http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
เมษายน 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
22 เมษายน 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกเบอร์ลิน อินดี้อย่างคลาสสิก : DAY 6 เก๋ๆ ที่ปราสาทชาร์ลอทเทนบูร์ก

by merveillesxx

หมายเหตุ

1) บทความนี้เป็นบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ใช่คู่มือการท่องเที่ยว

2) มีการใช้คำหยาบคายมากมาย


=================


วันนี้จอร์จนัดสิบโมง เลยตื่นสายได้ พอลงมากินข้าวตอนเก้าโมง คนก็คึกคักเชียว ไม่โหรงเหรงเหมือนวันก่อนๆ ที่เราลงมากินแต่เช้า เจอหน้าเปิ้ล เปิ้ลก็ย้ำกับทุกคนว่า วันนี้เราจะไม่มีการแวะกลับมาโรงแรมแล้ว ออกยาวเลย เพราะโปรแกรมตอนกลางคืนคือ ดูคอนเสิร์ตที่วัง Charlottenburg ซึ่งอยู่ไกล ก่อนออกจากห้องเลยต้องเช็คอย่างถี่ถ้วนว่าไม่ลืมเอาอะไรไป


ลงไปที่ล็อบบี้ เจอ อ.บวรพงศ์ กำลังอวดลายเซ็นของ แดเนียล บาเรนบอยม์ แกบอกว่าไปต่อคิวอยู่ตั้ง 40 นาที

ตั้งแต่อยู่เบอร์ลินมาหกวัน วันนี้เป็นวันแรกที่ได้เห็นแดดเต็มๆ อากาศค่อนข้างดี ไม่หนาวจนเกินไป แต่สังเกตว่าถนนเงียบผิดปกติ (จากเดิมที่ตอนกลางวันก็เงียบอยู่แล้ว) ร้านรวงพากันปิดหมด จอร์จบอกว่าช่วงนี้เป็นอีสเตอร์ และวันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่เค้าเรียกว่า Happy Friday คนจะหยุดงานกันหมด แล้วออกไปเที่ยวนอกเบอร์ลิน


สถานที่แรกของวันนี้คือ Reichstag อาคารรัฐสภาของเยอรมัน แต่จอร์จพาเราเดินเล่นรอบๆ ก่อน อันนี้คือ ห้องสมุดสำหรับ ส.ส. (เก๋ดีจัง)


ดูสิ ขนมปังที่เบอร์ลินไซส์มโหฬารขนาดนี้ ไม่กล้าซื้อเลย


นี่แหละ Reichstag

Reichstag เริ่มเปิดใช้ในปี 1894 แต่ว่าเสียหายหนักในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พอหลังสงคราม เยอรมันแยกเป็นตะวันตก/ตะวันออก ก็เลิกใช้อาคารแห่งนี้ไป จนเมื่อเยอรมันสองฝั่งรวมตัวกัน Reichstag จึงได้รับการบูรณะในปี 1990 โดยการออกแบบจาก Norman Foster สถาปนิกชาวอังกฤษ จุดเด่นของ Reichstag อยู่โดมแก้วที่ยอดตึก ผู้สร้างต้องการสื่อถึงการเป็นปึกแผ่นของเยอรมัน และยุคสมัยใหม่ของประชาธิปไตย ความโดดเด่นอีกอย่างคือ บริเวณที่ใช้ประชุมสภาจะอยู่ใต้โดมแก้วนี้ ประชาชนสามารถมองดูจากด้านบนได้ สื่อถึงการที่ประชาชนมีอำนาจเหนือคณะบริหาร

แต่ก่อน Reichstag ใช้ระบบเข้าคิว เป็นภาพคุ้นชินตาที่จะเห็นคนมาต่อคิวกันยาวเหยียด แต่เมื่อปี 2011 มีการเปลี่ยนระบบใหม่ให้จองคิวล่วงหน้าทางอินเตอร์เน็ต เห็นเปิ้ลบอกว่ายุ่งยากเหมือนกัน ต้องใช้ทั้ง ชื่อ-นามสกุล, เลขพาสปอร์ต และ วันเดือนปีเกิด (พี่จะเอา สัดส่วน, งานอดิเรก, สีที่ชอบ ฯลฯ ด้วยมั้ยครับเนี่ย) รอบที่พวกเราจองไว้คือ 11.30 ด่านแรกต้องตรวจเอกสารการจอง ด่านสองตรวจพาสปอร์ต ซึ่งมีความเหวอคือ ลุงเจ้าหน้าที่คืนพาสปอร์ตให้เราแล้วพูดว่า “ขอบ-คุณ-ครั่บ” อ้าว เฮ้ย พูดไทยได้ด้วย พวกเราตื่นเต้นกันใหญ่ แต่แกดันพูดต่อว่า “พ้ม-พูด-ภา-ษา-ไทย-ม่าย-ด้าย-ครั่ฟ” อ้าว ลุงแบบนี้เรียกกวนตีนนะ 555 ก็ยังงงๆ ว่าทำไมลุงพูดไทยได้ แกอาจจะมีเมียไทย หรืออาจเป็นผัวไทยก็ได้ ใครจะรู้

