http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
15 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกเกาหลี ติ่งหูอย่างอินดี้ : DAY 4 เปลือยกายที่จิมจิลบัง (แอร๊ยส์!)

by merveillesxx

คำเตือน:

1. เป็นบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ไม่สามารถใ้ช้เป็นทิปแนะนำการท่องเที่ยวได้

2. มีการใช้คำหยาบคายมากมาย


=================


วันนี้ก็ตื่นเจ็ดโมงเช้าเช่นเดิม โปรแกรมวันนี้แน่นพอควร ปกติเราจะไปกันวันละสามที่ แต่วันนี้จะเป็นสี่ โดยเริ่มจาก War Memorial of Korea อันเป็นมิวเซียมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามต่างๆ นานาของเกาหลี ขณะเตรียมตัวออกเดินทางพบปัญหาอย่างหนึ่งคือ หนังบริเวณนิ้วมือลอกเป็นแผลเต็มไปหมดเลย คงเพราะเจออากาศหนาวนั่นเอง เวลาล้วงหยิบกระเป๋าตังค์หรือมือถือนี่เจ็บปวดรวดร้าวยิ่งนัก


เนื่องจากโรงแรมของเราอยู่ในย่านเลิฟโมเต็ล ทุกเช้าตื่นมาจะเจอใบปลิวโทรเรียกหาสาวตกอยู่ที่พื้นเสมอ จริงๆ อยากลองโทรเหมือนกัน แต่กลัวจะไม่ได้แบบที่อยู่ในรูป และกลัวไม่มีตังค์จ่าย


นี่เห็นนี่ไม่ใช่รัฐสภา แต่คือ War Memorial of Korea จ้ะ


สัญลักษณ์เด่นคือ Statue of Brothers รูปปั้นเกาหลีใต้ผู้พี่กับเกาหลีเหนือผู้น้องกอดกัน (ดราม่าตั้งแต่หน้างาน)


โถงทางเข้า บรรยากาศขลังๆ

War Memorial ไม่เสียค่าเข้าชม แล้วก็เหมือนตอนไป National Museum เลยคือ เต็มไปด้วยกรุ๊ปเด็กทัศนศึกษา ดังนั้นวิธีการเดินจึงใช้ระบบเดิม ห้องไหนเด็กเยอะเดินหนี ห้องไหนไม่มีเด็กก็ดูนานหน่อย มิวเซียมแบ่งเป็นสามชั้น ระบบการเดินมันจะงงๆ หน่อย ประมาณว่าชั้นสอง มาชั้นหนึ่ง ไปชั้นสอง ไปชั้นสาม แล้วกลับมาชั้นสองอีกที ร่ายยาวเรื่องราวตั้งแต่รบกันสมัยราชวงศ์นู่นนี่ บลาๆๆ แต่ส่วนที่เราสนใจหน่อยจะเป็นช่วงสงครามเกาหลี


ข้ามเส้นขนานที่ 38 แล้ว จะเข้าโซนสงครามเกาหลีแล้วนะจ๊ะ


ที่นี่อลังการตรงระบบมัลติมิเดีย มีฉายหนัง พร้อมจำลองสนามรบให้ดู แสงสีวูบวาบอลังการ แถมมีทั้งภาษาเกาหลี, จีน, ญี่ปุ่น และอังกฤษ



หมู่บ้านและหุ่นจำลองชีวิตลำเค็ญในช่วงสงครามเกาหลี เดินดูคนเดียวแล้วหลอนมาก


อันนี้เป็นห้องที่ทำให้กูตกใจ มันจะเหมือนระเบียงดูวิวทะเล พอเหยียบเท้าไปปุ๊บ ตูมมมม!! เบิ้มมมม!! วิดีโอการโจมตีทางทะเลแม่งมาทันที


แน่นอนว่าที่นี่ก็ยังใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นเอกลักษณ์ ชี้ทางกู ถึงขั้นใช้คำว่า moving direction


กูอยู่ตรงไหน you are here มันไม่เก๋พอ มันต้อง standing point กันเลยทีเดียว

ใช้เวลาเดินใน War Memorial ประมาณสองชั่วโมงครึ่ง ข้อมูลมากมาย ตั้งแต่โชว์ปืนใหญ่ รถถัง เฮลิค็อปเตอร์ หน้ากากกันแก๊ซพิษ วิธีการรบภาคสนาม ความดราม่าในสงคราม บทบาทของนานาประเทศ (มีไทยด้วยนะ) บทบาทของยูเอ็น บลาๆๆๆ มีกระทั่งเกมยิงปืน (ไม่กล้าเข้าไปเล่น มีแต่เด็กๆ ต่อคิว) ข้อมูลต่างๆ พี่แกก็พยายามแอ๊บเขียนให้ดูกลางๆ แหละ แต่ก็มักมีการเข้าข้างตัวเอง และแอบใส่ไฟฝ่ายเหนืออยู่เนืองๆ แต่ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้


ใน War Memorial มีนิทรรศการอีกสองอัน อันแรกคือ Dino Show ซึ่งท่าทางจะเต็มไปด้วยเด็ก เลยไม่กล้าเข้า


อีกอันคือ Body Worlds ถ้าจำไม่ผิดเคยมาแสดงที่เมืองไทยด้วย แต่ตอนนั้นพลาดไป ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ค่อยมีอะไรนะ เป็นชิ้นส่วนมนุษย์นู่นนี่ เหมือนดูห้องแล็บวิทย์ตามโรงเรียนเลย (แต่ได้เงินกูไปหมื่นกว่าวอน)


