http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
เมษายน 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
14 เมษายน 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกเบอร์ลิน อินดี้อย่างคลาสสิก : DAY 1 การเดินทางสิบห้าชั่วโมง!

by merveillesxx




หมายเหตุ

1) บทความนี้เป็นบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ใช่คู่มือการท่องเที่ยว

2) มีการใช้คำหยาบคายมากมาย



จากที่ใช้ชีวิตมา 26 ปี ไม่เคยได้ไปเมืองนอกเมืองนากับเค้าเลย พอมาปี 2012 บทจะได้ไปต่างประเทศก็ดันได้ไปติดๆ กันซะงั้น หลังจากไปติ่งหูที่เกาหลีเมื่อต้นเดือนมีนาคม ช่วง 1-7 เมษายน ก็มีกำหนดการต้องไปเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน

เรื่องมันเริ่มจากว่าช่วงก่อนปีใหม่ ขณะกำลังจัดกระเป๋าเพื่อไปเที่ยวทริปปีใหม่กับออฟฟิศ รุ่นพี่คนนึงก็เอาลิงค์มาโพสต์บนวอลล์เฟซบุ๊ค เป็นลิงค์โครงการอบรมนักวิจารณ์ดนตรีสำหรับสื่อมวลชน ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล (อันนี้ http://www.music.mahidol.ac.th/smc2/index.html) ตอนแรกก็งงทีเดียว โครงการอะไรฟระ ไม่เคยได้ยินเลย แต่อ่านดูแล้วก็น่าสนใจดี เป็นคอร์สเกี่ยวกับเพลงคลาสสิก อ่านไปอ่านมาต้องกับสะดุดกึกตรงประโยคที่ว่า...

”ผู้เข้าร่วมอบรม สามารถเข้าอบรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น”

และ

”จัดให้ศึกษาดูงานด้านศิลปวัฒนธรรม ดนตรี ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในช่วงเดือนเมษายน โดยรับชมคอนเสิร์ตออเคสตรา เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ดนตรี และศิลปวัฒนธรรมของกรุงเบอร์ลิน”

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

อ่านแล้วแทบสิ้นสติ ตอนเรียนเศรษฐศาสตร์เค้าสอนว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เลยต้องอ่านซ้ำประมาณ 18 รอบว่ามันมีเงื่อนไขอะไรหรือเปล่า แต่อ่านยังไงก็จับใจความได้ว่ามันฟรี! มีเงื่อนไขแค่ว่าต้องเข้าเรียน 7 ครั้งจาก 10 ครั้ง ดังนั้นจึงตัดสินใจสมัครทันที แต่ไอ้ตอนที่รู้ข่าวเนี่ย มันจะปิดรับสมัครอีกไม่กี่วันแล้ว เลยต้องหยุดกิจกรรมทั้งปวง แล้วมาเขียนๆๆๆๆ ใบสมัคร ถึงตอนเช้า คืนนั้นแทบไม่ได้นอน

การสมัครต้องเขียนเรียงความหนึ่งหน้าว่าทำไมเราถึงควรได้เข้าโครงการนี้, จดหมายรับรองจากที่ทำงานว่าอนุญาตให้เข้าโครงการ, แล้วก็ผลงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งโชคดีว่าเคยเราเขียนวิจารณ์เพลงอยู่พักนึงที่นิตยสาร I-STREET (เจ๊งไปแล้ว) แล้วก็มีงานในบล็อก เช่น เขียนถึงเอ็มวีวง Slur, วิเคราะห์เอ็มวีของน้องหวาย, เขียนถึงคอนเซ็ปต์อัลบั้มของ Aimee Mann (ทำไมดูจับฉ่ายเยี่ยงนี้) ก็ส่งไปทั้งหมดเลย

