http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
31 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกสิงคโปร์ ภาค 2 : สามวัน-สองประเทศ-สามคอนเสิร์ต...บ้าไปแล้ว! (PART 2 / จบ)

by merveillesxx


(คำเตือน: ไม่ใช่คู่มือการท่องเที่ยว เป็นเพียงบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ใช้คำหยาบคายมากมาย และมีการเหยียดเชื้อชาติ)


DAY 2 : Sat 24 Nov 2012

ภารกิจหลักของวันที่สองคือการดูคอนเสิร์ตวงเมียรักญี่ปุ่น Perfume โดยงานนี้ใช้ระบบเข้าฮอลล์ตามหมายเลขบัตร และเริ่มตั้งแถวตั้งแต่ 17.00 (คอนเสิร์ตเล่น 19.00) ทำให้วันนี้ไม่มีเวลาเที่ยวมากนัก เป้าหมายของวันนี้ นั่นคือ Garden by the Bay สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ที่เพิ่งเปิดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เดินทางไปง่ายดายด้วย MRT สถานี Bayfront พอออกมาจะเจอทางเชื่อมเข้าไปยัง Garden by the Bay ทันที


สะพานที่เดินเข้าไปยัง Garden by the Bay มีชื่อเก๋ๆ ว่า Dragonfly Bridge


เดินเข้าไปประมาณนึง กว่าจะเจอที่ขายตั๋ว

ด้วยความที่มาวันเสาร์ ตอนแรกก็ทำใจว่าคนต้องต่อคิวซื้อตั๋วเยอะแน่ๆ เลย แต่ปรากฏว่าไม่มีคิวเลย ไม่รู้ว่าคนเลิกเห่อกันแล้ว หรือเพราะเรามาเช้า ตั๋วของ Garden by the Bay จะแบ่งเป็นราคาของคนสิงคโปร์กับนักท่องเที่ยว (แน่นอนว่าอันหลังแพงกว่า) ค่าเข้าโดมหลักสองอันราคา 28 เหรียญ ส่วนบริเวรณรอบๆ ทั้งหมดชมฟรี แต่ขอแนะนำว่าไหนๆ อุตส่าห์มาแล้วก็จ่ายไปเถิด เพราะไอ้รอบนอกมันไม่ค่อยมีอะไรเท่านั้น และจริงๆ ไอ้ตัวโดมก็ไม่ได้มีอะไรเหมือนกัน (อ้าว)


ควรเข้าส่วนของ Dome Flower ก่อน เพราะตื่นเต้นน้อยกว่า เป็นโดมติดแอร์ที่มีแต่ดอกไม้ ดอกไม้ และ ดอกไม้ ท่านที่ชื่นชมดอกไม้นานาพันธุ์คงมีความสุขยิ่ง แต่ข้าพเข้าผู้ไม่ได้รักธรรมชาตินัก จึงใช้เวลาเดินอย่างรวดเร็ว (ตามเคย)


สิ่งที่ชอบที่สุดใน Dome Flower คือไอ้รูปปั้นนี้ ดูอุบาทว์ดี


อ่ะ ถ่ายดอกไม้มาซะหน่อย



โดมที่สองมีชื่อว่า Cloud Forest ก็จะเป็นน้ำตกมีหลายชั้น + เอฟเฟกต์หมอก จนนึกว่าอยู่ในหนังสยองขวัญ


อืม สวยดีจริงๆ...


เมืองในหมอก


ด้านล่างก็มีนิทรรศการเล็กๆ ว่าด้วยแผนผังของ Garden by the Bay


อีกหนึ่งไฮไลท์ของ Garden by the Bay ก็คือ Supertree Grove เป็นตึกทรงต้นไม้สูงๆ (ดูแล้วนึกถึงต้นไม้ในเกม RPG ยังไงไม่รู้แฮะ) ส่วนสะพานนั่นมีชื่อว่า OCBC Skyway จะขึ้นไปเสีย 5 เหรียญจ้ะ (เป็นเงินเป็นทองทุกอย่าง) จะซื้อตั๋วตั้งแต่ทางเข้า หรือไปซื้อตรงใต้สะพานก็ได้


ขึ้นไปก็เจอวิวประมาณนี้ มองเห็น Singapore Flyer อ้อ ขึ้นมาแล้วก็เสียวประมาณนึง ไม่เหมาะกับคนเป็นโรคกลัวความสูงนะจ๊ะ


