http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
28 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกสิงคโปร์ อินดี้อย่างเดียวดาย : DAY 5 จูร่ง สวนนกอลังการ (จบภาคแรก)

by merveillesxx

(คำเตือน: ไม่ใช่คู่มือการท่องเที่ยว เป็นเพียงบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ใช้คำหยาบคายมากมาย และมีการเหยียดเชื้อชาติ)


และแล้วก็ถึงวันสุดท้ายของทริปสิงคโปร์ ด้วยความที่แพ็คกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืน ตอนเช็คเอาท์ก็เลยชิวๆ มีเวลาเพ้อเจ้อเช็คนู่นเช็คนี่ เปิดตู้ เปิดลิ้นชัก เผื่อลืมอะไรไว้ และทันใดนั้นเอง ขณะไล่เปิดไอ้นั่นไอ้นี่ กูก็ได้พบความโง่ครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายทริป นั่นคือ

กูเพิ่งรู้ว่าห้องตัวเองมีตู้เย็นด้วย!!


ก็แม่งเล่นมีฝาตู้มาบังไว้ แถมไม่มีที่จับ ที่เปิดอะไรทั้งสิ้น กูจะรู้มั้ย แสรดดดด

คิดแล้วสมเพชตัวเองจริงๆ ใช้ชีวิตในห้องโดยไม่มีน้ำเย็นดื่มอยู่ตั้งห้าวัน ...เอาเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว ชีวิตเราต้องก้าวต่อไป (จะพูดให้ดราม่าทำไม) ว่าแล้วก็ลากกระเป๋าปุเลงๆ ไปจัดการเช็คเอาท์ พร้อมทั้งขอฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อบบี้ เพราะไฟลท์กลับรอบสองทุ่มนู่น

จุดหมายของวันนี้คือ สวนนกจูร่ง หรือ Jurong Bird Park หนึ่งในสามสวนสัตว์หลักของสิงคโปร์ (อีกสองอันคือ Singapore Zoo และ Night Safari) ตอนแรกจะกะตัดที่นี่ทิ้งแล้ว เพราะไม่ได้พิศวาสนกเท่าไร แถมอ่านจากไกด์บุ๊คหรือเวบไซต์ต่างๆ ก็มักบอกว่า ถ้ามีเวลาน้อยก็ให้เลือก Singapore Zoo หรือ Night Safari ดีกว่า ไอ้ Jurong นี่ถ้าว่างค่อยมา แต่เนื่องจากซื้อบัตร 3-in-1 Park Hopper (ซื้อใบเดียวเข้าได้สามอันเลย) ไปแล้ว ก็ต้องเอาให้คุ้ม


การเดินทางไป Jurong ก็นอกออกนอกเมืองอีกแล้ว นั่ง MRT สายสีเขียวไปสถานี Boon Lay นู่นเลย (เกือบสุดสาย) พอออกชานเมืองก็เห็นไซต์ก่อสร้างแบบนี้เป็นระยะ อย่างที่บอกว่าสิงคโปร์นี่สร้างอะไรไม่หยุดหย่อนจริงๆ

ตอนอยู่ใน MRT ฟ้าก็เริ่มครึ้มๆ แล้ว แต่ก็เข้าข้างตัวเองว่าแค่เมฆเยอะมั้ง ฝนคงไม่ตกหรอกนะ นะ นะ นะ (เสียงเอคโค่หลอกตัวเอง) พอลงที่สถานี Boon Lay ก็ต้องไป Bus Interchange นั่งรถเมล์สาย 194 ต่อไปยัง Jurong ซึ่งวันนี้โชคดีมาก พอไปที่ป้ายปุ๊บ รถเมล์ก็มาทันที แถมรถไม่แน่นด้วย คงเพราะ Jurong นี่ไม่ค่อยฮิตเท่าอีกสองสวนสัตว์นั่นเอง


และขณะที่อยู่บนรถเมล์ ฝนก็ตกตู้มลงมาจนได้ หนักด้วย ไม่รู้เป็นบ้าอะไร ไปต่างประเทศทีไร ไม่ว่าจะโซล, เบอร์ลิน, สิงคโปร์ วันสุดท้ายของทริปต้องเจอฝนตกทุกที



