http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2548
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
10 ตุลาคม 2548
 
All Blogs
 
สุดทางฝันและรอยทางแห่งน้ำตา (Academy Fantasia 2 / ละคร “อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก”)

โดย merveillesxx


Academy Fantasia 2 – สุดทางของนักล่าฝัน



ถ้าใครได้รู้จักมักคุ้นกับผมพอประมาณ จะรู้ว่าหนึ่งในโรคประจำตัว (ที่ต้องใช้คำว่า ‘หนึ่งใน’ เพราะมันมีหลายโรคครับ) ของผมก็คือ “โรคต้านกระแส”

โรคนี้เป็นยังไง แหม…ชื่อมันก็อธิบายได้ครบถ้วนอยู่แล้วล่ะครับ เอาเป็นว่าเพราะโรคนี้ล่ะครับที่ทำให้ผมไม่คิดจะหยิบ The Davinci Code ขึ้นมาอ่าน ทั้งๆที่ซื้อมาตั้งแต่มันออก หรือไม่ได้อ่าน Harry Potter สักที (แต่หลังๆ นี่เริ่มคิดจะอ่านบ้าง เพราะพระเอกหล่อขึ้นเรื่อยๆ อ้อ! ไอ้คน cast บท ‘โชแชง’ นี่มันเมายาตอนคัดเลือกนักแสดงรึป่าวครับ ลูกสาวเจ๊แหม่มที่ขายส้มตำอยู่หน้าปากซอยผมยังสวยกว่ายัยหน้ากระด้งนี่เป็นกอง)

แน่ะๆ แอบคิดในใจกันอยู่ล่ะสิว่า “อีนี่ดัดจริตแอ็คอาร์ตจริงๆ” ไอ้การที่ผมจะมาแก้ตัวว่า “มันเป็นของมันเอง ไม่ได้ตั้งใจ” ก็คงฟังไม่ขึ้นใช่มั้ยครับ แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ เพื่อนๆผมเองก็ชอบด่าผมประจำแหละว่า “อีอินดี้” (ด่าว่า “อินดี้” นี่รับได้ แต่ถ้าด่าว่า “อีหน้าอินดี้” นี่อีกเรื่องนึง)

จนมีอยู่คราวนึงเมื่อปลายปีที่แล้ว รุ่นน้องคนนึงลากถูลู่ถูกังผมไปดูหนังเรื่อง “แจ๋ว” จนได้ ตอนแรกผมก็อิดออดไม่ค่อยอยากดูเท่าไร แต่มันก็บอกผมว่า “พี่ต่อน่ะควรจะดูหนังที่ชาวบ้านเค้าดูกันซะบ้าง!” นั่น..ความผิดกูอีก (อ้อ ไม่ต้องห่วงไปครับ ผมสนุกสนานกับ “แจ๋ว” ตามปกติสมควรครับ)

อย่างไรก็ตาม ถึงผมจะเป็นพวก “ต้านกระแส” แต่ต้องออกตัวไว้ก่อนว่าผมไม่ต้าน “กระแสแรงรัก” จากผู้อ่านนะครับ (อ้วก…)

โรคต้านกระแสของผมก็มิวายมีผลกับพวกรายการ ‘ประกวดร้องเพลง’ หรือ ‘Reality Show’ ทั้งหลาย เช่น The Star, Big Brother รวมถึง Academy Fantasy ด้วย อย่างตอน AF1 นี่ กว่าผมจะมารู้เรื่องว่ามันคืออะไร ก็ปาเข้าไปวีคสุดท้ายที่วิทย์ได้รางวัลนู่นเลย (เป็นวีคเดียวที่ได้ดู-โดยบังเอิญ)

มาถึงคราว AF2 ก็เช่นกัน ผมไม่คิดจะใส่ใจอะไรกับมันเลยครับ (จะได้ยินบ้างก็เรื่องที่คนชื่อ บอย V8 หล่อ อะไรประมาณนี้แหละ แหะแหะ) จนมาถึงเดือนกันยาที่ฟ้าชะตาสั่งมาว่า “มึงต้องดู AF2 !” เพราะพี่สาวคนสวยคาบข่าวมาบอกครับว่า “อีต่อ แกรู้มั้ย AF2 เนี่ย พัดไปแข่งด้วย”

และแล้ว ตำนานรักอันยิ่งใหญ่ของน้อง mer กับ พัดชา ก็เริ่มต้น ณ บัดนั้น (แท่นน…แท้นนน…แท๊นนนนน)

ไม่รู้ว่าพัดชาจะจำได้หรือเปล่าว่า เมื่อราว 4-5 ปีก่อนเราสองคนเคยอยู่ใกล้กันในระยะ 0.01 เซนติเมตรมาแล้ว เราได้คุยกันประมาณ 2 ครั้ง ครั้งแรกประมาณหนึ่งชั่วโมง ครั้งที่สองอีกประมาณแปดนาที เบ็ดเสร็จแล้วเราเคยใช้เวลาร่วมกัน 1 ชั่วโมง 8 นาที 34 วินาที ไม่ขาดไม่เกิน

นั่นแน่ อย่าเพิ่งตกใจกรี๊ดกร๊าดสิ้นสติไป ความจริงไม่มีอะไรมากมายหรอกครับ พัดชาเป็น “เพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของผม” เองน่ะครับ (อืม..เป็นความสัมพันธ์ที่ไกลสุดหล้าจริงๆ) นั่นแหละครับ สาเหตุที่เราได้(เคย)คุยกัน(บ้าง)

ดูเหมือนจะเป็นโชคชะตาครับ ที่ผมต้องเกิดมาเพื่อ “โหวต” ให้กับพัดชา เพราะตามจริงแล้วผมแอบเป็นแฟนคลับลับๆ (??!!) ของเธอมาร่วม 5 ปีแล้วล่ะครับ

อันนี้ต้องเท้าความครับว่า เมื่อ 4-5 ปีก่อน ที่ผมฟัง J-ROCK มากๆ แล้วก็ไปร่วมงานที่มีประกวดคอสเพลย์บ่อยๆ (COS PLAY - กิจกรรมแต่งตัวเลียนแบบนักร้องหรือตัวการ์ตูนญี่ปุ่น) แล้วคนที่ผมเทใจ “โหวต” ให้ทุกงานก็คือ พัดชา เนี่ยแหละครับ (สาเหตุหนึ่งก็คือเธอแต่งเป็น mana มือกีต้าร์วง Malice Mizer เป็นประจำ ซึ่งเป็นมือกีต้าร์ที่ผมหลงเอามากๆในตอนนั้น) จำได้ว่าพัดชาคว้าแชมป์คอสเพลย์เป็นประจำครับ จนผมให้ฉายาเธอไปเลยว่า “ราชินีคอสเพลย์” …แหม เห็นมั้ยรัศมีเธอเปล่งประกายมาแต่ไหนแต่ไร

ผมรู้จักพัดชาก็เพราะวงการเพลงญี่ปุ่น พอเธอเข้ามาประกวดใน AF2 ก็ยังไม่วายที่เธอจะเกี่ยวกับ “ญี่ปุ่นๆ” จนได้ครับ เพราะรหัสที่ได้ก็คือ V6 (ใครที่ฟังเพลงญี่ปุ่นคงรู้กันว่า V6 เป็นวงบอยแบนด์ที่ดังมากๆ ของญี่ปุ่น …อ้อ ตอนนี้เริ่มไม่ “บอย” แล้ว เพราะตั้งวงมาเกือบ 10 ปีแหล่ว) และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ผมได้ดูพัดชาเป็นครั้งแรกก็ตอนที่เธอร้องเพลง “โดราเอมอน” ครับ



โดเรมี่! เอ๊ย พัด V6 ตอนร้องเพลง “โดราเอมอน” (ส่วนน้อง mer เป็น “โดราเอม่อง(เท่ง)” ครับ)


จากที่ฟังเสียงร่ำลือประกอบกับข้อมูลจาก ‘เพื่อนสนิท’ (อุ๊ย! โฆษณาแฝง) ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า รังสีความเป็น “สตาร์” ของพัดชาเจิดจ้าสุดๆ ในสัปดาห์ที่ร้องเพลง “คนไม่รักดี” ของวง Paper Jam …ได้ยินแบบนั้นแล้วผมล่ะช้ำชอกใจเหลือเกินที่ไม่ได้ดู แต่ทว่าฟ้า (อีกแล้ว) ก็ประทานโอกาสให้ผมอีกครั้ง เมื่อพัดชาจะร้องเพลง I Will Always Love You

ใครที่เข้ามาในบล็อก TU115 ของผมในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คงได้เห็นไปแล้วนะครับว่าผมกรี๊ดกร๊าดเอามากๆ กับ AF2 ในสัปดาห์นั้น ถ้าให้สรุปความรู้สึกตรงนี้อีกครั้ง ขอใช้สามคำครับ “ขนลุก” “ยอดเยี่ยม” และ “เพอร์เฟ็กต์”

ผมเชื่อว่าพัดทำได้ แล้วเธอก็ทำได้จริงๆครับ



พัด V6 …I Will Always Love You (โปรดแทนสรรพนาม I และ You ตามความเหมาะสม / ถ้าไอ้คุณ UBCAF.COM มันงกรูปขนาดนี้ทำไม่เอาโลโก้ "คาดตา" พัดชาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยล่ะโว้ย!)