แค่นี้แหละ แดกกูไปแล้ว 5 เหรียญ / ก็บอกแล้วว่าสิงคโปร์นี่เก่งจริงๆ ...ในการสร้างไอ้นู่นไอ้นี่มาหลอกเอาตังค์กู

เนื่องจากเมื่อวานเจอฝนตกหนัก วันนี้ก็ยังกังวลว่าฝนจะตกมั้ย แถมกูก็ดันแพลนมาเที่ยวที่กลางแจ้งด้วย โชคดีคือฝนไม่ตก แต่โชคร้ายคือ อากาศวันนี้ 31 องศาค่ะ กูจะบ้าตาย การ์เดนอะไรเนี่ยไม่ได้สัมผัสถึงความร่มเย็นห่าอะไรเลย นี่มันเตาอบที่มีต้นไม้ชัดๆ ว่าแล้วเลยแวะตากแอร์กินข้าวกลางวันดีกว่า ก็ไปเจอโซน Supertree Dining เป็นร้านอาหารเรียงๆ กันหลายร้าน ปัญหาคือ มันดันติดกระจกทึบๆ มองไม่ค่อยออกว่าร้านไหนเป็นอะไร สรุปก็เลยมั่วๆ เข้าไปร้านอาหารจีน


เข้ามาในร้าน ก็ยังถูกโมเดล Supertree หลอกหลอนต่อไป


สั่งข้าวผัดมา ...ไม่อร่อยตามคาด จืดๆ เลี่ยนๆ แถมให้โคตรเยอะ กินไม่หมด แพงด้วย (มีอะไรดีมั่งเนี่ย)


ตะลุยต่อที่โซน The World of Plants ตั้งชื่อเสียอลังการเหมือนจะได้เจอดอกไม้จากทั่วโลก แต่แท้จริงมันก็แค่ป้ายบิลบอร์ด นึกว่ากำลังเดินงานจุฬาวิชาการอยู่ แถมแดดก็ร้อนอีก


สรุปว่ามันกลายเป็นโซนให้คนงานมานอนพักนี่เอง เพราะดูเหมือนทั้งสวนจะมีกูคนเดียวที่มาบ้าตากแดดเดินโซนนี้ เฮ้อ

โอเค ในที่สุดก็ทัวร์ Garden by the Bay แบบเครบทุกซอกทุกมุม แอบผิดหวังนิดหน่อย เพราะมันโฆษณาไว้ซะอลังการ แต่ของจริงก็งั้นๆ ...เดินลงมาที่ MRT ตอนแรกว่าจะกลับไปนอนพักที่โรงแรมเลย แต่เวลายังเหลือ แล้วสถานี Bayfront มันก็เชื่อมกับห้าง Marina Bay Sand พอดี ไม่เคยใส่ไอ้นี่ไว้ในแพลนเที่ยวเลย เพราะมันมีแต่ร้านแบรนด์เนม แต่ อ่ะ เวลาเหลือ แวะหน่อยก็ได้


ความเสียสติของ Marina Bay Sand #1 : มีเรือกอนโดล่าจำลองให้เราไปนั่งเล่น มีคนพายให้ พร้อมถ่ายรูปเสร็จสรรพ (ก็คงเก็บตังค์นั่นแหละ) เห็นแล้วแอบขำในความพยายามของสิงคโปร์


ความเสียสติของ Marina Bay Sand #2 : เห็นคนมุงเยอะแยะก็นึกว่าอะไร สรุปคือเป็นน้ำตกกลางห้าง ...เพื่ออะไรคะ!?