ต่อด้วยด่านสาม ต้องผ่านเครื่องแสกน ซึ่งก็ต้องถอดไอ้นู่นไอ้นี่วุ่นวายตามเคย แถมเจ้าหน้าที่หลายคนก็หน้าตาดุๆ พิกล คงกลัวพวกกูมาก่อการร้ายในรัฐสภา ต้องยืนรอพักนึง เพราะที่นี่ใช้ระบบให้คนเข้าเป็นชุดๆ ไป สักพักเจ้าหน้าที่เรียกให้ตามไป ที่นี่เราจะเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเองไม่ได้ ต้องรอคำสั่งจากพี่ จนท. ก่อน จบด้วยการขึ้นลิฟท์ความเร็วสูง ในที่สุดก็มาถึง Reichstag จนได้


เย้ ถึงแล้ว

ที่นี่มีออดิโอไกด์ให้ฟรี ซึ่งแนะนำว่าควรหยิบ ไม่งั้นการทัวร์ Reichstag ของท่านจะจบลงในเวลารวดเร็ว ตอนแรกว่าจะเดินไปเข้าห้องน้ำก่อน แต่มันมีป้ายเขียนว่า “กรุณาอย่านำออดิไกด์เข้าห้องน้ำ” ...ซะงั้น ไม่รู้ว่ากลัวเราทำเครื่องเปียกน้ำหรือทำตกส้วมหรือยังไง โอเค ไม่เป็นไร อั้นฉี่ไว้ก่อนก็ได้


พยายามกดออดิไกด์อยู่นาน มันก็ไม่เล่นซะที กดปุ่มเพลย์ไปประมาณสามสิบครั้ง ถามพี่คนอื่นๆ ก็ไม่ได้เหมือนกัน เลยเดินกลับไปถามที่เคาท์เตอร์ พี่ staff ก็บอกว่า “Oh, it will start automatically.” เพล้งงงงง หน้าแตก เสร่ออีกแล้วกู


ป้ายออกเบ้อเริ่ม เสือกมองไม่เห็น พอเราเดินมาถึงจุดนี้ปุ๊บ ออดิโอไกด์ก็จะเริ่มพูดเจื้อยแจ้วทันที


ทางขึ้นจะเป็นวนๆๆๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างทาง ออดิโอไกด์จะชักชวนให้เราหยุดมองวิวสำคัญต่างๆ เช่น Berlin Philharmonic Hall, Brandenburg Gate, TV Tower ฯลฯ พร้อมอธิบายถึงความสำคัญ


ขึ้นมาถึงยอดบนสุด พบผู้คนกำลังนอนตากแดดอย่างสบายใจ

ที่จริง Reichstag ไม่ค่อยมีอะไรมากหรอก ถ้าเดินแบบเร็วๆ เผลอๆ 15 นาทีก็เสร็จ โชคดีว่าเอาออดิโอไกด์มา มันเลยยืดเป็น 45 นาที แต่เราก็ค่อนข้างประทับใจที่นี่พอสมควร ด้วยความที่ดีไซน์มันสุดฤทธิ์สุดเดชจริงๆ


ลงมาด้านล่าง ข้างหน้า Reichstag จะมีลานสนามหญ้า วันนี้คนออกมาเดินเล่นกันเยอะ เพราะอากาศดี ดูเวลาแล้วคงแว่บไปไหนไม่ทัน เลยเดินเล่นชิวๆ ไป


มองไปฝั่งตรงข้าม มีร้ายขายของที่ระลึกชื่อ Berlin เข้าไปดูเล่นๆ ดีกว่า ไม่ซื้อหรอก ยังต้องเดินทางอีกไกล ขี้เกียจแบกของพะรุงพะรัง


พูดไม่ทันขาดคำ ซื้อเสื้อไปสองตัว เจอไปเกือบ 40 ยูโร (สรุปแล้วรายจ่ายหลักของทริปนี้ คือ ค่าเข้ามิวเซียม กับ เสื้อ)

