www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

X-Men Origins: Wolverine , ปุกปุยตะลุยเดี่ยว + ภาพสะท้อนความแตกแยกในสังคมจาก 'ความแตกต่าง'



... นับว่าเป็นความโชคร้ายของ เกวิน ฮู้ด ที่เลือกมากำกับหนังชุด X-Men หนังที่สร้างจากการ์ตูนที่มีแฟนเหนียวแน่น และ เวอร์ชั่นหนังที่สร้างๆออกมา ก็มีคุณภาพตั้งแต่ ระดับ ดี ถึง ดีมาก โดยเฉพาะสองภาคแรกที่บทหนังยกระดับหนังซูเปอร์ฮีโร่ในยุคหลังๆให้สูงมากขึ้น

ความคาดหวังที่แฟนๆ X-men มีต่อ X-Men Origins: Wolverine จึงย่อมสูงลิบลี่วตามมาเป็นเรื่องปกติ

แต่ก็นับว่าเป็นความโชคดีของผม ที่ไม่ได้ชื่นชอบ X-men เท่าไรนัก คือ สองภาคแรกหากมีคนบอกว่าคุณภาพเกรด A ผมเห็นด้วย แต่ ถ้ามีคนโหวตความชอบเกรด A ของผมก็แค่ระดับ B ถึง B+ คือ ชอบ , ดี แต่ไม่ปลื้มสุดๆ

หนังรวมพลคนหลากความสามารถแบบนี้ ผมชอบหนังที่เขียนบทให้มีการวางแผนใช้ ความสามารถมาห้ำหั่นกันแบบซีรี่ย์ Heroes มากกว่า (น่าเสียดายที่ Heroes ก็มีเนื้อหาแถกๆออกทะเลอยู่บ่อยในระยะหลัง)

สามภาคที่ผ่านมาของ X-Men สองภาคแรกโดยไบรอัน ซิงเกอร์ ดูจะได้รับการยอมรับและคะแนนนิยมทั้งจากผู้ชมกับนักวิจารณ์มากที่สุด ส่วนภาคสามโดยผู้กำกับ เบร็ต แรตเนอร์ จาก Rush hour เสียงตอบรับจากแฟนๆไม่ค่อยดี โดยเฉพาะแฟนๆสองภาคแรกบางคนที่ด่าภาคนี้สาดเสียเทเสีย ว่ามาลดมาตรฐานของหนังชุดนี้
(ส่วนผมที่ไม่ได้ปลื้มสองภาคแรกแบบสุดๆ ภาคสามผมจึงก็ยังรู้สึกว่าสนุกไม่น้อยจากเดิมมากมายนัก)

ในบรรดาตัวละครมากมาย Wolverine เป็นตัวชูโรงอันโดดเด่น แถมยังได้พระเอกมากเสน่ห์อย่าง ฮิวจ์ แจ๊คแมน มาโชว์ขนปุกปุยกับกรงเล็บแหลมๆเรียกแฟนสาวๆ ทำให้ พระเอกจากคอมิคส์อีกคนที่ผมคิดว่าเท่ห์จากโรคตาแดงแรงฤทธิ์อย่าง Cyclops ถูกลดบทบาทลงอย่างถนัดใจ และ นั่นทำให้เมื่อผู้สร้างคิดจะ Spin –off ให้กับตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง Wolverine จึงมาเป็นอันดับแรก (ในใจผมอยากดูหนังของ จีน เกรย์ มากที่สุด)



... ด้วยที่ว่า ตัวละครตัวนี้ก็ไม่ได้ปลื้มมาก หนังชุดนี้ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นแฟนเหนียวหนึบ ทำให้แรกเริ่มเดิมที ก็คิดว่า X-Men Origins: Wolverine อาจจะรอแผ่น แต่เห็นชื่อผู้กำกับออสการ์อย่าง เกวิน ฮู้ด มันชวนให้อยากติดตามว่า พี่เขาจะมีของดีอะไรมาโชว์

เพราะ ถึง Tsotsi หนังออสการ์สาขาต่างประเทศของเขาจะส่งกลิ่นเมโลดราม่า น้ำเน่า ในเนื้อหาจนหลายคนไม่อยากจะเชื่อว่าดีพอระดับออสการ์ แต่ Tsotsi ก็เป็นหนังดราม่าที่ผมเชียร์ให้คนเป็นพ่อแม่ เป็นครู หรือจะเป็นคนทั่วๆไปหามารับชม เพราะนี่คือหนังที่ชักชวนให้เราหันมาศรัทธาในความดีของมนุษย์ และ ศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเอง

เนื้อเรื่องของ X-Men Origins: Wolverine มีพื้นที่มากมาย ให้อิสระเต็มที่ให้คนเขียนบทเล่นสนุก เพราะ สามภาคก่อนโปรยเรื่องมาแล้วว่า เขาผ่านเหตุการณ์บางอย่างทำให้ ความจำเสื่อม ดังนั้น ภาคนี้จะใส่อะไรลงไปก็ย่อมได้ เป็นการพิสูจน์ฝีมือความคิดสร้างสรรค์ของคนเขียนบทเป็นอย่างดี



... หนังจัดการเล่าความตั้งแต่ ชีวิตตั้งแรกเกิดของโลแกน ที่หนังผูกปมแรงๆไว้พอสมควรกับจุดกำเนิดของการแปรสภาพเป็น ปุกปุย แต่ นี่เป็นความน่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ปมตรงนี้จบแค่นั้น ไม่นำมาขยายความให้ตัวละครตัวนี้มีมิติมากขึ้น

ซึ่งนั่นเป็น จุดอ่อนในตัวบทหนังภาคนี้ตลอดทั้งเรื่อง คือ พล็อตเหมือนจะดี แต่ก็ไม่หนักแน่นแม่นยำ บ้างก็ไปแวะตรงโน้นตรงนี้แบบไม่จำเป็น เช่น ฉากชกมวย หรือ เฉียดๆความลึกซึ้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์แต่สุดท้ายก็เล่าผ่านๆ พยายามจะยัดเยียดเหตุการณ์เพียงเพื่อไปสู่บทสรุปที่ต้องการ

เนื้อเรื่องถัดจากวัยเด็ก ก็คือ โลแกน กับ พี่ชาย จับมือกันเป็น คู่หูปุกปุยอมตะ เข้าร่วมกับกองทัพ ไปทำสงคราม แต่ ปุกปุยคนพี่ถูกสัญชาตญาณดิบครอบงำจนสูญเสียความเป็นคน เมื่อถูกจับให้ไปรวมกลุ่มกับ นายทหารที่วางแผนลับ ทำให้ ปุกปุยโลแกนแยกทีมออกมาไปใช้ชีวิตคู่กับ หญิงสาว ในป่าทึบ (นางเอกคนนี้สวยแปลกๆสไตล์นางแบบ ดูดีขึ้นกล้อง น่าจะอนาคตไกล)

หลายปีต่อมา มิวแตนท์ในทีมที่โลแกนเคยร่วมงานถูกฆ่า เขาถูกไล่ล่า นำไปสู่ ความแค้น และ แผนการแท้จริงก็เปิดเผยตอนท้าย



... อย่างที่บอกไว้ ถ้าไม่เคยมี X-men มาก่อน X-Men Origins : Wolverine ก็เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่อยู่ในข่ายไม่เลวร้าย แต่ก็ไม่ดีเด่มากมาย คุณภาพระดับพอใช้ ส่วนความสนุกสอบผ่านประมาณดูได้ดูสนุกดูเพลิน

แต่ถ้าเอา ตัวบทหรืองานด้านเทคนิก มาเทียบ มาตรฐานระดับสูงปรี๊ดของฮีโร่ยุค Dark Knight , Iron man , Watchmen หนังเรื่องนี้จะดูงอกง่อยไปโดยอัตโนมัติ

น่าเสียดายตัวละครเท่ๆอย่าง Gambit , Deadpool ฯลฯ ที่มีส่วนร่วมในหนังน้อยไปหน่อย เพราะ หนังเทน้ำหนักส่วนใหญ่ไปที่ตัวละครที่ดันมี ความสามารถใกล้ๆกันอย่างพี่น้องปุกปุย จนเราอดที่จะได้เห็น ตัวละครอื่นๆโชว์ออฟให้คุ้มค่า






ความแตกแยก จาก ความแตกต่าง


... สิ่งที่ทำให้ผมชอบมากๆ จากหนังสองภาคล่าสุด คือ การต่อสู้ระหว่าง มิวแตนท์ กับ คนธรรมดา จาก X-Men: The Last Stand มาถึง X-Men Origins : Wolverine ช่วยให้เราเห็นภาพ ความแตกแยกในสังคม อันเนื่องจาก ความแตกต่าง ได้ชัดเจนขึ้น

ความวุ่นวายไม่ได้เกิดจาก ความเป็นมิวแตนท์ หรือ ความเป็นคนธรรมดา แต่ ความวุ่นวายเกิดตามมาจาก ความชั่วร้ายที่ฝังอยู่ในตัวมนุษย์ทั้งฝั่งคนธรรมดาและมิวแตนท์ ผสมกับ ประชาชนที่กลายเป็นเหยื่อของแกนนำจากทั้งสองฝั่ง