มีคาสิโนด้วย แต่ไม่ได้เข้าไป เล่นไม่เป็น อีกทั้งข้างหน้ามีป้ายเรื่อง dress code ด้วย ซึ่งมีแววว่ากูจะแต่งตัวโลโซเกินไป


จบจาก Marina Bay Sand นั่งรถไฟกลับมาที่ Bras Basah เพื่อไปยังมิวเซียม SAM at 8Q ที่คราวที่แล้วอดเข้าเพราะเขามีงานพอดี เดินเข้าไปเจอ staff นั่งหลับอยู่ ก็บอกเค้าว่า one ticket please ลุงแกก็ทำหน้างัวเงียแล้วก็บอกว่า “ฟรีครับ” เวรกรรม...กูผิดอีกที่ไปปลุกลุงเขา


งานที่นี่ก็ไม่ค่อยเด็ดอะไรมาก แต่ก็มีบางอันที่ชอบ เช่น Installation อันนี้


งานนี้เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ลองสังเกตด้านล่างดีๆ


ถ้าจำไม่ผิดภาพนี้จะวาดด้วยการใช้โรลเลอร์เบลด


จากนั้นมาต่อที่ SAM (Singapore Art Museum) ที่อยู่ใกล้ๆ กำลังมีนิทรรศการของศิลปินไทยพอดี ชื่องาน “ไทยไหลนิ่ง”


วิดีโอ ผีนาบัว ของพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ พอดูจอใหญ่ๆ แล้วก็ขลังดี (ตอนดูครั้งแรก ดูผ่านเน็ต)


ลายเส้นแบบนี้ก็ต้อง ยุรี เกนสาคู แน่นอน




งานเซ็ตนี้ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ ก็เจ็บดี


งาน mechanic กลไกแบบนี้ก็ กฤช งามสม



ไปคราวนี้ไอ้นิทรรศการ Paranoma ก็ยังอยู่ เลยย้อนกลับไปดูงานชิ้นนี้ สรุปคืองานของ เกศสุดา ลูกทอง เป็นงานที่สะท้อนความรู้สึกผิดที่เธอเข้ามาทำงานในกรุงเทพแล้วไม่ค่อยติดต่อทางบ้าน งานของเธอเลยเป็นการเย็บฉลุผ้าเป็นจดหมาย และวาดภาพเหมือนของซองจดหมาย! โหดอ่ะ

จบจาก SAM ก็ขึ้นไปนอนพักหลบแดดที่โรงแรม พอใกล้ๆ ห้าโมงก็ออกเดินทางไปยัง SCAPE สถานที่จัดคอนเสิร์ต Perfume อยู่ที่สถานี Somerset ที่ห่างออกไปแค่สองสถานี ไปถึงปุ๊บก็ตรงไปที่บูธขายของที่ระลึก ตอนแรกทำใจว่าคงหมดเกลี้ยงแล้ว เพราะเขาเริ่มเปิดขายตั้งแต่บ่ายสาม (ดิชั้นก็มิอาจฟิตพอจะมาต่อแถวล่วงหน้านานขนาดนั้น)


ไปถึง ไม่มีคิวเลย ตลาดวายแล้ว เสื้อทัวร์ของญี่ปุ่นหมดตามคาด แต่เราก็สั่งทางเวบไว้แล้ว (ค่าส่งบานเลย T_T) เหลือแต่เสื้อทัวร์เวอร์ชันสิงคโปร์ ไม่ค่อยสวยเท่าไร แต่ก็ซื้อมาเป็นที่ระลึก


อย่างที่บอกว่าระบบคิวของวันนี้เข้าตามหมายเลข แต่ละแถวก็แบ่งเป็น 50 คน เป็นหมายเลข 1-50, 51-100, ไปเรื่อยๆ ของเราเบอร์เป็นเบอร์ 459 ก็เดินไปหาแถวของตัวเอง อ้าว ไม่มีซะงั้น มันดันสุดที่ 400-450 ฮ่วยย เลยไปถาม staff พี่แกก็พาไปนั่งแถวพิเศษ เสริมออกมาริมสุด คือประมาณว่าเรานี่เป็นเบอร์หลังๆ สุดเลย เพราะเพิ่งมาเอาบัตรก่อนวันงานแค่หนึ่งวัน สังเกตว่าเบอร์ท้ายๆ ก็จะเป็นคนต่างชาตินี่แหละ ประมาณว่าเพิ่งมาถึงกันเมื่อวาน