จนถึงตอนนี้ AF2 ก็ได้จบลงอย่างเป็นทางการแล้ว ผลของผู้ชนะเลิศก็ออกมาเป็นตามที่คาดไว้ ส่วนพัดชาก็ได้ตำแหน่ง “อันดับสอง” มาครอง อย่างภาคภูมิใจ

ไม่รู้พัดชาจะได้ยินมั้ย แต่สำหรับผม “อันดับหนึ่ง” ของงานนี้ คือ พัดชา ครับ


รวมภาพประทับใจของน้อง mer ต่อ AF2



สองสาวหมวยขวัญใจน้อง mer “พัด V6” และ “ลูกตาล V1”




ช็อตที่กรี๊ดสติแตกคาบ้านจนหมาตกใจ “พัด V6” และ “บอย V8”


AF2 จบลงไปท่ามกลางความรู้สึกมากมายของผู้คน บางคนดีใจสมหวัง บางคนเสียใจผิดหวัง บางคนยังกังขา มีคำถามอะไรบางอย่างอยู่ในใจ เหนือสิ่งอื่นใดเราคงต้องไม่ลืมว่า Academy Fantasia เป็นเพียง “เกมความบันเทิง” ของคนดู และเป็น “เกมการตลาด” ของ UCB และผู้เกี่ยวข้อง

สำหรับนักล่าฝันทั้ง 12 คน ผมคิดว่า ณ ตอนนี้ พวกเขาเดินมาถึง “สุดทาง” แล้ว
ไม่ว่าหมายความพวกเขาจะมาถึงทางตัน อันจนหนทาง
แต่ที่เรียกว่า “สุดทางของนักล่าฝัน” เพราะพวกเขาหลุดพ้นจากสภาพของ “นักล่าฝัน” แล้ว
เขาและเธอล้วนได้ “ความฝัน” นั้นติดตัวไป แม้จะต้องแลกมาด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง
จากนี้ไปสิ่งที่รอพวกเขาอยู่ข้างหน้าคือ “ความจริง”

ผมขอเอาใจช่วยให้พวกเขา ระแวดระวังย่างก้าวของเขาให้ดี เพราะว่า “ความจริง” นั้นมักจะโหดร้ายกว่า “ความฝัน” เสมอ




รางวัลแด่ “นักล่าฝัน” ที่ไม่ใช่ “คนช่างฝัน” อีกต่อไป


* เข้าไปดูเวบไซต์แฟนคลับของผัดฉ่า เอ๊ย! “พัดชา” ได้ที่นี่ครับ
http://www.patcha.net/

* ขอขอบคุณ ‘วอ’ ที่ให้ข้อมูลเรื่อง AF2 กับเราเสมอมา รวมถึงรับฟังทุกเรื่องราวของเรา…ยกเว้น เรื่องราวในใจ (T___T)





“อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก” – สุดรอยทางแห่งน้ำตา




ในที่สุดละคร “อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก” (Crying Out for Love, In the Center of the World) ก็จะจบลงในวันเสาร์ที่ 15 ตุลาคมนี้แล้วครับ มันเป็นเหตุที่ทำให้ผมต้องยอมเคลียร์คิวทุกอย่างออกไปจากชีวิตเลยครับ กระทั่งอดดูหนังเทศกาล World Film ก็ต้องยอม

ใครที่ติดตามดูละครเรื่องนี้ คงรู้สึกเหมือนผมว่า 3-4 ตอนหลังมา นับวันมันจะยิ่งเศร้า เศร้ามาก เศร้าโคตร จนจะไปถึงขั้นเศร้าชิบหายอยู่แล้ว ฮือ ฮือ ฮือ …ก็อย่างที่เคยให้เหตุผลไปแล้วครับว่าละครความยาวร่วม 10 กว่าชั่วโมง ย่อมสร้างความผูกพันกับคนดูมากกว่าหนัง 2 ชั่วโมงแน่นอน (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Crying Out ฉบับละครจะดีกว่าฉบับหนังใหญ่นะครับ ผมคิดว่าทั้งสองเวอร์ชันต่างก็มีข้อดีข้อเสียชดเชยกันไป)

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “อากิ” (แสดงโดย Haruka Ayase เล่นดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก…เธอได้รางวัลนักแสดงหน้าใหม่จากละครเรื่องนี้ด้วย) นางเอกของเรื่องถูกคุกคามด้วยโรคร้าย (โรคฮิตประจำละคร “ลูคิเมีย” ไงครับ) จนทำให้เธอต้องพรากจากกับคนรัก “ซาคุ” ไปตลอดกาล

ช่วงหลังๆ มาผมน้ำตาซึมกับละครเรื่องนี้เป็นประจำอยู่แล้ว แต่สองตอนล่าสุด (ที่ออนแอร์เมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคม) เป็นตอนที่ทำให้ผมร้องไห้หนักมากๆ

เรื่องราวดำเนินมาถึงตอนที่อาการของอากิถึงขั้นเลวร้ายที่สุด จนทำให้เธอหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อไป แต่แล้วซาคุก็ถามเธอว่า…
“ฮิโรเสะ อากิ ไม่อยากมีชีวิตอีกต่อไปแล้วหรือ”

ฟังดูเป็นคำพูดธรรมดา แต่มันคงเป็นประโยคที่ยิ่งใหญ่มาก ถ้าคนที่พูดเป็นคนที่เรารัก และทำให้เรา “อยากมีชีวิต” อยู่ต่อไป

ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า อากิ เป็นคนที่เข้มแข็งเอามากๆ ถ้าผมต้องตกอยู่ในสภาพแบบนั้นล่ะก็ ผมชิงตายไปตั้งแต่ ตอนที่สามแล้วล่ะครับ (ฮา) ส่วน ซาคุ ก็เป็นผู้ชายที่ดีจนน่าใจหาย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าแฟนตัวเองนอนชักแหง่กๆ อยู่บนเตียงแบบนี้ผมจะทำได้แบบเขาหรือเปล่า

ผมรู้สึกว่าการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเผชิญกับ “โรคร้าย” มันเป็น “เงื่อนไข” ที่ยิ่งใหญ่มากๆ สำหรับคนสองคน เพราะการที่เราคบกันอยู่ทุกวัน มีเรื่องราวมากมายที่ทำให้เราต้องทะเลาะสติแตกกัน เธอมาเร็ว ฉันมาสาย, เธอโทรมา ฉันไม่รับ, ฉันโทรไป เธอไม่โทรกลับ, เธอจะดูละคร ฉันจะดูบอล ฯลฯ

หากใครได้เรียนทฤษฎีภาพยนตร์มาบ้างคงกำลังคิดอยู่ในใจใช่มั้ยครับว่า ผมอินกับละครจนบ้าไปแล้ว เพราะใครก็รู้ว่าไอ้หนังดราม่าแบบนี้ มันต้องมีคุณสมบัติข้อหนึ่งแน่ๆ ก็คือ มันเป็นเรื่องราวประเภท “Larger Than Life”

ผมเองก็เคยมีความคิดอะไรเทือกๆนั้นอยู่เหมือนกันแหละครับ จนมีเรื่องหนึ่งที่ผมได้ฟังจากเพื่อนเร็วๆนี้ ที่ทำให้ผมต้องกลับมาคิดอะไรใหม่อีกครั้ง เรื่องนี้เหมือนละครช่องเจ็ดเด๊ะๆ เลยครับ นั่นก็คือ หนุ่มสาวนักศึกษาคู่หนึ่งเป็นแฟนกัน แต่ตัวผู้หญิงป่วยหนักมากจนต้องดร็อปเรียนไป (ทายสิครับ โรคอะไร…ถูกต้องนะคร้าบ! โรคลูคิเมีย ครับ) ฝ่ายหญิงไม่อยากนอนแห้งตายอยู่บ้าน ก็เลยขอร้องพ่อแม่เป็นอย่างสุดท้ายในชีวิตว่า “หนูอยากใช้เวลาที่เหลืออยู่กับเขา” ว่าแล้วพ่อแม่ของเธอก็เลยจัดแจงส่งลูกกับแฟนไปเมืองนอกตามคำขอของลูกสาว และในวันสุดท้ายของชีวิตเธอก็ได้อยู่กับคนที่เธอรักและอยากอยู่ใกล้มากที่สุด …(ปัจจุบันเธอเสียชีวิตไปแล้ว)

ถึงจะน่าเบื่อ แต่ก็คงต้องยกประโยคนี้ขึ้นมาอีกครั้งว่า “บางทีชีวิตจริงกับละครก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก”

เรื่องที่ผมเล่าไปข้างบนก็ตรงกับ เรื่องของอากิกับซาคุ อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะอากิเลือกจะใช้เวลาที่เหลือกับคนที่เธอรักเช่นกัน และเธอก็ขอให้เขาพาไปที่ออสเตรเลีย

แต่น่าเสียดาย ดูเหมือนออสเตรเลียจะไกลเกินไปสำหรับอากิ …ร่างของเธอล้มลงที่สนามบิน และในอ้อมกอดของซาคุเธอพูดว่า…
“ฉันรู้แล้วว่านรกน่ะไม่มีจริง แล้วสวรรค์ก็ไม่มีจริงด้วย…แต่สวรรค์น่ะอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่มีเธอไง ซาคุ”

อากิไปไม่ถึงทั้งออสเตรเลีย ทั้งสวรรค์บนฟ้า แต่ดินแดนที่เธอไปถึงคือ สวรรค์ข้างกายเธอ






สัญลักษณ์ในละคร “อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก”



-ฝน-
ไม่รู้ว่ามีใครสังเกตเหมือนผมหรือเปล่าว่าละครเรื่องนี้ใช้ “ฝน” เป็นตัวดำเนินเหตุการณ์สำคัญ
อากิพบกับซาคุครั้งแรกตอนฝนตก เพราะเขาเอาร่มไปกางให้เธอ
วันสุดท้ายที่ทั้งสองอยู่ได้กัน …วันนั้นฝนตก
และวันที่ทุกสิ่งทุกอย่างในใจซาคุคลี่คลาย วันนั้นฝนก็ตกเช่นกัน

เหตุการณ์ตอนนั้นก็คือ ลูกชายของโคบายาชิ (หญิงสาวที่มีความรู้สึกดีๆกับซาคุ) วิ่งมาหาซาคุ
แต่เด็กน้อยไม่ทันมองว่ารถคันใหญ่กำลังพุ่งเข้ามา
ซาคุตกใจจนทำ “ขวด” ที่บรรจุกระดูกของอากิตกแตก
นั่นทำให้เขาลังเลไปชั่วขณะที่ก้าวออกไปช่วยเด็กน้อย
โคบายาชิเลยโดดเข้ามาปกป้องลูกชาย และเธอก็ถูกรถชน

ซาคุนึกโทษตัวเองที่ทำให้ โคบายาชิ ต้องรับบาดเจ็บ
เขาได้แต่ภาวนาในใจ “ขอให้เธอรอด ขอให้เธอรอด ขอให้เธอรอดทีเถอะ”
คนที่เขาภาวนาด้วยและเรียกร้องความช่วยเหลือคือ “อากิ”
ซาคุพูดกับตัวเองว่า “ความห่วงใยที่มีต่อคนที่ยังอยู่ มันรุนแรงกว่าความคิดถึงที่มีต่อคนตายมากนัก”

-โทรศัพท์-
อากิบอกว่าเธอมักจะได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังก้องอยู่ในหัวของเธอเสมอ
เธอคิดว่ามันคือ เสียงเรียกที่จะนำเธอไปสู่สักแห่งหน
แต่แท้จริงแล้ว เสียงนั้นคือ อาการของโรคลูคิเมีย
เสียงนั้นคือ “สัญญาณเตือน” และในที่สุดมันคือสัญญาบอก “หมดเวลา”
เพราะมันจะนำพาเธอจากโลกนี้ไป…ตลอดกาล

-เศษแก้ว-
หลังจากโคบายาชิพ้นขีดอันตราย ซาคุย้อนไปที่เกิดเหตุ
เขาพยายามจะเก็บเศษแก้วของขวดที่บรรจุเถ้าอัฐิของอากิ
แต่มันก็บาดนิ้วของเขาจนเลือดไหล
นั่นทำให้เขาคิดได้ว่านี่คือ อดีตที่ทิ่มแทงเขามาตลอด
กระดูกของอากิที่เขานำติดตัวไปตลอดคือ อดีตที่เขาแบกรับไว้ตลอด 17 ปีเต็ม
และในที่สุด ซาคุก็รู้แล้วว่าคำว่า “ปัจจุบัน” นั้นสำคัญขนาดไหน