พอถึงวันประกาศผล เขาขึ้นรายชื่อทางเวบไซต์ เข้าไปปุ๊บก็เจอชื่อตัวเอง เต้นบัลเล่ต์รอบบ้านไปสามรอบ เขาว่ารับสมัครประมาณ 8 คน ตอนแรกนึกว่ามีสมัครกันแค่นี้ เลยรับหมด เพราะเดาว่าคนคงไม่ค่อยรู้ข่าวเท่าไร แต่แอบไปถามพีอาร์มา เค้าบอกว่ามีสมัครเกือบ 30 คน ต้องมีการคัดเลือกกันพอประมาณ ...อืมมม แปลว่ากูก็ต้องพอมีดีอะไรบ้างล่ะนะ 555

อย่างที่บอกไปว่าคอร์สนี้เน้นเรื่องเพลงคลาสสิกเป็นหลัก อันที่จริงเราก็ไม่ได้ฟังเพลงคลาสสิกอย่างจริงจังมาก ส่วนใหญ่รู้จักเพลงพวกนี้จากซาวด์แทร็กหนัง คอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกก็ไปดูอยู่เนืองๆ สองสามเดือนครั้งไรงี้ แต่เหตุผลที่ทำให้ฟังเพลงคลาสสิกคือ การ์ตูนเรื่องโนดาเมะ และท่านจิอากิ นั่นเอง 5555 (แต่แทบไม่เคยเจอคอนดัคเตอร์เท่ๆ แบบท่านจิอากิเลย ส่วนใหญ่ก็รุ่นลุงรุ่นปู่ทั้งนั้น)

ถึงแม้การเรียนคอร์สนี้ จะทำให้กูต้องถ่อไปถึง มหิดล ศาลายา นั่งรถสาย 515 ไกลชนิดลืมกายหยาบ แต่ก็ได้อะไรมาพอสมควร สิ่งที่ดีคือ ได้ดูคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก (ฟรี) ทุกสัปดาห์ เรียกได้ว่าฟังกันจนเอียนไปเลย ช่วงที่เรียนมีการเรียนสองครั้งที่จำไม่ลืม อันแรกคือ ตอนที่มีงาน Jazz Festival ปกติไม่ค่อยชอบแจ๊ซเท่าไร แต่วันนั้นได้ฟังนักดนตรีเทพๆ หลายคน แต่ที่หนักกว่าคือ งานมันจัดกลางแจ้ง แล้ววันนั้นฝนเสือกตก อากาศอบอ้าวมาก แถมยุงเยอะ กลายเป็นว่ากูต้องไล่ยุงไป ดูแจ๊ซไป ...เวรกรรม

อีกครั้งคือคลาสที่เรียนเรื่องการวิเคราะห์เพลง แล้วคอนเสิร์ตวันนั้นดันเจอเพลง Symphony No.9 ของมาห์เลอร์ ถ้าให้เปรียบเป็นหนังอาร์ต เพลงของมาห์เลอร์ก็ยากพอๆ กับหนังของโกดาด์ เพลงพี่แกนี่กูไม่รู้จะสัมผัสกับความไพเราะได้ยังไง เดี๋ยวดัง เดี๋ยวเบา โมเลดี้จับยากมาก กูขอยอมแพ้ แล้วเพลงก็ยาวเกือบชั่วโมงครึ่ง ดูคอนเสิร์ตไปเหมือนทรมานตัวเองไป พอคอนเสิร์ตจบ แทบจะคลานออกมาจากฮอลล์

สามเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก ในที่สุดก็เรียนครบสิบครั้ง และเตรียมตัวปิดท้ายกันด้วยการไปดูงานที่เบอร์ลิน...


