http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2547
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
29 ธันวาคม 2547
 
All Blogs
 
ธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม

ธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม (Business and Social Responsibilities)
โดย merveillesxx

หมายเหตุ: เขียนขึ้นเมื่อ พ.ย. 2547 เพื่อทำส่งวิชา FN201 Business Finance มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ผู้ผลิต (Producer) จะมีลักษณะของเป้าหมายในการดำเนินกิจการหลายแบบด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็คือ การทำกำไรสูงสุด (Maximize Profit) ซึ่งมักจะตามมาด้วยเงื่อนไขอีกอย่างก็คือ การผลิตภายต้นทุนที่ต่ำสุด (least cost) ทั้งสองเงื่อนไขทำมาสู่กลยุทธ (Strategy) ทางการผลิตและดำเนินการ ประเด็นอยู่ที่ว่าในระบบตลาดนั้น อาจจะไม่มีผู้ผลิตหรือผู้ขายเพียงรายเดียว นั่นทำให้เกิดการแข่งขันกัน การขับเคี่ยวและแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างกิจการจึงเกิดขึ้น แม้ระบบตลาดแข่งขัน (Competitive Market) จะส่งผลดีต่อผู้บริโภค (Consumer) ในด้านที่ว่าผู้ผลิตจะมีแรงจูงใจในการเร่งพัฒนาคุณภาพหรือผลิตสิ่งใหม่ๆในรูปของนวัตกรรม (Innovation) ออกมา แต่ในมุมกลับกันการแก่งแย่งชิงดีเหล่านั้น อาจทำให้หน่วยธุรกิจแข่งขันกันจนชนิดไม่ลืมหูลืมตา จนเห็นว่าผู้บริโภคเป็นเพียงแค่ ‘หมาก’ ตัวหนึ่ง หรือ ‘ทางผ่าน’ ไปสู่เงินก้อนโต และมองข้ามผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมโดยรวมด้วย ดังเช่นคำของมหาตมะ คานธีที่ว่า “An eye for an eye makes us all blind”

เรื่องนี้ต้องโยงไปถึงทฤษฎี Butterfly Effect ที่ว่าถึงการกระทำของคนๆหนึ่ง ย่อมส่งผลต่อคนอีกผู้หนึ่งและสรรพสิ่งโดยรวม ดังเช่นทางวิยาศาสตร์ที่ว่าการที่ผีเสื้อขยับปีกอาจก่อให้เกิดพายุทอร์นาโดเลยทีเดียว หรือตามสำนวนไทยที่ว่า “เด็ดดอกไม้ สะเทือนไปถึงดวงดาว” กิจกรรมในทางธุรกิจก็อยู่ภายใต้กรอบนี้เช่นเดียวกัน การดำเนินการด้วยกลยุทธอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมส่งผลต่อคนรอบข้าง อาทิ คู่แข่ง, ผู้บริโภค รวมถึงสังคมโดยรวมด้วย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เป็นยุคสมัยทุนนิยม (Capitalism) ที่ยิ่งเร่งเร้าการแข่งขัน, ยุคบริโภคนิยม-วัตถุนิยมที่ผู้คนเลือกที่จะบริโภคสิ่งต่างๆโดยไม่ลืมหูลืมตา, ยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่ข่าวสารข้อมูลโยงใยกันและเข้าถึงอย่างรวดเร็ว และเป็นยุคหลังทันสมัยนิยม (Post Modern) ที่เรามุ่งสู่อนาคตจนลืมอดีต ลืมสิ่งที่สามารถจะเป็นข้อคิดแก่เราได้ ดังนั้นแนวความคิด-ความรู้ที่เรียกว่า “ธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม” (Business and Social Responsibilities) จึงจำเป็นและสำคัญเหลือเกินในยุคแห่งความยุ่งเหยิง (Chaos Era) เฉกเช่นตอนนี้

ธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม คืออะไร?

ในการเสวนาที่จัดโดยเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (เอสวีเอ็น) นั้น ได้มีคำกล่าวว่า “ธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม มิใช่เพียงการให้หรือการแบ่งปัน (Philanthropy) แต่คือการประกอบธุรกิจที่สร้างสรรค์ที่ตระหนักถึง ความรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม” (อ้างอิงจาก http://www.semsikkha.org)

แนวคิดนี้จะนำไปสู่ ‘ธุรกิจที่ยั่งยืน’ (Sustainable Business) กล่าวคือ ธุรกิจที่สร้างผลดีและไม่สร้างผลกระทบด้านลบให้กับสังคม จะเป็นธุรกิจที่สามารถดำเนินการไปได้ในระยะยาว โดยปราศจากอุปสรรคต่างๆ อย่างน้อยที่สุดก็คือ เรื่องของการต่อต้านจากประชาชนหรือพลังมวลชน