เดินดูข้างในครบแล้ว ออกมาข้างนอก แม้ว่าจะหนาวและลมพัดแรงสุดๆ เราก็ไม่ย่อท้อ แท่งพวกนี้คือรายชื่อทหารที่เสียชีวิตในสงคราม


ข้างๆ ของ War Memorial ทั้งสองฝั่งจะมีฮอลล์จัดงานแต่งงานด้วย ก็น่าแปลกที่สงครามกับงานสมรสมาอยู่ด้วยกัน (แต่บ้านเรายังแต่งงานที่โรงพยาบาลสงฆ์เลยนินะ)


วันที่เราไปมีพิธีแต่งงานจริงๆ ด้วย ทำไมถึงจัดงานกลางความหนาวเยี่ยงนี้ล่ะ ฮาร์ดคอร์มาก


ที่ War Memorial ไม่มีฟูดคอร์ทในตัว มีแต่คาเฟ่เก๋ๆ แต่ว่าด้านข้างจะมีแฟมิลีมาร์ทแบบที่ขายอาหารตามสั่งด้วย

เป้าหมายที่สองของวันคือ Ewha Womans University (สังเกตว่าเค้าใช้คำว่า Womans แทน Women) ว่ากันว่าเป็นมหาลัยสตรีอันดับหนึ่งของเกาหลี บางคนก็ว่าเป็น ม.หญิงล้วนที่ใหญ่ที่สุดในโลก คริส (แฟนคลับฮ่องกงที่เจอหน้าคอน Bigbang) แนะนำว่าแถวนี้เป็นแหล่งช็อปปิ้งห้ามพลาดสำหรับสาวๆ


ขึ้นมาจากสถานีจะเจอแยกนี้ก่อน

หญิงเป็นคนที่ชอบซื้อรองเท้ามาก ในขณะที่เราแทบจะไม่ได้สนใจเดินร้านรองเท้าเลย เพราะหน้าเท้าเราใหญ่มาก ไม่เคยใส่พวกรองเท้าแฟชั่นได้เลย T_T พอมาถึงปุ๊บ หญิงขอแวะเข้า adidas ร้านใจดวงใจทันที ซึ่ง...อีกแล้วจ้ะ เราพบพนักงานที่หน้าตาดีอีกแล้ว


หลายคนบ่นว่าทำไมไม่มีรูปประกอบเวลาเจอคนหน้าตาดี อันนี้พยายามลอบถ่ายมาแล้ว ได้แค่นี้จริงๆ ขอโทษนะ

ใช้เวลาเลือกไม่นาน หญิงก็ได้รองเท้าไปหนึ่งคู่ และพอก้าวออกจากร้านปุ๊บ ฝนก็ตกปรอยๆ ลงมาทันที จากนั้นหญิงเสนอความคิดว่าพวกเราแยกกันเดินดีกว่า เพราะยังไงก็ชอบของไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ซึ่งเราก็เห็นด้วย ตกลงกันว่าอีกสองชั่วโมงค่อยกลับมาเจอกัน พอแยกย้ายกับหญิงปุ๊บ เราก็ลองเดินๆ มั่วๆ ไปเรื่อย แถบนี้จะเต็มไปด้วยร้านของแบบผู้หญิ้งงงงงงผู้หญิง กระเป๋าเอย เสื้อผ้าเอย ของกระจุ๊กกระจิ๊กเอย ยิ่งเดินไป ฝนก็เริ่มหนักขึ้น จนเราคิดว่าขอหลบเข้าห้างดีกว่า


ห้าง Yes apm (แม่งอ่านว่าไรวะ) ที่เราเข้ามาหลบฝน

ไอ้เราก็คิดว่าห้าง Yes apm อะไรเนี่ยมันต้องมีฟูดคอร์ทหรือร้านฟาสต์ฟูดให้เรานั่งเนียนได้บ้างแหละวะ แต่ปรากฏว่าห้างมันเพิ่งเปิดใหม่ หลายพื้นที่ยังไม่เปิดให้เข้า แถมในห้างมีแต่แบรนด์เนมหรูของผู้หญิงล้วนๆ แม้แต่ร้านอาหารก็ยังไฮโซติดแชนเดอเลียกันเลยทีเดียว จนกูเริ่มสงสัยว่าอีเด็กมหาลัย Ewha นี่มึงใช้ชีวิตยังไงกันแน่ พวกมึงไม่แดก KFC กันเลยเหรอไงคะ! สรุปว่าห้าง Yes apm จึงเป็นที่พึ่งพิงของกูไม่ได้ แต่ได้เดินวนห้างไปเรื่อย จนโผล่หน้าออกมาดูว่าฝนซาลงหน่อยแล้ว จึงเดินลุยต่อไป

คิดดูแล้ว ถ้าเดินตามตรอกซอกซอยก็คงเจอแต่ร้านขายของนู่นนี่ อย่ากระนั้นเลย...ไปบุกมหาลัย Ewha ดีกว่า ตอนแรกหาไม่เจอว่ามันอยู่ไหน สรุปว่ามันต้องเดินไปสุดถนนช็อปปิ้งนู่น กว่าจะเจอ