ฝนยังคงตกต่อไป
ฝนชะล้างเลือดของซาคุ ชะล้างความเจ็บปวดของเขา
ฝนชะล้างเถ้ากระดูกของอากิ ชะล้างอดีตให้ลบเลือนไป
พรุ่งนี้เช้า หยาดฝนบนพื้นถนนก็จะแห้งเหือดไป
เป็นจุดสิ้นสุดของรอยทางแห่งน้ำตา…


ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่า แม้แต่ละครออกอากาศทางโทรทัศน์ เขาก็ยังอุตส่าห์ใส่สัญลักษณ์ลงไปด้วย แต่จริงๆแล้วทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราล้วนมีความหมายแฝงนัยไว้ทั้งสิ้นแหละครับ เหมือนกับที่คอลัมน์ Symbolic Corner ในนิตยสาร BIOSCOPE สมัยก่อนใช้คำโปรยว่า “ในชีวิตที่ถูกเล่า…ล้วนมีสัญลักษณ์ที่ซ่อนเร้น”

ลองมาดูที่ AF2 กันมั้ยครับว่ามีอะไรซ่อนอยู่รึป่าว

ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด โจทย์ของสัปดาห์สุดท้ายจะเป็นเพลงที่นักล่าฝัน ”เลือกเอง” ทีนี้ผมคิดว่าเพลงที่แต่ละคนเลือกมาก็ย่อมสื่อความหมายอะไรบางอย่างถึงคนดูแน่นอน

บอย V8 เลือกเพลง “ที่หนึ่งไม่ไหว” (ไอน้ำ) เพราะรู้ตัวว่ายังไงตัวเองก็ไม่ได้เป็น “ที่หนึ่ง” บนเวทีนี้แน่นอยน ขอเป็นเพียง “ที่สอง” ก็พอ (แต่พี่บอยเดาพลาดไปนี้ดส์นะครับ เพราะพี่ดันได้ที่สามง่ะ แหะแหะ) แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็ตาม วันนั้นลีลาของบอยก็ทำให้บอยเป็น “ที่หนึ่งในใจ” ของ(สาวๆ)หลายๆคน

ออฟ V4 เลือกเพลง “ขอเป็นพระเอกในหัวใจเธอ” (กุ้ง สุทธิราช) นอกจากเรื่องที่ว่า ออฟถนัดการร้องเพลงลูกทุ่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ออฟอาจจะสื่อความก็ได้ว่า เขาไม่ได้อยากเป็น “ผู้ชนะ” เขาอยากจะเป็น “พระเอกในหัวใจ” ของคนดูมากกว่า

พัด V6 เลือกเพลง “บัลลังก์เมฆ” (มัลลิวัลย์ เจมิน่า) อันนี้น่าจะคล้ายออฟ นั่นคือ เธอเลือกเพลงที่สามารถแสดง “ศักยภาพ” ของเธอได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเนื้อหาในเพลง หวังว่าผมคงจะเข้าใจไปไม่ผิดว่าพัดกำลังจะบอกพวกเราว่า เธอรู้ดีว่าทุกสิ่งเป็นเพียงมายา…


ผมลองคิดดูถึง “สัญลักษณ์” ที่เคยพัดผ่านเข้ามาในชีวิต ก็คิดได้เรื่องหนึ่ง มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ฝน”

หลายปีก่อน สมัยที่ผมคบอยู่กับคนคนหนึ่ง มันมีเรื่องน่าแปลกที่ว่าเวลาเรานัดเจอกันทีไร “ฝน” จะต้องตกทุกที จนวันหนึ่งเธอก็พูดขึ้นมาว่า “เวลาเรานัดเจอกันทีไร ฝนตกทุกทีเลยเนาะ”

จนถึงวันนี้ ผมยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ในคำพูดนั้นมีอะไรที่เธออยากจะบอกผมอยู่หรือเปล่า

อาจจะคล้ายกับที่นางเอกเรื่อง 5x2 บอกกับพระเอกก็ได้ว่า “ทะเลนี้คลื่นแรงมากนะคะ คุณจะลงเล่นน้ำกับฉันมั้ย”

อย่างไรก็ตาม หากว่ามันไม่ได้มีความแฝงนัยอะไร ผมคิดว่ามันอาจจะเป็น “ลาง”

…และแน่นอนมันถือเป็น “ลางร้าย”


“คนบางคนพระเจ้าแค่ส่งมาให้เจอกัน แต่ไม่ให้มาอยู่ด้วยกัน” – อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก


* ติดตาม “อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก” ตอนอวสาน ได้ วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม เวลา 12.00-13.00 ทางช่อง ITV

* เวบไซต์ทางการของละคร “อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก” อยู่ที่
http://www.tbs.co.jp/sekai-ai/

* ข้อมูลภาษาไทยจากเวบไซต์ ITV
http://www.itv.co.th/s1000_obj/front_page/page/782.html?content_category_id=278

* เคยเขียนถึง Crying Out ฉบับหนังใหญ่ไว้ ที่นี่ ครับ





โมโม่ ที่รัก…โคยูกิ ที่ร้ากกกก~~~กกกก



สงสัยว่าทาง ITV จะกลัวแฟนๆ ซีรี่ย์ญี่ปุ่นเศร้าเกินไปจากละคร “อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก” ดังนั้น ITV ก็เลยเอาละคร FEEL-GOOD เรื่องนี้มาฉายต่อทันที

ละครเรื่องใหม่ที่กำลังจะมาฉายนี้ก็คือ “โมโม่ที่รัก” (Kimi wa Petto / You’re My Pet) ซึ่งสร้างจากหนังสือการ์ตูนชื่อเดียวกัน (มีขายในบ้านเราจาก นสพ.บงกช) เรื่องราวของสาวเก่ง หน้าที่การงานดี แต่กำลังสับสนในชีวิต …วันหนึ่งมีกล่องปริศนามาวางหน้าบ้านเธอ พอเธอเปิดดูก็เจอเด็กหนุ่มท่าทางประหลาดๆอยู่ในกล่องนั้น และด้วยบุคลิกท่าทางของเขาที่เหมือน “หมาน้อย” ไม่มีผิด เธอก็เลยตั้งชื่อให้เขาว่า “โมโม่” และตัดสินใจ “เลี้ยงเขาไว้” (??!!)

“โมโม่ที่รัก” นำแสดงโดย โคยูกิ เจ้าแม่ซีรี่ย์อีกคนหนึ่งของวงการ ส่วนในหนังใหญ่เธอเคยเล่นเรื่อง Kairo (2001), Laundry (2002) และโกอินเตอร์ในเรื่อง The Last Samurai (2003) เธอดังมากๆที่ญี่ปุ่น จับตาเธอให้ดี…

ฝ่ายชายนำโดย จุน มัตสึโมโต้ จากวง ARASHI วงนี้เพิ่งออกอัลบั้มใหม่มาหมาดๆ และมีแผ่นลิขสิทธิ์ขายในบ้านเราด้วย

เพลงธีมของละครเรื่องนี้ คือเพลง Darling ของวง V6 เพลงนี้น่ารักสุดๆ ผมชอบมากๆ (หาฟังเพลงนี้ได้ในอัลบั้ม BEST OF J-POP 2004 ของค่าย Red Beat)

“โมโม่ที่รัก” ออกอากาศที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2003 ซึ่งได้รับความนิยมสุดๆ และเหมาคว้ารางวัลไปเกือบหมดทั้ง ละครยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และเพลงประกอบยอดเยี่ยม

ไม่อยากจะพลาดเลย แต่สงสัยต้องอดดูไปหลายตอน เพราะงาน World Film เนี่ยแหละ ฮือ ฮือ ฮือ


* โมโม่ที่รัก ฉายทางช่อง ITV วันเสาร์-อาทิตย์เวลา 12.00-13.00 เริ่มออกอากาศ วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม

*เวบไซต์ทางการของละคร “โมโม่ที่รัก” อยู่ที่
http://www.tbs.co.jp/kimipe/




เพลงที่ชอบในช่วงนี้


1. Orange Range - Kizuna
ทำนองของเพลงนี้สวยมากๆ โดยเฉพาะตรงที่เป็นเครื่องสายญี่ปุ่น และมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นมากๆ (ผมได้ดูทาง CHANNEL V) พวกเขากำลังจะมีอัลบั้มชุดที่สามชื่อว่า NATURAL ออกมาเร็วๆนี้ (วงนี้คือวงที่ร้องเพลง HANA ในหนังเรื่อง Be With You)


2. Utada Hikaru - Be My Last
เพลงประกอบหนังเรื่อง Haru no Yuki ของ ผกก.อิซาโอะ ยูกิซาดะ นำแสดงโดย ซาโตชิ ทสึมาบูกิ และยูโกะ ทาเคอุจิ (แถมยังมีพี่โอ-อนุชิต กับหนุ่ม-สุวินิต เล่นด้วยนะ!) เพลงนี้ออกมาไล่เลี่ยกับเพลง HEAVEN ของ Ayumi Hamasaki พอดี (ซึ่งอันหลังประกอบหนังเรื่อง SHINOBI ที่นำแสดงโดย โจ โอดากิริ และยูคิเอะ นาคาม่า) ผลของการปะทะกันครั้งนี้ปรากฏว่า…เสมอกันอย่างสูสีขอรับ! (ตอนนี้ Be My Last ขึ้นอันดับหนึ่ง Oricon Chart ไปแล้วเรียบร้อยจ้า)


3. REIRA starring YUNA ITO - Endless Story
เพลงประกอบจากหนังเรื่อง NANA ที่ก่อนหน้าปล่อยเพลงโคตรเท่อย่าง Glamorous Sky (ร้องโดย Mika Nakashima ทำนองโดย Hyde วง L’Arc~en~Ciel) ออกมาดังถล่มทลายไปแล้ว เพลงนี้เป็นเพลงที่ซึ้งสุดๆ แล้วนักร้องก็เสียงดีมากๆ

ข้อมูลเล็กน้อยเกี่ยวกับ Yuna Ito – เธออายุ 22 ปี เกิดที่ฮาวาย เธอเรียนร้องเพลงตั้งแต่ 5 ขวบ โดยมีต้นแบบการร้องเพลงคือ เจเน็ท แจ็คสัน และมารายห์ แครี่ (อืม…แบบนี้ต้องเอาน้องพัด V6 มาสู้ด้วย) เธอกำลังมุ่งมั่นจะเป็นนักร้องให้ได้ เชื่อว่าเธอจะดังแน่นอน (ข้อมูลจากรายการ J-POP)


4. Goldfrapp - Ooh La La
Goldfrapp เป็นวง experimental electronic จากอังกฤษ ซิงเกิ้ลนี้มาจากอัลบั้มชุดที่สามที่ชื่อว่า SUPERNATURE มิวสิกวิดีโอเพลงนี้เก๋มากๆ (อ้อ วงนี้เคยมีเพลงในหนังเรื่อง Talk to Her ด้วย)