ถ่ายรูปหมู่กันวันปิดคอร์ส

การไปเบอร์ลินครั้งนี้ ต่างจากตอนไปโซล ทริปเกาหลีนั่นเราไปเอง ต้องจัดการเองทุกอย่าง ต้องออกเงินเองด้วย ส่วนทริปเบอร์ลินทางมหิดลช่วยจัดการให้เกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะตั๋วเครื่องบิน, โรงแรม, โปรแกรมทัวร์ รวมถึงมีพ็อคเก็ตมันนี่ให้จำนวนหนึ่งด้วย (ขอกราบงามๆ ไว้ ณ ที่นี้ครับ) ถึงกระนั้นเราก็อยากจะศึกษาข้อมูลเอาไว้ก่อน เพราะตามตารางมันจะมีช่วง freetime เยอะเหมือนกัน ซึ่งเรามุ่งหมายว่าจะไปเที่ยวให้เยอะที่สุด เลยซื้อคู่มือ Lonely Planet มาอันนึง แล้วก็คู่มือของ สนพ.วงกลม อีกอัน แต่ว่าไม่ค่อยมีเวลาอ่านเท่าไร เพราะช่วงก่อนจะไปมีทั้งเทศกาลหนังสารคดี, ต้องตรวจหนังสั้นของ นศ. และอื่นๆ อีกมากมาย เลยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไร เหมือนข้อมูลไม่ปึ้กพอ แต่มีเวลาว่างเมื่อไรก็รีบหยิบไกด์บุ๊คมาอ่านทันที

อีกสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากตอนไปโซล คือคราวนี้ต้องทำวีซ่าด้วย ซึ่งวีซ่าเข้าโซนยุโรปจะเรียกว่า วีซ่าเชงเก้น ต้องเตรียมหลักฐานหลายอย่างเหมือนกัน เช่น รูปถ่าย (ซึ่งค่อนข้างเคร่งครัด ควรปรินท์รูปแบบที่ถูกต้องไปให้ร้านถ่ายรูปด้วย), จดหมายรับรองการทำงาน, สถานะทางการเงิน ฯลฯ แต่พวกเรื่องประกันภัยทางมหิดลจะจัดการให้ แล้วเราโชคดีว่าไม่ต้องไปทำเรื่องที่สถานทูตเอง สถาบันเกอเธ่ช่วยทำเรื่องให้ (ขอกราบงามๆ เช่นกันครับ) แต่ก็มีปัญหานิดหน่อย เพราะช่วงที่เขาทำวีซ่ากันเนี่ย เราดันไปเกาหลีพอดี ให้พาสปอร์ตเค้าไปไม่ได้ ต้องมาตามทำเรื่องทีหลัง เทียวไปเทียวมาที่เกอเธ่อยู่สองรอบ ในที่สุดก็ได้วีซ่าเชงเก้นมา เย้


นี่แหละ วีซ่าเชงเก้น (ขอแปะรูป ซงจุงกิ แทน เพราะรูปตัวเองอุบาทว์มาก ดันจับรูปกูยืดด้านข้าง จนบวมอืดกว่าเดิม)

ดังนั้นก่อนออกเดินทางเลยต้องจัดการเองแค่สองเรื่องคือ แลกเงิน กับ จัดกระเป๋า ...เรื่องเงินนี่คิดว่าที่เบอร์ลินคงไม่มีอะไรให้ซื้อเท่าไร ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทางมหาลัยก็ออกให้ เลยแลกไปแค่หมื่นเดียว ยังแอบคิดว่ากลับมาต้องมีเงินเหลือแน่นอน (ซึ่งเดี๋ยวจะได้รู้ว่ากูคิดผิด!) อ้อ เงินยูโรมันค่อนข้างใหญ่ ควรแลกเป็นแบงค์ย่อยๆ ไป พวกแบงค์ 10 หรือ 20 ยูโร อย่าแลกเป็นแบงค์ 100 ยูโรไป ชีวิตอาจลำบาก

