http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
23 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกสิงคโปร์ อินดี้อย่างเดียวดาย : DAY 4 New Order Live in Singapore วงดนตรีสี่แผ่นดิน

by merveillesxx

(คำเตือน: ไม่ใช่คู่มือการท่องเที่ยว เป็นเพียงบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ใช้คำหยาบคายมากมาย และมีการเหยียดเชื้อชาติ)


หลังจากเมื่อวานฟินหีปริ่มไปกับวง Garbage ก็เลยหลับอย่างสงบสบาย และตื่นมาด้วยจิตใจแจ่มใส แถมคืนนี้ยังมีนัดกับคอนเสิร์ต New Order ด้วย และหลังจากที่วันก่อนๆ ไปตะลุยที่หนักๆ ไกลๆ อย่างสวนสัตว์, ไนท์ซาฟารี, เกาะ(นรก)เซนโตซา วันนี้จะเป็นแนว city walk คือเดินตามแลนด์มาร์คสำคัญของเมือง (ที่จริงมันควรจะเที่ยวแบบนี้ก่อนในวันแรกๆ ไม่ใช่เรอะ ทำไมทริปกูมันถึงกลับตาลปัตรเยี่ยงนี้)


วิวจากห้องนอนโรงแรม


มื้อเช้าก็สิ้นคิดที่ Kopitiam ใกล้ๆ โรงแรมเช่นเคย


อาหารเช้าก็เปลี่ยนเซ็ต A B C ไปเรื่อยๆ แต่ที่จริงมันก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ


อันดับแรกนั่ง MRT มาลงสถานี City Hall เพื่อไปยัง Mint Museum of Toys เป็นมิวเซียมรวมพวกตุ๊กตุ่น ตุ๊กตา โมเดล เดินจากสถานีประมาณนึง


เจอป้ายแล้ว


มิวเซียมค่อนข้างเล็กและหลืบหน่อย ด้านหน้าหยั่งกะร้านโชห่วย (กูเกือบเผลอสั่งเป็ปซี่ถุงนึงแล้ว) อาจเดินเลยไปอย่างง่ายดาย เคาน์เตอร์ขายตั๋วอยู่ด้านในนู่น

ไม่รู้ว่ามาเช้าเกินหรือเปล่า (ประมาณสิบโมง) แถมยังเป็นวันธรรมดาด้วย ที่มิวเซียมเลยไม่มีคนเลย แต่พนักงานก็ต้อนรับเป็นอย่างดี เธอก็แจ้งว่าตั๋วเข้ามิวเซียมเอามาลดราคากาแฟได้นะคะ แต่ตอนนี้ร้านกาแฟยังไม่เปิดค่ะ (อ้าว)





ที่จริงก่อนมาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับที่นี่มากอยู่แล้ว และเป็นไปตามคาดว่าเป็นการเอาโมเดลทั้งหลายมาเรียงโชว์ในตู้แบบอัดๆๆๆ แน่นๆๆๆ ให้ความรู้สึกเดียวกับตอนไป พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น เกริก ยุ้นพันธ์ ที่อยุธยาเลย หรือเพราะเราไม่ได้คลั่งไคล้อะไรพวกนี้มากก็ไม่รู้ ดังนั้นจึงใช้เวลาดูอย่างรวดเร็ว (แถมค่าตั๋วก็แอบแพง 15 เหรียญแน่ะ)


ถ้าจำไม่ผิดจะมีห้าชั้น แบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ แต่ทำไมกูรู้สึกว่าแต่ละชั้นไม่ต่างกันเลย 555



ก็มีโซน มิคกี้เมาส์, เดอะ บีทเทิลส์ อะไรก็ว่ากันไป


อยู่ดีๆ ทำเก๋ มีกระจกใสมองทะลุลงไปชั้นล่างได้ เจอ พนง. กำลังชงกาแฟพอดี


ใช้เวลาใน Mint Museum of Toysไม่ถึง 30 นาที ออกมาเดินเล่นข้างนอก เจอ Raffles Hotel ที่จริงข้างในมีพิพิธภัณฑ์ให้ดูด้วย แต่ไม่ได้เข้าไป