ธุรกิจที่ยั่งยืน เป็นแนวคิดที่ต่อยอดมาจากแนวคิดทางสิ่งแวดล้อมอย่าง ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ (Sustainable Development) คือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยคิดถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ให้คนรุ่นต่อๆไปมีความกินดีอยู่ดีอย่างน้อยเท่ากับระดับของคนรุ่นปัจจุบัน นั่นทำให้เราเห็นภาพว่าไม่ว่าจะสิ่งแวดล้อมหรือหน่วยธุรกิจย่อมต้องอาศัยการ ‘มองการไกล’ (Long Run) เช่นเดียวกัน ไม่ใช่การมองในระยะสั้น (Short Run) เหมือนที่เป็นอยู่เช่นดังทุกวันนี้ ด้วยเพราะคนเรานั้นมีอายุไข (life span) จึงคิดถึงเพียงตัวเองเท่านั้น พยายามกอบโกยผลประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นำไปสู่การขาดจริยธรรมทั้งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นปัญหาโลกร้อน (Global Warming) และคอรัปชั่นก็มีสาเหตุมาจากแหล่งเดียวกัน นั่นก็คือ ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ถ้าเช่นนั้นอาจจะเป็นจริงที่มีคำกล่าวไว้ว่า “มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เห็นแก่ตัวที่สุดในโลก”

ธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม ทำได้อย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่เราผู้ดำเนินการทางธุรกิจต้องมีก็คือ ‘จริยธรรมทางธุรกิจ’ (Business Ethics) อันถือเป็นหนึ่งในสาขาของ จริยศาสตร์ คือการนำเอาหลักจริยธรรมมาตัดสินความถูก-ผิดในทางธุรกิจ ซึ่งนอกจากหลักหรือความหมายในทั่วไปแล้ว จริย-ธรรมทางธุรกิจยังอ้างอิงกับหลักทางศาสนาด้วย เช่น Christian business ethics หรือ Muslim business ethics เป็นต้น (อ้างอิงจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Business_ethics) ตรงนี้น่าสนใจว่าถ้าเราบรรจุศาสนาพุทธเข้าไปในหลักนี้ จะเกิดอะไรขึ้น? Buddhistic business ethics? หลักที่น่าจะผสมผสานลงไปก็คงจะเป็นเรื่องของ ‘กรรม’ (Karma) ที่น่าจะทำให้ผู้ประกอบการคิดถึง ‘ผล’ ที่จะตามมาจากการกระทำของตนบ้าง

โดยทั่วไปธุรกิจต้องมีความรับผิดชอบต่อกลุ่มบุคคลต่างๆ ตัวอย่างในกรณีของ ลูกค้า เช่น การใช้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เพราะว่าสินทรัพย์ทางการเงินนั้นจัดเป็น Credence Goods (สินค้าที่ต้องอาศัยความเชื่อถือ) อันเป็นสินค้าที่มีปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมของข้อมูลข่าวสาร (Asymmetric Information) มากที่สุด ทั้งนี้เกิดจากว่าเราในฐานะผู้ซื้อย่อมมีข้อมูลน้อยกว่าผู้ขาย กระบวนการเหล่านี้จะนำไปสู่ความล้มเหลวของตลาด (Market Failure) ที่กลไลตลาดทำงานไม่สมบูรณ์จนไม่สะท้อนราคาที่แท้จริง จนในที่สุดตลาดก็จะเหลือแต่ของที่ไม่ดี อันที่เรียกว่า Lemon Market (ตลาดกำมะลอ)

นอกจากนั้นธุรกิจยังต้องรับผิดชอบ พนักงาน ในด้านที่จะอบรมให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ควร การที่ธุรกิจมีพนักงานที่ปฏิบัติต่อลูกค้าโดยถูกต้องไม่บิดพลิ้ว สภาพสังคมโดยรวมก็จะดีขึ้น และหากทุกหน่วยมีวิถีทางเดียวกันเช่นนี้ ความดีงามเหล่านั้นก็จะขยายไปในระดับชาติเลยทีเดียว นั่นคือธุรกิจต้องมองแง่มุมความรับผิดชอบของตนเองว่ามีผลต่อปัจเจกชนอย่างลูกค้า จนไปถึงระดับมหาชนอย่างคนทั้งประเทศชาติ วิถีทางแบบนี้ก็คือ การบริหารแบบ ‘จากรากหญ้าสู่รากแก้ว’ ตามคำของ ‘ท่านผู้นำ’

