ลงบัญชี


สำหรับฉันแล้วฉันเป็นคนหนึ่งที่ค่อนข้างขี้เกียจลงบัญชี เวลาใช้จ่ายอะไรโดยส่วนตัวจะไม่เคยลงบัญชีเลยสักครั้ง ยกเว้นแต่เรื่องค่าอาหารที่เอาเงินจากกองกลาง ซึ่งจะต้องลงบัญชี อันนี้ก็จะลง แล้วน้าก็จะเป็นคนที่จะรวมยอด และดูว่ามันตรงกับเงินที่ใช้จ่ายในกระเป๋าสตางค์หรือไม่ ถ้าเงินในกระเป๋าสตางค์หาย ไม่ตรงกับที่ลงในบัญชี ถ้าเป็นเงินหนึ่งร้อยบาทขึ้น น้าก็จะเริ่มคิดมาก และต้องคิดให้ได้ว่าเงินมันหายไปไหน น้าจะค่อนข้างซีเรียสกับเรื่องเงินตรงนี้

ช่วงที่น้าป่วย ต้องนอนที่โรงพยาบาลหลายคืน เป็นช่วงที่ฉันปวดหัวมาก เพราะต้องทำหลายอย่าง นอกจากงานบ้าน งานดูแลยายแล้ว ฉันยังต้องคิดบัญชีอีกด้วย ถ้าเงินมันหายไป ไม่ตรงกับที่ลงในบัญชี ฉันก็จะเครียด เครียดเพราะกลัวน้าจะถาม

แต่ถ้าเป็นตัวฉันเองจริงๆ ฉันจะไม่เครียด เพราะจริงๆ เงินมันก็ไม่ได้หายไปไหน มันก็เอาไปใช้จ่ายในบ้านนั่นแหละ ไปซื้อกับข้าว ไปซื้อของ แต่บางทีคนที่ไปซื้อซึ่งอาจจะเป็นแม่ หรือญาติของฉัน อาจจะลืมลง เลยทำให้มันไม่ปรากฏในบัญชี เวลาคิดออกมามันเลยไม่ตรงกันกับเงินที่เหลือในกระเป๋า

เรื่องบัญชี คนที่เคร่งครัดนอกจากน้าของฉันแล้ว ก็คือ พ่อของฉัน พ่อของฉันเป็นคนที่จดบันทึกเรื่องค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่ตัวเองจ่ายไป ทุกวันนี้ก็ยังคงทำ พ่อจะมีสมุดบันทึกของพ่อเพื่อจดบันทึกเรื่องค่าใช้จ่าย

จะต่างกับแม่ แม่ของฉันจบบัญชี แต่ไม่เคร่งครัดเท่า อย่างตอนที่น้าป่วย แล้วฉันต้องมาคิดบัญชีแทน ถ้าเงินมันหายไป แม่ก็บอกให้ลงเป็นค่าอาหาร แม่จะไม่ซีเรียสเวลาเงินหาย เพราะอย่างที่บอกมันก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก พวกเราก็เอามาซื้อของกิน ของใช้กัน แต่บางทีลืมลง

บ้านฉันไว้ใจกันได้อยู่แล้ว ไม่มีใครขโมยหรอก

ฉันเองก็อย่างที่บอก โดยส่วนตัวก็ไม่ได้เป็นคนบันทึกเรื่องค่าใช้จ่ายประจำวัน ยกเว้นค่าอาหารกองกลาง แต่ตอนนี้ฉันต้องเริ่มจดบัญชีแล้ว เริ่มตั้งแต่พ่อให้บริหารเงินห้าหมื่นที่ได้มาจากประกันที่เขาให้มาเมื่อครั้งที่ไปนอนอยู่โรงพยาบาลกรุงเทพ (จริงๆ ค่าใช้จ่ายมันมากกว่านี้ แต่เบิกประกันมาได้ห้าหมื่น)