เดินต่อไปยังโบสถ์ St. Andrew’s Cathedral ระหว่างเดินอยู่ก็มีชายชาวแขกเข้ามาทักเรา “เฮ้ เสื้อยูเจ๋งจัง” (ตอนนั้นใส่เสื้อลายหนังเรื่อง Nosferatu ที่ซื้อจาก Film Museum ที่เบอร์ลิน) จากนั้นพี่แกก็เข้ามาชวนคุยทันที เสื้อนี่ซื้อจากไหนเหรอ ราคาเท่าไร แล้วนี่ยูกำลังไปไหน พอบอกว่าจะไปโบสถ์ แกก็บอก “มาๆ เดี๋ยวพาไปเลย” แล้วอยู่ดีๆ ก็มาเดินขนาบข้างซะงั้น ตอนนั้นก็ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร อีห่า กูอุตส่าห์อินดี้หนีมาเที่ยวคนเดียวไม่อยากยุ่งกับใคร ไหงมีแขกโผล่เกาะแกะกูล่ะเนี่ย (สรุปทริปนี้หนีแขกไม่พ้นจริงๆ)

ระหว่างเดินไป พี่แขกนี่ก็ชวนคุยเยอะมากกกกก ยูมาจากไหน โอ้ว เมืองไทยเหรอ คนไทยเนี่ย nice นะ เจอมาเยอะ บลาๆๆๆ แต่พี่แกก็ดีนะ แนะนำที่เที่ยวเยอะมาก แนะนำเส้นทางเป็นอย่างเดียว อ๋อ จะไปนั่นเหรอ เดินทางนั้นง่ายกว่านะ นู่นนี่นั่นโน่น แถมยังให้เกร็ดความรู้ว่า เนี่ยเห็นมั้ยที่เขารอบลั้วตามถนน เพราะว่าเดี๋ยวจะมีการแข่ง F1 วันนี้ๆ แหละ บลาๆๆๆ เออ คือ ไปๆ มาๆ พี่แขกนี่ก็เลคเชอร์อะไรที่มีสาระเยอะเหมือนกัน


ในที่สุดก็เดินมาถึง St. Andrew’s Cathedral พี่แขกก็เลคเชอร์ว่าตอนนี้โบสถ์ไม่ได้เปิด 100% นะ มีบางส่วนซ่อมอยู่


จากนั้นพี่แขกก็พามาห้องทำพิธี แกชี้ให้เสร็จสรรพเลย ถ่ายรูปมุมนี้สิ สวยนะ (มึงจะเซอร์วิสกูมากไปมั้ย)

พอถ่ายรูปเสร็จปุ๊บ ก็ขอบคุณพี่แขก แต่แกไม่ยอมไป แล้วก็เริ่มพูดว่า เนี่ยไอพายูมาถึงที่แล้ว Please give me something, I’m a poor man นั่นนนนนนนนนนน กูว่าแล้วว่าต้องมีอะไรแอบแฝง ณ จุดนั้นเซ็งชิบเป๋ง อีห่า กูไม่ได้ขอมึงซะหน่อย อยู่ดีๆ มายุ่งกับกูเอง สลัดเท่าไรก็ไม่หลุด กูโง่เองสินะ ที่เผลอไว้ใจเพื่อนมนุษย์ไปชั่วแวบ จากนั้นพี่แขกยังดราม่าต่อด้วยประโยค Please give something for my children เอ้า เอาเข้าไป คราวนี้อ้างลูกเลยทีเดียว นี่ถ้ายังปล่อยให้ยืดยาว กูล่ะกลัวมันจะอ้างแม่ อ้างอาม่า อากง อะไรต่ออีก

สุดท้ายก็เลยควักให้แกไป 2 ดอลลาร์ (50 บาท) พี่แขกก็ทำหน้าชะงักนิดนึง (ประมาณว่า “สัส ให้กูแค่เนี๊ยะ”) แถมยังพูดว่า Ok, for the coffee อ้าว อีเหี้ยนี่ กูให้เงินมึงก็บุญแล้ว ยังจะมาประชดกูอีก แต่ก็นั่นแหละ จะมาตบกับคนกลางโบสถ์ ก็ดูอีโมเกิน เลยรอสักพักให้พี่แขกเดินจากไปไกลๆ แล้วค่อยออกจากโบสถ์ เกิดออกเร็ว เดี๋ยวไปเจอกับแม่งกลางทางอีก ถ้าเจออีก กูวิ่งหนีเลยนะ นี่พูดจริงๆ