ทางเข้ามหาลัย Ewha

ตอนจะเดินเข้าไปในมหาลัยก็กล้าๆ กลัวๆ เอ๊ะ มหาลัยสตรีนี่แม่งผู้ายเข้าได้ป่าววะ แม่งซีเรียสขนาดไหนเนี่ย ไม่ใช่ว่ากูก้าวเข้าไปปุ๊บแล้วสัญญาณเตือนภัยแม่งดังนะ แต่มองๆ ดูแล้วก็เห็นเด็กผู้หญิงควงแฟนหนุ่มเข้าไปต่อหน้าต่อตา หรือเห็นคุณลุงมาวิ่งจ๊อกกิ้งด้วย งั้นแปลว่ากูก็เข้าได้สินะ เลยเดินดุ่มๆๆๆ เข้าไป ตรงทางเข้าจะมีพี่ยามหน้าดุสองคนจับตาคนเข้าออกอย่างไม่วางสายตา กูก็พยายามทำตัวให้ปกติที่สุด หวังว่าเขาจะไม่คิดว่ากูเป็นพวกโรคจิตมาแอบส่องนักศึกษาหญิงหรืออะไรเทือกนั้น

ขนาดของมหาลัย Ewha ก็กว้างประมาณจุฬา มีคณะหลากหลายตั้งแต่สายศิลป์ไปจนถึงวิศวกรรม จุดเด่นของที่นี่คือตึกจะสวยมาก ออกไปทางฝรั่งๆ


ตอนแรกนึกว่านี่คือโบสถ์ แต่จริงๆ รู้สึกว่าเป็นหอประชุมนะ


อันนี้ก็หอประชุมเหมือนกัน มหาลัยแม่งหอประชุมเยอะมาก มึงจะประชุมอะไรกันนักหนา


ตึกขวามือคือหอพักนักศึกษา แต่ไม่กล้าเข้าไปใกล้มาก ดูเป็นเขตหวงห้ามพิกล (วิตกจริตไปเอง)


อันนี้เป็นจุดเด่นของมหาลัยเลย อยู่ด้านหน้าสุด เข้ามาจะเจอก่อนเลย เป็นตึกสองข้าง แล้วมีทางเดินยกสูงผ่าตรงกลาง ตึกพวกนี้จะมีทั้ง ตึกเรียน ห้องสมุด มินิมาร์ท


มุมมองจากด้านบน สูงใช่เล่น กูอุตส่าห์ปีนขึ้นมา ก่อนจะพบว่ามันมีลิฟท์...


ชอบทรงตึกนี้มาก เหมือนอยู่ในหนังเรื่อง The Matrix

ใช้เวลาเดินทอดน่องเซาะแซะไปตามตึกนู้นตึกนี้ใน Ewha เนื่องจากวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ท่าทางจะไม่มีเรียนกัน บรรยากาศเลยค่อนข้างเงียบ พวกมิวเซียมในมหาลัยก็ปิดหมด แต่มีนักศึกษาเดินอยู่ทั่วไป พอเดินไปสัก 20 นาที กูก็รู้สึกว่าเหนื่อยมาก ทำไมแม่งเหนื่อยแบบนี้วะ พอสังเกตดีๆ จึงพบว่า มหาลัยแห่งนี้แม่งเต็มไปด้วย...


เนิน


เนิน


และเนิน!!!!!!!!

กูจะบ้าตาย นี่พวกมึงมาเรียนกันนี่ต้องขึ้นเนินแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ!!???? กูเข้าใจแล้วทำไมผู้หญิงเกาหลีขาสวย แล้วผู้หญิงที่นี่ก็เดินเร็วมาก อย่างอีน้องเป้ชมพูรูปข้างบนเนี่ย ตอนแรกยังตามหลังกูอยู่เลย กูเผลอหอบแฮ่กๆ สองที แม่งแซงกูไปไกลแล้ว


แล้วบทจะลง แม่งก็เป็นทางลงที่ชันมาก กูเชื่อว่าต้องเคยมีนักเรียนล้มหัวทิ่มที่บันไดนี้แน่นอน

ยิ่งเดินเข้าไปในมหาลัยลึกขึ้น มันก็จะต้องปีนเนินขึ้นไปเรื่อยๆๆๆๆๆ กูว่าจะมาเหล่สาวซะหน่อย เจอเนินเข้าไปกูหมดอารมณ์ทันที เลยขอไปนั่งพักเหนื่อยหน้าตึกซะหน่อย นั่งไปแค่สามวินาที มีป้าคนนึงวิ่งมาหากูเลย ...ไม่นะ ไม่นะ กูไม่ใช่คนเกาหลี อย่าถามอะไรกู!! ป้าจัดเลยค่ะ ~!@#$%^&*%~~!@~@#@##$#$$@!!@#!@ ....กูจะรู้เรื่องมั้ยคะ เลยพูดไปตามเดิม Sorry, I can’t speak Korean (ประโยคภาษาอังกฤษที่กูพูดบ่อยสุดตอนเที่ยวที่นี่) ป้าผงะตกใจ เหมือนช็อคมากที่กูไม่ใช่คนเกาหลี จากนั้นป้าเลยหันไปถามเด็กผู้ชายอีกคนที่ยืนสูบบุหรี่อยู่แถวนั้น (ซึ่งก็คงเป็นผัวใครสักคนที่เรียนที่นี่นั่นแหละ) กูเลยรอดชีวิตมาได้ เฮ่อ...