Jurong นั่งรถเมล์ไม่นานมาก แค่ 15-20 นาทีเองมั้ง แต่ทุกคนก็ต้องมาติดฝนอยู่ที่ป้ายรถเมล์อันนี้ (รถมันไม่ได้เข้าไปจอดที่ Jurong โดยตรง ต้องเดินต่อเองอีกหน่อย)


ยืนปลงอยู่ในป้ายรถเมล์อยู่เกือบสิบนาที คิดว่ายืนไปก็เท่านั้น กางร่มลุยฝนออกไปเลยดีกว่า ก็กระดึ๊บๆ มาถึงทางเข้า Jurong จนได้


พอไปถึง Jurong ก็ไปนั่งหลบฝนอยู่ด้านหน้า เห็นบางคนกางร่มลุยฝนเข้าไปในสวนเลย บางคนก็ซื้อเสื้อกันฝน (ลายนกเพนกวิน) ของสวนสัตว์ลุยเข้าไปเช่นกัน แต่ดิชั้นคิดว่ามันไม่น่าจะสนุกเท่าไร ก็เลยรอจนฝนซาๆ หน่อย



โอเค ฝนซาแล้ว พอเข้ามาใน Jurong สิ่งแรกที่เราจะเจอก็คือ Penguin Coast เป็นฝูงเพนกวินดูเพลินดีแท้ เพราะเยอะดี แล้วมีทั้งตัวที่เดินเตาะแตะ และตัวที่ว่ายน้ำกันอย่างร่าเริง (คิดแทนมันเสร็จสรรพ)


หน้าทางเข้าหลัก ก็เจอนกสิบกว่าตัวรอให้ไปถ่ายรูปด้วย


ปกติไม่ค่อยสนใจพวกโชว์ในสวนสัตว์เท่าไร แต่ตอนเข้ามา เผอิญว่ากำลังจะมีโชว์ที่ Pools Amphitheatre (ชื่ออลังการมาก กูนึกว่าชื่อวิทยาศาสตร์ของยาบ้า) พอดี เลยแวะดูซะหน่อย รู้สึกแปลกแยกเล็กน้อย เพราะมีแต่ครอบครัว กับเด็กๆ ที่มาทัศนศึกษาทั้งนั้น มีกูนั่งเดี่ยวๆ อยู่คนเดียว


ตอนแรกปรามาสไว้ว่าคงเป็นโชว์ก๊อกแก๊กหลอกเอาใจเด็ก แต่ปรากฏว่าการแสดงก็เพลิดเพลินทีเดียวเชียว พวกนกแสนรู้กันน่าดู ณ จุดนี้เริ่มแอบมีใจให้กับเหล่านกเล็กน้อย (ในภาพนี้เป็นเล่นละคร)


โชว์หลังๆ เน้นการเข้าถึงผู้ชม นกบินมาเฉี่ยวหัวหัวเลยทีเดียว (สังเกตด้านซ้ายของภาพนะจ๊ะ)


อันนี้ให้อาสาสมัคร ยืนถือห่วง แล้วให้นกบินรอดห่วง ก็ผ่านไปอย่างลุล่วง (คนถือนี่คงเกร็งน่าดู เกิดทำองศาผิด นกบินชนห่วงตายห่าไป คงซวยหนัก)


แน่นอนว่ามาสวนสัตว์ ก็ต้องพบกับน้องๆ ผู้น่ารัก (กัดฟันพูด) แต่ไม่เดือดร้อน เพราะสวนนี้มันกว้าง หนีน้องๆ เค้าได้ง่าย

เป็นโชคดีที่ก่อนหน้านี้ฝนตก ทำให้บรรยากาศในสวนสัตว์ค่อนข้างเย็นสบาย และจากที่มา Jurong อย่างไม่คาดหวังอะไร มาแบบให้คุ้มกับค่าบัตรไปงั้นๆ แต่พอใช้เวลาไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่า เอ้อ ที่นี่มันก็ดีนี่หว่า โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปยังโซนนกสีสันสวยงามอลังการ ดิชั้นก็กรี๊ดสาวแตกเลยทีเดียว แบบว่าชอบมากกกกกกกก





เจอโซนนี้เข้าไป ถ่ายรูปไม่ยั้งเลย (ยังแอบสงสัยว่าสวนสัตว์มันจับนกไปย้อมสีป่าววะ 555)