อันนี้คือรั้วที่เข้ากั้นๆ ไว้สำหรับงานแข่ง F1 ตามที่พี่แขกเล่า


The National Art Gallery ที่กำลังสร้าง เปิดปี 2015 อยู่ที่นี่สี่วันสรุปได้ว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่สร้างเหี้ยสร้างห่าไม่สิ้นสุดจริงๆ


มาที่ The Arts House นึกว่าจะมี exhibition อะไรบ้าง แต่ปรากฏเป็นช่วงรอยต่อนิทรรศการ ไม่มีงานห่าอะไรเลยค่ะ จบเห่



มีรูปปั้นช้าง ที่ระลึกตอนที่ ร.5 มาสิงคโปร์ (จริงๆ ตามไกด์บุ๊คแถวนี้จะมีร้านอาหารไทยด้วย แต่ตอนที่ไปเหมือนจะปิดไปแหล่ว)


อันนี้อะไรหว่าชักลืม ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นศาลเก่ามั้ง


อันนี้ตึกรัฐสภา

พอเดินมาถึงตรงนี้ ก็พบปัญหาข้อใหญ่ในชีวิต นั่นคือ วันนี้มันร้อนมากกกกกกกกกกกกกกกก น่าจะเกือบสามสิบองศาได้ ยิ่งเดินก็เหมือนหลอดพลังงานจะหมดลงเรื่อยๆ ตระหนักได้ว่าอากาศสิงคโปร์นี่แม่งบัดซบพอๆ กับเมืองไทยเลย ไม่ฝนตกชิบหาย ก็ร้อนชิบหาย กูจะบ้าตาย ดังนั้นจึงคิดว่าต้องรีบเข้าหาอาคารที่มีแอร์ด่วน ไม่งั้นกูไม่รอดแน่


เดินมาเจอ Asian Civilization Museum กระโจนเข้าทันที แถมมีบัตร 3-Day Museum Pass แล้ว ไม่ต้องเสียตังค์


แต่ทว่า ไม่อินกับงานใน Asian Civilization Museum อย่างรุนแรง จึงเดินผ่านอย่างเร็ว (อีกแล้ว)


ไอ้ที่น่าสนใจสุดคงเป็นโซนมัลติมีเดียอันนี้ เราให้เราออกแบบลายอะไรสักอย่างได้


ออกมาเผชิญความร้อนบัดซบด้านนอกอีกครั้ง เดินข้ามสะพาน Cavenagh Bridge เค้าว่าเป็นสะพานที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ คนเดินได้อย่างเดียว ห้ามรถวิ่ง



สะพานนี้ก็จะมีรูปปั้นนู่นนี่ อันที่เป็นรูปคนก็ดังหน่อย ชื่อ People of the River (ว่าแต่ถ้าเดินผ่านตอนกลางคืน มันจะไม่หลอนใช่มั้ยเนี่ย)


ข้ามสะพานมาก็จะเจอ Fullerton Hotel ที่กูเห็นหลายคนมาถ่ายรูปกัน แต่กูก็ไม่เข้าใจว่าจะมาทำไม มาแล้วยิ่งหดหู่กว่าเดิม เพราะชาตินี้ไม่มีปัญญานอนที่นี่อยู่แล้ว 555 (หัวเราะชี้ช้ำ)


เดินฝ่าคลื่นความร้อนมาอีกพักใหญ่ๆ ก็จะเจอ เส้นทางที่เรียกว่า Esplanade Drive มองไปก็จะเห็นตึกทุเรียนอยู่หลัดๆ // อนึ่ง ถึงตอนนี้ ร้อนมาก หมดพลังงานโดยสมบูรณ์ จนถึงขั้นหยิบร่มขึ้นมากางแบบไม่แคร์สายตาใคร


ในที่สุดก็มาถึง แลนด์มาร์กสำคัญของสิงคโปร์ เมอร์ไลออนนนนนนนนน อีเมอร์มาหาเมอร์ไลออนแล้วค่า กูเดินถ่อตากแดดมาครึ่งวันเพื่อมาหาอีรูปปั้นสิงโตโง่ๆ สองตัวเนี่ยแหละค่า ดีแล้วค่ะที่มา เพราะกูจะมาครั้งนี้ครั้งเดียว แล้วไม่มาอีกแล้วค่าาาาา