ส่วนการจัดกระเป๋า กูก็ยังคงติดสันดานเดิม คือมาจัดเอาอีคืนก่อนเดินทางนี่แหละ ซึ่งเหนื่อยมาก เพราะนอกจากพวกเครื่องกันหนาวทั้งหลายแล้ว ตามโปรแกรมเราจะต้องมีทั้งกินข้าวกับท่านทูตและดูดนตรีคลาสสิก เลยต้องเตรียมชุดไปหลายแบบ ทั้งชุดทางการ และไม่ทางการ ปัญหาคือ กูแอบงงว่าแม่งจะต้องทางการขนาดไหนฟระ จริงๆ มีรุ่นพี่บอกมาว่าคนที่เบอร์ลินเวลาดูเพลงคลาสสิกเค้าไม่แต่งตัวหรูมากหรอก แต่คู่มือที่ทางเกอเธ่ให้มา ดันเขียนว่า “แนะนำอย่างแรงว่าให้ใส่สูทนะคะ” เว้ย! งง สับสนในชีวิต! สรุปก็เอาแม่งไปหมดเลยแล้วกัน เผื่อๆ ไว้ กูจึงต้องยัดทั้ง เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อสูท ยีนส์ ขาสั้น ขายาว รองเท้าผ้าใบ รองเท้าหนัง ลงไปในกระเป๋า ปัญหาต่อมาคือ แล้วกูจะยัดเชิ้ตกับสูทยังไงไม่ให้มันยับละโว้ยยยยยยย ก็ต้องมานั่งเปิดกูเกิ้ล เปิดยูทูบ นั่งดูคลิปสอนพับเสื้อตอนตีสี่ กูจะบ้าตาย สรุปว่าจัดกระเป๋าเสร็จตอนตีห้า และน้ำหนักกระเป๋าล่อไป 16.9 กิโล! (เค้าห้ามเกิน 20 กิโล) ตอนไปเกาหลี ขาไปแค่ 11 กิโลเองนะ


จัดกระเป๋าเสร็จแล้ว เหนื่อยสัส (ติดพวงกุญแจแทยอน เป็นสัญลักษณ์ ^^)

และแล้วก็มาถึงวันออกเดินทาง ไฟลท์บินของพวกเราคือตอน 20.35 แต่เนื่องจากช่วงหลังมีข่าวบ่อยๆ ว่าด่าน ตม. ที่สุวรรณภูมิคิวยาวมากกก (ซึ่งเราเจอกับตัวมาแล้วตอนไปเกาหลี) ทางมหิดลเลยขอนัดตั้งแต่ 16.30 เราออกจากบ้านตอนบ่ายสอง ลากกระเป๋าถูลู่ถูกังไปเรียกแท็กซี่หน้าปากซอย เรียกไปแอร์พอร์ตลิงค์ที่พญาไท ขนาดเป็นวันอาทิตย์บ่าย แต่รถติดพอสมควร ใช้เวลาเกือบชั่วโมงครึ่ง พอมาถึงแอร์พอร์ตลิงค์ โชคดีว่าทันรถ express รอบ 15.30 พอดีเด๊ะ ไปถึงสุวรรณภูมิประมาณสี่โมง เออดี จะได้มีเวลากินข้าวก่อน

คราวที่แล้วพลาดท่าเข้าเกทเร็วเกิน ราคาอาหารในเกทก็ช่างสยดสยองแพงไร้สติ จริงๆ สืบมาแล้วว่ามีฟู้ดคอร์ทราคาถูกชื่อ Magic Food Court อยู่ที่ชั้นใต้ดิน แต่สภาพกระเป๋าสิบหกกิโลแบบนี้ กูมิอาจลากสังขารไปได้จริงๆ แต่พอเดินออกมาจากแอร์พอร์ตลิงค์ปุ๊บ ก็เจอร้านอาหารร้านนึงพอดี ราคาประมาณ 120 บาท เออ ก็โอเคนะ พอทน เอาร้านนี้เลยละกัน ขี้เกียจเดิน


ร้านอะไรก็ไม่รู้ เดินออกมาเจอเลย


สั่งข้าวไก่เทริยากิอะไรสักอย่าง มีอยู่จึ๋งเดียว

พอกินข้าวเสร็จ ก็รีบขึ้นไปบริเวณนัดหมายตรงหน้าสายการบิน Etihad โดยขาไปเนี่ย เราจะต้องมีการเปลี่ยนเครื่อง เพราะหาไฟลท์แบบต่อเดียวถึงไม่ได้ นั่นคือ จะต้องนั่ง Etihad ไปลงที่อาบูดาบี ใช้เวลา 6.5 ชั่วโมง จากอาบูดาบี นั่ง Air Belin ไปที่สนามบินเทเกล เบอร์ลิน อีก 6.5 ชั่วโมง แค่คิดกูก็เหนื่อยแล้ว เอาน่ะ อย่าบ่นมาก เค้าออกตังค์ให้ก็บุญแล้ว


