http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
18 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกเกาหลี ติ่งหูอย่างอินดี้ : DAY 5 แฟนบอยล้มละลาย

by merveillesxx

คำเตือน:

1. เป็นบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ไม่สามารถใ้ช้เป็นทิปแนะนำการท่องเที่ยวได้

2. มีการใช้คำหยาบคายมากมาย


=================


หลังจากเมื่อคืนถูกทั้งตู้คาราโอเกะและรถไฟหลอกลวง จนทำให้กลับโรงแรมเกือบตีหนึ่ง กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปตีสอง วันนี้เลยขอตื่นสายหน่อย สรุปว่าตื่นแปดโมง และเนื่องจากวันนี้เป็นวันจันทร์อันเป็นวันหยุดสากลของมิวเซียมและแกลเลอรี่ทั่วโลก ไม่เว้นกระทั่งในโซล สถานที่ที่ให้เราเลือกจึงมีไม่มากนัก ก็เลยต้องไปพระราชวัง Gyeongbokgung ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ฮิตของทัวร์ไทย ถึงเราจะไม่ค่อยอยากเจอคนไทยเท่าไร วันนี้ก็ต้องไปที่นี่แหละ


เดินผ่านป้ายนิชคุณอันนี้ทุกวัน (อยู่ในซอยโรงแรมเลย) เลยขอซะหน่อย ทำไปได้นะกู -_-‘’


มาถึงแล้ว Gyeongbokgung วันนี้อากาศหนาว และเนื่องจากเป็นที่โล่ง ลมพัดแรงมาก จึงต้องใส่เต็มยศ


บริเวณหน้าทางเข้า เสียค่าตั๋ว 3000 วอน


ตรงทางเข้าจะมีคุณพี่องครักษ์ยืนท้าลมหนาวอยู่ตลอด บรรดานักท่องเที่ยวก็จะพากันไปถ่ายรูปคู่กับพี่เค้า แต่เรารู้สึกเห็นใจพี่เค้ามากกว่า


เพื่อให้การชมวังมีสาระหน่อย เราจึงเช่า PDA นำเที่ยวมา

PDA อันนี้ให้เช่าได้สามชั่วโมง พอเสียบหูฟังจะมีเสียงบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ (ซึ่งเป็นคุณพี่ฝรั่งพูด ไม่ใช่คนเกาหลี จึงฟังออกอย่างง่ายดาย) PDA ทันสมัยพอดู ใช้ระบบสัญญาณ GPS มันจะมีแผนที่บอกว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนแล้ว พอไปยืนหน้าสถานที่หลักต่างๆ มันก็จะมีเสียงดัง “ตริ๊งงงง” แล้วคุณพี่ฝรั่งก็จะบรรยายไปเรื่อยๆ ว่าไอ้วังหลังนี้มีความเป็นมาอย่างไร หรือถ้าอยากรู้ลึก ใน PDA จะมีไฟล์เท็กซ์ + รูป ให้อ่านด้วย

ซึ่งถือว่าคิดถูกทีเดียวที่เช่า PDA มา เพราะแม้สถานที่นี้จะกว้าง และมีวังประมาณสิบกว่าหลัง แต่หน้าตามันจะคล้ายๆๆๆๆ กันไปหมด ถ้าเดินดู + ยืนอ่านป้ายอย่างเดียว แป๊บๆ ก็คงเบื่อ พอมีเสียงคนพูดข้างหูอยู่เรื่อยๆ ก็เพลินดี เหมือนมีคนมาเล่านิทานให้ฟัง เท่าที่จำได้ Gyeongbokgung นี่แบ่งเป็นหลายส่วน ที่นอนบ้าง ห้องทำงานบ้าง ห้องชมวิว ห้องต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ที่น่าสนใจคือ พระราชากับพระราชินีนี่เค้าแยกกันนอน อยู่ในวังคนละหลัง

และเป็นไปตามคาด เข้ามาเดินใน Gyeongbokgung แค่สิบนาทีก็เจอกรุ๊ปทัวร์คนไทยทันที มีอยู่จังหวะนึงเราแอบเดินเนียนๆ เข้าไปอยู่แถวของทัวร์ไทย ตามเค้าไปต้อยๆๆ ก็ไม่มีใครสงสัยเอะใจอะไรเลย 555 ดีจริงๆ นะกู เป็นได้ทั้งคนไทยและเกาหลี (หลายปีก่อนไปเที่ยวเกาะสมุย คนแถวนั้นหาว่ากูเป็นฮ่องกง) ที่นี่ทัวร์ลงเยอะมาก ที่เห็นเยอะๆ คือ ญี่ปุ่น ไทย และจีน






วังนี้มีไว้ให้พระราชาชมวิว ข้าราชบริพารระดับธรรมดาห้ามเข้าเด็ดขาด


จริงๆ ตรงมีครัวของแดจังกึมด้วย แต่เค้าปิดปรับปรุงอยู่ เปิดปี 2014 นู่น และแน่นอนว่าที่ถ่ายรูปอยู่นั่นคนไทยทั้งนั้น