ตอนแรกยังกังวลอยู่ว่าไอ้ระบบเรียงตามเบอร์นี่มันจะเวิร์คมั้ย เพราะเคยเจอครั้งนึงตอนคอนเสิร์ต BEAST ที่เมืองทอง ผลคือเละเทะไม่เหลือชิ้นดี แต่ของแบบนี้มันอยู่ที่ management นั่นแหละ staff ของสิงคโปร์นี่ทำงานดี ติดป้ายชัดเจน คอยประกาศ คอยจัดแถวเป็นระยะ เขาลงทุนมาไล่ในแถวเลยว่า “คนไหน 451 ครับ แล้วคนไหน 452 ครับ” แบบว่าจัดเรียงรายคนกันเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี ที่งานนี้มันเป็นระเบียบดี ก็เพราะคนดูมันน้อยมากๆ ประมาณแค่ 1000 คน คือแบ่งเป็นบัตร VIP (เราอยู่โซนนี้) ที่ได้อยู่ข้างหน้า กับบัตรธรรมดา อย่างละ 500 คน



พอนั่งในแถวเรียบร้อย ก็มีแฟนคลับญี่ปุ่นมาแจกโปรเจคต์ของวันนี้ คือให้ร้องเพลง Polyrhythm ตอนจบอังกอร์ มีการเปิดวิทยุให้ซ้อมร้องกันด้วย แต่แบบ...เพลงนี้มันร้องยากนะเฟร้ยยย (อนึ่ง ยังแอบสงสัยว่าแฟนคลับญี่ปุ่นนี่ลงทุนบินกันมาดูถึงที่นี่เลยเหรอเนี่ย)

ระหว่างนั่งในแถว ผู้ชายและผู้หญิงข้างหน้าก็เริ่มชวนคุยกัน คนนึงมาจากฟิลิปปินส์ อีกคนมาจากมาเลเซีย แล้วเขาก็หันมาถามเราว่า แล้วยูล่ะมาจากไหน ก็บอกว่าไปไทยแลนด์ เจ๊ผู้หญิงก็ทำหน้าปลื้มใจว่า “ดูสิ แฟนของ Perfume นี่มาจากทั่วโลกเลยเนาะ” แล้วเจ๊ก็พยายามจะชวนคุยต่อ แต่เนื่องจากไม่อยากผูกพันกับคนแปลกหน้า เพราะมันจะทำเกิดความไม่คล่องตัวในการดูคอนเสิร์ต เลยทำฟอร์มเป็นพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แล้วก้มหน้ากดๆ มือถือไป ปล่อยให้พี่มาเลกับเจ๊ปินอยเม้ากันไปสองคน (เขาจะคิดว่าคนไทยหยิ่งก็เพราะกูนี่แหละนะ)


ตอนที่นั่งรอ จะมีการเรียกแฟนจากแต่ละประเทศไปรวมตัวถ่ายรูปกัน เช่น “เอ้า พี่น้องชาวอินโด เชิญทางนี้คร้าบ มาถ่ายรูปกัน” ประมาณนี้ ไม่รู้ว่ามีของไทยด้วยหรือเปล่า เพราะไม่ได้เดินไป แต่มองรอบๆ ตัวแล้วไม่ค่อยจะเห็นคนไทยเท่าไร

ตอนที่นั่งรอ จะมีการเรียกแฟนจากแต่ละประเทศไปรวมตัวถ่ายรูปกัน เช่น “เอ้า พี่น้องชาวอินโด เชิญทางนี้คร้าบ มาถ่ายรูปกัน” ประมาณนี้ ไม่รู้ว่ามีของไทยด้วยหรือเปล่า เพราะไม่ได้เดินไป แต่มองรอบๆ ตัวแล้วไม่ค่อยจะเห็นคนไทยเท่าไร

จริงๆ เขาบอกว่าประตูจะเปิด 18.30 แล้วในเฟซบุ๊คก็ย้ำว่าให้มากันตรงเวลา เพราะคอนเสิร์ตนี้จะมีถ่ายทอดสดไปที่ญี่ปุ่นด้วย ดังนั้นจะต้องเล่นทุ่มตรงเป๊ง แต่ 18.40 แล้ว staff ก็ยังไม่ได้เปิดให้คนเข้างาน แฟนๆ ก็เริ่มพะว้าพะวงกันเล็กน้อย แต่สักพักนึงก็เริ่มปล่อยเข้า ด้วยความที่มันมีคนดูแค่พันคนเนี่ยแหละ อะไรก็จัดการง่าย แป๊บๆ เสร็จ