ตามแพลนจอร์จบอกว่าหลังจากนี้จะพาไปกินข้าวกลางวัน พอกลับมาที่จุดนัดพบ มีชาวคณะหลายคนหายไป จอร์จเริ่มออกอาการจะแปลงร่าง แกพูดว่า “ถ้าคนอื่นมาสาย เราอาจจะต้องแคนเซิลมื้อกลางวันนะ มันก็ up to you แหละ” เราเหวอไปเลย โห พี่จอร์จนี่เพิ่งเลยเวลามาแค่ห้านาทีเองนะคร้าบบ พี่ถึงขั้นจะไม่ให้พวกกูกินข้าวเลยเหรอ ใจเย็นนนนนนพี่ หลายวันมานี้นึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเรากับจอร์จดีขึ้นแล้ว แต่บางทีเราก็ไม่ค่อยเข้าใจพี่เค้า แต่สุดท้ายพี่ๆ คนอื่นก็ทยอยมาจนครบ โอเค รอดชีวิตไป ไม่ถูกทำโทษงดข้าวกลางวันแล้ว 555

เราขอให้จอร์จช่วยพาไปกินร้านอาหารเยอรมัน เพราะอยู่นี่มาหลายวัน ยังไม่ได้กินร้านเยอรมันแท้ๆ เลย แต่ร้านที่จอร์จพาเราไปคือ...


เอิ่ม...ร้านอาหารอินเดีย

ได้เหวอกันอีกรอบว่าไหงพามาร้านนี้หว่า เราเลยพูดออกมาฮาๆ ว่า “มาเบอร์ลิน กินอาหารอินเดีย ตรรกะไหนวะเนี่ย” พี่คนนึงตอบว่า “ตรรกะคุณพ่อเค้า” เราก็งง “คุณพ่อไหนพี่” แกตอบ “คุณพ่อจอร์จไง” ...โอเค จบ. (อนึ่ง แต่ที่จริงอาจเป็นเพราะวันนี้มัน Happy Friday ร้านรวงพากันปิดหมด อีกอย่างจอร์จบอกว่าร้านนี้เป็นร้านโปรดของเค้า แกคงอยากนำเสนอสิ่งที่แกคิดว่าดีที่สุดให้พวกเรานั่นเอง)

พอเข้าไปนั่งในร้านก็เกิดความวุ่นวายตามเคย พวกเรางงๆ กันว่าร้านนี้มันยังไงกันแน่ จอร์จอธิบายว่าร้านนี้เป็นบุฟเฟต์ตักไม่อั้น ราคาหัวละ 6.90 ยูโร แต่ว่าน้ำจ่ายแยกต่างหาก โอเค เก็ทแล้ว ดังนั้นได้เวลา...แดกล้างโลก


ตักแหลกกกก ว้ากกกกก / อันซ้ายมือคือ แอปเปิ้ลทอด อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกก


เกิดมาเพิ่งเคยกินอาหารอินเดียก็คราวนี้แหละ ตักมามั่วๆ เลย

แต่พอลองชิมแล้ว ...เฮ้ย อร่อยว่ะ จอร์จรีบถามพวกเราว่า โอเคมั้ย เราก็บอก โอ้ มันโอเคมากกกก พี่แกเลยทำท่าโล่งอก “ถ้าพวกยูชอบ ไอก็ดีใจ” สรุปว่ามื้อนี้แฮปปี้เอนดิ้ง เป็นมื้อที่สนุกดี เพราะมีเวลานั่งเม้ามอยตั้งเกือบสองชั่วโมง วันที่ผ่านๆ มามีแต่ความเร่งรีบตลอด เพิ่งจะมีเวลากินเวลาคุยเป็นเรื่องเป็นราวก็วันนี้ เรานั่งติดกับพวกอาจารย์พอดี เลยคุยกันหลายเรื่อง ตั้งแต่เพลงคลาสสิก, หนัง, วงการการศึกษา, อัตลักษณ์ในยุคโลกาภิวัตน์ (ฟังดูมีสาระ) จนได้เวลาต้องออกเดินทาง ตอนจ่ายเงินจอร์จมากระซิบว่า “ยูควรทิปสัก 1 ยูโรนะ” ทำให้นึกได้ว่ากินข้าวที่ผ่านๆ มากูไม่เคยทิปเลยนี่หว่า ที่จริงการทิปในเบอร์ลินไม่ใช่เรื่องบังคับ แต่ตามปกติแล้วในร้านอาหารก็ควรทิปสัก 1-2 ยูโร แต่ที่ผ่านมากินแต่ร้านเอเชีย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าคิดยังไงกับเรื่องทิป