ระหว่างชมวังนู้นวังนี้ไปเรื่อย ก็เกิดปวดอึอึ๊ขึ้นมา คงเป็นผลจากการแดกกิมจิ และซอสโคชูจัง (ซอสเผ็ดสีแดงของเกาหลี) ทุกวี่ทุกวัน ว่าแล้วขอหาห้องน้ำก่อน จึงทำเก๋หยิบ PDA ขึ้นมาเปิดแผนที่ ห้องน้ำอยู่ไหนหนอ เห็นมีอยู่อันนึงไกลลิบๆ อยู่ฝั่งตะวันตก เออดี ไกลๆ นี่น่าจะไร้ผู้คน ก็เดิน เดิน เดิน เดิน และเดินไป ไหนวะ!!?? ไม่เห็นมีห้องน้ำเลย อี PDA อัจฉริยะหลอกกูหรือเปล่าเนี่ย พอเปิดอีกที อ้าวอีห่า สัญญาณ GPS หาย กูเดินหลงป่าออกมานอกเขตหรือไง กดไปกดมา PDA ค้างครับ สิ้นชีวิตไปแล้ว อีห่าาาาา แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตอนจ่ายเงินค่า PDA เนี่ย เจ๊พนักงงานแกบอกว่า “ถ้าเกิด PDA ไม่ทำงานขึ้นมา ให้เอาปากกากดปุ่มรีเซ็ตนะค้า” แม่งเอ๊ย แสดงว่ามันต้องแฮงค์อยู่เป็นประจำสินะ มึงถึงแนะนำกันอย่างนี้

กดปุ่มรีเซ็ต PDA จนกลับมาทำงานปกติ แต่มันยังคงหาสัญญาณ GPS ไม่เจอต่อไป แม่งไม่ต้องพึ่งแล้วแผนท่งแผนที่ กูเดินเอาเองนี่แหละ จึงเปลี่ยนทิศไปหาห้องน้ำฝั่งตะวันออกแทน เออ เจอจนได้ เข้าไปในห้องส้วมปุ๊บ กำลังล็อคประตู ทันใดมีเสียง “ตริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงง” ตกใจเลย เสียงอะไรวะ!? อ่อ ที่แท้เสียงจากหูฟัง PDA นี่เอง แม่งแนะนำขึ้นมาเชียว “This is the palace that the King บลาๆๆๆๆ” อีห่า สัญญาณ GPS มึงมั่วชิบหาย กูเข้าส้วมมาขี้ มึงแนะนำเป็นวังเฉยเลย (หรือว่าส้วมนี่เคยเป็นวังมาก่อน!?)

โอเค จัดการถอด PDA เรียบร้อย คราวนี้ไม่มีเสียงอะไรมาหลอกหลอก เตรียมนั่งโถส้วมจัดการธุระ พอนั่งปุ๊บ เยี้ยยกกกกกกกกกกก ฝารองนั่งแม่งเย็นสัสๆๆๆๆ เพราะว่าห้องน้ำที่นี่ไม่มีระบบอุ่นตูดแบบที่โรงแรมนี่เอง ตูดชาเลยทีเดียว ลุกขึ้นมาตั้งหลักใหม่ เสื้อหนาวแม่งก็ใหญ่เกะกะจริงเว้ย จัดการถอดๆๆๆ เอาล่ะ ได้เวลาจัดการให้เสร็จสิ้นสักที นั่งไปก็ทนหนาวไป ไฉนเลยกูต้องมานั่งขี้ท้าความหนาวแบบนี้เนี่ย เศร้าใจ

ใน Gyeongbokgung จะมีมิวเซียมอีกสองอันคือ National Palace Museum และ National Folk Museum แต่ความประสาทแดกของที่นี่คือ ไอ้อันแรกเนี่ยหยุดวันจันทร์ ส่วนอันหลังกับตัววังเนี่ยหยุดวันอังคาร แล้วในเมื่อมึงตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ทำไมถึงไม่นัดวันหยุดให้ตรงกันฟระ! กูล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ...สิริรวมแล้วใช้เวลาอยู่ใน Gyeongbokgung ประมาณสองชั่วโมงครึ่ง ไปสำรวจแล้วร้านอาหารที่อยู่หน้าวังราคาค่อนข้างแพง เลยคิดกันว่าไปหากินเอาข้างหน้าดีกว่า


ตอนขาออกพี่ๆ องครักษ์มีโชว์แปรขบวนแถวด้วย แต่ไม่ได้น่าสนใจดูเท่าไร

จุดหมายที่สองของวันนี้คือ Kyobo Bookstore อยู่แถวสถานี Gwanghwamun เป็นร้านหนังสือขนาดใหญ่ (รายการ Running Man ยังเคยมาแข่งที่นี่) เทียบกับบ้านเราแล้วก็ประมาณร้านคิโนะ นอกจากร้านหนังสือแล้ว ในนี้ยังมีร้านซีดีด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของเราในทริปนี้ เพราะเราตั้งใจจะมากวาดซื้อซีดี, ดีวีดี, โฟโต้บุ๊ค ของวงเกิร์ลกรุ๊ปทั้งหลายที่นี่ วะฮะฮ่า (เสียงหัวเราะของแฟนบอย)