โซนนี้เป็นโซนใกล้ชิดสัตว์ มันจะเป็นโดมใหญ่ๆ พอเข้าไปแล้ว จะมีแจกอาหารนก พอเราถือเข้าไป นกจะบินมาจิกกินทันที (เหวอ) อีนกพวกนี้ดูไม่เกรงกลัวมนุษย์มากๆ เกาะหัว เกาะมือ เกาะไหล่ ชนิดที่ว่าตีสนิทพวกกูภายในเวลาครึ่งนาที แต่เรารู้สึกว่ามันใกล้ชิดเกินไปหน่อย เข้ามาใกล้ขนาดนี้ก็แอบแหยง เลยไม่ได้ถือเอาอาหารมาด้วย


ระหว่างเดิน เจอนกสองตัวนี้กำลังคลอเคลียอี๋อ๋อน่ารัก เลยถ่ายรูปสักหน่อย ปรากกว่ามันฉี่ปรี๊ดๆๆๆ ออกมาทันที อีห่า หมดกัน ความโรมานซ์ของกู


ขออภัยที่ถ่ายรูปห่วย แต่นี่คืออีกโซนที่ชอบมาก เป็นพวกนกเหยี่ยว นกอินทรี ซึ่งมันตัวใหญ่บึกบึน และดูมีรัศมีอาฆาตแผ่ซ่านมากๆ ยังกลัวเลยว่าไปใกล้กรงมันมากๆ มันจะแดกกูหรือเปล่า


เรื่องน่าประทับใจคือ มีอักษรเบรลล์สำหรับคนตาบอดในสวนสัตว์นี้ด้วย


นกที่นี่มีหลายแบบ บางตัวก็มาเสนอหน้าให้เราถ่ายรูปกันอย่างง่ายดาย หน้าเหมือนแบบ “ถ่ายกูสิ ถ่ายกูสิ อีพวกมนุษย์หน้าโง่”


บางตัวก็ขี้อาย ไปแอบหลบตามมุมบ้าง ตามที่สูงๆ บ้าง



โซนบ่อน้ำ มีนกฝูงใหญ่มากกกก แกรนด์ดีแท้น้อ


โซนน้ำตก ซึ่งทางสวนสัตว์โม้ไว้ว่าเป็นน้ำตกมนุษย์สร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก (มันน่าภูมิใจมั้ยเนี่ย) มีป้ายบอกว่าถ้าปีนบันไดขึ้นไปข้างเนี่ยจะมีนกด้วยนะจ๊ะ อ่ะ กูก็บ้าจี้ปีนขึ้นไป ปีนขึ้นไป ปีนขึ้นไป ปีนขึ้นไป ...อีห่า ไหนล่ะนก ไม่เห็นสักตัว ปรากฏว่าข้างบนจะมีป้ายอธิบายว่า “นกบางตัวอาจจะขี้อายนะจ๊ะ ถ้าโชคดีก็จะโผล่มาให้เห็น แต่ยังไงคุณก็ได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติแห่งนี้แล้ว” ...อีสัส หลอกกู


อย่างไรก็ดี ก็มีนกโผล่มาให้เห็นประปราย


นกยูงตัวนี้อยู่ที่ชั้นบนสุดเลย เหมือนเป็นเจ้าแม่เฝ้าน้ำตก



และก็ถึงโซนท้ายๆ ของ Jurong และเป็นโซนที่ข้าพเจ้าฟินมาก นกฟลามิงโกสีสดงดงาม ดูแล้วเหมือนภาพศิลปะก็มิปาน (ตอนโพสต์ลงเฟซบุ๊ค เพื่อนยังถามว่านี่ของจริงหรือภาพวาด) ทำให้รู้สึกดีใจมากๆ ที่เลือกมาที่ Jurong แห่งนี้


อันนี้เป็นโซนสนามเด็กเล่น


ที่ฮาคือ ลานโชว์ของนกเหยี่ยว พร็อพประกอบมึงฮาร์ดคอร์มาก เป็นซากควายกันเลยทีเดียว


ขาออกจะมีโซน Nursery บอกกระบวนการฟูมฟักเลี้ยงดูนกของที่นี่ (ในตู้จะมีนกอยู่จ้ะ)