วินาทีแห่งชีวิตใกล้เข้ามาแล้ววว (หลังจากนี้จะไม่มีรูปถ่ายเองแล้ว เพราะในงานห้ามถ่ายรูป ตามสไตล์คอนเสิร์ตญี่ปุ่น)

พอเข้าไปในฮอลล์ ก็คนแน่นเอี้ยดเลย เพราะฮอลล์เล็กมาก ประมาณโรงยิมโรงเรียนมัธยมเลย และด้วยความที่บัตรเราเป็นเบอร์ท้ายๆ ก็เลยต้องอยู่หลังสุดของโซน VIP ไปโดยปริยาย แต่ข้อดีก็คือ ไม่ต้องเบียดกับคนอื่น มีพื้นที่หายใจเยอะเลย เพราะท่าทางข้างหน้าๆ จะเบียดกันมาก ด้วยสังขารวัยนี้ ขอเอาชีวิตรอดเป็นหลักดีกว่า ไม่ต้องเห็นใกล้มากหรอก แค่นี้ก็ใกล้จะตายแล้ว ฮอลล์เล็กติ๊ดเดียว

รอไม่นานมาก ไฟก็ดับลง แสงสีวูบวาบฉายทั่วฮอลล์ มาแล้ววววววววววว


อ๊ากกกกกกกกกกก

เปิดมาสามเพลง เป็นคอมโบรวด NIGHT FLIGHT, Computer City และ Electro World ดูแล้วซึ้งใจมาก คือวงแบบ Perfume เนี่ยเคยเล่นระดับโตเกียวโดมห้าหมื่นคนมาแล้ว แต่วันนี้มาเล่นสเกลแบบพันคน คือชาตินี้คงหาโอกาสแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว ส่วนเรื่องที่วงนี้ลิปซิงค์ตลอดกาลนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาว่ากันได้เลย เพราะท่าเต้นของวงนี้มันฮาร์ดคอร์สุดๆ เต้นยากโคตร ได้มาดูสามสาวเต้นสดๆ ตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ทึ่ง แถมวันนี้คนดูผู้ชายก็เยอะ ตะโกนเชียร์กันลั่น อาห์...พลังแห่งแฟนบอยนั้นช่างเจิดจ้า Rise! Fanboy! Rise! (บรรยากาศ contrast กับความอินดี้ที่ Sigur Ros เมื่อวานอย่างสิ้นเชิง 555)


เต้นกันให้ข้อหลุดไปเลย

พอจบสามเพลงแรก เป็นช่วงพูดคุย ก็เม้ามอยกันยาวมากๆ พวกเธอก็เล่าว่าไปกินข้าวมันไก่มานะ นู่นนี่นั่น ทีนี้ตอนแรกก็เจื้อยแจ้วญี่ปุ่นปนอังกฤษงงๆ กันไปเรื่อยๆ สักพัก Perfume เลยถามว่า “มีใครในที่นี้ช่วยแปลญี่ปุ่นเป็นอังกฤษได้มั้ยคะ” ก็มีแฟนคลับผู้หญิงคนนึงยกมือ พวกเธอก็ส่งไมค์ส่วนตัวไปให้อันนึงแล้ว แล้วก็ให้ยัยนั่นแปลเรื่อยๆๆๆๆ ...แม่งเถื่อนสุดๆ ไม่มีการจ้างล่ามอะไรทั้งสิ้น ใช้งานคนดูก็แบบนี้เลย

เซ็ตลิตส์วันนี้ก็สุดยอดจริงๆ ด้วยความที่เป็นเวิลด์ทัวร์ ก็เล่นแต่เพลงฮิตๆ ทั้งนั้น พวก Laser Beam, Spending all my time, Secret Secret, Dream Fighter มากันหมดเลย พีคมาก พีคทุกเพลง ส่วนพวกเอฟเฟกต์แสงสีอาจไม่อลังการเท่าคอนเสิร์ตญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่เลย มีการเล่นกับเลเซอร์ หรือพวกจอวิชวลตลอด ...พอช่วงเล่นเกม P.T.A. Corner ก็เป็นเกมปัญญาอ่อนมาก คือแบ่งคนดูเป็นสามทีม เมอร์ / ไล / ออน แต่ความฟินคือ กูได้อยู่ทีม “เมอร์” และหัวหน้าทีมคือ Nocchi อร๊างงงง (ความเสียสติของแฟนบอย)