ย่าน Gwanghwamun เป็นอีกย่านธุรกิจสำคัญของโซล


ร้าน Kyobo จะอยู่ชั้นใต้ดินของตึก Kyobo Building

ร้าน Kyobo หาไม่ยาก เพราะว่ามีทางเชื่อมต่อจากสถานี Gwanghwamun เลย แต่ก่อนจะช็อปปิ้ง ขอหาอะไรกินก่อน เดินไม่กี่ก้าวก็เจอฟูดคอร์ท ตอนสั่งมีเรื่องน่าแปลกดี ตอนจ่ายตังค์ อยู่ดีๆ พนักงานสาวก็พูดกับเราว่า “หนึ่ง” แล้วชี้ไปที่ร้านเบอร์หนึ่ง คือเค้าจะสื่อสารกับเราว่าอาหารของยูนี่รอรับที่ร้านเบอร์หนึ่งนะคะ แต่ที่เซอร์ไพรส์คือ 1.น้องแกพูดคำว่าหนึ่งได้ 2.น้องแกดูออกว่าเราเป็นคนไทย กรี๊ดดดดดด ดีใจ ได้สัญชาติไทยคืนแล้วค่า หลังจากถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนเกาหลีมาสี่วันเต็มๆ

ที่ Kyobo เขาจะให้เช่าหนังสือมาอ่านในบริเวณร้านได้ บางคนอ่านที่มุมอ่านหนังสือ บางคนนั่งอ่านกับพื้น หลายคนเอามาอ่านในฟู้ดคอร์ท (ที่ฮาคือในห้องน้ำเราเจอป้ายเป็นรูปขีดฆ่าหนังสือ เดาว่าน่าจะแปลว่าห้ามเอาหนังสือมาอ่านในห้องน้ำ...เหรอวะ!?) แต่อีโต๊ะข้างๆ ดิชั้นเนี่ย เป็นเด็กวัยรุ่นกลุ่มนึง อีนังเด็กผู้หญิงหน้าตาดีอยู่หรอก แต่ไม่เห็นมันจะสนใจอ่านหนังสือในมือเลย อีนังเด็กเปรตนี่เอะอะโวยวายเสียงดังมาก กูเลยส่งสายตาอาฆาตไปหามัน แต่ไม่เป็นผลค่ะ มันยังคงแว้นต่อไป กูเลยยอมแพ้นั่งแดกข้าวเงียบๆ ไป ชิ!


มื้อกลางวันวันนี้

เรากับหญิงแยกย้ายกันเดินตามฟอร์ม นัดว่าอีกสักสองชั่วโมงครึ่งค่อยมาเจอกัน ตอนแรกเรานึกว่าที่ Kyobo นี่มันจะมีสักสามชั้น เลยรีบเดินสำรวจให้ทั่วก่อน แต่ปรากฏ อ้าว อีห่า มันมีแค่ชั้นเดียวค่ะ! ลองสำรวจแล้วไม่พบเจอบันไดขึ้นลงใดๆ ทั้งสิ้น เวรกรรม งั้นลองออกไปเดินข้างนอกดีกว่า เผื่อจะมีอะไรน่าสนใจ เปิดประตูออกไปปุ๊บ ...ซ่าาาา ฝนตกค่าาาาาาา!! เอาเข้าไปชีวิตกู สรุปว่าถูกขังอยู่ใน Kyobo เสียแล้ว อ่ะ ไม่เป็นไร งั้นลองเดินไล่หนังสือแม่งทีละหมวดเลยละกัน เผื่อจะเจออะไรดีๆ ว่าแล้วเลยเอากระเป๋าไปฝากในล็อคเกอร์ เพราะต้องอยู่ในนี้อีกนาน (อ้อ ที่ Kyobo ไม่ได้ถ่ายรูปมานะ เพราะเค้ามีป้ายห้ามถ่ายรูปจ้า)

หนังสือที่นี่เค้าจะก็จะแบ่งหมวด A B C ไล่ไปเรื่อยๆ มีจนถึงตัว K มีทั้งหมวดแม็กกาซีน, ท่องเที่ยว, ตำราเรียน, สอบโทเฟล, นิยายเรื่องสั้น, หนังสือญี่ปุ่น, หนังสือภาษาอังกฤษ ถึงแม้เราจะมาตอนวันธรรมดาช่วงบ่ายๆ แต่คนก็เยอะมาก และแน่นอน เราจะต้องเจอสิ่งที่เป็นประจำวันทุกวัน นั่นคือ คนบ้านั่นเอง เดินอยู่ดีๆ เราได้ยินเสียงผู้ชายร้องตะโกนโวยวายขึ้นมา กูก็ตกใจสิ แม่งใครมาก่อการร้ายเปล่าวะ (ใครมันจะมาก่อการร้ายในร้านหนังสือ...) มองไปมองมาเห็นผู้ชายคนนึงท่าทางสติไม่ค่อยดี ลงไปดิ้นๆ กับพื้น โวยวายอะไรไม่รู้ แล้วก็มีผู้หญิงคนนึงพยายามพูดให้เค้าใจเย็น (เดาล้วนๆ เพราะฟังไม่ออก) คนยืนมองกันเต็มเลย ที่ฮาคือ อยู่ดีๆ อีผู้ชายคนนี้ ลุกขึ้นโวยวาย แล้ววิ่ง ฟิ้ววววววววววววว ออกนอกประตูใหญ่ไปเลย ...จบค่ะ ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ทุกคนกลับไปอ่านหนังสือต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอาเถอะ กูชินแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ในโซล