สองชั่วโมงผ่านไป เรากลับมาเจอหญิงที่จุดนัดพบ มุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่สามคือ ย่านฮงแด ซึ่งก็เป็นย่านช็อปปิ้งแและวัยรุ่นเช่นกัน โดยสถานที่เราขอแวะก่อนคือ Trick Eye Museum เป็นมิวเซียมคิกขุๆ ที่เล่นกับภาพหลอกตา ไอ้สถานที่แบบนี้ใน lonely planet ไม่ได้แนะนำไว้หรอกนะ แน่นอนว่าต้อง search เจอจากบล็อกของคนไทย 555 แต่เอาน่ะ ทำอะไรอินดี้มาเยอะแล้ว ขอแมสบ้าง


มาถึงแหล่ว ค่าเข้า 13,000 วอน


รับตั๋ว (รูปช่วงนี้จะต้องทนเห็นหน้ากูเยอะหน่อยนะ ทนๆ หน่อยละกัน)


“นังเรยา เอาสร้อยชั้นคืนมา!”


จนกระทั่งถูกธนูปักที่คอ...


ติดปีกตามพี่แดซอง


รูปนี้ของหญิง เป๊ะมากๆ

จริงๆ ที่หาข้อมูลมามันจะมีนิทรรศการย่อยอีกอันเป็น Cat Museum แต่ตอนที่เราไปมันเปลี่ยนเป็นนิทรรศการ Greek Mythologies ซะงั้น เค้าจะแจกกระดาษแผ่นหนึ่งให้ตอบคำถามห้าข้อเพื่อเอารางวัล ไหนๆ มาแล้วต้องเอาให้คุ้ม เรากับหญิงก็เลยพยายามตอบคำถามให้หมด มันก็จะมีถามว่าไอ้รูปปั้นนั้นอยู่ห้องไหน บลาๆๆ แต่มีข้อนึงถามเกี่ยวเสากรีก ซึ่งไม่ต้องไปอ่านบอร์ดนิทรรศการกูก็ตอบได้เลยค่ะ เสาสามแบบ ไอออนิก ดอลิก คอรินเธียน ข้อสอบเอนท์แม่งออกบ่อย กูจำได้ ...นี่แหละ วิชาสังคม กูเหลือเท่านี้แหละ นอกนั้นลืมหมดแล้ว

ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ตอบปัญหาครบ รีบวิ่งไปหาสตาฟฟ์ทันที เค้าก็ให้ปาเป้าเพื่อลุ้นของรางวัล ซึ่งของที่กูได้คือ...ดินสอ ส่วนไอ้หญิงได้...ลูกอม ขอบคุณค่ะ พวกกูเล่นกันตั้งนาน ได้ของคุ้มค่ามากกกกกกกกก


เพื่อนกู กลัวไม่คุ้มเงิน เค้ามีให้แต่งชุดกรีก มันก็เล่นด้วย จัดเต็มมาก


ออกจาก Trick Eye Museum มาย่านฮงแด เป็นย่านที่คึกคักมาก


มี Hello Kitty Cafe ด้วย แต่คงไม่เหมาะกับพวกกูเท่าไร 555

จากนั้นเรากับหญิงก็แยกกันเดินอีกครั้ง จริงๆ แถวนี้มีของผู้ชายขายด้วย แต่เราไม่ค่อยสนใจช็อปปิ้งเท่าไร ว่าแล้วก็ตามสเต็ปเดิมเลย ไปแอบดูมหาลัยเกาหลีดีกว่า ซึ่งมหาลัยที่ใกล้ย่านฮงแดชื่อว่า Hongik University แพทเทิร์นคล้ายกับ Ewha คือต้องเดินไปสุดถนนและขึ้นเนินโคตรชันขึ้นไป แถมอันนี้ต้องข้ามถนนด้วย


นี่แหละ Hongik University

เข้ามาแล้วบรรยากาศต่างจาก Ewha อย่างเห็นได้ชัดเลย Ewha นี่จะออกไฮโซ ตึกสวยๆ โล่งๆ แต่ Hongik นี่ไม่รู้ทำไม บรรยากาศมันดูอึมครึมมาก อาจจะเพราะไปตอนมืดด้วย แต่ตึกมันจะไม่สวย ค่อนข้างธรรมดา


สิ่งแรกที่เจอใน Hongik คือสนามฟุตบอล จนตอนแรกกูเข้าใจว่ามันเป็นมหาลัยที่เน้นด้านกีฬาเสียอีก เพราะเดินๆ แล้วเจอแต่นักศึกษาชาย แต่ที่จริงแล้วมหาลัยนี้ดังด้านศิลปะ


ทางเดินก็เป็นทรายบ้าง หินบ้าง ปูนบ้าง ปูไม้บ้าง กูงงในความอาร์ตของมันจริงๆ


เริ่มมืดแล้ว

ตอนที่เดินอยู่ใน Hongik บรรยากาศเงียบเหงามาก นานๆ จะเจอนักศึกษาสักคน ด้วยความที่มันไม่มีคน เราเลยเดินบุกเข้าไปในตึกเรียนเค้าเลย พอเดินไปเรื่อยๆ กูก็หัวใจแทบวาย เมื่อเจอกับ...


กูรู้ค่ะว่ามึงเป็นมหาลัยศิลปะ แต่ทำไมจะต้องเอาอีรูปปั้นผีนี่มาตั้งตรงทางเดินคะ!!