5. t.A.T.u. - All About Us
ไม่ว่าใครจะว่าวงนี้เป็นขยะ ตุ๊กตา หุ่นเชิด หรือคู่เลสเบี้ยนจอมปลอมก็ตาม แต่สำหรับผมแล้ว อัลบั้ม 200 KM/H IN THE WRONG LANE (2002, A+++++++) คือ ‘มาสเตอร์พีซ’ ครับ …เสียดายเพลงเปิดตัวอัลบั้มชุดใหม่ (Dangerous & Moving) เพลงนี้ไม่ค่อย ‘แรง’ และ ‘สติแตก’ เท่าที่ควร แต่มิวสิกวิดีโอยังแรงเหมือนเคยจ้าาาา




หนังสือที่ได้อ่านในช่วงนี้


1. มิเกะเนะโกะ โฮล์มส์ แมวสามสียอดนักสืบ ตอนที่ 6 โรงละครสยองขวัญ (1982, อาคากะวา จิโร, B+)
มีใครรู้สึกเหมือนผมบ้างมั้ยว่า ตั้งแต่เล่ม 5 มาเนี่ย มิเกะฯ มันสนุกน้อยลงยังไงไม่รู้ อาจจะเป็นเพราะเรา ‘รู้ทัน’ มุกของซีรี่ย์ชุดนี้แล้วก็ได้ …สิ่งที่ไม่ค่อยชอบใจในตอนนี้ก็คือ การผูกปมไว้เป็นแสนล้านแปด แต่กลับใช้เวลาเฉลยเพียงประมาณครึ่งหน้า ฮ่วย! อารมณ์เสียน่ะเนี่ย!


2. Calling You โทรศัพท์สลับมิติ (2001, โอตสึ อิจิ)
เพิ่งอ่านไปตอนเดียวคือ ตอนแรกที่ชื่อว่า “โทรศัพท์สลับมิติ” (A++++++++++++++++) ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนอยากจะตบกบาลตัวเองที่ดองหนังสือเล่มนี้ไว้เกือบสองปี และอยากให้ผู้กำกับเก่งๆสักคนเอาไปเป็นสร้างเป็นหนัง (เท่าที่ทราบคือเคยมีเอาไปทำเป็นละคร) …ตั้งใจไว้เลยว่าจะตามอ่านงานของโอตสึ อิจิให้หมดภายในปิดเทอมนี้ให้ได้ (เพราะซื้อมาดองไว้เป็นชาติแล้ว)




โฆษณาที่ชอบในช่วงนี้

AIS - คนญี่ปุ่น (อันที่มีเพลงญี่ปุ่นเพราะๆ อันนั้นแหละครับ)
แม้จะเกลียดเครือข่ายมือถือเจ้านี้เข้าไส้ แต่ยอมรับว่าชอบโฆษณานี้มากถึงมากที่สุด ดูไปร่วมสิบแปดรอบแล้วก็ยังไม่เบื่อ และหากผู้ใดทราบว่าเพลงประกอบโฆษณานี้คือเพลงอะไรล่ะก็ โ ป ร ด บ อ ก ห นู ที ! ! ! !




เร็วๆนี้…พบกับ

- บทวิจารณ์หนังเรื่อง 3-Iron ของคิมคีด็อค (หนังที่คาดว่าจะติด 1 ใน 10 หนังยอดเยี่ยมปีนี้ของน้อง mer ชัวร์) หนังจะเข้าฉาย 13 ตุลาคมนี้ (ห้ามพลาดเด็ดขาด!)

- ภาคต่อของชุด “ตะลุยเทศกาลหนัง” ในงาน 3rd World Film Festival of Bangkok

อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ โปรดอย่าหวังอะไรมากมายกับน้อง mer เลยครับ เพราะผมเป็นคนไม่มีอะไรเลย แม้แต่ “ความหวัง”

สิ่งเดียวที่ผมมีคือ “ความหวังดี” ครับ (อ้วกก….)

ปล. โหวต “กระรอกร้อย” ออฟ V4 กันไปมากแล้ว อย่าลืมโหวตให้ “ก็อตซิลล่าน้อย” mer V69 บ้างนะครับ



Create Date : 10 ตุลาคม 2548
Last Update : 11 ตุลาคม 2548 3:25:22 น. 27 comments
Counter : 1781 Pageviews.

 
เอาข่าวนี้มาฝากครับ

ตัวแทน “หนังชิงออสการ์” ของแต่ละประเทศในเอเชีย

ไทย – มหาลัยเหมืองแร่ (อื้มม ก็ดีที่สุดแล้วนี่เนาะ)

ญี่ปุ่น – Blood And Bone (เพิ่งมาฉายที่ House เมื่อต้นปี)

เกาหลีใต้ – Welcome to Dongmakgol (หนังเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ-ใต้…อีกแล้ว / นางเอกคือ “คังเฮจุง” ที่เล่นเรื่อง Oldboy)

จีน – The Promise (งานฟอร์มยักษ์ของ ผกก.รุ่นที่ห้า เฉินข่ายเก๋อ งานนี้แกจะ ‘คัมแบ็ก’ ได้หรือไม่ ต้องมาลุ้นกัน)

ฮ่องกง – Perhaps Love (หนังโรแมนติก-ดราม่า-มิวสิกเคิล ของปีเตอร์ ชาน ได้ดุตัวอย่างแล้ว ดูน่ามาก มาก มาก)


โดย: merveillesxx วันที่: 11 ตุลาคม 2548 เวลา:0:42:09 น.  

 
-8/9 OCT ค่ำคืนที่ปวดร้าว-

อย่าตกใจไป ผมไม่ได้ถูกข่มขืนหรือถูกหักอกแต่อย่างใด เพียงแต่ว่ารู้สึกปวดหัวจี๊ดๆๆๆๆ ตอนกลางคืนสองวันมาติดๆกันแล้ว (เอ๊ะ หรือเราจะเป็นลูคีเมียกับเค้าด้วยเนี่ย) ซึ่งมันก็เป็นอาการประจำตัว เรื่อยๆมาเรียงๆ ของผมอยู่แล้ว มีบางช่วงผมกินพาราบ่อยกว่าข้าวเสียอีก (โดยเฉพาะช่วงสอบ) จนเพื่อนต้องห้ามปรามกันยกใหญ่ (ไม่ต้องห่วงไปครับ ตอนนี้เพลาๆไปแล้ว) …อืม นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเพี้ยนๆก็ได้

พอปวดหัวแล้วก็อยากหาเพลงฟังครับ แต่ดูกอง CD แล้วก็มีแต่เพลงประมาณ “นักร้องสาวจากค่าย AVEX TRAX” อันนี้ฟังแล้วยิ่งปวดหัวแน่นอน เสียงพวกเธอนกหวีดเรียกพี่เลยนะนั่น ไม่ก็เพลงแบบ “กีต้าร์ร็อคแบนด์สุดเฉี่ยว” โอย อันนี้ไม่ไหวแสบหูสุดๆ

ก็เลยไปค้นตู้ CD (ที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่มา 2 ปีแล้ว) ควานหาแบบมั่วๆ ก็เกิดพุทธิปัญญา ขึ้นมาว่าปวดหัวแบบนี้มันต้องฟัง TRIP-HOP สิ! และอัลบั้มที่ช่วยชีวิตผมได้ในคืนนั้นก็คือ 100TH WINDOW (2003, A+++++) ของวง Massive Attack นั่นเอง

ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรี ก็เลยไม่รู้จะอธิบาย TRIP-HOP ว่ามันเป็นยังไง แต่เอาเป็นว่ามันเป็นเพลงที่เดินทำนองด้วยเสียงสังเคราะห์แบบหนืดๆ ลอยๆ ไปเรื่อยๆ ประมาณว่าท่อนฮุคนี่มันก็ฟังไม่ใช่ท่อนฮุคสักเท่าไร

100TH WINDOW เป็นอัลบั้มที่ผมชอบมากๆ สามารถฟังได้หลายๆรอบภายในหนึ่งวัน (คืนนั้นผมฟังไปไม่ต่ำกว่า 6 รอบ) ฟังแล้วไม่ต้องคิดอะไรมาก ลอยๆไปกับมัน บางทีก็รู้สึกเย็นๆที่หลังดี (เพลงแบบนี้ต้องเปิดแอร์หนาวๆฟัง)

จำได้ว่า บก.ตี้ แห่งนิตยสาร POP เธอเคยเขียนไว้ว่า “อัลบั้มของ Massive Attack เป็นอัลบั้มที่เหมาะแก่การเอามาวางโชว์เวลาเพื่อนๆมาเยี่ยมคุณที่บ้าน และก็เก็บพวกอัลบั้มรวมเพลงฮิต เพลงแดนซ์ยัดใส่ลิ้นชักไปเสียให้หมด”

ทีนี้ก็สงสัยอยู่เหมือนว่าทำไม 100TH WINDOW ถึงไม่ติด 10 อัลบั้มยอดเยี่มตลอดกาลของตัวเอง เปิดดูชาร์จที่เคยทำไว้ก็เลยนึกออกว่า ตัวเองชอบอัลบั้ม Never, Never, Land (2003) ของ UNKLE มากกว่านั่นเอง (อัลบั้มนี้ไม่ใช่ TRIP-HOP แต่ก็มีซาวด์อิเล็กทรอนิกเป็นพื้นฐานเหมือนกัน) คงเพราะว่าสองอัลบั้มนี้ออกมาในปีเดียวกันก็เลยเกิดการเปรียบเทียบชิงดีชิงดำกันชัดเจน

ปัญหาก็คือ… ผ ม ห า ซี ดี ข อ ง U N K L E ไ ม่ เ จ อ ง่ ะ !!!
อ๊ากกกกกกกกกกกกก………..กกกกกกกกกกกกก

นั่นแหละครับที่ผมเขียนมาทั้งหมดเพื่อต้องการบอกว่า

1. 100TH WINDOW และ Never, Never, Land เป็นอัลบั้มที่สุดยอดมากๆ ใครยังไม่เคยฟังก็ลองหามาฟังดูนะจ๊ะ

2. หาซีดี Never, Never, Land ไม่เจอโว้ยยยยยยยยยยยยยยยย


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับอัลบั้ม 100TH WINDOW

1. ชื่ออัลบั้มมีที่มาจากว่าเวลาที่เราเปิด “หน้าต่าง” (Window) ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ถึง 100 หน้าต่างเมื่อไร เครื่องจะแฮงค์ทันที (จริงหรือเปล่า ใครว่างๆช่วยลองที คอมบ้านผมเปิดมา 10 หน้าต่างมันก็แฮงค์แล้วง่ะ)

2. หน้าปกอัลบั้ม 100TH WINDOW เกิดจากเอา “ปืน” ยิง “ตุ๊กตาแก้ว” หลายๆครั้ง แล้วเลือกภาพที่สวยที่สุด (หน้าปกอัลบั้มชุดนี้สวยขาดใจค่ะ)


โดย: merveillesxx วันที่: 11 ตุลาคม 2548 เวลา:0:44:54 น.  

