ไปพบหมอและไปเยี่ยมน้องเมื่อวานนี้


เมื่อวานหมอนัดตอนบ่ายสองโมง ก็ไปพบหมอตามนัด คำถามของหมอก็ยังคงเป็นคำถามเดิมๆ มีเพิ่มเติมก็คือว่า เวลาเราเล่นเฟซบุ๊ก เล่นบล็อก เราอ่านคอมเมนต์ เรารู้สึกไหมว่ามีคนมาว่าร้ายเรา หรือคิดไม่ดีกับเรา เราก็บอกหมอว่าเราไม่ได้เล่นเฟซบุ๊กเลยตอนนี้ ซึ่งเราก็ไม่ได้เล่นจริงๆ เราไม่ได้ตามดูชีวิตใครเลย ส่วนที่เราโพสต์ก็นานๆ โพสต์ที แล้วก็ไม่มีใครมาคอมเมนต์อะไรเรา ในส่วนของบล็อกก็หายห่วงได้ เพราะเราปิดคอมเมนต์เรียบร้อย เราไม่รับคอมเมนต์จากใคร มันก็ไม่มีอะไรกระทบกระเทือนใจ หรือทำให้เราต้องคิดมาก

แล้วหมอก็ถามว่าเราออกไปข้างนอกบ้างไหม แล้วรู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองเราหรือเปล่า เราก็บอกว่าเราก็ออกบ้างนะ แต่ไม่ได้ออกบ่อย เพราะสถานการณ์ปัจจุบันมันไม่ค่อยน่าออก ส่วนที่มีใครจ้องมองเราหรือเปล่า เราไม่ได้รู้สึก เพราะเราไม่ได้สนใจใคร หมอบอกว่าที่หมอถามเพราะไม่อยากให้เราอยู่แต่ในบ้าน หมอกลัวว่าถ้าอยู่แต่ในบ้าน อาจจะทำให้ดิ่งได้ แต่สำหรับเราถึงอยู่แต่ในบ้าน เราก็ไม่ดิ่งหรอก เพราะมีอะไรให้ทำเยอะ

ตอนนี้หมอปรับลดยา Trihexyphenidyl ยาแก้อาการตัวแข็งให้เหลือครึ่งเม็ดหลังอาหารเย็น เผื่อว่าจะยิ้มได้สดชื่นขึ้น มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น ก็อยากจะบอกหมอว่าเราก็เป็นอย่างนี้แหละ เราค่อนข้างจะนิ่งๆ ถึงจะลดยา เราคิดว่าเราก็เป็นแบบเดิม

ส่วนยาอีกตัว Perphenazine หมอให้กินตามเดิมหนึ่งเม็ดหลังอาหารเย็น

ส่วนยานอนหลับ Lorazepam เราก็บอกหมอว่าเราก็กินบ้างเวลานอนไม่หลับ อาทิตย์หนึ่งก็อาจจะสักครั้งหนึ่ง

แล้วหมอก็นัดเราให้เจอกันอีกที 2 เดือนข้างหน้า เจอกันอีกทีวันที่ 7 เดือนเมษายน

เสร็จจากนั้นเราก็ไปหาอะไรทานกับแม่ ก็ได้ไปทานไก่บอนชอน เราเพิ่งเคยทานครั้งแรกก็อร่อยดี แล้วก็ทานบอนชอนฟรายส์ก็อร่อยเช่นกัน จากนั้นก็ไปเยี่ยมน้องที่มารักษาตัวอยู่ที่นี่ โรงพยาบาลกรุงเทพ

เขาให้เข้าเยี่ยมได้ตอนห้าโมงเย็น วันนี้มีพี่ที่คริสตจักรที่คอยช่วยเหลือเวลาน้องมีปัญหาได้มาเพื่อที่จะมาเยี่ยมน้องด้วย แต่ทางคุณหมอยังไม่ให้คนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวมาเยี่ยม เขาก็เลยไม่ได้เข้า