เดินอยู่ใน Hongik อยู่พักใหญ่ ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไร แต่ก็ถือว่าดี ได้มาดูมหาลัยหลายแบบ ทั้งแบบไฮโซและแบบกลางๆ อันที่จริงแอบอยากไปมหาลัยดงกุ๊กด้วย เหตุผลออกจะเพ้อเจ้อหน่อย คือเป็นมหาลัยที่ ซอฮยอน วง Girls’ Generation เรียนอยู่ ไม่ได้จะไปโรคจิตดักเจอน้องซอนะ แค่อยากเห็นว่ามหาลัยที่น้องซอเรียนมันเป็นยังไง (อันนี้แม่งยิ่งโรคจิตกว่าป่าววะ) แต่สรุปว่าไม่ได้ไป เวลาไม่พอ


ตลอดสองข้างทางของย่านฮงแดเต็มไปด้วยร้านอาหาร มีหลายแบบ หลายสัญชาติ ทั้งแพงหูฉี่ และราคาถูก

มาถึงสถานที่สุดท้ายสำหรับวันนี้ ซึ่งถือเป็นที่ที่เราแอบตื่นเต้นเหมือนกัน นั่นคือ จิมจิลบังที่ชื่อว่า Dragon Hill Spa จิมจิลบังมันก็คือโรงอาบน้ำและสปาของเกาหลี แต่มันจะใหญ่เป็นอาณาจักรย่อมๆ เลย อย่างที่ Dragon Hill มีเจ็ดชั้น ในนี้จะมีทั้งซาวน่า นวดแผนโบราณ สวนน้ำ สระว่ายน้ำ ตู้เกม คาราโอเกะ ร้านอาหาร บางคนถึงขั้นมานอนค้างคืนที่นี่ แถมจิมจิลบังยังเปิด 24 ชั่วโมงด้วยนะ


ทางเข้า Dragon Hill Spa อลังการมาก

สิ่งที่ทำให้ตื่นตระหนกเล็กน้อยในการมาจิมจิลบังคือ มันต้องโป๊! (กรี๊ดดดดดดดดดดดด) ดังนั้นก่อนมาจึงศึกษาหาข้อมูลอย่างคร่ำเคร่ง ชนิดว่าตอนเอนท์ยังไม่ฟิตเท่านี้ กูนั่งไล่อ่านหมดเลยค่ะ พวกไดอารี่ของคนที่เคยมา Dragon Hill Spa น่าจะอ่านเกินสิบอันแน่ๆ ศึกษาอย่างละเอียดว่าต้องทำอะไรก่อนอะไรหลัง ต้องถอดอะไรตอนไหน โป๊ตอนไหน อะไรอยู่ตรงไหน ชั้นไหนชั้นผู้ชาย ชั้นไหนชั้นผู้หญิง จะให้กูเขียนพิมพ์เขียว Dragon Hill กูก็อาจจะทำได้

อันที่จริงมันก็ไม่ซับซ้อน เริ่มจากว่าพอจ่ายตังค์ (12000 วอน) เค้าจะให้สายรัดข้อมือ + กุญแจ เรามา ไอ้สายรัดนี่ก็เป็น ID ของเรา เวลาจะซื้อข้าว จะเล่นเกม ก็ต้องเอาข้อมือเราไปตื๊ดตามที่ต่างๆ มันจะบันทึกไว้เลยว่าเราเสียเงินไปเท่าไร พอขาออกก็จ่ายเงินทีเดียว อีกอย่างที่เขาจะให้มาคือ เสื้อยืดและกางเกงขาสั้น เป็นชุดฟอร์มที่เราจะต้องเปลี่ยนเวลาเข้าจิมจิลบัง ชุดจะโทรมๆ หน่อย บางคนเลยบอกว่าบรรยากาศในจิมจิลบังดูไปก็คล้ายค่ายกักกัน (ตอนแรกเราแอบกังวลด้วยว่า แม่งจะมีไซส์กูมั้ยเนี่ย สรุปว่าใส่ได้พอดีเด๊ะ แต่กางเกงนี่ห้ามก้าวยาว อาจขาดได้ -_-‘’)

ส่วนกุญแจที่ได้มาจะมีหมายเลขบอก อันดับแรกต้องเอารองเท้าไปใส่ในตู้ฝากรองเท้าก่อน (ในจิมจิลบังเดินเท้าเปล่าล้วนๆ) จากนั้นจะต้องแยกชายหญิงแล้ว ที่ Dragon Hill มันจะเป็นลิฟท์แยก MEN กับ WOMEN เลย พอขึ้นไปปุ๊บ ถึงกูจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็อดตกใจไม่ได้ สิ่งที่เห็นคือผู้ชายเดินโป๊กันโทงเทงเต็มชั้น!! แว้กกกกกกกกก มีทุกวัยเลยค่ะ ทั้งคุณลุง คนทำงาน เด็กมหาลัย ยันเด็กเล็ก เค้าเดินกันตัวปลิว ไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น ถึงกูจะอึ้งแต่ก็ยังทำหน้ามั่นใจ เราศึกษาคู่มือมาแล้ว อย่ากลั๊ว อย่ากลัว...