หนังสือที่ลิสต์มาว่าจะซื้อแน่ๆ มีแค่เล่มเดียวคือ สมุดรวมภาพของวง Kara ที่ไปถ่ายที่ปารีส (20,000 วอน) นอกนั้นก็เดินมั่วไปเรื่อย อันที่จริงตรงหมวดหนังสือภาษาอังกฤษ มีนิยายหลายเล่มน่าสนใจ แล้วก็มีลดราคาหนังสือของ Taschen ด้วย แต่ว่าไม่กล้าซื้อ เพราะกระเป๋ากูแทบจะไม่มีที่ใส่ของแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้มาเล่มนึงแบบเซอร์ไพรส์ นั่นคือบทหนังของหนังเรื่อง Late Autumn นำแสดงโดย ฮยอนบิน และ ทังเหว่ย ซึ่งไปเจออยู่ท่ามกลางหนังสือรวมภาพของจางกึนซอก (มึงแบ่งหมวดอะไรของมึง) ตัวสกรีนเพลย์มีทั้งภาษาเกาหลีและอังกฤษ เออดี กูเจอไฟล์หนังแล้ว แต่ไม่มีซับ งั้นกูจะโหลดหนังมาดู พร้อมเปิดอีเล่มนี้ไปด้วยนี่แหละ

ตอนจ่ายเงิน หยิบนิตยสาร 1st Look กับ High Cut มาด้วย ราคาเล่มละ 500 วอน อ่านไม่ออกหรอก แต่ขอซื้อเป็นที่ระลึก แล้วหน้าปกก็สวยดี คิดเงินเสร็จพนักงานถามว่าเอาถุงมั้ย เราก็บอกเยสเยส แต่พนักงานกลับนิ่งๆ ไป กูก็งงสิ อะไรหว่า เธอเลยอธิบายว่าถ้าเอาถุงคิด 100 วอนค่ะ เอิ่ม กูก็อยากช่วยลดโลกร้อนนะคะ แต่ถ้าไม่เอาถุงกูจะแบกกลับยังไงล่ะคะ ก็ต้องจ่ายไป


บทหนัง + ภาพสวยๆ ของหนัง Late Autumn ราคา 15,000 วอน

โอเค ได้เวลาไฮไลท์แล้ว นั่นคือการซื้อซีดี ร้านซีดีในนี้ชื่อว่า Hottracks ร้านไม่ใหญ่มาก ประมาณร้าน Gram ที่พารากอน การมาเที่ยวเกาหลีครั้งนี้เราแลกเงินมาประมาณหกแสนวอน ซึ่งช่วงวันแรกๆ นี่งกสุดขีด เช่นว่าเวลาซื้อน้ำในเซเว่น ก็เลือกอันที่ถูกสุดแบบ 500 วอน นั่นทำให้เงินเราเหลือบานตะไท แต่ก็วางไว้แล้วล่ะว่าจะช็อปซีดีวันท้ายๆ (ช็อปตั้งแต่วันแรกๆ กลัวเผลอใช้หมด ไม่มีเงินกลับบ้านพอดี) แบ่งงบกับการซื้อซีดีไว้สามแสนวอน (ครึ่งนึงของเงินทั้งหมดเลยทีเดียว ^^;;)

ที่จริงแล้วซีดีเกาหลีราคาไม่แพงมาก ตกแผ่นล่ะ 400-500 บาท สั่งอิมพอร์ตทางเน็ตก็ไม่ได้หนักหนาอะไร แต่มาซื้อที่นี่จะเอาขนกลับไปทีเดียว ไม่ต้องมาห่วงเรื่องค่าส่งหรือภาษี (ไอ้อันหลังนี่แหละที่น่ารำคาญมาก เดี๋ยวโดน เดี๋ยวไม่โดน กูงง) วงหลักๆ ที่เราซื้อคือ KARA, T-ARA และ After School (สาวๆ ล้วน) ส่วน Girls’ Generation ขาดแค่ชุดแรกอย่างเดียว นอกนั้นมีหมดแล้ว แต่ปรากฎหยิบไปหยิบมาก็ได้วงผู้ชายมาด้วย Beast เอย Shinee เอย แล้วก็ได้ดีวีดีคอนเสิร์ตของ Namie Amuro มาด้วย ซื้อแผ่นเกาหลี 900 กว่าบาท แต่ถ้าซื้อแผ่นญี่ปุ่นล่อไปสองพัน

ถึงกระนั้นก็ยังได้ไม่ครบตามที่ลิสต์ไว้ ขาดของวง T-ARA และ After School บางแผ่น ถามพนักงานในร้าน เค้าก็บอกว่าไม่มี เดินจนทั่วแล้ว เลยหอบซีดีกว่ายี่สิบแผ่นไปจ่ายเงิน พนักงานดูอึ้งๆ (พี่ไม่ต้องอึ้งหรอก ผมยังอึ้งตัวเองเลย 555) คิดเงินออกมา ใบเสร็จยาวเป็นเมตร เบ็ดเสร็จเจอไปสองแสนกว่าวอน เห็นตัวเลขหลักแสนแล้วแอบช็อค o_O’’ แต่พอตั้งสติคิดกลับเป็นเงินไทย เอ้อ ก็ยังรับไหว จ่ายเงินเสร็จ แบกถุงออกมาเป็นซานตาครอสเลยกู บรรลุแล้วภารกิจหลักของทริปนี้


ล้มละลาย...