... ธรรมชาติสร้างให้มนุษย์มีความแตกต่างมาตั้งแต่แรกเกิด ไม่ว่าจะเป็น สีผิว , เชื้อชาติ , ศาสนา , แนวคิด ฯลฯ หลายร้อยหลายพันปี ที่ความแตกต่างอยู่ร่วมกันได้ แต่ สุดท้าย ความแตกต่าง ก็กลายมาเป็น ความแตกแยก มีที่มาคล้ายกับกรณี X-men คือ มีแกนนำทั้งจากฝั่งมิวแตนท์ และ ฝั่งคนธรรมดา ที่พยายามชักจูงให้พวกเดียวกันมองฝั่งที่แตกต่างให้เป็น ศัตรู

ภาค The Last Stand เราเห็นแล้วว่า ความแตกแยกในสังคมลุกลามถึงขนาดพยายามจะไปกำจัดคนที่ไม่เหมือนตัวเอง มองว่าคนที่แตกต่างคือ ตัวประหลาด และ นั่นทำให้ มิวแตนท์ทั้งคนดีและชั่วต้องมาผนึกกำลังกันป้องกันตัวเอง ด้วยการเอาคืน มนุษย์

... ซึ่งวิธีการของ ตัวละครในหนัง ก็ช่าง คล้ายคลึงกับ สังคมจริง

มิวแตนท์ ส่วนใหญ่ไม่ได้มีจิตคิดชั่ว แต่ มนุษย์ เองที่เริ่มหวั่นกลัว พลังวิเศษ ของมิวแตนท์

ความกลัวในใจของ มนุษย์ ทำให้ มนุษย์จิตใจชั่วบางคน วางแผนที่จะจัดการควบคุม มิวแตนท์ ไม่ให้มาก้าวก่ายอำนาจดั้งเดิมของตัวเองที่เคยเสพสุข

ความขี้โกงของมนุษย์ ทำให้ มนุษย์จิตใจชั่วบางคน หวังจะใช้ มิวแตนท์ เป็นเครื่องมือ เพื่อส่งให้ตัวเองเป็นใหญ่อย่างเบ็ดเสร็จ

มนุษย์จิตใจชั่วเหล่านั้น รอวันให้ มิวแตนท์ชั่วๆ ซักคนสร้างความเดือดร้อน จากนั้น มนุษย์จิตใจชั่วก็ได้โอกาสสรุปทันทีว่า

พวกเราถูกกระทำจาก มิวแตนท์ / เราต้องควบคุมหรือไม่ก็กำจัด มิวแตนท์ ให้หมดไป



เทคนิกทางจิตวิทยา ที่แกนนำเลือกใช้คือ

1.เหมารวม ... แกนนำมนุษย์ เหมารวมว่า มิวแตนท์ทั้งหมด เป็นอันตราย ทั้งๆที่ อันตราย มันมาจาก มิวแตนท์บางคนที่จิตใจชั่วร้ายและ ความชั่วร้ายนี้ก็มีอยู่ทั้งในร่างกายของ มิวแตนท์ และ คนธรรมดา ดั่งจะเห็นได้ว่า ในฝั่งมิวแตนท์ ก็มีแกนนำ ที่พยายามชักจูงให้พวกมิวแตนท์เหมารวมว่า มนุษย์แย่เหมือนๆกัน

2. สร้างความเป็นพวกเดียวกัน ต่อด้วย สร้างความรู้สึกด้อยร่วมกัน เช่นการถูกกระทำ , ถูกเอาเปรียบ , ความไม่ยุติธรรม ฯลฯ ...

แกนนำฝั่งคนชั่วๆที่หวังจะกำจัดมิวแตนท์ หรือ หวังจะเอาพลังมาใช้ในทางมิชอบ ก็รีบทำให้ ประชาชนทั่วๆไปเกิดความกลัวร่วมกันว่า “เรากำลังถูกคุกคาม”

เช่นเดียวกัน แกนนำมิวแตนท์ชั่วๆที่หวังจะครองอำนาจเป็นใหญ่ ก็รีบทำให้ประชากรมิวแตนท์มารวมตัวกันสร้างความรู้สึกร่วมว่า “เรากำลังถูกกลั่นแกล้ง”

... ปัญหาในสังคม หรือ ความวุ่นวาย ที่ตามมา ก็คือ เมื่อ ประชาชนคนธรรมดา / ประชากรมิวแตนท์ ตัดสินใจทำอะไรตามแกนนำ เดินหน้าทำตามเพราะ ‘ความเป็นพวกเดียวกัน’ ผสมกับการถูกปลูกฝังว่า “พวกเราโดนกลั่นแกล้ง”