ฉันก็เลยต้องลงบัญชีว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้างเวลาออกไปข้างนอก เวลาออกไปข้างนอกนี่หมายถึงเวลาออกไปพบหมอ เวลาออกไปเที่ยว (หลังจากฉันป่วยเข้าโรงพยาบาล แม่ก็ชวนฉันเที่ยวเกือบทุกอาทิตย์ เพราะแม่ก็คงไม่อยากให้ลูกอยู่กับคอมพิวเตอร์มากเกินไป หรืออยู่ติดบ้านมากเกินไป แม่คงกลัวลูกจะป่วยอีก)

ฉันก็เลยได้ออกไปเที่ยว ได้ใช้จ่ายเงิน และได้ลงบัญชี

และนี่คือ ที่ฉันลงบัญชี
 


ในส่วนของค่าหมอนั้น จริงๆ มัน 1,800 บาท แต่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในโรงพยาบาลอีกก็เลยเป็น 2,200 บาท

ส่วนค่าบัตรรถไฟฟ้า MRT ของฉัน ฉันซื้อบัตรครั้งแรก เลยจ่าย 180 บาท (มูลค่าในการเดินทาง 100 บาท ค่ามัดจำบัตร 50 บาท และค่าธรรมเนียมการออกบัตร 30 บาท)

ฉันคิดว่าฉันก็คงจะลงบัญชีไปเรื่อยๆ คิดว่ากว่าจะครบถึงห้าหมื่นบาทก็น่าจะอีกหลายปี ถ้าต่อไปหมอเขานัดฉันห่างขึ้น ฉันก็ไม่ต้องไปพบหมอบ่อย ส่วนเรื่องค่ายา ฉันซื้อยาจากข้างนอก มันก็เลยถูกกว่าซื้อในโรงพยาบาล ถ้าเป็นช่วงก่อนหน้านี้ ก่อนที่ฉันจะได้รับเงินห้าหมื่นและลงบันทึก ฉันเสียค่ายามากกว่านี้ รวมๆ แล้วไปหาหมอครั้งหนึ่งก็ประมาณสามพันกว่าบาท ตอนนี้เหลือแค่สองพันสองร้อยบาท ถือว่าโอเคแล้ว

ฉันหวังว่าต่อไปฉันคงไม่ต้องไปหาหมอ ฉันหวังอยู่นะ แต่ถ้าต้องหาหมอตลอดๆ ก็ไม่เป็นไร เอาที่ทางบ้านสบายใจ ฉันยังไงก็ได้ เพราะฉันไม่ได้เป็นคนจ่ายสตางค์ไง ถ้าฉันเป็นคนจ่าย ฉันก็คงไม่ไปหาหมอหรอก ถ้าฉันไม่ไปหาหมอ ตอนนี้ฉันก็คงจะอยู่ในวิมานบ้าๆ บอๆ ของฉัน ฉันคงมีบันทึกบ้าๆ บอๆ ไม่รู้จบ ชีวิตแบบนี้มันก็สนุกดีนะ เอาจริงๆ แต่พอไปหาหมอแล้วกินยา มันก็หายไปเลย ไม่สนุกเลย แต่ก็ยังดีที่ฉันได้ไปเที่ยวข้างนอกกับแม่ละนะ ก็เป็นการชดเชยที่ดี

ว่าแล้วก็ “สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม อย่ามัวอาลัย คิดร้อนใจไปเปล่า...”

ก็สนุกๆ กับชีวิตไป ไม่ต้องเครียด ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป เหมือนอย่างที่ฉันก็เพิ่งได้มาเริ่มจดบัญชี นี่ถ้าฉันไม่ป่วย ก็คงไม่ได้บันทึกหรอกนะ แล้วก็คงไม่ได้เงินห้าหมื่นด้วย (ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือยังไงดี) ฮา...



Create Date : 02 ตุลาคม 2562
Last Update : 2 ตุลาคม 2562 16:37:48 น.
Counter : 65 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 

BlogGang Popular Award#15



comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]



All Blog
  •  Bloggang.com