กลับมาเจอกับหญิงอีกครั้ง เพื่อเดินทางไปยังสถานที่สุดท้ายของวันนี้ นั่นคือ ย่านทงแดมุน แหล่งช็อปปิ้งสำคัญอีกอันของเกาหลี ด้วยความที่ของเราเยอะมาก เลยว่าจะฝากของไว้กับล็อคเกอร์ในสถานี ตอนแรกก็มั่นใจ กูฝากมาหลายทีแระ ง่ายมาก แค่หยอดเหรียญเอง แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เจอคือ...


ดันเป็นล็อคเกอร์ไฮโซซะงั้น ไม่ได้ใช้ระบบยอดเหรียญค่ะ...

เจออีตู้เหลืองนี่เข้าไป กูไปไม่ถูกเลย มันใช้ยังไงวะเนี่ย ไปกดๆๆ ดู อ้าวเหี้ย ภาษาเกาหลีล้วนค่ะ พยายามจะมั่ว แต่ไม่สำเร็จจริงๆ พยายามอยู่สามนาที ยอมแพ้ ต้องหาคนช่วยแล้วล่ะ หันไปเจอแต่ป้าๆ ลุงๆ ไม่เอาดีกว่า สักพักมีพี่ผู้ชายวัยสามสิบกว่าเดินมา เลยปรี่ไปหาแก ช่วยหนูหน่อยเถ๊อะ พี่แกก็ดีนะ พยายามจะช่วย แต่ทว่าพี่แกก็ทำไม่สำเร็จเหมือนกัน จากนั้นมีคุณลุงพนักงานเก็บขยะเดินเข้ามาช่วย แกใจดีมาก อุตส่าห์ไปลากลุงเจ้าหน้าที่สถานีมาช่วย (กาารฝากของของกูยิ่งใหญ่มาก ต้องใช้คนถึงสามคน) ขนาดลุงเจ้าหน้าที่แกยังใช้ไม่ค่อยเป็นเลย กดอยู่นานมาก กูเลยเริ่มตั้งคำถามว่า ตกลงอีตู้เวรนี่มันออกแบบให้ใครใช้กันแน่ ในเมื่อคนเกาหลียังใช้ไม่เป็น ผ่านไปเกือบห้านาที สำเร็จจนได้ ต้องจ่าย 3000 วอน ฝากของได้สี่ชั่วโมง ลุงอธิบายว่า เนี่ยตอนจะเอาของคืนนะ ให้กดเมนูเบอร์ห้านะลูก เราก็โอเคๆๆ เบอร์ห้านะ จำไว้ๆ

ตบตีกับล็อกเกอร์เสร็จ เราก็แยกย้ายกับหญิง นัดแนะว่าอีกสามชั่วโมงมาเจอกันที่ตู้เหลืองๆ นี่นะ ว่าแล้วก็เดินหาทางออก ซึ่งสถานีทงแดมุนเนี่ย มันจะมีทางออก 12 ประตู พอเดินๆ ไปก็ซับซ้อนมาก แม่งมีทั้งขึ้นบันได ลงบันได ประมาณหกที รอดแล้วจนรอดกูก็ยังหาทางออกไม่ได้ และตอนนี้กูก็จำทางกลับไปอีตู้เหลืองนั่นไม่ได้แล้ว! สรุปคือต้องเดินย้อนรอยตัวเองเพื่อกลับไปยังอีตู้เหลืองอันนั้น เสียเวลาไปอีกสิบนาทีกว่าจะกลับมาที่เดิมได้ สักพักเริ่มเอะใจ อ้อ...เมื่อกี้ตอนฝากของเสร็จ ด้วยความเบลอ กูเลยเผลอตื๊ดบัตรเข้าไปในสถานีอีกรอบน มิน่าล่ะ กูถึงหาทางออกไม่ได้ สังคโลกจริงๆ หนอกู ว่าแล้วเลยตื๊ดบัตรออกไปอีกที โอเค หลุดออกมาจากสถานีได้แล้ว (หมดไปครึ่งชั่วโมง)


ขึ้นบนดินมาเจอย่านทงแดมุนแล้ว

โผล่ขึ้นมาปุ๊บ ฝนยังคงตกต่อไป แถมคราวนี้หนักกว่าเดิมด้วย อ้าว เสือกลืมร่มไว้ที่โรงแรมอีก เลยต้องซื้ออันใหม่จากเซเว่น เสียไปอีก 8000 วอน ว่าแล้วก็กางร่มลุยทั้งฝนทั้งลมหนาวตะลุยต่อไป ย่านทงแดมุนจะคล้ายๆ ประตูน้ำบ้านเรา มีทั้งร้านข้างทางเรียงรายมากมาย มีตึกแถวที่รวมร้านระดับปานกลางเอาไว้ แล้วก็มีห้างไฮโซหลายอัน