ความรู้สึกเหล่านี้ค่อยๆบดบัง ความเป็นเหตุเป็นผล ส่งผลให้ เราตัดสินใจทำอะไร โดยไม่ได้ยึดตาม หลักการหรือความถูกต้อง แต่ ทำตาม เหตุผลของพวกเดียวกัน

ปัจจัยที่สังคมจะสงบสุขลงได้ในสงครามครั้งนี้ ไม่ใช่ ฝั่งใดฝั่งหนึ่งประกาศตนเป็นผู้ชนะ เพราะ ผู้พ่ายแพ้ย่อมกลับไประดมพล ‘ความเป็นพวกเดียวกัน’ และ เหล่าแกนนำที่คิดชั่วก็ยิ่งจะเติม ความเกลียดชัง ฝั่งตรงข้ามให้มากขึ้น จนกลายเป็น สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น


... โอกาสที่สังคมจะสงบสุขลงได้ ประชาชนที่เลือกข้างอยู่ ไม่ว่าจะฝั่งไหน จำเป็น ต้องเริ่มมีคนคิดอย่าง พี่ปุกปุย ใน X-Men Origins : Wolverine

พี่ปุกปุย รู้ว่าตัวเองในฐานะมิวแตนท์ถูกกดขี่มาตลอด การได้เจอพวกเดียวกันมาร่วมทีม ได้เป็นทหารมีงานมีความมั่นคง ย่อมดีกว่าอดีต แต่ เมื่อเห็นว่า พวกเดียวกัน ทำสิ่งไม่ถูกต้องคือไปเข่นฆ่ามนุษย์บริสุทธิ์ เขาก็เลือกที่จะเดินหนี เพราะเขารู้ดีว่า ถึงมนุษย์บางคนจะเคยทำเลวร้ายกับเขา แต่ไม่ได้แปลว่า มนุษย์ ทุกคนจะเลวร้าย

เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถแยก คนดีๆ ออกมาจาก กลุ่มคนชั่ว , แยกมิวแตนท์ดี ออกมาจาก มิวแตนท์ ชั่ว

เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่สร้างความเดือดร้อนกับใคร โอกาสที่จะอยู่ร่วมกันได้อีกครั้งก็ย่อมสูงขึ้น



... เพราะสุดท้ายแล้ว

จะ มิวแตนท์ หรือ คนธรรมดา ก็ล้วนเป็น มนุษย์ เหมือนๆกัน ต่างเพียงแค่ ‘ความสามารถพิเศษ’ แต่ทั้งสองฝั่ง ต่างก็ มีความมุ่งหวังอยากอยู่ในโลกที่ดีและเป็นสุขเหมือนๆกัน

จะ เสื้อแดง หรือ เสื้อเหลือง ก็ล้วนเป็น คนไทย เหมือนๆกัน ต่างเพียงแค่ ‘แนวความคิด’ แต่ทั้งสองฝั่ง ต่างมุ่งหวังที่อยากจะอยู่ในประเทศที่พัฒนามากขึ้น อยู่อย่างมีความสุขและไม่ยากจน


แต่เพราะความพยายามที่จะเอาชนะกัน , ความที่เลือกจะเดินตาม ‘คนพวกเดียวกัน’ มากกว่า ‘ความถูกต้อง’ , ความเชื่อที่เชื่อว่า ‘ทำลายชาติเล็กน้อยวันนี้เพื่อชาติที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า’ ตามที่ได้ยินต่อๆกันมา

สิ่งเหล่านี้มีแต่จะบั่นทอนให้ประชากรสองสีไปไม่ถึงฝั่งฝันที่อยากอยู่ในสังคมอันเป็นสุข เพราะไม่มี ชาติที่ดีขึ้นในวันข้างหน้าหรอก ตราบใดที่ ‘ความแตกต่าง’ ไม่สามารถ กลับมาอยู่ร่วมกันได้เหมือนเดิม

ความชนะของฝั่งใดฝั่งหนึ่ง มีแต่จะบ่มเพาะความเกลียดชังให้รุนแรงต่อเนื่องยาวนานต่อไป

และ ใครก็ตามที่ถอดใจ เชื่อว่า สังคมเปลี่ยนไปแล้วไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมได้อีก น่าจะลองไปหาแผ่นหนังเรื่อง Tsotsi มาดูสักครั้ง

ดูในสิ่งที่หนังพยายามจะบอกว่า

แม้จะตกต่ำเลวร้ายเพียงใด แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่มีโอกาสให้เปลี่ยนแปลง มนุษย์ทุกคนก็อยากจะเปลี่ยนแปลงเป็นคนที่ดีกว่าเดิม และ เราทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตกับสังคมให้ดีกว่าเดิม