ด้านหน้าคือ เมอร์ไลออนตัวเล็ก ส่วนด้านหลังคือตัวใหญ่ ซึ่งตอนเราไปปิดซ่อม (มาพบว่าหลังจากเรากลับ พอเปิดใหม่ แม่งมีโชว์แสงสีเสียงอย่างอลังการ ...บัดซบจริงๆ)


อ่ะ ไหนๆ มาถึงแล้ว ถ่ายรูปให้เต็มที่ไปเลยค่ะมึง เอาให้สะใจ


อีร้านไอติมนี่ก็มาตั้งได้จังหวะจริงๆ ร้อนตายห่าขนาดนี้ แพงแค่ไหนกูก็ยอมซื้อ เอาเงินกูไปเลยจ้ะ


มองไปลิบๆ เห็น Marina Bay Sand ไม่มีปัญญาพักอีกเช่นกัน (คืนละหมื่นกว่า...)


ด้านซ้ายคือ Singapore Flyer ซึ่งตอนแรกก็วางแผนจะไปขึ้นเหมือนกัน แต่โดนแดดตัดกำลัง ตอนหลังเลยตัดทิ้งไป


บ๊ายบายค่ะ เมอร์ไลออน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ กูก็คงไม่มาเยี่ยมมึงอีกแล้วล่ะค่ะ

จากนั้นก็เดินยาววววววววว (มาก) มายังตึก Suntec เพื่อมาดูน้ำพุแห่งความมั่งคั่ง Fountain of Wealth แต่ตอนนี้สภาพชีวิตกูห่างไกลจากคำว่ามั่งคั่งสามล้านปีแสงค่ะ โทรมมากๆ ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย ทั้งเหงื่อ ทั้งหิว ดังนั้นเลยขอแวะฟู้ดคอร์ทที่ Suntec ก่อน


ฟู้ดคอร์ทที่นี่ทำเก๋ ตกแต่งเป็นอารมณ์ห้องสมุด ...ว่าแต่มันเข้ากันตรงไหนคะ!?


พลาดมากที่สั่งบิบิมบับ มันก็อร่อยอยู่หรอก แต่มันทั้งเผ็ดทั้งร้อน ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตกูดีขึ้นเลย T_T แถมตอนนี้รู้สึกไม่สบาย เหมือนไข้จะมาเยือน เลยซัดยาโลด

หลังจากจัดการมื้อกลางวันเสร็จ ก็ว่าจะเดินไปที่ Fountain of Wealth แต่พอขึ้นไปบนถนน ก็พบกับ...


ซ่าาาาาาาาาาาา...............

ไอ้เหี้ยยยยย ฝนตกกกกกกกกก เลวจริงๆ ตกตอนไหนไม่ตก มาตกตอนกูจะไปดูน้ำพุที่อยู่กลางแจ้ง ห่ารากกกก อยากจะไปร้องกรี๊ดกลางสี่แยกจริงๆ


แน่นอนว่า เมื่อฝนตก น้ำพุก็ไม่เปิด ได้แต่ยืนมองแบบปลงๆ

โอเค หมดครึ่งแรกของวัน เป็นการเที่ยวตามสถานที่ ‘โคตรแมส’ ล้วนๆ ซึ่งพบว่า...ปัญญาอ่อนสิ้นดี 5555 แถมยังร้อนโคตร จนขอสรุปความว่าเป็น City Walk in Hell แต่ก็นั่นแหละ มาให้รู้ว่ามันเป็นยังไง คราวหน้าจะได้ไม่ต้องมาอีก (ย้ำเป็นรอบที่สาม) ว่าแล้วก็กลับไปสู่โหมดอินดี้ในแบบเราๆ ดีกว่า นั่นคือไปยัง National Museum of Singapore


ฝนยังคงตกต่อไป แต่ก็ดี ตกเสียให้เสร็จๆ จะได้ดูคอนเสิร์ตคืนนี้อย่างราบรื่น


เนื่องจากใช้บัตร 3-Day Museum Pass เลยดูได้แค่ส่วน permanent exhibition ซึ่งโซนแรกๆ ก็จะเป็นความเป็นมาของชนชาติสิงคโปร์ มีทั้งงานจัดวาง และวิดีโอให้ดู



อันนี้ห้องสมุนไพรอะไรสักอย่าง บอกว่าให้ดึงห่วงแล้วกลิ่นจะออกมา แต่อันที่ลอง กูดึงตั้งนาน ไม่เห็นมีกลิ่นอะไรเลย -_-‘’