 
หลิวเต๋อหัว กับ หยางไฉ่หนี มาเมืองไทย !!

เขาบอกมาว่า หลิวเต๋อหัวจะมาโปรโมทหนังเรื่อง All About Love วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2548 เวลา 18.00 น. ที่โรงภาพยนตร์ SFX มาบุญครอง

ข่าวจาก http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A3783902/A3783902.html


โดย: merveillesxx วันที่: 11 ตุลาคม 2548 เวลา:1:39:57 น.  

 
ช่วงนี้ฟังเพลงนี้บ่อยมากๆ ความหมายดีจังเลย (ซิงเกิ้ลนี้มีแผ่นลิขสิทธิ์ขายในไทยแล้ว)

http://www.itv.co.th/s1000_obj/front_page/page/782.html?content_id=31555

เพลงประกอบ Asian Series " อยากกู่ร้อง บอกรัก...ให้ก้องโลก "
"Katachi arumono"/ Kou Shibasaki

โยะโซระนิ คิเอเตขุ โฮชิโนะโคเอะ ฮาคานาเกนิ ฮิคารุ นิบิอิโระ โนะ ทสึขิ
เสียงแห่งดวงดาว ค่อยๆเลือนหายไปกับท้องฟ้ายามค่ำคืน มีเพียงดวงจันทร์ส่องสว่างพร่างพราว

ฟุตาริเดะ โอโยอิดะ อุมิวะนาเสะ สึกะโนะมานิ อิโระคาเอะเตะ ยุคุ่นดะโร่
เหตุใดท้องทะเลที่เราสองเคยว่ายด้วยกัน จึงเปลี่ยนสีไปโดยที่เราไม่รู้ตัว

โคโนะมามะ เนมุตเตะชิไมตาขุไน่ อะนาตะโอะ มาดะ คันจิเตะอิไต้
ฉันไม่อยากจะหลับไปทั้งอย่างนี้ยัง อยากได้รับความรู้สึกดีๆจากเธอ

โมะชิโอะ อะนาตะกะ ซาบิชี่โทขินิ ทะดะโซบะนิ อิรุโคโตะซาเอะ เดคิไน่เคโดะ
หากเมื่อไหร่ที่เธอรู้สึกเหงา แต่ทว่าฉันไม่สามารถอยู่เคียงข้างเธอได้

นาคุสึอิตามิโอะชิตตะอะนาตะวะ โฮะกะโนะไอโอะ สึกาเมรุ โซอิน๊ตเตะอิรุ
เธอผู้รับรู้ถึงความเจ็บปวดของการสูญเสีย ฉันได้แต่ภาวนาขอให้เธอได้พบกับรักอีกครั้ง

อิตสึกะ อะนาตะงะ โยรุนิมาโยอิ ฟุโตะ อะโนะฮิโอะ มิตสึเมคาเอสึนาระ
หากเมื่อไหร่ที่เธอหลงทางไปกับความมืด หากเธอนึกย้อนกลับไปมองวันนั้นอีกครั้ง

มาบุชิสึงิรุ ไทโยโนะนากะเดะ โฮโฮเอมุ วาตาชิโอะ โอม๊ตเตะเนะ
ท่ามกลางแสงอาทิตย์อันเจิดจ้า ขอให้นึกถึงภาพรอยยิ้มของฉันนะ

คาซาเน อาวาเซเตะยุขุ "สึกิ" โนะสึโยะสะ นาขุโคโตะซาเอะ ไอนิ คาเอตะ
ด้วยพลังแห่งความรู้สึกดีๆที่ประสานกันของสองเรา หรือแม้แต่หยดน้ำตา ก็ได้แปรเปลี่ยนเป็น "ความรัก"

สึโยงารุ ไอโนะ โยวะสะ เรียวเทะนิ คาคาเอเตะโมโรอิ ขิซึนะโอะ ทะชิคาเมเตะตะ
ภายใต้อุ้งมืออันอ่อนไหวของพลังรักที่เข้มแข็ง มันเป็นสิ่งยืนยันว่าได้โอบอุ้มพันธนาการอันเปราะบางไว้

เดโมะโคโนะโทขิโอะอิคิรุอะนาตะโอะซึตโตะ ซึตโตะ มิมาโมรุ My Love โซโนะ โขะโขะโระนิ
ทว่าเธอผู้ซึ่งยังคงมีชิวิตอยู่ในตอนนี้ จะยังคงมีความรักของฉันดูแลเธอ ...อยู่ในใจตลอดไป

นาคิไต้โทขิยะ คุรุชี่โทขิวะ วาตาชิโอะ โอโมอิดะชิเตะคุเรเรบะ อีอิ
หากเมื่อไหร่ที่เธอรู้สึกทรมานหรืออยากร้องไห้ ขอเพียงเธอนึกถึงฉันก็พอ

โยริโซเอรุบะโช โทอิ นัตสึโนะฮิ นุคุโมริ อิคิรุ โยโรโคบิ
เพียงนึกย้อนกลับไปยังวันแห่งฤดูร้อนอันก่อนเก่า ท่ามกลางความอบอุ่น...ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

สึเบเตะโนะ โขะโขะโระนิ
ด้วยทั้งหมดของหัวใจ


โดย: merveillesxx วันที่: 11 ตุลาคม 2548 เวลา:2:15:13 น.  

 
เมื่อกี้ผมหายไปจากโลกประมาณ 5 นาที เห็นจะได้

ผมหายไปฟังเพลงข้างบนเนี่ยแหละครับ

ลองเงี่ยหูฟังดีๆ ตาก็อ่านความหมายของมันไป

เพลงนี้มันดูเศร้านะ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเพลงที่ให้ความรู้สึกดีจังเลย

---------------------------------

เนื้อเพลง เพลงนี้แต่งโดย Kou Shibasaki เองจ้ะ

เธอบอกว่า เธอซื้อนิยายเรื่อง Crying Out มาอ่าน แล้วก็อ่านรวดเดียวจบ เธอชอบมันมากๆ

ถัดมาไม่กี่วันก็มีคนติดต่อเธอให้เป็นเล่น Crying Out เวอร์ชันหนังใหญ่ เธอประหลาดใจมากๆ เพราะเธอเพิ่งอ่านนิยายจบไปไม่กี่วันนี้เอง

พอ Crying Out สร้างเป็นละคร เธอก็ได้แต่งเพลงธีมให้กับละคร ...คงเพราะว่าเธอทั้งได้อ่านนิยาย ได้เล่นหนัง มันก็เลยทำให้เธอถ่ายทอดเพลงออกมาได้ดีขนาดนี้

ชอบท่อนที่ว่า "ทว่าเธอผู้ซึ่งยังคงมีชิวิตอยู่ในตอนนี้ จะยังคงมีความรักของฉันดูแลเธอ ...อยู่ในใจตลอดไป" ตอนที่เธอร้องคำว่า My Love มันได้อารมณ์มากๆ

ซึ่งท่อนนี้จะเป็นจังหวะโหมเครื่องสายในเพลงพอดี ...เรียกได้ว่า ตรงนี้พีคสุดๆ

ทั้งสวย ทั้งเก่ง แบบนี้ น่าพาพ่อแม่ไปสู่ขอจริงๆ


โดย: merveillesxx วันที่: 11 ตุลาคม 2548 เวลา:3:10:01 น.  

 
ขออ่านผ่านๆ ก่อนนะครับ (ยังอ่านหนังสือสอบไม่จบเล้ย ให้ตายสิ จะสอบวันพรุ่งนี้แล้ว)
โดยส่วนตัวก็เชียร์พัด (ยักษ์) เหมือนกัน
รู้สึกเสียดายเล็กๆ ที่เธอไม่ได้อันดับหนึ่ง
แต่มิเป็นไร
ถ้าออกเทปมาก็จะอุดหนุนอยู่ดี
(อิจฉาคุณ merฯ จัง ที่แอบเคยคุยกับพัดมาแล้วจริงๆ)

- ส่วน Goldfrapp ยังไม่ได้ดูเอ็มวี
แต่เพลงเก๋จริงๆ ครับ
:D


โดย: it ซียู วันที่: 11 ตุลาคม 2548 เวลา:10:10:28 น.  

 
โคยุกิ คนนี้เล่นเป็นนางเอกเรื่อง The Last Samurai(อ๋อออออ)

ตอบmerv
เพลงใน AIS คือเพลง ซุบารุ(มั้ง)


โดย: ฉลอง(หล่อ)เทียนลิตร IP: 203.209.108.108 วันที่: 11 ตุลาคม 2548 เวลา:14:15:49 น.  

 
ถึงน้อง mer ผู้เป็นโรคเกลียดกระแสเหมือนข้าพเจ้า

เราสองคนเป็นโรคเดียวกันเลยอ่ะ พี่ก็เคยโดนว่ามาเหมือนกันเด๊ะ ๆ เลยว่า 'เฮ้ย มึงดูอะไรเหมือนชาวบ้านเขาบ้างเถอะ'

อ้าว ก็กูไม่อยากดูนี้ มันไม่ตื่นเต้นสำหรับชีวิตอีกแล้ว ดูไปก็หลับเปล่า ๆ

เรื่องหนังญี่ปุ่น ข้ามละกัน บ้านไม่มีทีวีอะไรกับเขาสักอย่าง ตกกระแสสุด ๆ

Goldfrapp เคยได้ยินบ่อยครั้งจากทั้งรายการ the Selector , Norway และ Sonny Side Up แต่จำไม่ได้เสียแล้วว่าเพลงมันเป็นไง เดี๋ยวต้องไปหาที่ฟังรื้อความจำก่อน

ส่วน Massive Attack เคยฟังหลายเพลง ชอบความหนืดความหลอนของมัน ยิ่งตอนที่ทำงานกับ Portishead ด้วยแล้ว อะไรจะหลอนขนาดนั้น 555

ตอนนี้คุณพี่ก็รองานแฟตอย่างเดียว อยากเห็นแผ่นเพลงไทยใหม่ ๆ ออกมา (พร้อมกับหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าสี่เต่าเธอจะออก แต่อย่างว่า ฝันไปเถอะ) ลำพังแค่กูสชุดสอง กับบัวหิมะ และมิวสิควิดีโอของสมอลล์รูมก็น่าจะเพียงพอต่อชีวิตในปลายปีนี้แล้ว

สุดท้าย เก็ท A เยอะน่ะ ที่บ้านจะดีใจ ความเครียดส่วนตัวนะได้ลดลงมาไม่มากก็น้อย

ป.ล. ความหวัง อืม!!!!


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 11 ตุลาคม 2548 เวลา:15:21:05 น.  