กำหนดการต่อไปคือ คุยกับนักวิจารณ์ดนตรีที่เกอเธ่ แต่จอร์จก็พาเราเดินเล่นก่อน อันนี้เจอบ้านเลขที่ 112 เลยถ่ายมา


ร้านอาหารเอาพระพุทธมาประดับตกแต่ง คนไทยทั่วไปคงร้องกรี๊ดสติแตก แต่เราเฉยๆ มันเป็นเรื่อง Culture อธิบายกันดีๆ ไม่ต้องโวยวายเกินเหตุก็ได้ (บ้านเรายังใส่เสื้อตรานาซี หน้าฮิตเลอร์กันว่อนเลย)


จอร์จพามาถนนชื่อ Auguststrasse แล้วเดินมาอธิบายกับเราว่าถนนนี้จะเต็มไปด้วยอาร์ตแกลเลอรี่เยอะมาก เกือบยี่สิบอันได้ ช็อตนี้เราแอบประทับใจนะ แสดงว่าจอร์จเค้าสังเกตได้ว่าเราชอบพวกมิวเซียม + แกลเลอรี่ ...แต่ประเด็นคือ วันนี้เป็น Happy Friday แกลเลอรี่ปิดหมดค่ะ จอร์จครับ บอกกูเร็วกว่านี้หน่อยก็ได้


ป้ายชื่อพวกนี้ คือชาวยิวที่ถูกฆ่าช่วงนาซี จะมีอยู่ตามพื้นถนนเป็นระยะ


อันนี้เป็นแหล่งช็อปปิ้ง อารมณ์โบนันซ่า แถวสยามบ้านเรา


รถคันนี้มันพ่นเอง หรือถูกแกล้งวะเนี่ย กูแยกไม่ออก

เดินลัดเลาะกันมาเรื่อย มาถึงสถาบันเกอเธ่อีกครั้ง ต้องลุ้นกันว่าวันนี้นัดจะล่มแบบเมื่อวานหรือเปล่า แต่พอไปถึงคุณพี่นักวิจารณ์ก็ยืนรอเราอยู่แล้ว เป็นผู้หญิงชื่อว่า มาร์กาเร็ตต์ แซนเดอร์ เธอเป็นนักข่าวของ RBB Berlin ซึ่งผลิตทั้งรายการโทรทัศน์และวิทยุ โอเค วันนี้นัดไม่ล่ม แต่ปัญหาคือ...วันนี้เป็น Happy Friday (พูดประโยคนี้เป็นรอบที่ห้า) และเกอเธ่มันปิด! ....พวกกูไปทำเวรกรรมอะไรไว้ มีอุปสรรคตลอด ตอนลงจากเทเกลกูลืมไหว้ศาลเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่าเนี่ย ยังคิดเลยว่าหรือพวกเราจะต้องไปหาร้านนั่งคุยกัน แต่จอร์จก็จัดการบุกเข้าไปด้านใน พบว่ามีพี่ยามอยู่คนนึง ต่อรองกันไปมา เค้าก็ยอมให้เราขึ้นไปใช้ห้องได้ แต่พี่ยามแกดูท่าทางจะไม่สบอารมณ์เท่าไร

ด้วยความที่วันนี้เกอเธ่ปิดทำการ จึงไม่มีกาแฟน้ำเปล่าให้ รวมถึงคอมพิวเตอร์ใดๆ ก็ใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น แซนเดอร์เลยเตรียมเพาเวอร์พอยต์มาเสียเที่ยว แต่เธอบอกว่าไม่เป็นไร เราคุยกันปากเปล่าแล้วกัน เธอเริ่มด้วยการขอเราให้แนะนำตัวก่อน พร้อมบอกว่าชอบนักดนตรีคลาสสิกคนไหน เราก็บอกว่าไป “เอ่อ ฟังเพลงคลาสสิกไม่ค่อยเยอะครับ ชอบเดอบุสซี่ แต่จริงๆ ชอบฟังเพลงจากหนัง พวก ฟิลิป กลาส หรือ ไมเคิล ไนย์แมน”