ช่วงที่พีคที่สุดคือตอนเพลง Fake It คือเพลงนี้จังหวะมันชวนโดดมากกว่าเพลงอื่นๆ พอเห็นแฟนเพลงทั้งฮอลล์โดดกัน กูก็เกิดคึกโดดตามเขาบ้าง แบบว่าทุกคนบ้าไปแล้ว กูขอบ้าตามด้วย ผลคือ หลังจากนั้นหอบไปอีกสามเพลง 5555 อ้อ จริงๆ วันนี้คนดูรอบข้างก็โอเคหมด แต่มีอีเจ๊คนนึงน่ารำคาญมาก คือเธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่สะพานเป้หลังเต่า แล้วไม่รู้เป็นบ้าอะไร เธอก็เดินแซะไปแซะมาอยู่นั่นแหละ เปลี่ยนที่ไปเรื่อย แล้วก็วนเวียนรอบตัวกูอยู่หลายที รำคาญมากกกก อยากจะแกล้งขัดขาให้ล้มจริงๆ แต่ก็ไม่อยากไปใส่ใจ คอนเสิร์ตกำลังสนุก

ความตลกของคอนเสิร์ตคือ พอทั้งฮอลล์มันส์มากๆ กับเพลง Fake It หลังจากนั้นผู้จัดก็เลยตีมึนไม่มีวิชวลไปเลย (ประมาณว่าเครื่องติดแล้ว ไม่ต้องใช้วิชวลช่วยบิลด์แล้วล่ะ...ซะงั้น) หลังจากนั้นก็มีเพลง Nee, Chocolate Disco แล้วก็ปิดด้วย Polyrhythm ก่อนจะต่อด้วยอังกอร์เพลง Spring of Life และ Kokoro no Sports ตามสูตร ตอนแรกก็นึกว่าคงจบแค่นี้ เพราะเซ็ตลิสต์ของประเทศอื่นก็มีเท่านี้ แต่ด้วยความที่สิงคโปร์ที่ประเทศสุดท้ายของทัวร์ มันก็เลยมีเซอร์ไพรส์ นั่นคือ...


อยู่ดีๆ มีโดราเอมอนโผล่มาด้วย!!! (แถมใส่เสื้อทัวร์ Perfume ด้วยนะ)

ตอนแรกก็เหวอเลย โดราเอมอนมาทำไมวะ!? สรุปคือ เป็นการประกาศว่าเพลงธีมของหนังโดราเอมอนภาคใหม่จะร้องโดยวง Perfume นั่นเอง เย้ ...ยังไม่จบ ยังมีร้องเพลงแถมด้วย คือเพลง MY COLOR (ประเทศอื่นไม่มีนะเนี่ย)

ตามที่เตี๊ยมโปรเจคต์กันไว้ พอจบคอนเสิร์ตแฟนๆ จะช่วยกันร้องเพลง Polyrhythm แต่อย่างที่บอกไปว่าเพลงมันร้องยาก โดยเฉพาะท่อน pori rizumu···rizumu···pori rupu···rupu··· เนี่ย กลายเป็นว่ามีแต่แฟนคลับญี่ปุ่นร้องเป็นหลัก ส่วนพวกชาติอื่นก็ดำน้ำงึมงัมกันไป 555 แต่ท้ายสุดโปรเจคต์ก็ไม่ล่ม สาวๆ ก็พูดผ่านไมค์มาจากหลังเวทีว่า “Thank you very much~~~~” ถือเป็นการจบงานอย่างแท้จริง

สรุปว่าเป็นงานที่ประทับใจและฟินมาก บอกได้คำเดียวว่า ...ดีใจเหลือเกินที่เกิดมาชาตินี้ ครั้งหนึ่งได้เป็นแฟนบอย


งานจบแล้วจ้า


กลับมาพักตั้งสติที่โรงแรม นี่คือเสื้อที่ซื้อมา (ตั้ง 40 เหรียญ)


ที่จริงตอนนี้ก็สี่ทุ่มแล้ว แถมพรุ่งนี้ต้องกลับไฟลท์เช้า แต่ดิชั้นยังไม่ยอมหยุดง่ายๆ ค่ะ ออกไปแร่ดต่อที่ Boat Quay (ลง MRT สถานี Raffle Place) ก็เป็นท่าเรือคล้ายๆ กับ Clarke Quay แต่จะหรูน้อยกว่าหน่อย เปรียบเทียบแล้ว Clarke Quay นี่ประมาณทองหล่อ ส่วน Boat Quay นี่ออกอารมณ์ข้าวสาร