ขึ้นมาชั้นบน ก็จะมีห้องแยกเล่าแต่ละเรื่อง เรื่องอาหารสิงคโปร์บ้าง เรื่องวิถีชีวิตสิงคโปร์บ้าง อย่างอันนี้พูดเรื่องระบบครอบครัวในสมัยก่อน



สิ่งที่กิ๊บเก๋มากๆ ใน National Museum คือทางเดินอันนี้ ที่มีงาน installation เป็นโคมไฟแดง ที่แกว่งไปมาเป็นลูกตุ้มโมเมนตัมเลย


เข้ามาถึงส่วนของ Film Archive ก็จะมีหนังเก่าๆ ให้ดูหลายเรื่องเลย, มีคลิปที่ตัดต่อยำหนังเก่าๆ โดย รอยสตัน ทัน (ผกก. เรื่อง 15, 881, 12 Lotus) ก็นั่งดูไปหลายอันเหมือนกัน แต่แน่นอนว่าดูไม่หมด


ตอนเดือน ก.ค. มีฉายเรื่อง โรงแรมนรก ของ คุณรัตน์ เปสตันยี ด้วยนะเอ้อ



เข้าสู่ตัวนิทรรศการหลักจริงๆ เสียที เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ ทางเข้านี่เหมือนทะลุมิติไปอีกอวกาศ เป็นทางเดินยาวๆ แล้วมีจอพาโนรามาล้อมตัวเรา (คล้ายๆ กับ Film Museum เบอร์ลินเลย) / อ้อ ที่ด้านหน้าจะมีแจก หูฟัง audio guide ฟรีด้วย


มีวิดีโออีกแล้ว ดูไปได้สักพัก ต้องเดินต่อ เวลามีน้อย


ที่ชอบมากคือ พอเดินไปสักพัก จะมีทางสองแพร่ง ว่าคุณอยากชมประวัติศาสตร์สิงคโปร์ในแบบ Event paths (จะเล่าผ่าน historic figure สำคัญๆ) หรือแบบ Personal paths ซึ่งเล่าผ่านเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลต่อปัจเจกบุคคล และระหว่างเดินจะเปลี่ยนเส้นทางก็ได้


จบจาก National Museum แวะกินข้าวหน้าเป็ด (ซึ่งอร่อยสู้บ้านเราไม่ได้...อีกแล้ว) แล้วกลับขึ้นโรงแรม นอนชาร์จพลังเล็กน้อย ตอนนี้อาการไข้ก็หายไป ฝนก็หยุดตกแล้ว เป็นสัญญาณอันดีว่ากูคงเอาชีวิตรอดจากคอนเสิร์ต New Order คืนนี้ไปได้

เนื่องจากเมื่อวานสามารถไปยืนอยู่แถวหน้าสุดในงาน Garbage ได้ งาน New Order วันนี้จึงมีดำริว่าไปอยู่แถวหน้าสุดอีกดีกว่า สามารถทำได้ไม่ยาก เพราะนี่ไม่ใช่คอนเสิร์ตเกาหลีที่จะมีแฟนคลับติ่งหูมาต่อแถวกันตั้งแต่ตีสามตีสี่ ตามกำหนดบอกว่าประตูจะเปิด 18.30 ก็เลยไปถึงที่ Fort Canning Park ประมาณ 18.15


พอไปถึงก็มีแฟนๆ มาต่อแถวกันประมาณนึง หลายคนก็ไปซื้อเสื้อ official กันมาแล้ว (พี่ผู้ชายในรูปกำลังเปลี่ยนไปใส่เสื้อ New Order) แต่ลองพิจารณาดู ลายมันไม่สวยเท่าไร แถมตั้ง 40 เหรียญ หลังจากเมื่อวานพลาดไปกับเสื้อ Garbage วันนี้กูขอไม่หลงไปตามกระแสมวลชนแล้วกัน


พอประตูเปิดให้เข้า ก็ได้เกาะรั้วหน้าสุดอย่างง่ายๆ ชิลล์ๆ แถมวันนี้อยู่ตรงกลางยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก

เนื่องจากมีบทเรียนจากเมื่อวาน วันนี้เลยเตรียมพร้อมอย่างดี เอามาทั้งหนังสือพิมพ์ไว้ปูนั่งพื้นเปียก และนิยายเอาไว้อ่านฆ่าเวลา แต่อ่านไปสักพัก ฟ้ามืด อ่านต่อไม่ได้ จึงเข้าโหมดรำลึกอดีต again ...ประมาณว่าจริงๆ แล้วเป้าหมายหลักของทริปนี้คือการดู Garbage ส่วน New Order นี่ถือเป็นโชคแถม แต่ก็ชอบวงนี้มากทีเดียว คือไม่ได้ฟังทุกอัลบั้ม จะมีอัลบั้มชุดหลังๆ (Get Ready, Waiting for the Sirens' Call) มีอัลบั้มรวมฮิต และ box set ชุด Retro (จำได้ว่าซื้อมาแพงมากๆ ซื้อจากร้าน Power Music ที่ลิโด้ ตอนอยู่ ม.6 คนขายยังพูดเลยว่า “เฮ้ย ไม่อยากเชื่อเลยว่า น้องฟังวงเก่าๆ แบบนี้ด้วย” 55555)

ชอบเรียกเล่นๆ ว่า New Order เป็นวงดนตรีสี่แผ่นดิน คืออยู่รอดมาตั้งแต่ ยุค 80 90 00 ยันยุค 10 ตอนที่ยุบวงไปครั้งล่าสุด (ปี 2007) ก็นึกว่าจะหายสลายร่างไปตลอดกาลเสียแล้ว นี่ยังคิดอยู่เลยว่ารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อหาเงินใช้ในช่วงหลังเกษียณใช่มั้ยเนี่ย 5555 แต่คราวนี้ก็ขลังดี เพราะเจ๊ Gillian Gilbert มือคีย์บอร์ด ที่ลาไปเลี้ยงลูกอยู่พักใหญ่ กลับมาร่วมทัวร์ด้วย


แฟนเพลงเริ่มมากันหนาตา สังเกตได้ว่าวันนี้คนมีอายุค่อนข้างเยอะ เห็นพ่อแม่บางคนพาลูกวัยรุ่นมาดูด้วย


รออยู่นานมาก คอนเสิร์ตก็ไม่เริ่มเสียที ลุง staff คนนี้แกเนี้ยบมาก เหมือนตำแหน่งของไฟมันจะไปสาดใส่หน้าศิลปิน แกก็ลงทุนปีนขึ้นไปปรับเองเลย

กำหนดการเล่นคือ 20.00 แต่นี่เลยสองทุ่มมานานโขแล้ว ลุงๆ ป้าๆ วง New Order ก็ยังไม่เสด็จเลยค่ะ แฟนๆ ก็เริ่มเซ็งกันประมาณนึง ...แต่ในที่สุด เวลา 20.45 คอนเสิร์ตก็เริ่ม! กูแม่งมาก่อน 1.45 ชั่วโมง ตัวงานแม่งเลทไป 45 นาที ก็บวกกันเอาเองแล้วกันนะคะว่าดิชั้นมารอนานแค่ไหน



มาแล้วโว้ยยยยยย

ถึงจะหงุดหงิดนิดหน่อย แต่พอคอนเสิร์ตเริ่มก็หายเหวี่ยงทันที พอเพลงที่สองพี่แกเล่น Crystal ก็กรี๊ดเลย เพราะเป็นเพลงที่ทำให้รู้จักวงนี้ แถมทุกวันนี้ยังฟังอยู่บ่อยๆ ต่อด้วยเพลง Regret และ Ceremony โอเค แค่นี้ก็คุ้มแล้ว ดีใจน้ำตาไหล T_T

คอนเสิร์ตวันนี้ต่างจาก Garbage เมื่อวาน ด้วยความที่เป็นเพลงอิเล็กทรอนิก ก็เลยมีความหวือหวาเยอะหน่อย ทั้งจอวิชวล และไลท์ติ้งที่เข้มข้นกว่า ส่วนสมาชิกวง New Order ถึงจะอายุเลขห้านำกันแล้ว ก็ยังฟิตกันอยู่ เบอร์นาร์ด ซัมเมอร์ ก็ดูอารมณ์ดี มีการพูดเล่นหยอกล้อกับคนดูด้วย

มาพีคอีกที ตอนเพลง Here to Stay (อยู่ในซาวด์แทร็กเรื่อง 24 Hour Party People) เป็นเพลงโปรดของ New Order สำหรับเรา คือคอนเสิร์ตของทัวร์นี้ ส่วนใหญ่ setlist มันก็จะซ้ำๆ เดิมๆ มีเปลี่ยนแค่ 2-3 เพลงในแต่ละงาน และไอ้ Here to Stay นี่แหละ ที่เป็นเพลงเล่นบ้างไม่เล่นบ้าง พอพี่แกจัดมาให้ ก็ดีใจจริงๆ อาห์ ปลื้มมมม