บรรยากาศการคุยกับคุณแซนเดอร์

แซนเดอร์เริ่มการบรรยายด้วยการใช้กรณีศึกษาเป็นคอนเสิร์ตของ แดเนียล บาเรนบอยม์ ที่ดูกันเมื่อคืน เธอให้เราเขียนความรู้สึกของเราหนึ่งประโยคต่อเพลงเชลโลของ Elgar ลงในกระดาษ จากนั้นเธอเล่าว่าโดยปกติแล้วขณะดูคอนเสิร์ต เธอจะมีสมุดเล่มหนึ่งอยู่กับตัวเสมอ ใช้เพื่อบันทึกความรู้สึก ณ ช่วงเวลานั้น เธอเน้นว่า Today is Today, Yesterday is Yesterday. หมายถึงว่าความรู้สึกแบบฉับพลับกับความรู้สึกแบบผ่านการตกตะกอนเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนกัน เราสามารถนำสองสิ่งมาเปรียบเทียบและสังเคราะห์เป็นบทวิจารณ์ได้ โดยสิ่งที่บันทึกอาจจะไม่ใช่เรื่องเพลงอย่างเดียว อาจเป็นข้อสังเกตอื่นๆ เช่น “ชุดเดรสสีแดงของมือเชลโลโดดเด่นมาก” หรือ “เธอไม่ค่อยมองไปที่มือของคอนดัคเตอร์เท่าไร แต่เธอมองไปที่ตาของเขามากกว่า”

จากนั้นแซนเดอร์เปิดสปอตรายการวิทยุของเธอให้เราฟัง เพื่อเป็นตัวอย่างว่าภายในเวลา 30-45 วินาที เธอจะสรุปความคิดออกมาได้ยังไง สิ่งที่เห็นชัดคือ บรรยากาศของเพลงคลาสสิกของเบอร์ลินต่างจากเรามาก มีกลุ่มผู้ฟังที่กว้างขวางกว่า และมีสื่อที่นำเสนอเรื่องเพลงคลาสสิกโดยตรง ทั้งสื่อนิตยสาร, วิทยุ และโทรทัศน์ ส่วนบ้านเราตอนนี้นิตยสารเพลงยังแทบจะไม่เหลือแล้วเลย ส่วนช่วงถามตอบมีอันนึงที่น่าสนใจ เราถามเธอว่าคิดว่าอนาคตของดนตรีคลาสสิกจะเป็นยังไง เธอตอบทันทีว่า The future is Lang Lang. หมายถึง หลางหลาง นักเปียโนชาวจีนชื่อดัง ดูเหมือนเธอจะชื่นชมเขามากทีเดียว

เราคุยกับแซนเดอร์จนถึงห้าโมงเย็น พี่ยามหน้าดุเดินเข้ามาเตือนว่าถึงเวลาปิดของเกอเธ่แล้ว แถมแกยังมายืนกดดันหน้าห้องเลยทีเดียว โอเค พวกกูไปก็ได้ จึงรีบเก็บข้าวของและจรลี พี่ยามแกคงอยากกลับไปหาลูกเมียแล้ว พอลงมาด้านล่างเราก็ร่ำลากับแซนเดอร์ เธออวยพรให้เรามีช่วงเวลาที่ดีในเบอร์ลิน

โปรแกรมสุดท้ายของวันนี้คือไปดูคอนเสิร์ตดนตรีบาร็อกที่ Charlottenburg Palace ซึ่งอยู่ไกลออกไป แต่การเดินทางไม่ยากมาก อันดับแรกต้องนั่งรถใต้ดินไปที่สถานี Gesundbrunnen (เป็นสถานีที่ชื่อเรียกยากมาก) จากนั้นนั่งรถลอยฟ้าสาย S4 ไปลงสถานี Westend แล้วเดินต่ออีกประมาณสามป้ายรถเมล์


นี่คือสถานี Westend ดูคิกขุดี


พอออกมานอกเมืองบรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที ดูโล่งๆ สบายๆ


ห้องน้ำสาธารณะ ตั้งตระหง่านโดดเด่นมาก

วันนี้ทาง ม.มหิดล แพลนไว้ว่าจะเลี้ยงมื้อเย็นพวกเราเป็นการส่งท้าย แต่ปัญหาคือ...ต้องพูดประโยคนี้อีกครั้ง...ใช่แล้ว วันนี้เป็น Happy Friday ร้านรวงแถวนี้จึงปิดกันหมดเลย เดินสำรวจหาร้านไปเรื่อยจนเจอร้านอาหารอิตาลีร้านนึง ร้านค่อนข้างเล็ก มีโต๊ะไม่เยอะเท่าไร แต่ ณ จุดนี้ต้องเอาร้านนี้แล้วล่ะ