ตบท้ายด้วยมื้อกลางวันที่ Hawk Cafe ตอนแรกว่าจะสั่งข้าวอะไรสักอย่าง แต่สั่งผิดไปได้ Laksa มาแทน เป็นก๋วยเตี๋ยวเลี่ยนๆ เผ็ดนิดๆ สไตล์สิงคโปร์ ก็พอกินได้ แต่ถ้าถามว่าจะกินอีกมั้ย ก็คงไม่ 555


วันนี้โชคเข้าข้างจริงๆ พอออกมารอรถเมล์ รถสาย 194 ก็มาจอดรอทันที ดวงดีผิดปกติจนทำให้วิตกจริตว่าเดี๋ยวจะมีเรื่องชิบหายๆ ตามมาหรือเปล่า

เหลือเวลาอีกไม่มาก ก็ต้องไปสนามบิน เลยคิดว่าเก็บตกพวกมิวเซียมแถวๆ รอบโรงแรมแล้วกัน ก็นั่ง MRT ยาวจากสถานี Boon Lay มาที่ถิ่นเดิม Bras Basah ที่เล็งไว้คือจะไป Peranakan Museum แล้วก็ 8Q SAM




เพิ่งมารู้สึกตัววันสุดท้ายว่ารอบโรงแรมนี่โบสถ์เยอะมากเลย


ตึกสีสดใสอันนี้แหละคือ Peranakan Museum (ใช้บัตร 3 Day Museum Pass ได้เช่นกัน)



เปอรานากัน หมายถึงกลุ่มคนที่มีเชื้อชาติผสมกันของจีน/มลายู จะอยู่ตามประเทศไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดเนเซีย ...มิวเซียมแห่งนี้ก็พูดถึงความเป็นมา และวิถีชีวิตของเปอรานากัน (ละเอียดมาก มีตั้งแต่บ้านเป็นยังไง, ระบะบครอบครัวเป็นแบบไหน, กินอะไร, พิธีแต่งงานเป็นยังไง ฯลฯ)


แต่ก็อยู่ใน Peranakan อย่างสงบสุขไม่ได้ เนื่องจากมีกองทัพน้องๆ มาทัศนศึกษาพอดี แล้วมิวเซียมก็เล็ก หนีไปห้องนึง อีเด็กพวกนี้ก็ตามกันมาทีนึง สุดท้ายเลยยอมแพ้ ออกก็ได้วะ


ข้างๆ Peranakan จะมี The Substation เป็นที่แสดงงานศิลปะเก๋ๆ ฉายหนังอาร์ตๆ


ตอนไปก็มีนิทรรศการเล็กๆ อยู่ อารมณ์ประมาณ White Space ที่ลิโด้ (ปิดไปแล้ว)


มีโรงหนังด้วย แต่ตอนเราไปไม่มีโปรแกรมฉาย


จบจาก Peranakan ก็เดินไปยัง 8Q SAM เป็นเหมือนสาขาเล็กของ Singapore Art Museum (SAM) ระหว่างทางก็เจอโบสถ์อีกแล้ว



หน้าตาของ 8Q SAM จะสดใสๆ หน่อย

แต่พอทำท่าจะเดินเข้าไปใน 8Q SAM ปุ๊บ ลุงยามก็เดินออกมาทำแขนไขว้กากบาทใส่ทันที สรุปว่ามันปิด! อ้าว เวร ลุงอธิบายว่าตอนนี้ปิดนะจ๊ะ เพราะว่ากำลังเตรียมงาน Night Festival กันอยู่ (เป็นงานโชว์แสงสีเสียงอลังการ ยิงโปรเจคเตอร์ใส่ตึกมิวเซียม มีเล่นดนตรี มีนู่นมีนี่ และมีหลังจากกูกลับไม่กี่วัน ...กูล่ะเซ็ง)

นั่นไง กูว่าแล้วต้องมีความซวยบังเกิด พอ 8Q SAM ปิด มันก็เลยทำให้มีเวลาเหลือ คิดว่าลองไปที่ Singapore Philatelic Museum (ต่อไปขอย่อว่า SPM) แล้วกัน เป็นมิวเซียมเกี่ยวกับจดหมายและแสตมป์ ซึ่งเราไม่ได้อิน ตอนแรกเลยตัดทิ้งไป ความบัดซบคือ ไอ้ SPM เนี่ยจริงๆ มันใกล้กับ Peranakan นิดเดียว นี่กูก็อุตส่าห์เดินมาซะไกล ต้องย้อนกลับไปทางเก่าอีก ฮ่วยยยย