โครงสร้างของทงแดมุนจะเป็นตึกแถวเรียงรายสองข้างทาง ตรงกลางจะเป็นคลอง

จริงๆ สิ่งที่เราเล็งไว้ที่ทงแดมุนคือ อยากมาดูคลองชองเกชอน ซึ่งดูจากไกด์บุ๊คตอนกลางคืนจะมีการเปิดไฟแสงสีสวยงาม แต่ตอนนี้ยังเย็นอยู่ เค้าเลยยังไม่เปิดไฟ ว่าแล้วก็เลยเดินถนนสายหลักไปเรื่อยๆ ร้านรวงไม่ค่อยสนใจแวะเท่าไร พวกเสื้อผ้าเราไม่ค่อยสนอยู่แล้ว แต่เดินไปสักพัก ความชิบหายก็เกิดขึ้น น้ำเข้ารองเท้าผ้าใบครับ! กูก็งงจริงๆ ว่ามันเข้าไปได้ยังไง พยายามสำรวจแล้วรองเท้ากูก็ไม่ได้รั่วหรือมีรู แต่นั่นแหละ ยิ่งเดิน น้ำแม่งก็ยิ่งซึมๆๆๆ เข้าไป กูจะบ้าตาย แล้วสิ่งที่พลาดมากในทริปนี้คือ เสือกเอาถุงเท้ามาแค่สามคู่ นึกว่าหนาวแล้วจะชิวๆ แต่เดินทั้งวันขนาดนี้ ยิ่งใส่มันก็ยิ่งอับ รองเท้าถุงเท้าในวันหลังๆ นี่กลิ่นทำลายล้างโลกมาก นี่น้ำเสือกเข้าอีก ถ้ากูถอดรองเท้าตอนนี้เนี่ย กลิ่นอาจทำให้คนทั้งทงแดทุนตายห่าได้

เดินมาจนสุดถนน เริ่มใบ้แดกแล้วว่าจะไปไหนต่อ แต่สวรรค์ทรงโปรด เงยหน้ามาเจอป้ายเขียนว่า Dongdaemun History & Culture Park รอดแล้วกู! นี่สินะที่เค้าเรียกว่าศิลปะย่อมส่องทางกัน ดูจากแผนที่แล้ว ต้องเดินอ้อมไปถนนอีกเส้นเลยทีเดียว แต่ไม่เป็นไร ทริปนี้เพื่อศิลปะและวัฒนธรรมอยู่แล้ว ไปโลด


ระหว่างเดินไป ฝนยังกระหน่ำไม่หยุดหย่อน


ตึกสูงๆ ที่เห็นคือ ห้าง Doota ห้างดังของย่านนี้


มาถึงแหล่ว Dongdaemun History & Culture Park

เดินกางร่มฝ่าฝนมาถึง Dongdaemun History & Culture Park ด้านหน้าสุดจะมีร้านคาเฟ่เก๋ๆ หนุ่มสาวเข้าไปหลบฝนกันเต็มเอี้ยด แต่กูนั้นต้องแอ็คอาร์ตอินดี้ต่อไป ดังนั้งสิ่งที่กูเข้าคือ...มิวเซียม


เห็นมั้ย เกาหลีมีมิวเซียมเยอะพอๆ กับเซเว่น เดินมั่วๆ มาก็เจอซะงั้น

Dongdaemun Stadium Memorial คืออะไรไม่รู้แหละ แต่ก็ขอเข้าไปดูสักหน่อย เข้าไปแล้วไม่มีคนเลย พนักงานดูตกใจมาก ที่มีคนมา (ฝนตกขนาดนี้ คนบ้าที่ไหนมันจะมีอารมณ์มาดูมิวเซียม) แต่เธอก็รีบมายืนต้อนรับเราทันที “อันยองฮาเซโย” หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักทีเดียวเชียว จากนั้นเธอยื่นสูจิบัตรภาษาเกาหลีให้เราทันที เราเลยรีบบอกว่า “โน้วๆๆ แอม ฟรอม ไทยแลนด์ ...แทกุก” (แทกุก คือประเทศไทยในภาษาเกาหลี) เธอก็ตกใจ แล้วพยายามมองหาสูจิบัตรภาษาไทย ซึ่งมันไม่มีอ่ะจ้ะ เราเลยบอกว่าอังกฤษก็ได้จ้ะ เธอจึงบรรจงยื่นมาให้ (ข้อสังเกตคือ แม้แต่มิวเซียมเล็กๆ ง่อยๆ เค้าก็ยังทำสูจิบัตรหลายภาษานะ มีทั้งเกาหลี อังกฤษ จีน และ ญี่ปุ่น)

Dongdaemun Stadium Memorial นี่เล็กมาก เดินสิบห้านาทีก็ครบแล้ว อ่านข้อมูลไปมาจึงได้รู้ว่าปาร์คบริเวณนี้เนี่ยจริงๆ เคยเป็นสนามกีฬาทงแดมุนมาก่อน เค้าทุบทิ้งไป แล้วสร้างเป็นสวนสาธารณะแทน


ทั้งมิวเซียม มีแค่นี้แหละ


แบบจำลองสนามกีฬา


ตู้ digital guestbook จะถ่ายรูปเราเอาไว้ แล้วส่งภาพตัดต่อหน้าเรากับสนามกีฬาทงแดมุนมาให้ทางอีเมล แต่รูปอุบาทว์ ขอไม่โพสต์ 555