จากนั้นเดินหาล็อคเกอร์ตามหมายเลขตัวเอง จะเป็นตู้ไว้เก็บของ + เสื้อผ้า ตามธรรมเนียมที่ถูกต้องคือ เราจะต้องใส่เสื้อผ้าทั้งหมดเข้าไป แล้วเดินเปลือยไปยังห้องอาบน้ำ แต่ถึงมันจะเป็นระยะประมาณ 50 ก้าว แต่การเดินเปลือย 50 ก้าว กูก็ยังทำใจม่ายด๊ายยยยยยยย จริงๆ ตรงนี้เราจะลักไก่ ไม่เดินไปอาบน้ำ แล้วเปลี่ยนเป็นชุดฟอร์มจิมจิลบังเลยก็ได้ (แต่ต้องโป๊อยู่ดีนะ เพราะมันไม่มีห้องเปลี่ยนเสื้อ ต้องถอดตรงนั้นเลย) แต่รายการเทยเที่ยวไทยสอนไว้ “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้อง หลิว มนัสวี” เอาวะ ถอดก็ถอด กูทำใจมาตั้งแต่อยู่เมืองไทยแล้ว ว้ากกกกกกกกกก...

แต่นั่นแหละ กูก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี เพราะ ณ จุดนั้นยังไม่รู้ว่า ห้องอาบน้ำแม่งอยู่ไหนวะ เลยเดินออกไปศึกษาเส้นทางไว้ก่อน ถ้ารู้ว่าห้องอาบน้ำคืออันไหน กูจะได้โป๊แล้วมุ่งตรงไปเลย พอเดินออกมาข้างหน้า ห้องแม่งก็เยอะมาก กูมึนเลยทีเดียว อีเหี้ย ห้องไหนคือห้องอาบน้ำวะ เลยหันไปถามพนักงานที่เป็นลุงแก่ๆ ว่า “เออ ลุงครับ ห้องอาบน้ำคือห้องไหนอ่ะ” ลุงพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย แกตอบว่า “โอ้ ใจเย็นๆ นะ ไม่ต้องวอร์รี่ไป ใจเย็นๆ ผมเจอประสบการณ์แบบนี้มาเยอะแล้ว” คือเดาว่าลุงคงเจอลูกค้าต่างชาติที่เหวอแดกมาเยอะ เราก็แบบ “เอ่อ ไม่ได้วอร์รี่ครับ ผมแค่อยากรู้ว่า ห้องอาบน้ำคือห้องไหน” ลุงก็ยังพูดต่อไปว่า “โอ้ ใจเย็นๆ นะ แค่ไปถอดเสื้อผ้า เข้าไปอาบน้ำ แล้วรีแล็กซ์เสียนะ” กูเลยฟิวส์ขาด “กูรู้แล้วโว้ยว่ากูต้องโป๊!!! แต่แค่อยากรู้ว่าห้องอาบน้ำคือห้องไหนล่ะเฟร้ยยยยยยย!!!!!!” ลุงก็ทำหน้าเหนื่อยใจ แล้วชี้ไปด้านหลัง โถ...ห้องอาบน้ำแม่งอยู่ข้างหลังกูนี่เอง ประตูกระจกใหญ่เบ้อเริ่ม ด้วยความสติแตก จึงทำให้ไม่สังเกตเห็น เซาะกราวจนได้นะกู

เอาล่ะ รู้แล้วว่าพิกัดห้องอาบน้ำอยู่ตรงไหน ได้เวลาลุย จัดการถอดๆๆๆๆๆๆๆ แล้วเดินดิ่งไปห้องอาบน้ำเลย พอเข้าไปก็จะเจอฝักบัวเรียงรายอยู่ ผู้คนอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณ ล้วงๆ ควักๆ ไม่แคร์สื่อใดๆ ทั้งสิ้น ณ จุดนี้กูไม่สนแล้ว แต่ก็ยังขอเลือกผักบัวที่มันอยู่มุมๆ หน่อย พอบิดก๊อก เอ๊ะ ทำไมน้ำไม่ไหลวะ ปรากฏว่าก๊อกเป็นระบบกดค่ะ แล้วน้ำมันจะไหลไปเรื่อยๆ จนก๊อกเด้งกลับก็หยุดเอง ส่วนไอ้ที่กูบิดไปน่ะ คือปรับอุณหภูมิ แล้วกูปรับไปอยู่ที่ 40 องศา ฉ่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!! สะดุ้งโหยงเลย กูจะลวกจิ้มตัวเองทำไมเนี่ยยย ส่วนสบู่เนี่ยเค้าก็มีวางๆ ไว้ให้ แสดงว่ามันต้องใช้ต่อกันหลายๆ คนนั่นแหละ คิดภาพแล้วแอบสยอง แต่ ณ จุดนี้ต้องช่างมันก่อน

ในห้องอาบน้ำ จะมีบ่อน้ำร้อนให้แช่ด้วย เห็นบางอันแม่งล่อไป 56 องศา แต่คนเกาหลีแช่กันอย่างหน้าตาเฉย ลองหาอันที่อุณหภูมิต่ำสุดคือ 41 องศา จุ่มได้แค่เท้า ไม่สามารถเอาตัวลงไปได้จริงๆ ว่าแล้วออกดีกว่า พอออกมาก็จะมีผ้าขนหนูให้หยิบ ซึ่งมันจะเล็กมาก ประมาณผ้าขี้ริ้วเช็ดโต๊ะ ไม่สามารถปิดบังอะไรได้เลย แต่ก็ไม่มีใครปิดอะไรกันหรอก สุดท้ายพาตัวเองมาที่ล็อกเกอร์ ใส่ชุดจิมจิลบังจนได้