ชาวคณะค่อยๆ เดินทางกันมา

พอรวมตัวกันครบ ก็ไปต่อแถวเช็คอิน เราบอกพนักงานที่เคาท์เตอร์ว่าขอ Aisle Seat (ที่นั่งติดทางเดิน) เพราะเป็นคนเข้าห้องน้ำบ่อย แต่ปรากฏว่ามันไม่เหลือแล้ว ห๊ะ!!??? กูอุตส่าห์มาเช็คอินล่วงหน้าตั้งนานนะเฟร้ยยย ว่าแล้วก็เลยเลือก Window Seat ไปแล้วกัน อย่างน้อยก็ตัดมนุษย์ที่ต้องสุงสิงไปข้างนึง พอเช็คอินเสร็จ ก็เดินเข้า ตม. ปรากฏว่าวันนี้ไม่มีคิวเลย ผ่านฉลุยในเวลา 20 นาที นั่นทำให้พวกเราเหลือเวลาบานตะไทเกือบสองชั่วโมงได้ เลยตกลงกันว่าเชิญไปเดินใน duty free ตามสบาย แล้วไปเจอกันหน้า gate ตอน boarding time แล้วกัน


Duty free ดินแดนที่ไม่มีอะไรให้กู

เนื่องจากว่างจัด เลยเดิน duty free ไล่ไปทีละร้านจนครบ ตอนแรกคิดว่าว่างขนาดนี้ หาอะไรกินอีกรอบดีมั้ย แต่ดูราคาแล้วก็ทำใจกินไม่ลง เลยไปหามุมสงบ ควักป๊อกกี้และขนมปังสังขยาที่เอามาจากบ้าน กินกรุบๆ กริบๆ นั่งๆ นอนๆ ไปเรื่อยจนถึงเวลาขึ้นเครื่อง ถึงเวลาตื่นเต้นแล้ว เพราะลุ้นเหลือเกินว่าจะได้นั่งข้างใคร สิ่งที่คันฉัตรวิงวอนต่อพระเจ้าคือ โปรดอย่าได้นั่งข้างครอบครัวพร้อมเด็กอ่อนเลย โชคดีที่พระเจ้ายังเห็นใจบ้าง ได้นั่งกับคุณลุงคุณป้าคู่ผัวเมียชาวฝรั่งเศส โอเค ท่าทางการบินเที่ยวนี้น่าจะสงบสุข

พอนั่งปุ๊บ ก็รีบไล่ดูหนังที่มีให้ดูเลย เนื่องจาก Etihad มันเป็นสายการบินแขก หนังและเพลงจึงออกไปทางแขกๆ เสียเยอะ หนังฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ก็เป็นหนังออสการ์ที่ดูไปหมดแล้ว โชคดีว่ายังมีหนังโซนยุโรป พวกฝรั่งเศส, เยอรมัน, อิตาลี แต่ไม่มีหนังดังๆ เลย ไม่รู้จักสักเรื่อง ก็เลยเลือกสุ่มแบบมั่วๆ เรื่องแรกดู Louise Wimmer หนังฝรั่งเศสว่าด้วยอาเจ๊วัยห้าสิบที่ชีวิตบัดซบตามสไตล์หนังอาร์ตชีวิตรันทด อาทิ เลิกกับผัว ห่างเหินกับลูกสาว ไม่มีเงิน แล้วก็ต้องมีผู้ชายอาชีพแนวช่างซ่อมรถมาจีบ ตัวหนังก็ใช้ได้ นำเสนอแบบเรียลๆ นิ่งๆ ประมาณ Neo-Realism แต่ดูแล้วไม่ค่อยมีอะไรอิมแพ็คเท่าไร

แม้จะเป็นสายการบินแขก แต่แอร์ของ Etihad นี่อินเตอร์เนชั่นแนลมาก เพราะมีทั้ง คนไทย คนแขก และฝรั่ง จนกูแยกไม่ออกเลยว่าชาติไหนเป็นชาติไหน แต่ที่เป็นไฮไลท์ของไฟลท์คือคนนี้...