แม้จะทำได้แค่ หนึ่งเปอร์เซ็นต์ แต่ หนึ่งเปอร์เซ็นต์ นั้นก็คือ การเปลี่ยนแปลง

เพียงแต่ว่า คุณคิดจะเปลี่ยนแปลงมันหรือเปล่า เท่านั้นเอง




Link บทความที่เกี่ยวข้อง

Tsotsi , พื้นฐานจิตใจมนุษย์เป็น สีขาว หรือ สีดำ

X-Men: The Last Stand , X = mutant , รักร่วมเพศ , คนผิวดำ , ยิว ฯลฯ

Watchmen , หนังสำหรับคนรักลีลาแบบ Lost ผสมประเด็นแบบ The Dark knight ภายใต้ภาพลักษณ์แบบ Sin city

คนขับ ( Speed racer) Vs. คนเหล็ก ( Iron man) / Vegas(21) Vs. Vegas (What happen in vegas)





"ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ขอฝากหนังสือเล่ม 4 ที่ชวนเพื่อนผู้อ่าน ออกเดินทางสำรวจจิตใจมนุษย์ และ ทำความรู้จัก'คน' ให้มากขึ้น ผ่านโลกภาพยนตร์ ในหนังสือชื่อ มากกว่าที่ตาเห็น - LifeScan วางขายในร้านสือทั่วไป พฤษภาคมนี้จ้า






พื้นที่แนะนำผลงาน{ตัวเอง}

(คลิกที่รูปหนังสือ เพื่อ อ่าน หรือ แสดงความเห็น ต่อหนังสือแต่ละเล่มได้เลยครับ)

ปีนี้ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” ขอฝากผลงานเล่มล่าสุดที่เพิ่งคลอดจ้า อันว่าด้วย 'ความรักและกำลังใจ' ผ่านแรงบันดาลใจจากชีวิตและภาพยนตร์ ในหนังสือที่ชื่อว่า

เมื่อฉันลืมตา แล้วโลกเปลี่ยนไป



และ ผลงานสองเล่มก่อน จากสองปีที่ผ่านมา



"หนังสือรัก" หนังสือที่หยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม กับ องศาที่ 361 หนังสือที่อาสาช่วยคุณค้นหามุมเล็กๆในตัวเองที่จะมีความสุขในชีวิตได้มากขึ้น โดยอาศัย'หนัง'เป็นสะพานพาไปเข้าใจตัวเอง


มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป แต่ เพื่อนๆที่หาซื้อตามร้านไม่ได้ "หนังสือรัก"เข้าไปสั่งได้จากเว็บของสนพ.เลยจ้าที่ //www.bynatureonline.com/store/bookstore.php ส่วน องศาที่ 361 และ เมื่อฉันลืมตา แล้วโลกเปลี่ยนไป สั่งได้จากในเว็บหรือหน้าร้านซีเอ็ดครับผม






ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก

พูดคุยกับเจ้าของ Blog คลิก

เปิดหารายชื่อหนังเก่าๆนอกเหนือจากในหน้าสารบัญ คลิก





ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 04 พฤษภาคม 2552
Last Update : 4 พฤษภาคม 2552 10:20:55 น. 19 comments
Counter : 3173 Pageviews.

 
ชอบย่อหน้าท้าย ๆ ครับ
มันเสียดสีตรงใจเหลือเกิน


โดย: เอเสาชิงช้า IP: 202.91.23.3 วันที่: 4 พฤษภาคม 2552 เวลา:9:40:55 น.  

 
สรุปไดสุดยอดครับ ^^


โดย: chris IP: 125.24.59.39 วันที่: 4 พฤษภาคม 2552 เวลา:10:08:42 น.  

 


โดย: ตาอ้วนชวนคุย วันที่: 4 พฤษภาคม 2552 เวลา:10:13:27 น.  

 
ขอบคุณสำหรับบทความครับ


โดย: I'm Markuss IP: 58.64.17.2 วันที่: 4 พฤษภาคม 2552 เวลา:10:21:16 น.  

 
ยังมีสาระเช่นเดิมชอบครับ


โดย: mr robot IP: 125.25.242.69 วันที่: 4 พฤษภาคม 2552 เวลา:12:29:37 น.  

 
น่าดูมากเลยค่ะ


โดย: Summer Flower วันที่: 4 พฤษภาคม 2552 เวลา:14:00:59 น.  