ร้านอาหารอิตาลีที่พวกเราไปถล่ม

บรรยากาศของมื้อนี้ ช่วงแรกต้องเรียกได้ว่าวินาศสันตะโร เริ่มจากว่าเราไปกัน 14 คน โต๊ะจึงไม่พออย่างรุนแรง แต่คนที่นั่งอยู่ในร้านก็แสนดีมาก พี่ผู้ชายคนนึงนั่งอยู่คนเดียว ตอนแรกนั่งอยู่โต๊ะคู่ เค้าก็ยอมย้ายไปโต๊ะเดี่ยวให้ ส่วนอีกโต๊ะมาเป็นครอบครัว เค้าก็บอกว่ากำลังจะกินเสร็จแล้ว รอแป๊บนึง เดี๋ยวรีบลุกให้ โอ...พวกกูชาวไทยสร้างความเดือดร้อนข้ามประเทศอีกแล้ว จากนั้นเจ๊พนักงานจัดแจงมาต่อโต๊ะยาวให้ แต่ก็ยังนั่งไม่พออยู่ดี พี่ๆ กลุ่มนึงเลยแยกไปนั่งอีกโต๊ะ

ยังไม่จบง่ายๆ ปัญหาต่อมาคือ เมนูมันไม่มีภาษาอังกฤษ มีแต่เยอรมันล้วนๆ แถมไม่มีภาพให้พวกกูชี้ด้วย ความซวยตกที่จอร์จที่ต้องมานั่งแปลทีละอันว่าไอ้นี่คืออะไร ไอ้นั่นคืออะไร กว่าจะสั่งกันได้ กูเหนื่อยมากกกกกกกกกกกก แต่ก็พยายามสั่งเหมือนๆ กัน จะได้ง่าย เจ๊พนักงานก็ไม่ค่อยจะพูดอังกฤษเท่าไร ต้องยกให้พี่จอร์จจัดการ


อันนี้กลุ่มโต๊ะเล็ก มีการสั่งไวน์กันเก๋ๆ


กลุ่มโต๊ะใหญ่


อันนี้แค่ซุปกินเล่น แต่มึงให้เยอะมาก จนจะเป็นเมนคอร์สแล้ว


มีเราคนเดียวที่สั่งพิซซ่า พอมาเสิร์ฟกูแทบจะเป็นลม มันประมาณพิซซ่าถาดใหญ่เลย ต้องแบ่งให้พี่ๆ คนอื่นช่วยกิน แต่สุดท้ายก็กินเหลือ หนูไม่ไหวแล้วจริงๆ

พอกินเสร็จ พวกเราเลยขอบคุณจอร์จกันอย่างเป็นทางการ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เจอเค้าแล้ว ก็บอกเค้าไปว่า ถ้าไม่มียู พวกไอเอาชีวิตไม่รอดแน่ จอร์จบอกว่า “โอ้ มันเป็นหน้าที่ของไออยู่แล้วที่ต้องดูแลพวกยู” จากนั้นเจ๊พนักงานเดินมาพูดอะไรสักอย่างกับจอร์จ ~!@#$%^&&%@#$#$#$@ จอร์จแปลให้ฟังว่า เจ๊แกบอกว่า “พวกยูโชคดีมากที่มาวัน Happy Friday วันนี้โต๊ะเลยว่างหน่อย ปกติที่ร้านคนเต็มตลอดเลยนะ” พอคิดเงินเสร็จสรรพ เดินออกมาหน้าร้าน เจออาเฮียที่เป็นเชฟและเจ้าของร้าน แกอารมณ์ดีมาก มีพี่ไปขอถ่ายรูปด้วย แกก็แอ็คท่าเต็มที่


เดินกันต่อ เพื่อไปที่ปราสาท ระหว่างทางจะผ่านมิวเซียมสองอัน นั่นคือ Bröhan Museum และ Berggruen Museum อันแรกจะเน้นงานอาร์ตนูโว/อาร์ตเดโค ส่วนอันหลังจะรวมานของปิกัสโซ่และพอล คลี แต่แน่นอนว่าทำได้แต่เดินผ่าน ไม่มีเวลาเข้าไปดู เศร้าใจ


มาถึงแล้ว Charlottenburg Palace เป็นปราสาทยิ่งใหญ่ตั้งแต่สมัยอาณาจักรปรัสเซีย ถูกถล่มเสียหายไปในช่วงสงครามโลก แต่ก็บูรณะใหม่จนสวยนิ้งขึ้นมาได้ เป็นอีกที่เที่ยวยอดฮิตของเบอร์ลิน


นี่คือคอนเสิร์ตที่เราจะดูวันนี้ โดยวง Berlin Residence Orchestra เป็นวงที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2006 นี่เอง โดยเน้นเล่นเพลงบาร็อกเป็นหลัก รวมถึงการแต่งตัวก็จะเป็นแบบชุดหรูๆ ใส่ในวังด้วย