 
ลืมไปหน่อย พูดถึง มิเกะเนะโกะ โฮล์มส์ แมวสามสียอดนักสืบ แล้ว ยังไม่ได้อ่านต่ออีกหลายเล่มเลย

ถ้าเป็นแบบต่อว่าจริง ๆ ก็คงเซ็งแล้วละครับ

ป.ล. เป็นนิยายนักสืบที่เวอร์ได้สมกับเป็นต้นแบบโคนันจริง ๆ


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 11 ตุลาคม 2548 เวลา:15:22:40 น.  

 
แมวสามสียอดนักสืบ ตอนที่ 6 -- พล็อตก็ดีนะ แต่เป็นเล่มที่จบได้มักง่ายที่สุดเท่าที่อ่านมา 5 เล่ม มันง่ายจนเสียดายแทนคนเขียนที่วางโครงเรื่องของตอนนี้จริงๆ

โอตสึ อิจิ ... เท่าที่อ่านมา อยากแนะนำ โกธ คดี ตัดข้อมือ ครับ (ผมชอบมากๆๆ ความเป็นด้านมืดของจิตใจคนถูกตีแผ่ออกมาได้อย่างน่าค้นหา มีอะไรบางอย่างที่ผมรู้สึกเกี่ยวพันกับหนังอย่าง lily chou chou ที่เจ้าของบล้อกชอบด้วยนะเนี่ย -- โปรโมทเชียร์เต็มที่ -- )

ปล... ที่บ้านเชียร์พัดชากันทั้งบ้านเช่นกัน แต่ พอดีบ้านนี้งก ไม่มีใครโหวตเลย (ผมได้ดูเธอครั้งแรก ก็ โดเรมอนเช่นกัน)

ปล2.. บล้อกงวดนี้ยาวมากๆ อ้อ Happy birthday ย้อนหลัง(ไปนานนิดนึงนะครับ)

ปล3... ว่าจะรอดู กู่ร้อง เป็นดีวีดี รวดเดียวไปเลย แต่พอดีตังค์ร่อยหรอ เลยได้แต่รอต่อไป


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 11 ตุลาคม 2548 เวลา:20:49:42 น.  

 
รู้แล้วครับ เพลงโฆษณา AIS คือเพลง Sakiyaki ครับ โหลดฟังได้ที่นี่เลยครับ http://www.ais900.com/popup_sukiyaki/sukiyaki_original.mp3

ไว้วันหลังจะมาเขียนเกี่ยวกับเพลงนี้และเรื่องราวประทับใจครับ แต่ขอเพลาๆ ไว้ก่อน

ต้องขออภัยทุกท่านนะครับที่บล็อกครั้งนี้ยาวจัดไปหน่อย น่าจะเพราะอัดอั้นไม่ได้เขียนอะไรมานาน 2 สัปดาห์เต็มๆ

ดีใจจังครับที่มีคนเชียร์ พัดชา เป็นเพื่อนผมด้วย

------------------------------------

หนังที่ได้ดูวันนี้

วันนี้ดูหนังวันเดียว 4 เรื่องรวด!! (ความคิดเห็นที่มีต่อหนังแต่ละเรื่องแบบยาวๆ ถ้ามีเวลาจะมาพิมพ์อีกทีนะครับ)

1. The Shape of Things (A+)
เป็นหนังที่บทสนทนาประสาทแดกมากๆ


2. Stratosphere Girl (A)
บรรยากาศถึงหนังเรื่องนี้ถูกโฉลกกับผมสุดๆ เพราะมันคือ "โตเกียว" ครับ / นางเอกน่ารักมาก


3. Red Eye (A)
จากนี้ไปผมจะต้องปลดชื่อ เวส คราเว่น ออกจาก "ผู้กำกับอันตราย" แล้วล่ะ (ผมไม่ค่อยชอบ Scream ของเขาเท่าไร ผมปลื้ม Scary Movie มากกว่า)

หนังเรื่องนี้เฉียบคมมากๆ ในช่วงที่อยู่บน "เครื่องบิน" น่าเสียดายที่เสน่ห์ของหนังลดลงอย่างรุนแรงตอนที่ลง "สู่พื้น" แล้ว

ซิลเลียน เมอร์ฟี่ (คนที่เล่นเป็นตัวร้าย) เท่มากๆ


4. เพื่อนสนิท (A+)
ชอบตัวละคร "พี่แตน" มากๆ และชอบมุก "จอร์จ+ซาร่า" สุดๆ

------------------------------------

เพลงที่ซื้อมาในวันนี้

1. อัลบั้มเพลงประกอบละคร "อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก"
ใครชอบเพลงบรรเลงสวยๆ น่าจะชอบอัลบั้มนี้ได้ไม่ยาก บางเพลงฟังแล้วนึกถึงฉากในละครขึ้นมาทันทีทันใดเชียวล่ะ


2. Pet Shop Boys - Tennant/Lowe Battleship Potemkins
เมื่อสองลุงสุดเก๋า(และเกย์ด้วย) ลงมือตีความ ทำเพลงประกอบให้หนังคลาสสิกเรื่อง Battleship Potemkin (1925, เซอร์ไก ไอเซนสไตน์, A) อะไรจะเกิดขึ้น???????

อัลบั้มนี้มีทั้งเพลงเครื่องสายหรูๆ เพลงบีทเบาๆเรื่อยๆ จนไปถึงเสียง Syth ประกอบเท่ๆ แต่ผมเพิ่งฟังไปรอบเดียว คงพูดอะไรมากไม่ได้นัก

แต่รู้สึกชอบ PSB เวลาทำเพลงแดนซ์สนั่นฟลอร์ อย่างชุด DISCO 3 มากกว่า (ชอบเพลง "I'm in love with a married man" ในชุดนี้มาก มาก มาก มาก มาก)

**ข้อสังเกต : PSB ทั้งสองคนเป็นเกย์ และตัวเซอร์ไก ไอเซนสไตน์ก็เป็นกย์ด้วย ...อื้ม มิน่าเลยตีโจทย์แตก (ฮา)

คอนเสิร์ต PSB Live in Bangkok เป็นคอนเสิร์ตที่ผมประทับใจมาก จะจำไปจนวันตายเลยล่ะ


โดย: merveillesxx วันที่: 12 ตุลาคม 2548 เวลา:2:15:44 น.  

 
ประกาศ : เร็วๆนี้อัลบั้มใหม่ของ Depeche Mode จะออกแล้ววววว (รู้สึกว่า 18 ตุลา) โปรดติดตาม...

---------------------------------

ตอบ คุณ it ซียู

อ่า ยังสอบไม่เสร็จอีกเหรอครับ สู้เค้านะครับ ส่วนผมน่ะหมดเวรหมดกรรมไปแล้ว

ส่วนเรื่อง "อันดับหนึ่ง" ผมว่า "กระรอกน้อย" ได้ไป ก็เหมาะสมแล้วล่ะครับ เพราะว่า AF เนี่ย มันวัดเรื่องการเป็น "ขวัญใจของมหาชน" ด้วย ไม่ใช่ที่เรื่องความสามารถในการร้องเพลงเพียวๆ ดังนั้นบุคลิกแบบ "กระรอกน้อย" น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนอยู่แล้ว

ดีแล้วล่ะครับที่ พัดชา ไม่ได้ที่หนึ่ง เพราะเดี๋ยวมันจะเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอีก

อย่าอิจฉาเรื่องที่เคยคุยกับพัดชาไปเลยครับ ผมว่าป่านนี้เธอลืมผมไปแล้วล่ะ ฮือ ฮือ ฮือ

--------------------------------------

ตอบ พี่ I will see U in the next life.

จริงๆแล้ว ผมก็เป็นคนไม่ได้ดู TV เลยครับ เหตุผลก็คือ ทีวีห้องผมมันเสาอากาศล้มมา 4 ปีได้แล้วครับ (ช่อง 3 ช่อง 9 ดูไม่ได้ ชัดสุดคือช่อง 11 ...เจริญมาก) แล้วก็ไม่มีใครยอมขึ้นไปแก้เสาบนหลังคาบ้านให้เสียที (ใครจะทำให้แกวะ บ้าหรือเปล่า!)

ดังนั้น TV ของผมไว้ทำกิจกรรมอย่างเดียวเลยครับ คือ ดูหนัง (มีดูคอนเสิร์ต และหนังประเภทอื่นๆ ประปราย อิอิอิ)

ส่วนเวลาจะดู ซีรี่ย์ญี่ปุ่น หรือ AF2 ต้องบากหน้าไปดูที่ห้องพ่อแม่ครับ

พูดแล้วก็นึกถึง ชีวิต 2 ปีที่แล้ว ที่อยู่หอที่ มธ.รังสิต ครับ เพราะตอนนั้นในห้องผมไม่มี "เครื่องใช้ไฟฟ้า" แม้แต่เครื่องเดียว! (ไม่นับแอร์และหลอดไฟ)

ไม่มีสักอย่างเลยครับ คอมพิวเตอร์ ทีวี วิทยุ ตู้เย็น แม้แต่พัดลมสักตัวยังไม่มีเลย ...เพื่อนๆ ถามบ่อยมากๆ ว่า "มึงอยู่ได้ไง"

"นวัตกรรมล้ำยุค" มากที่สุดในห้องผมคือ DISCMAN แก่ๆ ถึกๆ ตัวนึงครับ (แบรนด์คลองถม ราคาไม่เกิน 3 พัน) แถมอนาถเข้าไปใหญ่ต้องแชร์กันใช้กับรูมเมทครับ เพราะรูมเมทก็ชอบฟังเพลงเหมือนกัน

และแล้ววันนึงไอ้ DISCMAN เพื่อนยากก็ลาจากเราสองคนไปครับ ผมก็เลยคิดการใหญ่ไปซื้อ MD มาเลย อย่างหรู ปรากฏว่าคิดผิดครับ เพราะหลังจากนั้น 2 เดือน iPOD บูมตลาดครับ ...ซวยไป

(ถึงกระนั้นผมไม่มีความคิดจะซื้อ "ไอ้ป๊อด" ในหัวเลยครับ ผมว่ามันประสาทสุดๆ ทำไมจะต้องฟังเพลงได้มากมายขนาดนั้น ...เห็นมั้ย "โรคต้านกระแส" อีกแล้ว)

อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีเครื่องไฟฟ้าในห้องตามที่ว่าไป มันก้มีข้อดีครับ คือผมทำให้ผมได้ "อ่านหนังสือ" เยอะมากๆ (แน่นอนไม่ใช่หนังสือเรียน) โดยเฉพาะตอนปี 1 ที่เรียนขำๆชิวๆ บางทีอ่านได้วันละ 1 เล่มเลย

(แต่จริงๆ แล้วอีกเหตุผลนึงก็คือ ตอนปี1 ยังเป็นเด็กใสซื่อ หอปิดเที่ยงคืน อี mer เข้าหอตั้งแต่ 5 โมงเย็น ...พอขึ้นปีสอง บางที เที่ยงคืนสิบ ยังปั่นจักรยานหน้าเขียวกลับหออยู่เลย)

นั่นแหละครับ เรื่องที่ว่ามาทำให้ได้ข้อคิดกับตัวเองว่า "ไม่มีทีวีและอินเตอร์เน็ต ชีวิตมึงก็อยู่ได้" (แต่ตอนนั้นมันยังไม่มีบล็อกนี่หว่า...)