งานวันนี้เล่นไม่เยอะมาก เแค่ 16 เพลง ด้วยความที่เพลงของ New Order ค่อนข้างยาว (บางเพลงล่อไป 6-7 นาที) ช่วงท้ายก่อนอังกอร์นี่พีคสุดๆ เพราะจัดคอมโบเป็นเพลง The Perfect Kiss - True Faith - Blue Monday – Temptation ณ จุดนี้คนดูเป็นบ้ากันทั้งงานเลยค่ะ 555 แล้วก็มีคนเป็นบ้าจริงๆ นั่นคือ อีป้าฝรั่งข้างหลังเรา ไม่รู้ว่าเมาหรืออะไรกันแน่ คืออยู่ดีๆ ป้ามาเกาะหลังเรา แล้วก็ตบหลังเรา ผัวะๆๆๆ เลย เราก็งง เชี่ย อะไรวะเนี่ย หันไปมองด้วยสายตาอาฆาต ป้าดันยิ้มร่าใส่ซะงั้น กูงงเลย สักพักป้าหายไป นึกว่ารอดแล้ว ปรากฏป้ากลับมาตบผัวะๆๆ อีกรอบ คราวนี้เลยเอามือดึงออก แต่ป้าเข้าใจว่ากูเล่นด้วยซะงั้น เลยเล่นตบแปะกับกูแทน โอ๊ยยย อีบ้าาาาา สุดท้ายก็เลยจำยอมให้ป้าตบหลังไปเรื่อยๆ จนป้าพอใจ และหายไปเอง

พอช่วงอังกอร์ เบอร์นาร์ดก็แหย่คนดูเล่นว่า “วันนี้พวกเราไม่เล่นเพลง Love Will Tear Us Apart หรอกนะ” (ฮา) แต่เอาเข้าจริง ตอนท้ายนี่เป็นช่วงวง Joy Division โดยแท้จริงเลย เพราะเล่นเพลง Transmission และต่อด้วย Love Will Tear Us Apart มีการขึ้นกราฟฟิกเป็นรวมสมาชิกสี่คนของวง Joy Division แถมมีขึ้นโคว้ทปิดงานว่า Forever Joy Division (อืม ซึ่งก็สมควรนะ พวกมึงหากินของเก่ากับวงนี้เยอะเหลือเกิน 555) ตัวเราเองก็ไม่ได้ชอบเพลงของ Joy Division มากนัก แต่เจอมุกนี้เข้าไปก็นับว่าขลังจนขนลุกทีเดียว ถือเป็นการปิดงานที่สวยงาม



ช่วงเวลาแห่ง Joy Division


คอนเสิร์ตเลิกแล้ว

เดินกลับโรงแรมด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์บากหน้า (และละลายเงิน) ข้ามน้ำข้ามทะเลมาดูคอนเสิร์ตนี้ ถือว่าดีใจมากๆ ที่ได้ดู เพราะวงอย่าง New Order นี่ไม่รู้ชาตินี้จะได้ดูอีกหรือเปล่า

จะเศร้านิดหน่อยตรงที่พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของทริปนี้แล้ว เวลาช่างผ่านไปไวจริงๆ อาห์...

ป.ล. ก่อนขึ้นโรงแรม แวะเข้าเซเว่น เจอพนักงานหน้าตาดี พยายามแอบถ่ายรูป แต่ไม่สำเร็จ ออกมาเบลอ / จบ.






Create Date : 23 ธันวาคม 2555
Last Update : 23 ธันวาคม 2555 15:04:44 น. 2 comments
Counter : 2810 Pageviews.

 
Thank you very much


โดย: KAI (nookookai8 ) วันที่: 23 ธันวาคม 2555 เวลา:16:08:59 น.  

 
รีวิวสนุกดี

ปล. ถ้าเจอแกแขกคนนั้นพอมาทำดีเสร็จแล้วมาขอตังค์ ก็คงจะเซงเหมือนกัน


โดย: แฟนlinKinPark วันที่: 23 ธันวาคม 2555 เวลา:18:45:18 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.