บริเวณที่จัดคอนเสิร์ต จะเป็นตึกข้างๆ เรียกว่าส่วน Orangerie


มาถึงก็เกือบสองทุ่ม ปราสาททุกส่วนปิดให้เข้าชมแล้ว เราจึงได้แต่เดินวนรอบๆ ปราสาท อันนี้เป็นส่วนของมิวเซียม


เดินไปอากาศก็ยิ่งหนาวขึ้นเรื่อยๆ / ตรงนี้เป็นด้านหลังปราสาท ติดกับสวนขนาดใหญ่ มีห่านอยู่แถวๆ บึงด้วย


พวกเรารู้สึกว่าจอร์จเดินช้ามาก แอบคิดว่านี่ส่งท้ายพวกกูด้วยการลงโทษให้ตากลมหนาวป่าววะ แต่คิดในแง่ดีแกอาจจะต้องการให้เราอิ่มเอมกับวิวทิวทัศน์


เดินจงกรมรอบปราสาทเสร็จ ก็รีบเข้ามาข้างใน เหมือนทะลุมิติไปโผล่ศควรรษที่ 17 (ข้อสังเกตคือ วันนี้คนดูจะแต่งตัวกันดีเป็นพิเศษ ใส่สูทกันเยอะเลย)


พนักงานจะแต่งตัวเป็นสาวชาววัง หน้าตาดีกันเกือบทุกคน ที่พีคสุดคือ น้อง พนง. รับฝากเสื้อโค้ทคนนี้ ถ้าบอกว่าเป็นน้องสาว แอน แฮทธาเวย์ กูก็เชื่อ (อนึ่ง ฝากเสื้อโค้ทที่นี่ต้องจ่าย 1 ยูโรนะจ๊ะ)


โซนรับประทานอาหาร แต่ดูเหมือนว่าถ้าจะกินต้องจองไว้ก่อน


ที่นั่งของคอนเสิร์ตวันนี้จะแบ่งเป็นสามโซน A B C แต่ว่าไม่มีการ fix ที่นั่งเอาไว้ ใครมาก่อนเลือกก่อน พวกเราอยู่โซน B ตั๋วราคา 48.55 ยูโร ...โปรดสังเกตคู่ชายหญิงที่ด้านซ้ายล่างของภาพไว้ เพราะดิชั้นจะเม้าท์มันในย่อหน้าถัดๆ มา


เริ่มเล่นแล้ว เห็นได้ว่าเค้าแต่งตัวกันแบบจัดเต็ม (ขออภัยภาพไม่ชัด)

คอนเสิร์ตของวง Berlin Residence Orchestra น่าจะเป็นโปรแกรมที่ง่ายที่สุดในบรรดาคอนเสิร์ตที่เราได้ดู เนื่องจากวงที่เล่นเป็นวงขนาดเล็ก มีเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น จะฟังสบายๆ หน่อย ไม่ได้ตึงเครียดแบบออร์เคสตร้าเต็มวง ส่วนเพลงที่เลือกมาก็จะเป็นเพลงคุ้นหูทั้งหลายของ Mozart, Vivaldi หรือ Bach นอกจากเพลงบรรเลงแล้ว หลายเพลงก็มีขับร้องโอเปร่าด้วย สรุปได้ว่าการแสดงอันนี้ดูง่าย น่ารัก เพลิดเพลิน แต่คุณภาพในเชิงดนตรีอาจจะไม่ได้สูงมาก เพราะมันดูขายความ exotic ให้นักท่องเที่ยวเสียมากกว่า

แต่...สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดระหว่างดู ก็คืออีคู่ผัวเมียข้างหน้านี่แหละค่ะ อีผู้ชายเอาไอโฟนขึ้นมาถ่ายรูปโดยใช้แฟลช ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ยังหลายครั้งด้วย! ดิชั้นมีความเชื่อว่ามนุษย์ที่ใช้แฟลชถ่ายรูปตอนแสดงเพลงคลาสสิกเนี่ย จัดเป็นกลุ่มมนุษย์ที่โง่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว ยังดีว่าตอนหลังพนักงานเดินมาเตือน มันเลยหยุดไป แต่มันก็ยังก่อกวนดิชั้นต่อไป ด้วยการนัวเนียจูบกันทั้งงาน แอร๊ยยยสสส์ คือไม่เข้าใจว่าของเพลงคีตกวีอย่างโมสาร์ทหรือบาคมันไปกระตุ้นความเงี่ยนส่วนไหนของมนุษย์ได้คะเนี่ย อยากจะสั่งให้ทหารจับพวกมันไปตัดคอด้วยกิโยตินเสียจริง