แต่ในความเป็นจริงท่านกลับทำตัวเป็นรากแก้วอยู่รากเดียว ไม่สนใจใยดีรากหญ้าสักเท่าไรนัก จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทุกวันนี้ท่านก็จะกลายเป็น ‘นักเผด็จการ’ (Dictator) มากขึ้นทุกวัน แบบนี้แนวคิดธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อไม่มีวันสำเร็จได้ เพราะท่านเล่น ‘แทรกแซง’ การทำงานของเกือบทุกหน่วยงาน ที่ท่านว่า ‘คิดใหม่ ทำใหม่’ ที่แท้มันก็ไม่ได้ใหม่อะไรเลย เพราะความจริงมันก็คือแนวคิดแบบ Keynesian (การแทรกแซงโดยรัฐบาล) แต่ท่านก็มาเปลี่ยนให้สวยหรูเป็น Thaksinomics ถ้าท่านบอกว่า “การบริหารประเทศไม่ต่างไปจากการบริหารธุรกิจ การเป็นนายกไม่ต่างจากการเป็น CEO-เถ้าแก่” แล้วที่ท่านกำลังทำอยู่แบบนี้เรียกว่า ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมในเชิงธุรกิจหรือเปล่า?

โดยสรุปแล้วข้อเขียนในข้างต้นดูเหมือนจะเป็นการมองแบบเอียงไปทางทุกขทรรศนิยม (Pessimism) อยู่มาก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคสมัยแบบนี้มันยากเหลือเกินที่จะมองโลกในแง่ดี พวกเราเหล่ามนุษย์ที่เรียกตัวเองว่าโพสต์โมเดิร์นนิสต์ ควรถึงเวลาที่จะหยุดวิ่งไปข้างหน้า แล้วหันย้อนไปมองการกระทำในอดีตเสียบ้าง เพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจ สำหรับสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไป แบบที่ท่านนายกว่าไว้ ‘เหลียวหลัง แลหน้า’ … ว่าแต่สงสัยเหลือเกินว่าเวลามีคนเรียก มีคนรั้งท่านไว้ ท่านเคยคิดจะ ‘เหลียวหลัง’ บ้างหรือเปล่านะ?



Create Date : 29 ธันวาคม 2547
Last Update : 29 ธันวาคม 2547 22:39:34 น. 8 comments
Counter : 1628 Pageviews.

 
เป็นรายงานที่ดีนะครับ


โดย: นายเบียร์ IP: 203.144.192.190 วันที่: 3 มกราคม 2548 เวลา:2:41:12 น.  

 
เขียนเก่งจัง

แต่อ่านไม่ไหวอ่ะ ปวดตา

เอาเป็นว่าเข้ามาทักทาย ศิษย์ร่วมคณะละกัน แม้ว่าจะคนละมหาลัยก็ตาม

^^~


โดย: ตอนคุณมองตะวัน ผมมองเจอแต่จัน วันที่: 3 มกราคม 2548 เวลา:23:45:10 น.  

 
แวะมาเยี่ยมคับ หุหุ


โดย: คุณอมยิ้ม วันที่: 7 มกราคม 2548 เวลา:11:58:36 น.  

 
แวะมาทักมาทายครับ

^^~

เป็นไงบ้างง

บายดีบ่

หวังว่างั้นนะ


โดย: ตอนคุณมองตะวัน ผมมองเจอแต่จัน วันที่: 8 มกราคม 2548 เวลา:11:35:20 น.  

 
สบายดีครับ กำลังดีใจบทวิจารณ์เรื่อง Vibrator ได้ลงใน Bioscope ด้วย แต่ว่าทางทีมงานจัดอาร์ตเวิร์กพลาด ชื่อผมเลยหายไปครับ (แง) แต่ทีมงานขอชี้แจงเรียบร้อยแล้วครับ ดูที่ http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=13613


โดย: merveillesxx IP: 161.200.255.162 วันที่: 8 มกราคม 2548 เวลา:17:54:24 น.  

 
ของคุณมากค่ะ เป็นบทความที่ยอดเยี่ยมมาก


โดย: N IP: 118.174.84.228 วันที่: 5 เมษายน 2551 เวลา:10:20:14 น.  

 
เขียนดีมากค่ะ
เป็นประโยชน์กับอาจารย์
สามารถนำไปเป็น Case Study ให้กับนักเรียน-นักศึกษา
ได้ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ


โดย: แพรว IP: 118.175.181.66 วันที่: 4 ตุลาคม 2551 เวลา:1:37:03 น.  

 
เนื้อหาดี


โดย: F IP IP: 58.147.41.192 วันที่: 8 เมษายน 2552 เวลา:16:34:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.