 
ดูท่าคุณหมอจะไม่ปลื้มเท่าไร
แต่ผมเป็นแฟน x-men ยังไงๆ ก็คงดูครับ
ขอบคุณที่รีวิวให้อ่าน
และทิ้งท้ายข้อคิดดีๆ ^ ^


โดย: gonz IP: 118.173.52.144 วันที่: 4 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:48:26 น.  

 
ผมอ่านไปได้ครึ่งทางผมเดาว่าเดี๋ยวพี่หมอต้องการสื่อถึงประเทศไทยแน่นอน
แล้วก็จริง ๆ ด้วย ฮา
ขอบคุณครับ สำหรับบทความดี ๆอ่านแล้วรู้สึกดีจริง ๆครับ


โดย: ผู้ชม IP: 61.7.231.174 วันที่: 5 พฤษภาคม 2552 เวลา:10:39:09 น.  

 
เป็นแฟน X-Men ภาคภาพยนตร์
ชอบภาค 1 ที่สุดในแง่เนื้อหา ตอนเปิดเรื่องที่พูดถึงวิวัฒนาการก้าวกระโดด ความแปลกแยก ความแตกต่าง
ทำให้สนใจแนวคิดนี้ พอๆ กับเรื่องโลกเสมือนใน Matrix
และชอบภาค 2 มากในแง่ความสนุก ทุกตัวเฉลี่ยบทบาทได้ดี (ชอบฉากเปิดเรื่องและแอบปลื้ม Nightcrawler ทั้งบุคลิกในหนังและเทคนิค)
ส่วนภาค 3 ไม่ถึงกับทำให้ผิดหวังมาก
แต่เสียดายหลายตัวที่ออกมาเหมือนตัวประกอบ ความเด่นไปอยู่จีน เกรย์ซะเยอะ
(แต่ถ้าเป็นแฟนภาคการ์ตูนอาจจะผิดหวังเยอะกว่านี้)

ส่วนภาคนี้ ก็มีดีตามแบบหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป เพราะดูจะไม่ได้พูดถึงประเด็นของความแปลกแยก แตกต่างระหว่าง มนุษย์ vs. มนุษย์กลายพันธุ์ แบบที่ไตรภาคพูดถึง
(ซึ่งก็แหงล่ะ...มันก่อนจะเกิดเหตุแบ่งข้างกันนี่นา...และก็นั่นแหละ...ที่ทำให้มันไม่เหมือน X-Men)
อีกประเด็นคือ คนดูพอรู้อยู่แล้วว่าอดีตของพี่วูฟเป็นยังไง แต่ยังไม่ลึกเท่านั้นเอง คู่ปรับหรือศัตรูในอดีตอย่างสไตรเกอร์ก็ไม่ได้เกินคาดหมาย
ถ้าบทมั่วนิ่มเป็นว่า โปรเฟสเซอร์ X หรือ แมกนีโต้ อยู่เบื้องหลังประวัติอันมืดมนของพี่วูฟ..ค่อยดูแล้วหายง่วงหน่อย 55

สรุปกับตัวเองว่า...ถ้าใช้ชื่อ Wolverine ไปเลย จะเหมาะกว่า (แต่อาจจะไม่ขายเท่าแปะตรา X-Men หรือเปล่า)


โดย: quasar IP: 118.174.97.27 วันที่: 5 พฤษภาคม 2552 เวลา:10:44:49 น.  

 
มาอ่านแล้วนะคะ
เขียนดีค่ะ
เปรียบเทียบและสรุปได้ดีจัง



โดย: สวัสดีค่ะ IP: 124.120.33.207 วันที่: 5 พฤษภาคม 2552 เวลา:10:55:16 น.  

 
เอาไปให้ ห้องราชดำเนินอ่านที


โดย: ผมดัดจริต IP: 117.47.16.195 วันที่: 5 พฤษภาคม 2552 เวลา:11:14:08 น.  

 
หรือว่าผู้สร้าง ได้แรงบันดาลใจจากเมืองไทย 555


โดย: ss IP: 117.47.14.166 วันที่: 5 พฤษภาคม 2552 เวลา:19:03:37 น.  

 
+ ข้อดีน่าจะอยู่ตรงที่มันดูสนุกพอใช้ได้ กับสามารถย้อนกลับไปแล้วมองเห็นภาพวูฟเวอรีนในอนาคตในหนัง X-men ทั้ง 3 ภาคได้พอดี ... ส่วนข้อเสียก็คือบทภาพยนตร์นั่นแหละครับ ที่หลวมและมีช่องโหว่อยู่เยอะแยะไปหมด กับมิวแตนท์เท่ห์ๆ บางตัวมีบทบาทน้อยเกินไป (แต่ก็ยังดีกว่าภาค 3)

+ ชอบประเด็นตอนท้ายๆ อ่ะครับ โยงมา "เข้าเรื่อง" ได้เจ๋งๆ จริงๆ น่าให้พวกเหลืองๆ แดงๆ ได้มาอ่านบ้างจัง


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 5 พฤษภาคม 2552 เวลา:23:47:53 น.  