เดินวนไปวนมาอยู่ใน Dongdaemun Stadium Memorial เกือบยี่สิบนาที แต่เวลา 80% หมดกับการแอบมองพนักงานที่เคาท์เตอร์ (กูนี่โรคจิต 555) คือเค้าน่ารักดี แล้วเราก็สงสัยว่า วันๆ นั่งอยู่ในนี้เค้าไม่เหงาเหรอ เพราะที่นี่มันไม่ป๊อปปูล่าเลย ไม่น่าจะมีคนมาเท่าไร ว่าแล้วเลยคิดได้ว่า เออ กูมาอยู่ห้าวันเนี่ย ยังไม่เคยถ่ายรูปกับคนเกาหลีเลย ถ้ากูขอถ่ายรูปกับเค้าเนี่ย มันจะดูแปลกๆ มั้ยหว่า แต่ก็รวบรวมกำลังใจ พยายามทำหน้าแบบนักท่องเที่ยวผู้ใสซื่อเดินตรงไปที่เคาท์เตอร์ ....แต่ทันใดนั้นเอง อีพนักงานอีกคนก็โผล่พรวดมาจากข้างหลังเคาท์เตอร์เฉยเลย กูเบรคเอี๊ยดดดดดด แทบไม่ทัน สรุปว่ามีพนักงานสองคนจ้ะ แล้วเธอก็เม้ามอยหอยสังข์อะไรกันไปเรื่อย สรุปว่าที่กลัวจะเค้าจะเหงา กูแม่งคิดไปเองทั้งนั้น แม่งมีเพื่อนเม้ามอยแดกมะม่วงดองด้วยนี่เอง


จากนั้นเดินมาอีกมิวเซียมนึง ชื่อ Dongdaemun History Museum ก็เป็นประวัติความเป็นมาของตลาดทงแดมุน ขนาดเล็กกะรัดรัดเช่นกัน

ตอนแรกวางแผนจะลองเดินชมสวน Dongdaemun History & Culture Park ให้ทั่วๆ แต่ฝนยิ่งตกหนักเข้าไปอีก ลมพัดแรงมากกกกกก จนกูไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป เลยคิดว่าหลบไปเข้าไปในห้าง Doota ดีกว่า แล้วจะได้หาข้าวเย็นกินด้วย


แม่งตกไม่หยุดไม่หย่อน


ขอมาพักพิงในห้าง Doota ละกัน

ระหว่างที่กำลังเดินข้ามถนนไปห้าง Doota ความซวยก็เกิดกับกูอีกครั้ง ลมพัดมา ตู้มมมมมมมมมมมม ปรากฏว่าร่มพังไปซี่นึงค่ะ ทริปนี้เรียนรู้ว่าร่มเกาหลีนี่สวยดีนะคะ แต่พังง่ายชิบหาย มิน่าถึงสังเกตว่าคนเกาหลีเค้าถือร่มแบบก้านใหญ่ๆ ยาวๆ กัน ไม่ค่อยมีใครใช้ร่มพกเลย ก็แม่งพังง่ายซะ

พอเดินไปถึงห้างก็งงว่า เอ๊ะ ทำไมมีคนยืนอออยู่หน้าห้างเต็มเลยวะ ทำไมไม่เข้าไปกัน พอดูดีๆ จึงเห็นป้ายว่าตอนนี้ห้างปิดอยู่ จะให้เข้าอีกทีตอนทุ่มนึง กูงงกับระบบห้างมันจริงๆ แต่โชคดีว่าตอนที่ไปถึงก็หกโมงห้าสิบกว่าๆ แล้ว รอแป๊บเดียวห้างก็เปิด ผู้คนรีบกรูกันเข้าไปทันที


เข้ามาในห้างได้แล้ว (ดีใจน้ำตาไหล)

เนื่องจากไม่ได้สนใจช็อปปิ้งของในห้างอยู่แล้ว จึงมุ่งตรงไปชั้นบนสุดที่เป็นฟู้ดคอร์ททันที


เลือกกินร้าน Chinese Diner เพราะคนไม่เยอะ


ที่นี่เค้าไฮโซ หลังจากสั่งแล้ว เค้าจะให้อีก้อนเหลี่ยมๆ นี่มา พอไอ้ก้อนนี้มันสั่นๆๆๆ ก็แปลว่าอาหารของเราได้แล้ว


ฟู้ดคอร์ทคนไม่เยอะมาก นั่งสบายๆ


เรียกว่าอะไรไม่รู้ แต่เหมือนเอาซอสดำของจาจังเหมี่ยนมาใส่ข้าว แล้วโปะหน้าด้วยไข่ อร่อยมากกกกกกกก

ตอนกินข้าวเสร็จ เกือบเผลอติดนิสัยคนไทย สะบัดตูดลุกไปเลย เกือบลืมไปแล้วว่าที่นี่เค้าต้องเอาถาดไปเก็บด้วย ก็งงตามเคยว่ามันต้องคืนถาดที่ไหนล่ะวะ เลยต้องนั่งต่ออีกพักนึง รอให้อีโต๊ะข้างๆ กินเสร็จ แล้วดูว่าเค้าเอาถาดไปเก็บกันที่ไหน ...อ้อ มันจะมีชั้นวางแอบๆ อยู่ตามมุมนั่นเอง นั่นแหละที่คืนถาด

เดินออกมาจาก Doota ฝนแม่งไม่ได้เบาลงเลย แต่ใกล้ถึงเวลากับที่นัดกับหญิงแล้ว ได้เวลาไปทำภารกิจสุดท้าย คือไปดูไฟสวยงามของคลองชองเกชอน ตอนนี้ไฟน่าจะเปิดแล้ว เแต่ทว่า นี่คือสิ่งที่กูเจอ...