สจ๊วตคนนี้หล่อมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก Extremely Handsome A++++++++++++++ (ขออภัยมีปัญญาลอบถ่ายรูปมาได้แค่นี้) ต้องใช้คำของรุ่นพี่เราคนนึงว่า ‘หล่อยั่วเย็ด’ เลยทีเดียว 5555 ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นคนชาติอะไร แต่ฟังจากสำเนียงแล้วน่าจะจีนๆ แต่ที่เซ็งคือ สจ๊วตคนนี้ให้บริการแถวด้านขวา แต่เราน่ะนั่งอยู่แถวด้านซ้าย แต่พี่แกก็ชอบมาป้วนเปี้ยนแถวด้านซ้ายบ่อยๆ

เนื่องด้วยนั่งอยู่ด้านในสุด แถมต้องบินตั้งหกชั่วโมงครึ่ง เลยพยายามกินน้ำให้น้อยที่สุด เพราะจะลุกไปเข้าห้องน้ำอะไรทีมันลำบาก แต่อีแอร์ Etihad นี่ก็บริการกูดีเหลือเกิน เดี๋ยวเสิร์ฟน้ำ เดี๋ยวเสิร์ฟน้ำส้ม เดี๋ยวเสิร์ฟกาแฟ มึงจะบิวด์เยี่ยวกูไปถึงไหน!! (เอ๊ะ จริงๆ เค้าทำหน้าที่ของเค้านะ มึงจะไปด่าเค้าทำไม) ตอนหลังๆ เลยปฏิเสธบริการน้ำทุกรูปแบบ เริ่มปวดฉี่ขึ้นมาหน่อยๆ พอหันไปมองด้านข้าง อีคู่ผัวเมียฝรั่งเศสหลับคร่อกไปแล้วเรียบร้อบค่าาาา ทำไมพวกมึงหลับง่ายกันจังคะ กูเลยยิ่งเกรงใจไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำเลย เลยทำใจว่าต้องปฏิบัติการอั้นเยี่ยวหกชั่วโมงครึ่งแน่นอน

ดูหนังไปเรื่องนึงแล้ว ขอเปลี่ยนบรรยากาศมาฟังเพลงบ้าง คลิกหมวด Music ปุ๊บ เจออัลบั้มนี้โผล่มาอันแรก


ช่างรู้ใจจริงๆ จัดอัลบั้ม (What's the Story) Morning Glory? ของ Oasis มาให้เลยทีเดียว

ฟังอัลบั้มของ Oasis ไป ก็เริ่มเข้าโหมดย้อนอดีตสมัยเริ่มฟังบริตป๊อปใหม่ๆ สามารถฆ่าเวลาด้วยการนั่งเพ้อเจ้อกับตัวเองไปอีกหนึ่งชั่วโมง จากนั้นหาหนังดูต่ออีกเรื่อง เลือกดูหนังฝรั่งเศส The Art of Love (มาฉายบ้านเราด้วยตอนงาน La Fete วันวาเลนไทน์) นิยามง่ายๆ มันคือ Love Actually แบบฝรั่งเศสนั่นแหละ แต่พอเป็นหนังฝรั่งเศส ตัวละครก็ต้องซับซ้อนมากๆ เช่นว่า ตัวละครหญิงตัวนึงถูกเพื่อนชายตื๊อขอเป็นแฟน แต่เธอมีผัวแล้ว เธอเลยแก้ปัญหาว่า เราไปนัดเจอกันที่โรงแรมนะ แล้วปิดไฟห้องมืดๆ แล้วค่อยเอากัน แต่พอถึงเวลาจริงเธอก็ส่งเพื่อนของเธอไปแทน (ซึ่งยิ่งเฮี้ยน เพราะมันแสดงโดย จูลี เดอปาร์ดิเย) ดูแล้วชอบมาก หนังประสาทแดกดี มีแต่ฝรั่งเศสเท่านั้น ที่ทำหนังแบบนี้ได้