ระหว่างทางมีร้านอาหาร และคนเรียกแขกเข้าร้าน แต่ไม่มีใครสนใจเรียกกูเลย คงดูหน้าแล้วรู้ว่าไม่มีปัญญากิน


ชิวกับวิวยามดึก


โรงแรม Fullerton พอมาตอนกลางคืนนี่มันก็สวยดีนะ

ห้าทุ่มกว่าๆ ก็กลับโรงแรม รีบจัดแจงแพ็คกระเป๋า แล้วเข้านอน ไฟลท์กลับพรุ่งนี้สิบโมงเช้า ก็ต้องตื่นอย่างช้าเจ็ดโมง แต่กว่าจะได้นอนก็ตีสอง สาเหตุเดาได้ไม่ยาก ...เพราะมัวแต่ไปตอแหลเล่นเฟซบุ๊คนั่นเอง เฮ้อ




DAY 3 : Sun 25 Nov 2012

ตื่นตอนเจ็ดโมงตามที่ตั้งมือถือปลุกไว้ เหมือนจิตมันรู้ตัวว่าหลับเพลินไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าตื่นสาย จะพลาดไฟลท์ และถ้าตกเครื่องก็หมายความจะกลับไทยไปดูเมียเกาหลี (Girls’ Generation) ที่งาน SM Town ไม่ทัน! กรี๊ดดดด ก็รีบแหกตาตื่น แล้วก็เช็คเอาท์ออกจากโรงแรมโดยไว


MRT ตอนประมาณแปดโมงวันอาทิตย์ โล่งดีแท้


เจอประกาศนี้ที่สถานี ประมาณว่าถ้าเกิดเหตุรถไฟขัดข้อง ไปสถานที่สอบไม่ทัน ให้เข้าสอบที่ศูนย์สอบที่ใกล้ที่สุดได้เลย เอ้อ ดีจัง

มาถึงสนามบิน Changi ล่วงหน้าประมาณสองชั่วโมง มีภารกิจเล็กน้อยจากท่านแม่ คุณเธอฝากซื้อน้ำหอม ไอ้เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไร ไปยืนเลือกงงๆ อยู่ตั้งนาน ปรากฏว่า Dior รุ่นที่แม่อยากได้ ไม่มีซะงั้น เลยต้องซื้อชอยส์สองคือ Estee Lauder รุ่นอะไรสักอย่าง ตอนจ่ายตังค์ด้วยบัตรเครดิต ก็เผลอเซาะกราวอีก เค้าให้กดเลือกสกุลเงิน ไอ้หน้าจอแม่งก็ไวเหลือเกิน กูกดพลาดไปถูกเงินไต้หวันซะงั้น เดือดร้อนที่ร้านเขาต้อง cancel ใหม่ให้กูอีก มีแต่อายกับอาย


สวนกระบองเพชร คราวที่แล้วมาตอนมืดๆ คราวนี้ได้เห็นตอนสว่างๆ แล้ว

ระหว่างรอขึ้นเครื่อง ก็ได้แต่ภาวนาว่าไฟลท์อย่าดีเลย์เลยนะคะมึง ถ้าดีเลย์ขึ้นมาชีวิตกูได้พังพินาศแน่ และคงด้วยพลังแห่งความรักในเมียเด็ก (!?) ไฟลท์ก็ออกตรงเวลา เป็นทริปที่สงบเงียบเช่นกัน เพราะออกตอนเช้า ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนสิงคโปร์ที่ไปเที่ยวเมืองไทย อ้อ มียัยเจ๊ข้างๆ ที่คงอารมณ์ประมาณว่าไปช็อปล้างบางที่ Orchad มา หอบถุงพะรุงพะรังจนยัดใส่ช่องข้างบนไม่พอ เห็นแล้วแอบหมั่นไส้ เลยทำนิ่งๆ ไม่หือไม่อืออะไรกับเธอทิ้งสิ้น (อ้าว กูนี่เลว)