 
ชื่อบล็อกน่ารักเกิ๊นนนนน
ว่าจะไปดูอยู่เนี่ยครับ ขอบคุณที่เขียนให้อ่านก่อนไปดู
ปล. หนังสือยังไม่ได้เลยนะครับคุณหมอ รอดูลายเซ็นสวยๆ อยู่เนี่ย ฮี่ๆๆ


โดย: absent-minded IP: 158.108.54.249 วันที่: 6 พฤษภาคม 2552 เวลา:10:04:40 น.  

 
ผมเป็นคนหนึ่งที่ติดตามงานเขียนของคุณหมอมาตลอดครับ แต่ในประเด็นที่ค่อนข้างจะละเอียดอ่อน อย่างเรื่องการเมือง เสื้อเหลือง เสื้อแดง บางครั้งการมองแค่ว่าเราจะไม่แบ่งแยกกัน หรือการที่คิดว่าถ้าฝ่ายหนึ่งเลือกทางสันติแล้ว ความสันติจะบังเกิดกับอีกฝักฝ่ายไปด้วย ก็เป็นเรื่องที่กว้างใหญ่และลึกลับกว่าประเด็นในหนังสักเรื่องจะอธิบายได้นะครับ

โอเค ว่าอ่านแล้วก็รู้สึกคล้อยตาม แต่พอคิดตามแล้วกลับกลายเป็นมองไม่เห็นปลายทางอะไรเลย...

การแบ่งฝักฝ่ายของคนไทยในเวลานี้ มันไม่ใช่เรื่องของความแตกต่างทางความคิดอย่างเดียว ที่ไปที่มามันบ่มเพาะมามากกว่านั้น มันเป็นเรื่องที่วิถีการเมืองถูกนำมาต่อสู่กันนอกสภาอย่างจริงจัง จริงจังมากกว่าเหตุการณ์ทางการเมืองทุกๆ ครั้ง เพราะแต่ละฝ่ายใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นอาวุธหลัก บนพื้นฐานของการจัดตั้งความคิดในระบอบประชาธิปไตยที่ล้มลุกคลุกคลานมาหลายปี มีการเล่นนอนกติกากันในหลายระดับ และผลของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ก็มาจากการที่คนมีอำนาจพยายามควบคุม กระทั่งกำจัดความคิดที่ไม่เข้าพวกตนออกไป จนเรื่องราวมันบานปลายแตกขยายไปเป็นสงครามประชาชนบนสีเสื้อ

จะว่าไป สีเสื้อ ไม่ว่าเหลือง หรือแดง จึงไม่ใช่เพียงใส่เพื่อ “ให้ตัวเองมีพวก” เท่านั้นนะครับคุณหมอ มันเป็นแค่สัญลักษณ์ทางการแสดงออกทางความคิดทางการเมืองที่เขาเห็นแล้วว่ามันเป็นสิทธิอันชอบธรรม ซึ่งแต่ละคนเองก็ใช้สัญลักษณ์นี้ได้ต่างระดับกันไป

ตัวความเกลียดชังเองก็มีหลายระดับที่เกิดขึ้น นาย ก เกลียดชังทักษิณ ก็มีเหตุที่จะใส่เสื้อเหลืองได้ นาย ข เกลียดระบอบการเมืองไทยที่คอร์รัปชั่นกันชั่วนาตาปี ก็มีเหตุที่จะใส่เสื้อเหลืองได้ นายเอเกลียดหน้าสนธิ ก็มีเหตุที่จะใส่เสื้อแดงได้ นายบีเกลียดการเมืองหน้าเก่า เบื่อความล้าสมัยของประชาธิปัตย์ก็หาเหตุใส่เสื้อแดงได้
และยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ใส่สีเสื้อ แต่ใจเป็นแดง ใจเป็นเหลือง กระทั่งคนหัวใจไร้สี ไร้ปลายทางว่าเราจะยืนอยู่ตรงจุดไหนทางสังคม ไม่เลือกข้างเพราะไม่เชื่อใคร ไม่เลือกข้างเพราะไม่รู้จะเชื่อใครดี แต่ที่รู้ตอนนี้คือเกลียดความวุ่นวาย เกลียดอะไรสักอย่างที่ทำให้รถติดและเสียอารมณ์ออกจากบ้าน…