ที่นี่เวลาจะเข้าเยี่ยมผู้ป่วยจะต้องมีโค้ด พอบอกโค้ด รปภ. เขาก็จะให้เราเข้าได้ แล้วเมื่อเข้าไป เราต้องฝากของสัมภาระของเราไว้ในล็อกเกอร์ เอาไปแต่กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ ส่วนของเยี่ยมก็ถือเข้าไปได้

ได้ไปเจอกับน้อง น้องก็ดูปกติดี น้องก็เข้าร่วมกิจกรรมทุกอย่าง ดูไม่มีอาการเครียด หรืออยากกลับบ้าน น้องบอกว่าถือว่ามาพักผ่อน แล้วก็ให้น้องได้คุยกับพี่ที่คริสตจักรที่มาแต่เข้าไม่ได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

จากนั้นน้องก็ขอลงไปเดินซื้อของที่พลาซ่า โดยมีบุรุษพยาบาลไปด้วย (ตอนที่เราอยู่ เราไม่เคยออกไปข้างนอกเลย) น้องก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติ เรากับแม่ก็ไปเอาของออกจากล็อกเกอร์แล้วก็ตามไปด้วย จากนั้นก็แยกจากกันหลังจากน้องซื้อของเสร็จ

วันนี้ตอนเย็นเดี๋ยวก็จะไปเยี่ยมอีก เพราะน้องต้องการเป้ของตัวเองซึ่งมีไอแพดกับหนังสือพระคัมภีร์ หมออนุญาตให้เอาเข้ามาได้ ก็เดี๋ยวจะเอาไปให้

แต่มีเรื่องหนึ่งที่น้องยังไม่รู้ และก็ไม่รู้ว่าถ้าน้องรู้ น้องจะรับได้หรือเปล่า นั่นคือ ทางบ้านจะให้น้องย้ายโรงพยาบาล จากโรงพยาบาลกรุงเทพ ไปอยู่ศรีธัญญา เพราะพ่อไม่สามารถที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลกรุงเทพไหวถ้าหากต้องอยู่เป็นระยะเวลานาน

ก็ต้องรอให้หมอเขาหาจังหวะคุย ทางบ้านเราจะไม่เป็นคนบอกน้อง จะให้หมอเป็นคนบอกว่าทำไมต้องย้ายโรงพยาบาล หมอก็คงจะต้องหาเหตุผลเพื่อให้น้องยอมรับ

ในส่วนของตัวเราเอง ถ้าวันหนึ่งอาการเรากำเริบหรือกลับมาเป็นอีกครั้งแล้วเราต้องไปอยู่ศรีธัญญา เราก็ไปได้นะ เราก็บอกกับแม่ไว้แล้วว่าเราไปอยู่ได้ ก็คิดว่าไปอยู่สนุกๆ แต่กับน้องเรา เราไม่รู้ว่าเขาจะรับได้ไหม ถ้าเขารับได้ มันก็ไม่มีปัญหา ก็หวังว่าเขาจะรับได้นะ

วันนี้เราก็มาบันทึกไว้แค่นี้แหละ เดี๋ยวตอนเย็นก็จะไปเยี่ยมน้องกับแม่ แล้วก็จะเอาของที่น้องอยากได้ไปด้วย รวมถึงอาหารที่น้องอยากกิน

ช่วงนี้ทางบ้านเราก็จะเหนื่อยหน่อย (เหนื่อยกันทุกคน) แต่ถ้าทุกอย่างมันกลับสู่ภาวะปกติ ก็คงจะไม่เหนื่อยนัก ก็ค่อยๆ เรียนรู้และอยู่กับมันไป ชีวิตมันก็เป็นเช่นนี้แหละ



Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2563 14:13:48 น.
Counter : 87 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 

comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]



All Blog
  •  Bloggang.com