ในที่สุดก็ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพตอนเที่ยง รีบวิ่งไปที่ ตม. เจอ  จนท. ถามว่า “ขาไปนี่แสกนพาสปอร์ตเอาใช่มั้ยคะ” ไอ้กูก็รีบๆ งงๆ เบลอๆ อยู่ ก็จำไม่ได้ว่าปั๊มหรือแสกนเอาวะ แต่แบบมึงเป็น จนท. มึงควรจะรู้ดีกว่ากูไม่ใช่เหรอคะ สรุปคือ เธอหาหน้าปั๊มไม่เจอ เธอก็เลยนึกว่าแสกน แต่สักพักเธอก็หาเจอ

จากนั้นรีบวิ่งออกมาเรียกแท็กซี่ ขอบอกเป็น tip สำหรับสนามบินดอนเมือง ในกรณีที่กระเป๋าไม่หนักมาก และไม่อยากเสียเวลารอคิวแท็กซี่ในสนามบิน ก็ให้ออกมาตรง ถ.วิภาวดี โลด เรียกง่ายและสบายกว่าเยอะ มันจะมีประตูแถวๆ ธนาคารกรุงไทย, ทหารไทยอะไรเนี่ย เชื่อมไปสะพานที่ออกไป ถ.วิภาวดี ได้อย่างง่ายดาย

บึ่งแท็กซี่เข้าบ้าน แต่อยู่บ้านได้ไม่ถึง 15 นาที ก็ต้องออกไปอีกแล้ว เพื่อนขับรถมารับแถวปั๊ม ปตท. สำนักงานใหญ่ แล้วก็มุ่งตรงไปยังเมืองทอง (คอนเสิร์ต SM Town จัดที่ SCG Stadium) วันนั้นก็ดันมีงานโฮมโปรอีก ในเมืองทองรถติดโลกแตก กว่าจะจอดรถได้ล่อไปเกือบชั่วโมงนึง กินข้าวไม่ทัน ต้องใช้วิธีไปซื้อข้าวไข่เจียวข้างทางกินเอา ชีวิตบัดซบมาก แถมกว่าจะเข้าไปในสนามได้ แทบเอาชีวิตไม่รอด ผู้จัดปัญญาอ่อนมาก งานคนสองหมื่น เสือกมีทางเข้าทางเดียว ฟายยยยยยย



แต่ในที่สุดก็ฝ่าดงมรณะทั้งหลายเข้าสู่สนามจนได้ค่ะ เหนื่อยโคตร

คอนเสิร์ตเริ่มเลทไปครึ่งชั่วโมง เค้าว่างานวันนี้จะยาวถึงสี่ชั่วโมง ไอ้สองชั่วโมงแรกก็ผ่านไปด้วยดีอยู่หรอก แต่สองชั่วโมงหลังฝนดันตกซะงั้น กูจะบ้าตาย เจอฝนที่สิงคโปร์ ยังต้องมาเจอฝนที่เมืองไทยอีก จริงๆ ก็เอาเสื้อกันฝนไปด้วย แต่ความซวยคือ ดันนั่งแถวๆ ปลายหลังคาพอดี เลยมีเอฟเฟกต์น้ำตกใส่กบาลตลอดคอนเสิร์ตค่ะ กลายเป็นโชว์สี่มิติเลย ดีจริงๆ ค่า

แต่ท้ายสุดแล้วดิชั้นก็รอดชีวิตจากทัวร์ทรหด สามวัน-สองประเทศ-สามคอนเสิร์ต ไปได้ค่ะ โดยได้ข้อคิดว่าหากไม่จำเป็นจะไม่ทำอีกแล้ว เพราะทั้งเหนื่อยและแพง!

เอวัง

Next: ทริปสังคโลกโตเกียว





Create Date : 31 ธันวาคม 2555
Last Update : 31 ธันวาคม 2555 4:16:26 น. 2 comments
Counter : 2515 Pageviews.

 
มีการเนียนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ด้วย555


รออ่านทริปโตเกียวต่อ


โดย: แฟนlinKinPark วันที่: 31 ธันวาคม 2555 เวลา:11:04:31 น.  

 
สุขสันต์วันปีใหม่นะคะ
^_______^


คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


โดย: วันฝัน วันซันเดย์ วันที่: 31 ธันวาคม 2555 เวลา:11:51:03 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.