จบดูหนังเรื่องที่สองจบปุ๊บ กะว่าจะงีบสักหน่อย แต่ทันใดนั้นเอง อุแง่ะ...อุ อุ๊ อุ๊...อุแง้ อุแง้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงง มันมาแล้วครับ สิ่งที่กูหวาดผวาที่สุดของการนั่งเครื่องบิน เด็กร้องไห้! แถมอีเด็กเปรตคนนั้นยังนั่งอยู่ข้างหน้ากูนี่เอง พ่อแม่ก็พยายามจะปลอบ แต่มันก็ยังคงร้องอย่างไม่แคร์สังคมต่อไป สรุปว่าสองชั่วโมงที่เหลือ กูจึงต้องนั่งฟังอีเด็กคนนี้ร้องไปตลอดทาง ...เยี่ยม

หลังจากฟังเสียงเด็กร้องไห้จนเต็มอิ่ม ในที่สุดเครื่องก็ลงจอดที่อาบูดาบี ภารกิจอั้นเยี่ยวหกชั่วโมงครึ่งผ่านไปด้วยดี ซึ้งใจน้ำตาไหล (มันน่าซึ้งตรงไหน?) แต่พอคิดว่าที่ผ่านมานั่นแค่ครึ่งทางเท่านั้น ยังเหลืออีกครึ่งนึง ก็อยากจะร้องกรี๊ด


สนามบินอาบูดาบี หน้าตาประมาณนี้


พี่ๆ ทุกคนดูมาดนักธุรกิจมาก เช็คไอโฟน ไอแพดกันหมด ผมมีแค่โนเกีย จึงนั่งเจียมตัวไป

สนามบินอาบูดาบีไม่มีอะไรให้ทำมาก เดินวน 15 นาทีก็ครบรอบแล้ว แต่พวกเราต้องรอเครื่องอีกสองชั่วโมง ที่จริงมันมีร้านอาหารน่ากินเยอะ แต่ไม่รู้ว่าที่นี่มันใช้หน่วยเงินอะไรกัน ครั้นจะไปแลกเงินก็ขี้เกียจวุ่นวาย เลยนั่งเม้ามอยบ้าง นั่งนิ่งๆ บ้าง รอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ถึงเวลาเดินเข้าเกท แวบแรกสัมผัสได้เลยว่าเจ้าหน้าที่สนามบินที่นี่จะหน้าตาดุๆ พูดจากระโชกโฮกฮากน่าดูกลัว (จริงๆ นี่อาจเป็นการพูดแบบธรรมดาของเค้า) พอถึงคิวเราผ่านเครื่องแสกน พี่ จนท. หน้าเหี้ยมพูดกับเราว่า “เอม ตี่ ยัว บ่อ เก๊” !!!!!!!????!!!!??? อะไรของมึ๊งงงง มึงจะเก๊ๆ อะไรกับกู ใช้สติไตร่ตรองอยู่นาน กว่าจะเก็ทว่า อ่อ พี่แกพูดว่า Empty your pocket นั่นเอง

ความชิบหายไม่หมดแค่นั้น เดินผ่านเครื่องรอบแรก ดังตื๊ดๆๆๆๆ ถูกสั่งให้ถอดเข็มขัด เดินรอบสอง ตื๊ดๆๆๆ ถูกสั่งให้ถอดรองเท้า เดินรอบสาม ก็ยัง ตื๊ดๆๆๆ โว้ยยยยย มึงจะให้กูแก้ผ้าเลยมั้ย ก่อนจะนึกได้ว่า อ้อ กูใส่เครื่องเล่นเอ็มพีสามไว้ในกระเป๋ากางเกง ลืมเอาออก เซ่อจนเกือบถูกส่งกลับประเทศแล้วมั้ยล่ะกู ...ระหว่างนั่งรอจับบรรยากาศความตึงเครียดได้อย่างชัดเจน เพราะในเกทเนี่ย ที่นั่งไม่พอ บางคนต้องยืน แถมทุกคนยังผ่านการกระทำชำเรามาจากพี่หน้าเหี้ยมอีก มองไปรอบๆ สีหน้าทุกคนมาคุมาก อยากขึ้นเครื่องกันสุดชีวิต