หน้าตาประมาณนี้ ดูอบอุ่นดีนะ


พอเข้าไปข้างใน จะยื่นตั๋ว ก็ดันเจอคู่ผัวเมียฝรั่งเศสที่ซื้อจดหมายและแสตมป์เยอะมาก เยอะจนกูสงสัยว่ามึงเอาไปส่งทั้งหมู่บ้านเลยหรือไง (แล้วฝรั่งเศสไม่มีแสตมป์ขายเหรอไงวะ??) ทำให้กูต้องยืนรออยู่เกือบสิบนาที จนอยากจะขอลัดคิว เพราะของกูเนี่ย แค่ยื่นตั๋วให้แป๊บเดียว ไม่เกิน 15 วินาที ก็เสร็จแล้ว




ก็อย่างที่ว่าไป ใน SPM ก็เป็นเรื่อง จดหมาย และแสตมป์ และจดหมาย และแสตมป์ วนเวียนไปเช่นนี้แล ข้าพเจ้าก็เดินชมอย่างอุเบกขา และใช้เวลารวดเร็ว


ขากลับโรงแรม ก็เพิ่งมาเจอแกลเลอรี่แห่งนี้ ซึ่งมีตั้งสี่ชั้น แถมดูจะเป็นงานคอนเทมด้วย ฟ้ากกกกก แล้วกูไปเสียเวลาอยู่ใน SPM ทำไมตั้งนาน แต่ ณ จุดนั้นดูไม่ทันแล้ว ต้องไปสนามบินแหล่ว

เดินกลับเข้าโรงแรมยื่นใบรับกระเป๋าให้พนักงาน แต่ พนง. ดันทำหน้างงๆ ใส่ แล้วพูดว่า “จำกระเป๋าตัวเองได้มั้ยครับ” อ้าว ก็ปกติโรงแรมอื่น มันต้องยื่นหลักฐานอะไรสักอย่าง แล้ว พนง. ถึงจะยอมให้เอากระเป๋าไปนิ ปรากฏว่าที่นี่เป็นแบบบริการตัวเอง คือเดินเข้ามา แล้วก็หยิบเองเออเอง เอาไปได้เลย แถมที่นี่ไม่มีห้องฝากกระเป๋าด้วย วางกันกองๆ ไว้หน้าประตูเลย ฮ่วยย ไม่มีการ protect อะไรกระเป๋ากูเล้ย แต่เพิ่งมาเห็นในใบฝากกระเป๋า มันจะมีเขียนว่า “ทางโรงแรมไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นกับกระเป๋าของท่าน” ...โอเค จบ เขาเขียนไว้ชัดแล้ว กูผิดเอง


จากนั้นก็หอบสังหาร ลากกระเป๋าขึ้นรถไฟ ไปยังสนามบิน Changi


MRT จะมาส่งที่ Terminal 2 คนกลับ Air Asia ต้องนั่งรถไฟขบวนสั้นต่อไปยัง Terminal 1


มาถึงล่วงหน้าเกือบสามชั่วโมง เคาน์เตอร์โล่งผีหลอก


น้ำหนักกระเป๋าขากลับ 12.6 กิโล ขามารู้สึกจะ 10-11 กิโลนี่แหละ แทบไม่เพิ่ม เพราะไม่ได้ซื้ออะไรเลย


ชอบไอ้นี่ (ไม่รู้จะเรียกอะไร) ของสนามบิน Changi มากเลย เป็นรูปหยดน้ำแล้ววิ่งขึ้นลงไปมาได้ ดูแล้วเพลินดี


เนื่องจากเวลาเหลือบาน เลยหาข้าวกิน มื้อส่งท้ายขอไฮโซหน่อย จัด Saboten ไปโลด คิดราคามาเกือบ 700 บาท แอบช็อคเหมือนกัน


Duty Free ที่นี่ใหญ่พอควร แต่สุวรรณภูมิกว้างกว่า ไม่คิดจะซื้ออะไรอยู่แล้ว เลยไม่ได้สนใจเดิน