ห้องของผมตอนนั้นได้ฉายาว่า "ห้องลัทธิเต๋า" หรือไม่ก็ "ห้องวิถีแห่งเช็น" ครับ (ฮา)

----------------------------------------

ตอบ คุณ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"

ผมยังไม่ได้อ่านเรื่อง GOTH เลยครับ มีคนเชียร์มาหลายทีแล้ว หวังว่าจะได้อ่านภายในปิดเทอมนี้แหละครับ

เรื่องโหวตผมก็งกครับ รวมๆแล้ว ผมโหวตให้ พัดชา ไม่ถึง 10 ทีเลยอ่ะ แหะ แหะ ...เน้นส่งแรงใจเข้าว่า

----------------------------------

ดูสิ เผลอตอบยาวอีกแล้ว -___-''


โดย: merveillesxx วันที่: 12 ตุลาคม 2548 เวลา:2:52:19 น.  

 
นึกขึ้นได้อีกเรื่อง

วันนี้พอดู "เพื่อนสนิท" ที่ Major WTC จบ เดินออกมาข้างนอก ข้ามมาที่ฝั่งเกษรพลาซ่าประมาณ 4 ทุ่ม ใครเคยเดินผ่านตรงนี้ตอนค่ำๆ คงเคยเห็นนะครับว่า จะมีร้านรวงมาแบกะดินขายของเต็มเลย แล้วก็มี ร้านวาดรูป portriat อยู่ 2-3 ร้าน

วันนี้เดินผ่านร้านหนึ่ง ก็ต้องสะดุดกึกกับแบบที่โชว์ เพราะเป็นรูป พัดชา V6 ครับ! ตอนแรกไม่แน่ใจแต่พอดูดีๆแล้ว แบบใส่เสื้อลายเขียนว่า AF ครับ แบบนี้ใช่แน่นอน!

ดูแล้วคิดถึงหนังเรื่อง "เพื่อนสนิท" เพราะตัวละครในหนังก็สเก็ตรูปบ่อยมาก

อยากเดินเข้าไปบอกพี่คนขายว่า "พี่อินเทรนด์มากๆ!" อีกอย่างคือ อยากซื้อรูปใบนั้นไว้

แล้วส่งไปให้พัดชา...

------------------------------------------

(ข้อความต่อไปนี้ COPY มาจากข้อความที่ไปตอบในบบล็อกของคุณ it ซียู)

-- แหม...เรื่องเขียนอะไรยาวๆ นี่ผมถนัดอยู่แล้วล่ะครับ

มีเพื่อนเคยวิเคราะห์ด้วยหลักจิตวิเคราะห์ของ 'ฟรอยดิกเซียน' (??) มันบอกว่าการที่ผมเขียนอะไรยาวๆ นี่เป็นการที่จิตใต้สำนึกสั่งมาให้ทดแทนอะไรบางอย่างในตัวที่มัน "สั้น" เกินไป.....

แน่ะ แน่ะ แน่ะ คิดอะไรกันอยู่

หมายถึง "สายตา" จ้ะ

(น้อง mer สายตาสั้น วัดครั้งล่าสุดคือ 800 แน่ะ >_<)


-- เรื่องไปอ่านหนังสือที่ โรงเรียน หรือคณะ สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องต้องห้ามเลยครับ ล้มเหลวทุกครั้งเลย


-- เพิ่งได้ดู "เพื่อนสนิท" วันนี้ครับ ชอบในระดับ A+ เลยครับ ชอบวิธีการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้เหมือนกันครับ

อย่างเช่นฉาก CLIMAX ที่ตัดสลับระหว่างคู่ของ "ไข่ย้อย-ดากานดา" กับ "หมู(ไข่ย้อย)-นุ้ย" ผมคิดว่า ผกก.ต้องมีความกล้าหาญในระดับเลยล่ะ เพราะฉากนี่ถ้าทำไม่ดีคือเจ๊งครับ เพราะอารมณ์มันจะสะดุดไปหมดเลย

จริงๆแล้วผมคิดว่าฉากนี้หนังก็ทำได้ไม่ดีมากครับ แต่ถือว่าผ่านและดีครับ ประมาณว่าเต็ม 100 ให้ 80 ละกัน

-- ผมชอบช่วงหลังๆ ของหนังมากๆเลยครับ ที่ "เสียง" เป็นเรื่องของ "ไข่ย้อย-ดากานดา" แต่ "ภาพ" เป็นเรื่องของ "หมู-นุ้ย" แล้วพอ "จบประโยคสุดท้าย" กับ "ภาพสุดท้าย" ...แบบ โอ้โห ดูแล้วแบบ รู้สึกดีจังเลย ยิ้มออกจากโรงไปเลย

วิธีการแบบนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง Tears (พัฒนะ จิระวงศ์, A+++++++++) ครับ เรื่องนี้ไปไกลกว่าอีกคือ "ภาพ" "เสียง" และ "คำบรรยาย" เป็นคนละเรื่องกันหมดเลย แต่บทสรุปความรู้สึกของหนังเรื่องนี้ ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามัน "เศร้ามากๆ"

สรุปแล้ว "เพื่อนสนิท" สอบผ่านครับ และเป็นหนังของ GTH ที่ผมชอบที่สุดด้วย (ฮา) หวังว่าเรื่องนี้คงไม่ซ้ำรอยกับเรื่องที่ผ่านๆมาของค่ายนี้นะ

-- ตอนนี้อยากอ่าน "กล่องไปรษณีย์สีแดง" เหมือนกันครับ ส่วน "เจ้าชายน้อย" เป็น 1 ในหนังสือในดวงใจครับ

-- ส่วนตัวผม แอบชอบเพื่อนสนิทเป็นประจำครับ แล้วก็บอกไปด้วยว่าคิดยังไง จนได้ฉายาว่า "จอมแดกเพื่อน" ครับ แต่เจ๊งทุกรายเลยครับ


โดย: merveillesxx วันที่: 12 ตุลาคม 2548 เวลา:3:25:45 น.  

 
เอ้อ ใช่อีกฉายาหนึ่งของผมคือ "จอมกินกลุ่ม" ครับ

(ไอ้พวกกลุ่มกอไผ่ รุ่น 20 แอบเข้ามาอ่าน นั่งขำ อยู่ล่ะสิ ชั้นรู้นะยะแก...อย่าขำไป คนไหนไม่ถูกชั้น "กิน" นี่รีบพิจารณาตัวเองด่วนนนนนน..)


โดย: merveillesxx วันที่: 12 ตุลาคม 2548 เวลา:3:31:05 น.  

 
ยังไม่ได้ดูเพื่อนสนิทเลย ทั้ง ๆ ที่มีแต่คนบอกว่า 'เฮ้ย มึงไม่ดูไม่ได้น่ะ นั้นชีวิตมหาลัยของมึงตอน ป.ตรีเลยนะโว้ย'

อยากไปดูนะ แต่กลัวคิดถึงเชียงใหม่ คิดถึงทีไร เป็นต้องหาเรื่องไปเสียเงินเสียทองมากมาย

พี่เองก็เคยใช้ชีวิตแบบนั้นมาเหมือนกันน่ะ ที่ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ขอไว้สักอย่างคือวิทยุ วันไหนไม่ได้ฟังเพลงแล้วใจมันจะขาดตาย


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 12 ตุลาคม 2548 เวลา:9:35:16 น.  

 
I do love Patcha's version of"I will always love you" and the meaning of "Katachi Arumono's lyrics" make me enjoy the song more and more. It really matches the story of "Sekai Ai".


โดย: anonYmous IP: 64.119.43.102 วันที่: 16 ตุลาคม 2548 เวลา:12:07:11 น.  

 
ยังงี้เราก็ต้องพินาตัวเองแล้วดิ <<<คำถาม ตรูผิดไหมนี่


โดย: อะโลฮ่า เธอราปี้ IP: 58.10.175.187 วันที่: 21 ตุลาคม 2548 เวลา:17:50:21 น.  

 
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A3798198/A3798198.html


ความคิดเห็นที่ 4

เคยดูหนังเรื่องนี้ในโรงใหญ่ ชอบมาก ถึงแม้ตอนจบจะยืดๆ ไปหน่อยก็เหอะ

ส่วนเพลง ชอบทั้ง hitomiฯ และ katachiฯ ดีใจที่ Universal ทำซิงเกิ้ลนี้ออกมาขายในไทย (ราคากับคุณภาพไปด้วยกันได้)

ละคร...ไม่ได้ดูเลย ก็เล่นมาออกตอนเที่ยง น่าจะโยกไปไว้ดึกๆ แต่โยกไปโยกมาก็คงไม่ได้ดูหรอก ฮ่า ฮ่า ฮ่า (หัวเราะในโชคชะตาของตนเอง)

จากคุณ : tuaya - [ 11 ต.ค. 48 08:01:18 ]






ความคิดเห็นที่ 5

ตอบคุณ จขกท เพลงของ AIS เป็นเพลงเก่าของ Sakamoto Kyu ชื่อว่า Sukiyaki เพลงนี้ดังมากเป็นเพลงอัมตะเพลงหนึ่งของญี่ปุ่นก็ว่าได้ นอกจากภาษาญี่ปุ่นแล้วเพลงนี้ได้ทำขึ้นมาอีกหลากหลายภาษาด้วยกัน ลองเข้าไปโหลดได้จาก http://www.maddmansrealm.com/sukiyaki/mp3.htm นะคะ (จากเว็บ Japankiku.com > KIKU song online ไม่ได้ตั้งใจโฆษณาเว็บตัวเองนะคะ แหะๆ ) หากติดใจเพลง Oldies ก็ตามไปฟังได้จากเว็บได้เลยคะ

คงไม่แปลกอะไรที่แฟนละครญี่ปุ่นชาวไทยจะเกิดอาการเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นสำหรับผู้ที่ประทับใจกับความรักของ Aki & Saku เพราะละครเรื่อง sekai no chuushin de, ai o sakebu โด่งดังมากเช่นกันที่ญี่ปุ่นในปี 2004 จนเกิดกระแส Seki Chuu ขึ้น เมื่อตอนที่ละครเรื่องนี้ฉายที่ญี่ปุ่นก็มีโอกาสได้ชมเช่นกัน แต่เป็นเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่น ถึงจะไม่เข้าใจร้อย % แต่นักแสดงถ่ายทอดอารมณ์ได้เข้าถึงอารมณ์จริง ๆ (ตอนนี้มีละครเรื่องนี้เป็นเสียงญี่ปุ่น ซับไทย หากใครสนใจก็หลังไมค์ได้นะคะ อยากแบ่งปันให้ได้ฟังเสียงญี่ปุ่นกันคะ)