สังคมที่ซับซ้อนไปด้วยความคิดของผู้คนที่ไม่สามารถเติบโตขึ้นมาบนภาษาเดียวกัน ถ้าภาษาที่ว่าคือกฎหมาย คนบังคับใช้ก็ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา แต่ทำตามสีเสื้อหรือเดินความตามเกมการเมืองเป็นหลัก มันก็ยากนะครับที่จะกำจัดแหล่งบ่มเพาะความเกลียดชังให้แก่ผู้คน เพราะความเกลียดชังแบบหนึ่งหมดไป ความเกลียดชังชิ้นใหม่ก็ถูกป้อนถึงปาก

ถ้าสมมุติว่าวันนี้คุณหมอเกลียดผม ในวันต่อมาคุณหมอเลือกที่จะให้อภัยผม แต่คุณหมอจะสงสัยไหมว่าอะไรคือ “สิ่งที่บ่มเพาะความเกลียดชัง” ในใจของคุณหมอ ยิ่งในทางสังคมแล้วแหล่งผลิตความเกลียดชังกันไม่ได้ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า แต่ถูกซ่อนไว้อย่างซับซ้อนบนชื่อเดียวที่เรียกเหมือนกันหมดว่า “เรารักประชาธิปไตย”
และที่สำคัญทุกคนเชื่อว่าตัวเองเป็น “คนดี” เหมือนกันหมดด้วย

บางทีเราต้องย้อนกลับไปมองตั้งแต่ก่อนที่สีเสื้อทางสังคมจะเกิดขึ้นนะครับ
มองว่าทารกแห่งปัญหา ณ เวลานั้นมันคืออะไร
และสังคมไทยทำไมถึงปล่อยให้เด็กปีศาจเติบโตขึ้นมาจนก่อความขัดแย้งในใจกับคนไทยได้มากมายเพียงนี้
บางทีความเกลียดชัง หรือสีเสื้ออาจเป็นแค่ปลายเหตุของไตรภาคหนังชุดนี้ก็ได้



โดย: จีโน่ IP: 202.142.193.15 วันที่: 12 พฤษภาคม 2552 เวลา:19:28:26 น.  

 
มาบอกว่า คิดเหมือนกันเลยค่ะ

ขอบคุณที่นำมุมมองจากหนังเรื่องนี้ มาใช้กับเรื่องการเมือง ซึ่งมองแล้ว มันไม่ต่างกันเลย แค่เปลี่ยนตัวคนเล่นเท่านั้น

อยากให้คนส่วนใหญ่ในชาติ คิดได้อย่างนี้จริงๆค่ะ ขอให้มีคนได้อ่านบทความนี้เยอะๆด้วยเถิด อยากให้มองความจริงให้ถ่องแท้ ก่อนที่จะกลัว และกลัวมากขึ้น สุดท้ายก็เป้นเพียงเบี้ยตัวน้อยในสนามรบผลประโยชน์การเมือง โดนบงการ อยากให้ทุกคนอ่านก่อนจะทำร้ายผู้อื่น/ทำลายชาติ โดยไม่รู้ตัว


ประโยคโดนใจเลย....
เพราะความพยายามที่จะเอาชนะกัน , ความที่เลือกจะเดินตาม ‘คนพวกเดียวกัน’ มากกว่า ‘ความถูกต้อง’ , ความเชื่อที่เชื่อว่า ‘ทำลายชาติเล็กน้อยวันนี้เพื่อชาติที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า’ ตามที่ได้ยินต่อๆกันมา


โดย: Korean_girl IP: 58.8.45.191 วันที่: 15 พฤษภาคม 2552 เวลา:23:57:52 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณ ผมอยู่ข้างหลังคุณ
เพิ่งได้เข้ามาตามอ่าน blog
อดใจไม่ไหวต้องไปหาหนังสือรักและองศาที่ 361 มาอ่านค่ะ
ตอนนี้เพิ่งเริ่มอ่านหนังสือรัก ชอบมากเลยค่ะ
มีบางเรื่องไม่ได้ดู คงต้องไปหามาดูบ้างซะแล้ว
อิอิ
ขอ add นะคะ
แล้วจะเข้ามาติดตามบ่อยๆค่ะ


โดย: fondakelly วันที่: 17 พฤษภาคม 2552 เวลา:19:13:23 น.  

 
อยากให้โลกนี้สงบสุข ^ ^


โดย: pupjang IP: 58.8.106.115 วันที่: 24 พฤษภาคม 2552 เวลา:23:24:05 น.  

 
เพิ่งมีโอกาสดูเมื่อคืน

แต่เจอบท สรุปเข้า

ขอบคุณค่ะ


โดย: K-modjung วันที่: 9 สิงหาคม 2552 เวลา:15:41:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2552
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
4 พฤษภาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.