รออยู่พักใหญ่ เค้าก็เปิดให้ขึ้นเครื่องได้ ก่อนเดินทางสืบข้อมูลมาแล้วว่า Air Berlin นี่เป็นสายการบิน low cost ทำใจไว้แล้วหน่อยนึง แต่พอขึ้นไปเห็นสภาพเครื่องแล้ว ก็อดอึ้งไม่ได้ เครื่องดูเก่าโทรมมาก ไอ้เครื่องนี้มันจะพากูถึงเบอร์ลินได้จริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย ที่นั่งก็แคบ จอทีวีเป็นจอรวมตามคาด แถมเล็กนิดเดียว และยังฉายหนังเรื่อง I Don’t Know How She Does It (ขอบคุณ...) คุณพี่แอร์กับสจ๊วตจะเป็นชายหญิงวัยกลางคน ถ้าบอกว่าทำงานในท็อปซูเปอร์มาร์เก็ตกูก็เชื่อ (แต่พี่ๆ เค้าก็บริการดีนะ) แต่ข้อดีคือ คราวนี้ได้ที่นั่ง Aisle Seat แล้ว แถมที่นั่งยังว่างโล่งโจ้ง จึงเกิดการย้ายที่กันอย่างสนุกสนาน แต่ทว่า...แถวหน้ากูเป็นแม่พร้อมเด็กอ่อนอีกแล้ว (แต่เด็กคนนี้ร้องไม่หนักเท่าลำที่แล้ว)


ดูสิ โล่งซะขนาดนี้

เนื่องจากหนังที่ฉายไม่ได้อยากดู แถมจอยังเล็กมาก เลยจัดการเอาเอ็มพีสามที่เตรียมมายัดหู แล้วสะกดจิตให้ตัวเองหลับ ซึ่งก็หลับๆ ตื่นๆ ไปหลายรอบ หลับแบบมึนๆ ไปประมาณสี่ชั่วโมง เที่ยวนี้เลยรู้สึกมานั่งไม่นานมาก เเผลอแป๊บๆ เครื่องใกล้จะลงจอดที่สนามบินเทเกลแล้ว ท้ายสุดแล้วเครื่องบินที่ดูเกรอะๆ กรังๆ ลำนี้ก็พาพวกเรามาถึงเบอร์ลินอย่างปลอดภัยจนได้ สิริรวมการเดินทาง กรุงเทพ-อาบูดาบี 6.5 ชั่วโมง + รอที่อาบูดาบี 2 ชั่วโมง + อาบูดาบี-เบอร์ลิน 6.5 ชั่วโมง รวมแล้ว 15 ชั่วโมง นั่งกันจนลืมโลก

เจ็ดโมงเช้าตามเวลาท้องถิ่น ถึงเบอร์ลินจนได้

แล้วชีวิตอีกหกวันที่เหลือในเบอร์ลินของคุณคันฉัตรจะเป็นเยี่ยงไร

โปรดติดตามตอนต่อไป...




Create Date : 14 เมษายน 2555
Last Update : 14 เมษายน 2555 16:17:10 น. 1 comments
Counter : 1685 Pageviews.

 
วันที่ไปเกาหลี ก็ได้ร้านข้าวหน้าแอร์พอร์ตลิงค์ช่วยชีวิตเหมือนกัน แบบว่าร้านอื่นแน่นจนเข้าไม่ได้ 555


โดย: travelsaint วันที่: 20 พฤษภาคม 2555 เวลา:7:54:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.