โอเค ถึงจะมีมารผจญจากอีคู่รักด้านหน้า แต่คอนเสิร์ตโดยรวมก็น่าประทับใจ พอเดินออกมา เห็นผู้คนขอถ่ายรูปกับแม่น้องสาวของ แอน แฮทธาเวย์ กันใหญ่เลย ใจจริงเราก็แอบอยากถ่ายด้วย แต่เขินอายผู้คนที่พลุกพล่านไปมา ทว่าด้วยความที่พวกเรามีกันหลายคน รอกันไปรอกันมา สุดท้ายในปราสาทเลยเหลือแต่กลุ่มพวกเรา เลยเริ่มมีกำลังใจที่จะขอน้องเค้าถ่ายรูป จังหวะนั้นอุ๋ยคงอ่านอาการของเราออก เธอเลยบอกว่า “มา ต่อ เราถ่ายให้มั้ย” โอเค เยี่ยมเลย เราเลยเดินย่องๆ ไปหาน้องเค้าแล้วพูดว่า “เอ่อ ขอถ่ายรูปด้วยหน่อยนะครับ” น้องแกดูจะเขินๆ แต่ก็ยอมถ่ายด้วยโดยดี


ภารกิจลุล่วง ฟินแล้วทริปนี้ กลับกรุงเทพได้แล้ว 5555555555 แต่แอบเศร้าที่...กูเตี้ยกว่าน้องเค้า T_T

จบโปรแกรมคอนเสิร์ตทั้งหมดทั้งปวงอย่างสมบูรณ์แบบ เดินออกจากปราสาทกลับไปยังสถานีรถไฟ ตอนนั้นประมาณห้าทุ่มครึ่ง อากาศหนาวมากกกกก ประมาณ 2-3 องศาได้ กว่าจะรอดชีวิตไปถึงสถานีได้เล่นเอาแย่ พอนั่งรถไปสักพัก จอร์จบอกว่าเค้าจะลงป้ายหน้านี้แล้วนะ แล้วก็อวยพรให้เราโชคดี พวกเราร่ำลาเค้า บอกว่าขอบคุณมากสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้ามาเมืองไทยเมื่อไรบอกด้วย (จริงๆ เค้าเคยมาไทย 2-3 รอบแล้ว) ถึงจะมีหลายช่วงที่พี่จอร์จแกโหดใส่เรา แต่คิดไปแล้วแกก็ช่วยเหลือพวกเราหลายอย่างและเอาใจใส่พวกเรามาก พอจะต้องจากกันก็แอบเศร้านิดนึง

กลับถึงโรงแรมดึกมาก เกือบเที่ยงคืนครึ่ง มีพี่บางคนไปกินเบียร์กันต่อ แต่เราขอบาย เพราะมีภารกิจใหญ่หลวงต้องทำ นั่นคือการ...แพ็คกระเป๋ากลับ! เพราะว่าพรุ่งนี้เป็นวันเที่ยววันสุดท้ายแล้ว ถ้าเราแพ็คเสียตั้งแต่คืนนี้ พรุ่งนี้จะได้ตื่นปุ๊บ แล้วออกไปแร่ดได้ทันที ตอนเก็บของก็รู้สึกได้ว่าของที่กูเอามาล้วนไม่ได้ใช้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะสูท, รองเท้าหนัง, กางเกงแสล็ค, เนคไท ไม่รู้จะเอามาให้หนักกระเป๋าทำไม แต่ของที่ซื้อมาส่วนใหญ่มีแต่เสื้อยืดทั้งนั้น การยัดของเลยไม่ยากเท่าไร แต่ก็เล่นเอาหอบเหมือนกันกว่าจะจัดเสร็จ

เข้านอนแล้วก็ยังคิดไม่ตกว่าพรุ่งนี้จะไปไหนดี มีสถานที่ที่อยากไปอีกตั้งมากมาย แต่เครื่องออกหกโมงเย็น และเปิ้ลนัดเจอที่โรงแรมบ่ายสอง ดูยังไงก็ไปได้อย่างมากแค่สองที่

แล้วคุณคันฉัตรจะไปส่งท้ายทริปเบอร์ลินที่ไหน

โปรดติดตามตอนต่อไป...




Create Date : 22 เมษายน 2555
Last Update : 22 เมษายน 2555 19:43:47 น. 0 comments
Counter : 1739 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.