สำหรับความเห็นของตัวเองนั้น เมื่ออ่านจากหนังสือนิยายต้นฉบับที่ เคียวอิจิ คาตายามะ ได้เขียน และมาเปรียบเทียบทั้งจากภาพยนต์ และละครแล้ว ถึงแม้จะเป็นเรื่องเดียวกันแต่อรรถรสนั้นต่างกันอยู่มากทีเดียว แต่จะให้ตัดสินว่าชอบอย่างไหนมากกว่ากันก็คงจะทำไม่ได้เพราะยังไงไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นไหน ก็ยังคงสำผัสได้ถึงความรักของ Aki & Saku และเก็บบทประพันธ์เรื่องนี้ไว้ในใจอีกเรื่องหนึ่งคะ
แก้ไขเมื่อ 11 ต.ค. 48 12:16:26

จากคุณ : annz kiku (annz kiku) - [ 11 ต.ค. 48 12:13:03 ]







ความคิดเห็นที่ 6

เคยดูแต่ที่เป็นภาพยนต์อ่ะค่ะ.... ตอนดูๆ ง่ะ ยังนิ่งๆนะ แต่พอเพลงของ เคน ฮิราอิขึ้นง่ะ Hitomi wo tojite โอ...น้ำตาไหลเรยย รีบเปิดหนังสือแปลเพลงนี้อย่างรวดเร็ว >_< ชอบน้องคนที่แสดงเป็นพระเอกด้วย

จากคุณ : Usami - [ 11 ต.ค. 48 15:07:16 ]






ความคิดเห็นที่ 7

เคยแต่เห็นผ่าน ๆ ในทีวี แต่ไม่มีโอกาสได้ดูทั้งสองแบบเลยค่ะ
เสียดายชะมัด Y________________________Y

จากคุณ : =too= - [ 11 ต.ค. 48 18:11:14 ]






ความคิดเห็นที่ 8

นิยาย ภาพยนตร์ ละคร การตูน ฟาดเรียบ 555+

โคจังแต่งเพลงได้โดนสุดๆเลยอ่า อ่านความหมายแล้วแบบว่า ภาพในละครลอยมาเลย โอ๊ยๆ น้ำตาเล็ดน้ำตาไหล

นางเอกลงทุนทั้งโกนผม + ลดน้ำหนัก (ดูออกเลยว่าเธอผอมลงจริงๆ) สมกับรางวัลแล้ว แต่เอ...คัพ F เธอจะลดลงไปด้วยป่าวนี่ เหอๆๆ

จากคุณ : ผลเชอรี่สีแดงแจ๊ด - [ 11 ต.ค. 48 22:39:51 ]






ความคิดเห็นที่ 9

เพิ่งได้ดูตอนกลางๆของเรื่องแล้วน่ะค่ะ

พอทราบเรื่องก่อนหน้านั้นอยู่นิดหน่อย(แต่ยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้นางเอกต้องป่วย) เลยทำให้การดูตอนแรกของเราครั้งนั้นร้องไห้ออกมาเลย ถ้าจะบอกว่านางเอก(เวอร์ชั่นละคร)เล่นดี ต้องบอกว่าพระเอกของเราเล่นได้ดีมากกกกกกกก สรุปแล้วคือตัวละครทุกตัวในเรื่องเล่นได้ดีจริงๆค่ะ แอบประทับใจพระเอกมากเป็นพิเศษตอนร้องไห้หรือตอนกดดันทำออกมาได้ชนิดนักแสดงมืออาชีพของจริงเลย

เราดูวันนั้นเป็นวันเสาร์ แล้วก็ดูต่อวันอาทิตย์ วันจันทร์ก็ไปซื้อหนังสือต้นฉบับมาอ่านทันที ก็อย่างที่บอกคือ มันออกแนวคนละอารมณ์กันว่ามั้ย วันเสาร์นี้ก็จะจบแล้ว อย่าลืมดูกันนะคะ

ด้านเพลง เราชอบเพลงของเคนในเวอร์ชั่นภาพยนตร์(ซึ่งเราไม่ได้ดู)มากกว่า เพลงของโคก็เพราะนะแต่การร้องของเธอมันเรียบเกินไปสำหรับเรา แต่ก็ถือว่าดีค่ะ

จากคุณ : ayanami rei2 - [ 11 ต.ค. 48 23:02:48 ]


ความคิดเห็นที่ 13

เคยดูแบบเป็นเวอร์ชั่นหนังค่ะ แต่ละครตื่นไม่เคยทันเล้ยยย - - เนี่ยวันเสาร์ก็จะจบแล้ว
ถ้าไม่มีใครปลุกอดดูแน่ๆ ToT เห็นว่าทางเกาหลีเอาเรื่องนี้ไปรีเมคแล้วค่ะ น่าจะฉาย
ปีหน้าต้นๆปี คิดว่า นางเอกฟูลเฮาส์+พระเอก my sassy girl อ่ะค่า ซอง เฮ เคียว
จะมารับบทสาวที่เป็นโรคลูคีเมียอีกแล่วว

ปล. อากิ นอกจากเธอจะเป็นลูคีเมียแล้ว ยังเป็นโรคปอดบวมอีกด้วยอ่ะ หุๆๆๆ

จากคุณ : ธิดาราตรี - [ 12 ต.ค. 48 02:19:20 ]






ความคิดเห็นที่ 14

ซอง เฮ เคียว ก็เป็น ลูมีเมีย ใน autumn in my heart แล้วนี่ครับ หรือเวอร์ชันนี้ไหน ๆ ก็ไหน ๆ จากมะเร็งเม็ดเลือดขาว เปลี่ยนเป็น มะเร็งเต้านมเลย เนี่ย

จากคุณ : lime lite - [ 15 ต.ค. 48 11:51:20 ]






ความคิดเห็นที่ 15

ขอบคุณสำหรับบทความส่งท้ายละครเรื่องนี้นะครับ เสียดายผมติดงานเลยไม่ได้ดูตอนจบ (แต่ได้ดูจากแผ่นซีดีมาก่อนแล้วง อิอิ )

ส่วนตัวผมรู้ว่าฝนในเรื่องนี้ค่อนข้างถูกใช้บ่อยด้วยจงใจหรือด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบนะครับ แต่มันหลายฉากมาก ๆ
1.ฉากซาคุออกจากโรงบาลไปที่สถานีวิทยุ
2.ฉากกางร่มในพิธีศพ(อันนี้ฉากจี๊ดบังคับไม่ว่ากัน)
3.ฉากเดินกลับบ้านด้วยกัน
4.ฉากตามหาขวดอัฐิที่โรงเรียน
5.ฉากเกาะแห่งความฝัน
6.ฉากที่สนามบิน
7.ฉากโคบายาชิถูกรถชน
8.ฉากงานศพอากิ

นี่ที่จำได้คร่าว ๆ ครับ ขำ ๆ ไม่ซีเรียสนะ อิอิ

ซีรีย์ 11 ตอนมีฉากฝนตก 8 ฉากโอ้ววว ไอ้เจ้าซาคุมันเป็นผู้ชายเรียกฝนแหง ๆ (ทุกฉากมีซาคุเล่นมิวสิคอยู่ - -*)









จากคุณ : ตาอิน - [ 16 ต.ค. 48 01:41:27 ]






ความคิดเห็นที่ 16

ชอบตอนจบที่สุดแล้ว เป็นตอนที่ซาคุตอนเป็นผู้ใหญ่ได้ตัดสินใจนำอัฐิอากิไปโปรยที่ลู่วิ่ง แล้วภาพก็ตัดฉากตอนสมัยก่อนที่อากิเคยสตาร์ทวิ่งอยู่ตรงนั้น อัฐินั้นเมื่อปลิวออกไปตามสายลมก็เหมือนกับอากิได้ออกวิ่งอีกครั้ง แล้วก็เช่นเคย ซาคุที่วิ่งตามเธอไปก็คงตามไม่ทัน และระยะห่างนั้นก็คงจะไกลออกไปเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังพร้อมที่จะตะโกนออกไปว่า "ไปเลย อากิ!!"

เก็บความทรงจำที่งดงามเอาไว้ แล้วก็พร้อมที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า ไปใช้ชีวิตที่มีความสุขของตัวเองกับคนที่ตนรักและมียังชีวิตอยู่ต่อไป ซีรีย์นี้สุดยอดไปเลย

จากคุณ : ayanami rei2 - [ 16 ต.ค. 48 03:37:55 ]




โดย: merveillesxx วันที่: 27 ตุลาคม 2548 เวลา:6:47:22 น.  

 
ความรักและสายนำ


โดย: มายฟาย IP: 203.113.60.7 วันที่: 21 พฤศจิกายน 2548 เวลา:19:21:48 น.  

 
เรารักพัดชามากกกกก!!!!!


โดย: asas IP: 125.25.129.142 วันที่: 10 พฤษภาคม 2549 เวลา:0:00:00 น.  

 
ไม่ทราบว่าพอจะมีรูปพัดชา ตอนคอส บ้างไหมคะ คือชอบพัดชามากอยากเห็นมากๆเลยค่ะ ถ้ามีช่วยกรุณาส่งมาที่ faykazaa@hotmail.com นะคะ ขอบพระคุณค่ะ


โดย: เฟย์ IP: 124.121.107.124 วันที่: 11 มิถุนายน 2549 เวลา:13:51:17 น.  

 
ชอบพัดชาค่ะ
ไม่ทราบว่าจะหาเพลง คนไม่รักดีที่พัดชาร้องได้จากที่ไหนคะ


ขอบคูณค่ะ


โดย: chalam.exteen.com IP: 58.9.117.107 วันที่: 14 พฤษภาคม 2550 เวลา:2:46:13 น.  

 
โคตะระชอบพัดชาเลยเพราะหน้าตาแบบสาวในสเปคเลย เสียได้ไม่น่าไปทะลวงหูเยอะขนาดนั้น


โดย: ไม่บอกเดี๋ยวรู้ IP: 124.120.179.208 วันที่: 28 กรกฎาคม 2550 เวลา:22:37:18 น.  

 
รักพี่พัดชา มากๆๆเลยย...^o^


โดย: เหอะๆ .. IP: 58.9.130.116 วันที่: 30 กรกฎาคม 2550 เวลา:14:59:51 น.  

 
รักพัดชามากกกกกกกกกก


โดย: ไม่บอก IP: 210.86.207.196 วันที่: 31 กรกฎาคม 2550 เวลา:11:46:04 น.  

 
เปิ้ลสายน้ำผึ้งอ่ะที่เพื่อนฝนmayox2532@hotmail.comเปิ้ลเล่นพี่พัดชาอ่ะ


โดย: เปิ้ล IP: 58.10.146.136 วันที่: 6 สิงหาคม 2550 เวลา:21:24:50 น.  

 
เรารักพัดชาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


โดย: โดราเอมอนน้อย IP: 222.123.168.25 วันที่: 8 สิงหาคม 2550 เวลา:14:25:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.