สำรวจสนามบินไปเรื่อยๆ เจอส่วน observation deck เห็นลุงคนนี้มองยืนเครื่องบินอยู่ ดูเหงาๆ ดี หยั่งกะหนังหว่องกาไว


มีป้ายขอบคุณที่ไม่มานอนแถวนี้


ใกล้ๆ กันมีโซนสนามเด็กเล่น แต่แบบดูเงียบเหงามืดมน น่ากลัวมาก เด็กที่ไหนจะกล้าเล่นฟระ


หลังจากอ้อยอิ่งทอดน่องอยู่นานก็ได้เวลาเข้า gate แต่ยังมิวายแวะเล่นเน็ตระหว่างทาง พิมพ์ลงเฟซบุ๊คว่า Already at Changi, it is always sad when the journey ends and have to go back to the reality.



ระหว่างเดินไป gate เจอสวนกระบองเพชรด้วย เปิดออกไปเป็นสวน มีบาร์เล็กๆ มีคนดื่มเบียร์ สูบบุหรี่กันอยู่ แต่มืดมาก

Gate ที่สนามบิน Changi จะเป็นห้องกระจก ไม่มีห้องน้ำในตัว ดังนั้นก็ควรเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนแสกนกระเป๋านู่นนี่ คุณพี่ จนท. บอกว่าให้เราแยกโน้ตบุ๊คออกมาด้วย ก็ต้องทำการล้วงควักระเบิดกระเป๋าอีกครั้ง ตรวจอย่างเบลอๆ อยู่พักนึง สุดท้ายก็ผ่านไปได้ อ้อ ข้างใน gate มีน้ำดื่มให้เติมฟรีด้วย

เนื่องจากมีประสบการณ์ประสาทแดกจากไฟลท์ขามา ตอนนั่งรอเลยรีบมองใหญ่เลยว่ามีคนจีน/คนแขกหรือไม่ มองคร่าวๆ แล้วไม่เห็นเท่าไร รอสักพักแอร์สาวสวยก็ประกาศให้ขึ้นเครื่อง คราวนี้ข้างๆ เรามีคนนั่งด้วย แต่เนื่องจากข้างหลังมันโล่งตั้งสามสี่แถว พอ take off เรียบร้อยก็เลยย้ายหนีไปนั่งข้างหลัง มีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง เย้

ขากลับเป็นวันธรรมดา คราวนี้แอร์เลยแต่งชุดฟอร์มเต็มยศ ดูเรียบร้อยขึ้น และมีสติมากขึ้น 5555 ไม่ค่อยสก๊อยเหมือนขามา อุตส่าห์ย้ายไปนั่งข้างหลัง นึกว่าจะสงบสบาย ปรากฏว่าต้องฟังเหล่าแอร์เม้ามอยแทน (กูรู้หมดเลย คนนั้นทะเลาะกับผัว คนนั้นอยากได้ไอโฟน คนนี้อย่างนั้น คนนั้นอย่างนี้ บลาๆๆ) แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมาก


รูปสุดท้ายของทริปนี้ ...กูนี่มันโรคจิต

และแล้วทริปสิงคโปร์ก็จบบริบูรณ์ แม้จะเจอความชิบหายบรรลัยหลายประการ แต่ก็มีช่วงเวลาน่าประทับใจเยอะทีเดียว เป็นประเทศที่เที่ยวง่าย สะดวกสบาย แม้หลายอย่างจะดูสร้างเพื่อหลอกเอาตังค์กูเหลือเกิน 555 แต่ก็ยังมีหลายที่ที่ยังเก็บไม่หมด ไว้คราวหน้าแล้วกัน

แล้วพบกันใหม่สิงคโปร์ (แต่ไม่ขอเจออีพี่แขกคนนั้นแล้วนะ)
.
.
.
.
.
.
ยังไม่จบ!

เพราะสองเดือนถัดมา ก็ได้ไปสิงคโปร์อีกรอบซะงั้น!!

to be continued ...ทริปสังคโลกสิงคโปร์ภาคสอง : สามวัน-สองประเทศ-สามคอนเสิร์ต




Create Date : 28 ธันวาคม 2555
Last Update : 29 ธันวาคม 2555 0:31:55 น. 0 comments
Counter : 3057 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.