลืน ฝึกพูด ก่อนที่ฉันจะรับประทานอาหารเช้า

ทุกเช้าจะมีแบบฝึกหัดให้ฉันบริหารปาก ฉันรู้สึกเหมือนฉันกลับไปเป็นเด็กประถม ฉันไม่ได้รู้สึกเบื่อนะ แต่ฉันมีคำถามว่าทำไมฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยวะ ทำไมฉันต้องอยู่ที่นี่ และฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้

ฉันไม่ได้มีความว่ารู้สึกอยากกลับบ้านนะในช่วงแรกๆ ที่รู้สึกตัว แค่รู้สึกมันมีคำถาม ไม่ได้รู้สึกทรมาน แค่มีความรู้สึกว่า “อะไรกันวะ”

และอย่างที่บอกว่าฉันเป็นเคสพิเศษ ก็เลยมีพยาบาลมานั่งอยู่ตรงหน้าตอนกินข้าวด้วย ฉันบอกตรงๆ ว่าฉันก็ค่อนข้างอึดอัด คือ มันแปลกๆ แต่พยาบาลเขาดูแลดีนะ ดูแลดีมาก ตอนเย็นเขาก็อาบน้ำให้ฉันด้วยล่ะ แต่อย่างที่บอกฉันไม่ค่อยชิน บางทีก็รู้สึกอายๆ เขินๆ ยังไงไม่รู้

นี่คือ การเริ่มต้นในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน หลังจากกินข้าวเช้าแล้วก็จะเข้าสู่การเรียน เหมือนเราอยู่ในไฮสคูล จะมีตารางเรียนแปะไว้ที่บอร์ด ผู้ป่วยหรือนักเรียนจิตเวชทุกคนก็จะมาดูบอร์ด วันนี้มีเรียนอะไรกันบ้างนะ มีคลาสที่เราอยากเรียนหรือเปล่า

สำหรับฉัน ฉันชอบคลาสดนตรี (โชคดีที่ยังไม่เจอศิลปะกับงานประดิษฐ์) และก็คลาสทำอาหาร

คลาสโยคะ ฉันก็ชอบนะ แต่ไม่ค่อยมีใครไปเรียนเท่าไหร่ในช่วงหลังๆ ฉันก็เลยอู้ไม่ไปเรียนมั่ง (ที่นี่ไม่บังคับนะ ถ้าใครไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเข้าก็ได้ หรือเรียนแล้วรู้สึกไม่ชอบ ก็เดินออกได้ เขาไม่ว่า)


คลาสดนตรีก็จะเป็นดนตรีบำบัด มีให้ฟังเสียงดนตรีแล้วถามว่ารู้สึกยังไง แล้วก็มีให้ร่วมกันเล่นดนตรีจากเครื่องประกอบจังหวะต่างๆ เขาจะมีให้เลือก เราก็หยิบมาคนละชิ้น




 

คลาสทำอาหาร ก็จะทำขนม เบเกอรี่ ที่จำได้ก็จะมีแอปเปิ้ลครัมเบิ้ล จำได้แม่นเพราะเป็นครั้งแรกที่ผ่าแอปเปิ้ล หั่นแอปเปิ้ลเองโดยใช้มีดตัดเค้ก ที่นี่เขาจะไม่ใช้มีดที่มีคม ก็ดีแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นคงเสียวน่าดู
 


ส่วนคลาสโยคะก็เล่นโยคะ ก็สนุกดี บางท่าก็ยาก บางท่าก็ง่าย



นอกจากนี้ก็จะมีการสนทนาเป็นกลุ่มกับนักจิตบำบัด หรือจิตแพทย์ เหมือนพูดคุย ปลดล็อกเรื่องราว แชร์ประสบการณ์ต่างๆ ที่ตัวเองประสบให้กันและกันฟัง ก็ผ่อนคลายดี บางครั้งก็มีกิจกรรมสันทนาการ โยนลูกบอลส่งต่อกันไปมา และทำท่าต่างๆ



 
นี่ก็จะเป็นกิจกรรมที่เราทำในแต่ละวัน ตอนเช้า 2 กิจกรรม ตอนบ่าย 2 กิจกรรม เรียกว่าไม่ได้ว่าง แต่ถ้าว่าง หรืออยู่คนเดียวเมื่อไหร่ ก็จะมีพยาบาลมาประกบ

จำได้ว่าวันหนึ่งเรานั่งระบายสีอยู่คนเดียวในห้อง ก็มีพยาบาลเข้ามาชวนคุย จริงๆ เราอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ เพราะชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ แต่ก็เข้าใจทางพยาบาลนะ ว่าไม่อยากให้อยู่คนเดียวเงียบๆ เราก็เลยไม่ได้เงียบ ก็คุยกับพยาบาลไปนั่นแหละ จนกระทั่งถึงเวลาทานอาหาร หรือทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง

มันก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดี กับการที่ได้มาอยู่ที่นี่ นี่ก็บอกแม่ไว้แล้วเหมือนกันว่าถ้าครั้งหน้า เราเกิดป่วยอีก แล้วที่บ้านไม่มีสตางค์พาเข้าโรงพยาบาลกรุงเทพ ก็ไปศรีธัญญาได้เลยนะ เราอยากรู้เหมือนกันว่าศรีธัญญาเขาเป็นยังไงกันบ้าง อยากรู้และสัมผัสบรรยากาศอีกแบบหนึ่ง เผื่อได้เอามาเขียน แต่จริงๆ ไม่เข้าก็ดีกว่านะ ไม่เปลืองสตางค์

ตอนนี้เราก็รักษาตัวเองและกินยาตามที่หมอสั่ง ภาพหลอนต่างๆ ก็ไม่มีแล้ว และเราก็ไม่ได้หวาดระแวงหนักเหมือนช่วงแรกแล้ว เราพยายามดึงตัวเองออกมาจากทุกสิ่ง

อยู่กับตัวเอง ดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ ทำงานให้พอเหมาะ ไม่ทำให้ตัวเองเครียด และที่สำคัญไม่เสพหรืออินกับการเมืองเยอะ มันก็ช่วยทำให้เราหายจากอาการต่างๆ ได้

ถ้าไม่อยากเครียด ก็แค่ทำตัวให้สบาย แค่ทำตัวให้สบาย ก็ห่างไกลจากโรคได้แล้ว

และนี่ก็คือเรื่องราวในความทรงจำของเราค่ะ ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกที่อยากเขียน ถ้ามีเวลา และคิดว่าเหมาะสมที่จะเขียน ก็จะมาเขียนให้อ่านกันนะคะ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านค่ะ ดูแลตัวเองกันด้วยนะทุกคน



Create Date : 11 ตุลาคม 2562
Last Update : 11 ตุลาคม 2562 18:28:04 น.
Counter : 78 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณnewyorknurse


BlogGang Popular Award#15



comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]



All Blog
  •  Bloggang.com