สรุปทิปก็คือ ถ้าจะไปจิมจิลบัง ทำใจไว้เลยว่าต้องโป๊ ถ้าไม่กล้าโป๊หรือทนเห็นคนโป๊ไม่ได้อย่าไป พยายามเลือกไปจิมจิลบังที่ดังๆ มีชาวต่างชาติไปเยอะๆ พนักงานที่นั่นเค้าจะพอเข้าใจหัวอกคนต่างชาติ อย่าไปอันที่ local มากๆ เพราะเราจะยิ่งเด๋อ แล้วตอนอยู่ในนั้นก็พยายามทำตัวปกติ อย่าหลุกหลิกหรือประสาทแดก ไม่มีใครสนใจใครเลย ต่างคนต่างโป๊กันไป ที่สำคัญคือ ถ้าผ่านครั้งแรกไปได้ ครั้งต่อๆ ไปก็ไม่ยากแล้ววววววววววววว (โชคดีอีกอย่างที่เรามากับเพื่อนผู้หญิง เลยแยกกันไปโป๊ คิดภาพว่าถ้ามาเที่ยวกับเพื่อนผู้ชายเนี่ย คงเขินน่าดูตอนห้องเปลี่ยนชุด)

หลังจากรอดชีวิตจากการโป๊เปลือยแล้ว ก็ลงมาชั้นหนึ่งเพื่อเจอหญิง แล้วมุ่งไปยังร้านอาหารทันที


ร้านอาหารใน Dragon Hill เมนูมากมาย หลายราคา


เพื่อฉลองชัยชนะแห่งจิมจิลบังเลยสั่งของไฮโซ ราคา 15,000 วอน ปรากฏว่าไม่อร่อยเลย แถมเยอะอีกต่างหาก กินเหลือบาน


ตามธรรมเนียมจะต้องโพกผ้าขนหูเป็นหูหมีแบบนี้ ทำไม่เป็นหรอก หญิงทำให้

พอกินข้าวเสร็จ เราก็ไปสำรวจรอบๆ Dragon Hill แค่ชั้นหนึ่งชั้นเดียวก็มีอะไรเยอะแยะไปหมด อาทิ


โถงกลาง นอนเล่น นั่งเล่น ดูทีวี กันแบบนี้เลย


อันนี้คือห้องพักผ่อน คนมาหลับกัน ต้องเงียบ แต่กูว่ามันคือห้องไว้นัวเนียกันมากกว่า อย่างเช่นอีคู่นี้เป็นต้น เกยกันซะ

โซนสำคัญของชั้นหนึ่งคือ ห้องอุณหภูมิต่างๆ มีทั้งห้องเพนกวิน 10 องศา ซึ่งกูไม่รู้จะเข้าทำไม กูหนาวมาแล้วทั้งวัน ส่วนห้องร้อนซาวน่า มีสามแบบ high medium low แล้วมันก็เกิดเหตุวิปริตอะไรไม่รู้ เราพยายามจะเปิดประตูเข้าห้องซาวน่า ทั้งหญิงและเราเปิดเท่าไรก็เปิดไม่ออก จนงงว่าแม่งต้องมีวิธีเปิดพิสดารอะไรหรือเปล่าวะ เลยไปตามคนเกาหลีแถวนั้น เค้าก็บอกว่า just open it อ่ะ เท่านั้นแหละ พอกูลองเปิดปุ๊บ แม่งเปิดได้ทันที อยู่ในเกาหลีกูหน้าแหกจนชิน พวกเราเลือกเข้าห้อง low temperature ซึ่งแบบ...มัน low ตรงไหนวะ ร้อนชิบหายยยยยยยยย


ร้อนโว้ยยยยยยยยยยย low พ่องงงงงงงงงงงงงงงงงง

ตอนที่เข้าไปห้องซาวน่า มีสองสาวเกาหลีนอนอยู่ก่อนเราแล้ว อีสองตัวนี้ก็เม้ามอยกันเสียงดัง แบบไม่แคร์กูเลย มีหรือกูจะยอม พวกกูสองคนเลยเม้าเสียงดังแข่งกับมันบ้าง ภาษาไทยมึงฟังไม่ออกอยู่แล้ว ฮ่าๆๆๆ แต่ว่าก็ทนอยู่นานไม่ได้ มันร้อนมากๆ ถือเป็นทุกรกิริยาขั้นสูงทีเดียว อยู่ได้แค่สิบห้านาที ยอมแพ้ ออกดีกว่า

โซนต่อมาเลยมาลุยที่โซนเกมตู้ ทำให้หวนนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ สมัยยังเป็นเด็กติดเกม ตอนมัธยมต้นไป galaxy world ที่มาบุญครองบ่อยมาก แต่ว่าไม่ได้เล่นเกมตู้นาน ทักษะเล่นเกมไม่เหลือเลย เล่นเกมตีกลอง ด่านแรกก็แพ้แล้ว ต่อมาเล่นเกมยิงปืน House of the Dead อันนี้แม่งอันตรายมาก เพราะตื๊ดข้อมือแค่ครั้งเดียว แต่หลังจากนั้นสมมติเราตาย ไม่ต้องตื๊ดข้อมือใหม่ แค่กดปุ่มสตาร์ทใหม่ก็ continue ต่อได้ทันที แต่จริงๆ แม่งคิดเงินเราเพิ่มด้วย กว่าจะฉุกคิดได้ กูกด continue ไปร่วมเจ็ดที ...RIP


