น้องไม่ต้องกินยาแล้ว ส่วนเรายังกินยาอยู่


เมื่อวานเป็นวันที่น้องลงเฟซบุ๊กว่าคุณหมอให้หยุดกินยาแล้ว หลังจากที่ต้องกินยามาเป็นเวลา 3 ปี เพื่อรักษาอาการไบโพลาร์ เขาก็ได้ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยเขาด้วยในการณ์นี้

ก่อนหน้านี้น้องเราไม่ได้นับถือคริสต์ เพิ่งจะมานับถือในช่วงต้นๆ ปี ซึ่งเรามองว่าก็เป็นอะไรที่ดีนะ เพราะน้องได้มีที่ยึดเหนี่ยว มีพระเจ้าอยู่กับน้อง น้องเป็นคริสเตียน น้องได้มีเพื่อนใหม่จากที่โบสถ์ มีแต่สิ่งที่ดีๆ เข้ามา ก็อยากขอบคุณพระเจ้าไปกับน้องด้วย

แม่เล่าว่าเมื่อไม่นานมานี้น้องมีปัญหากับพ่อ คิดว่าจะหนีละ แต่วันรุ่งขึ้นพอไปโบสถ์ ได้ไปฟังพี่ที่เขามาบรรยาย ก็ทำให้น้องเปลี่ยนความคิด หันมาใช้ความเมตตา ตอนหลังก็ได้คุยกับพ่อ และพ่อก็ได้เล่าเรื่องชีวิตในวัยเด็กให้น้องฟัง ก็ได้แลกเปลี่ยนกันก็ดีขึ้น

น้องเราถึงจะหยุดยา แต่ก็ยังต้องไปพบหมออยู่ หมอนัดดูอาการอีกทีเดือนหน้า ส่วนเรา เราพบหมอคนละหมอกับน้อง และพบกันคนละวัน เราจะไปหาหมออีกทีก็วันที่ 17 กันยายน เราคิดว่าหมอก็คงให้เราทานยาต่อไป เพราะมียาตัวหนึ่งที่หมอบอกว่ายังไม่อยากให้หยุด ควรจะต้องกินไปอย่างน้อย 6 เดือนก่อน เราก็ไม่อะไรนะ กินก็กิน หยุดเมื่อไหร่ก็หยุด เราไม่ซีเรียส เพราะหนึ่ง เราไม่ได้เป็นคนจ่าย ส่วนสอง กินยาก็ไม่ได้ตายนะ คิดซะว่าสนุกๆ ไป

ถ้าถามเรา อาการตอนนี้เป็นยังไง เราว่าตอนนี้ก็ไม่มีอะไรนะ แต่จริงๆ ก็อยากมีอยู่ เพราะตอนมีอาการ มันสนุกดี ถ้าย้อนกลับไปอ่านบันทึก (บันทึกไม่ลับ ฉบับคนบ้า) ก็คงขำๆ ตัวเอง คิดได้ไงเอาฌอห์ณไปสอนปทุมคงคา ไหนจะเรื่องแบงค์อีก ตอนนี้เราแทบไม่ค่อยไปส่องเฟซแบงค์แล้วนะ มีไปดูเมื่อวาน เพราะเมื่อวานวันเกิดแบงค์เลยไปอวยพรแค่นั้น ก่อนหน้านี้ ตอนที่กลับมาอยู่บ้านช่วงแรกๆ ส่องมันทุกวัน เราว่าเราคงชอบแบงค์อยู่แหละลึกๆ แต่ตอนนี้เฉยๆ ละ

กับอาเล็ก ก็เบาบางลงไปเยอะ ช่วงแรกๆ จะคิดถึงอาเล็กหนักมาก ใครมาบ้านก็ชอบคิดว่าเป็นอาเล็ก คิดว่าอาเล็กไปสิงร่าง คิดว่าอาเล็กเล่นของ แต่ตอนนี้เบาลงไปเยอะ แต่ไม่หายสนิทเสียทีเดียว ถ้าหายสนิทคงเสียดายมาก เพราะนั่นหมายความว่าเราทำใครบางคนที่เรารักและเขาก็น่าจะรักเราหายไปจากชีวิต

เราเลยมีอารมณ์ก้ำกึ่งอยากหาย กับ ไม่อยากหาย ถ้าหาย ชีวิตเราคงเฉาน่าดู ถ้าไม่หาย ก็... “สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม อย่ามัวอาลัย คิดร้อนใจไปเปล่า” ก็คงบันเทิงอยู่คนเดียว บ้าบออยู่คนเดียว คิดอยู่คนเดียว คิดเองเออเอง แล้วก็ขำๆ อยู่คนเดียว (คนบ้าของแท้)

แต่เราเชื่อว่าสักวันเราต้องหาย ต้องเลิกกินยาน่ะ เราอยากให้พ่อแม่ได้สบายใจ ไม่ใช่อะไรหรอก และพ่อก็จะได้ไม่ต้องเสียตังค์ด้วย จริงๆ ถ้าเอาตังค์ที่ไปจ่ายค่าหมอ ไปดูคอนเสิร์ต ไปเที่ยว ไปกินอะไรต่างๆ เราก็ว่าคงได้เยอะ

เราเข้าโรงพยาบาลแอดมิทในครั้งนั้น เราว่าพ่อก็คงกระเป๋าแบน (แต่แฟนไม่ทิ้งนะ) หาเรื่องให้พ่อจ่ายตังค์โดยใช่เหตุอะ เราไม่น่าจะเป็นหนักถึงขนาดนั้น

ไม่รู้จะโทษใคร ก็ได้แต่ทำตัวเองให้หายดี ดีวันดีคืน ไม่คิดอะไรมาก อยู่กับปัจจุบัน ช่วยเหลืองานที่บ้าน ช่วยเหลือสังคมพอประมาณ และหมกมุ่นกับบล็อกให้น้อยลงแค่นั้น

ตอนนี้เราเริ่มไปใช้เวลากับพันทิปมากขึ้น โดยตอบกระทู้ต่างๆ ในห้องสุขภาพจิตบ้าง ในห้องสยามสแควร์บ้าง ก็สนุกดี

เราก็หวังว่าชีวิตเราจะมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ สุขกับการช่วยเหลือตัวเอง (รีดผ้าเอง เห็นผ้าเรียบ แล้วมีความสุข) ช่วยเหลือผู้อื่น (ทำงานบ้าน ดูแลยาย ตอบกระทู้ในพันทิป แล้วมีความสุข) ตลอดๆ ไปนะ เราหวังแค่นี้

ส่วนเรื่องกินยาก็ให้เป็นไปตามสภาพ ตามการวินิจฉัยของหมอ หมอให้หยุดเมื่อไหร่ก็หยุด เลิกพบหมอเมื่อไหร่ก็เลิก เราไม่รู้ว่ามันจะนานไหม แต่คงไม่ใช่ภายในปีนี้ (ในความรู้สึกเรานะ)



Create Date : 06 กันยายน 2562
Last Update : 6 กันยายน 2562 14:13:28 น.
Counter : 79 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 

BlogGang Popular Award#15



comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]



All Blog
  •  Bloggang.com