ไหนล่ะ ไฟสวยงาม!!!!????


แม่งมีแต่ไฟส้มๆ ไว้ส่องทาง ส่วนอีไฟม่วงๆ นั่นมาจากตึก ไม่ใช่คลอง

แสรดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด รูปคลองชองเกชอนในไกค์บุ๊คแม่งอย่างสวย กูก็คาดหวังไว้เยอะ ทำไมของจริงแม่งไม่เห็นมีไฟห่าอะไรเลยวะ แต่คิดไปคิดมา ก็ตระหนักได้ว่า ไอ้ห่านี่มันฤดูหนาว นักท่องเที่ยวก็ไม่ค่อยจะมี แถมวันนี้ฝนยังตกอีก แล้วเค้าจะเปิดไฟไปทำแป๊ะอะไร คงมีแต่กูเท่านั้นแหละ ที่ดั้นด้นมาเดิน เพราะว่ามองไปรอบๆ แม่งไม่มีผู้คนเลย กูยืนอยู่คนเดียว

คลองชองเกชอนมีความยาวร่วม 5 กิโลเมตร ตอนแรกวางแผนจะเดินเลียบคลองเก๋ๆ แต่ในเมื่อไฟก็ไม่เปิด ฝนก็ตก หนาวก็หนาว ไม่รู้จะเดินไปทำไมให้ช้ำใจ กลับก็ได้วะ...


เออ ตกได้ ตกไป กูไม่สนแล้ว กูกลับโรงแรมแล้ว

เดินกลับมาที่อีตู้เหลือง จำที่คุณลุงบอกไว้ว่าให้กดเบอร์ห้านะจ๊ะ กูก็กดไป ...แต่ลุงเสือกไม่ได้สอนต่อว่าแล้วหลังจากนั้นต้องกดยังไงต่อ เพราะแม่งมีให้เลือก 1 2 อะไรขึ้นมาอีก โว้ยยยยยยย กูจะรู้มั้ย เลยเลือกมั่วๆ ไป เหลือบเห็นคุณลุงเก็บขยะที่มาช่วยไว้ตอนแรกยืนมองอยู่ไกลๆ ไม่รู้ว่าลุงแกให้กำลังใจหรือสมเพชกูกันแน่ กดๆๆๆ ไปเรื่อยๆ ผลัวะ! เย้ ประตูแม่งเด้งออกแล้ว กูเอาของคืนได้เแล้ว แต่แบบ แม่งมีเสียงวี้ดๆๆๆๆๆ ร้องมาจากตู้ แม่งร้องไม่หยุดเลย ทำไงดีวะเนี่ย พยายามเปิดๆ ปิดๆ ตู้อยู่สิบกว่าที กว่าแม่งจะเงียบ เงยหน้าไป ลุงเก็บขยะก็พูด !@#$%%%$%$$#$@#@%#$ อะไรสักอย่างเป็นภาษาเกาหลี ขอคิดเข้าข้างตัวเองว่าลุงแสดงความยินดีกับกูแล้วกันนะ

ยืนรออยู่พักนึง หญิงก็มา จากนั้นนั่งรถไฟกลับโรงแรม พอเข้าห้องปุ๊บ เรารีบวิ่งเข้าห้องน้ำทันที เพราะกลิ่นเท้าอาจทำให้ไอ้หญิงตายได้ รีบจัดการเอาเท้าแช่น้ำอุ่น ขัดๆ ถูๆ ประมาณสามรอบ กว่าเท้าจะหายเหม็น จากนั้นจัดการเอาซีดี + หนังสือทั้งหลายยัดใส่กระเป๋า ตอนแรกกลัวว่าจะยัดไม่ลง แต่ด้วยความพยายามทั้งหมดก็สามารถใส่ลงไปได้ โล่งอกไป

สรุปว่าวันนี้เป็นวันที่หนักหนาสาหัสที่สุดของการเที่ยว เพราะฝนแม่งตกทั้งวัน แถมหนักด้วย แต่ก็สนุกดี ชีวิตนี้คงไม่ได้มีโอกาสลุยเที่ยวท่ามกลางสายฝนแบบนี้บ่อยๆ

พรุ่งนี้ก็วันสุดท้ายของการอยู่ในโซลแล้ว พวกเรากำหนดไว้เป็นฟรีเดย์ คือต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเที่ยว ใครอยากไปไหนก็ไป

แล้วคุณคันฉัตรจะเลือกไปที่ไหน เป็นการปิดท้ายทริป

โปรดติดตามตอนต่อไป...





Create Date : 18 มีนาคม 2555
Last Update : 18 มีนาคม 2555 3:02:57 น. 1 comments
Counter : 1997 Pageviews.

 
ฮาได้อีกที่พระราชวัง อิอิ รอติดตามตอนต่อไปจ้ะ


โดย: travelsaint วันที่: 19 มีนาคม 2555 เวลา:7:41:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.