เกมตู้มากมาย เล่นได้ทั้งวัน

ปิดท้ายกันด้วยห้องคาราโอเกะ ซึ่งพวกกูก็เซาะกราวอีกแล้วค่ะ นึกว่าร้องสองคน ต้องตื๊ดข้อมือกันทั้งคู่ แต่จริงๆ ตื๊ดแค่คนเดียวก็ร้องสองคนได้ และการตื๊ดครั้งนึงคือร้อง 20 นาที ดังนั้นพวกกูตื๊ดกันสองคน ...แม่งได้ร้อง 40 นาที!!!! อีห่า ร้องกันจนปากแหกพอดี แต่เพลงที่นี่เก๋นะ มีทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่ง ขนาด Radiohead เพลงแบบ 2+2=5 แม่งยังมีเลย แต่เพลงแบบนี้มันร้องคาราโอเกะได้ที่ไหนละโว้ย


นี่แหละเพลงที่พวกเราร้อง...เดาได้มั้ยเพลงอะไร...ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ...เพลง Everybody ของ Backstreet Boysนั่นเอง (ใครทายได้แปลว่า...)

ไหนๆ ได้มา 40 นาทีแล้ว ต้องร้องให้คุ้ม เพลงที่ร้องก็ย้อนสู่ยุค 90 และยุคต้น 00 จริงๆ ตั้งแต่ Baby One More Time - Britney Spears, In The End - Linkin Park, The Day You Went Away - M2M, Because of You - 98 Degrees, Stand By Me - Oasis ฯลฯ แล้วคาราโอเกะที่นี่ฮาดี คือเพลงฝรั่ง แต่เอ็มวีแม่งเกาหลีล้วนๆ บางทีร้อง Oasis อยู่ แม่งภาพเป็นวง Brown Eyed Girls ซะงั้น

ตอนแรกกะจะออกจาก Dragon Hill สักสี่ทุ่ม แต่เจออีคาราโอเกะผีเปรตนี่เข้าไปเลยออกมาห้าทุ่มกว่านู่น สถานีรถไฟที่ใกล้ Dragon Hill คือ Yongsan ซึ่งเป็นสถานีใหญ่มาก แล้วเกิดปัญหาว่าบัตร T-Money ของพวกเราเงินหมดพอดี แต่อีตู้เติม T-Money ที่พวกเราเคยเติมๆ กัน มันเสือกไม่มีที่สถานีนี้ ไอ้ตู้ที่เรียงๆ อยู่แม่งก็มีแต่ภาษาเกาหลี เอาแล้วไง ทำไงวะเนี่ย เลยไปถามคู่แฟนสองคนที่นั่งจู๋จี๋กันอยู่ เค้าก็พยายามจะช่วยนะ แต่แม่งอธิบายกูด้วยภาษาเกาหลีล้วนๆ สุดท้ายมีป้าเจ้าหน้าที่เดินๆ เก็บขยะอยู่ เข้ามาช่วยชีวิตไว้ ในที่สุดก็เติมเงินได้ เหงื่อตกเลยกู

นึกว่าเคราะห์กรรมจะหมดแล้ว แต่ยังค่ะ! ...จำสถานี Seongsu ที่เล่าให้ฟังเมื่อวานกันได้ใช่มั้ย พอมาวันนี้รถไฟก็หยุดที่สถานีนี้อีกแล้ว พนักงานแม่งประกาศเป็นภาษาเกาหลีตามเคย ไอ้เราก็นึกว่าเปลี่ยนรถตามปกติแบบเมื่อวาน แต่เริ่มผิดสังเกตเห็นคนส่วนนึงพากันกรูลงบันไดไป แต่คนอีกกลุ่มก็ยังมายืนรอรถ ...เอ๊ะ รอเท่าไรแม่งก็ไม่มา แถมสถานีร้างๆ เปลี่ยวๆ พิกล ยังไม่พอ ยังมีคนบ้าโผล่มาอีก! เป็นลุงแก่ๆ คนนึง แกเดินขอไฟแช็คจากทุกคน ซึ่งไม่มีใครมี สักพักแกเลยเริ่มอาละวาดโวยวาย “สัดเอ๊ยยย ทำไมไม่มีใครมีไฟแช้คเลยว้าาา” (อันนี้กูเดาเอง ฟังไม่ออกหรอก)

และสังเกตดีๆ ก็พบว่า เอ๊ะ...ไอ้พวกที่ยืนรอกับกูเนี่ย ผู้ชายคนนั้นแม่งคนจีน ส่วนอีผู้หญิงที่เหลือญี่ปุ่นนี่หว่า อ้าว อีห่า แม่งเหลือแต่คนต่างชาติทั้งนั้นเลยนิ พอมองนาฬิกาพบว่าเที่ยงคืนกว่าแล้ว เลยสรุปกันได้ว่ารถไฟแม่งทิ้งกูค่ะ! ปิดบริการแม่งดื้อๆ แบบนี้เลย พอรู้ตัวก็เลยรีบลงบันไดทันที อีลุงบ้านั่นตามลงมาอีก โอ๊ยยยยย อะไรนักหนา กูอยู่ในหนังสยองขวัญหรือง้ายยยย พอหลุดออกนอกสถานีได้ ก็คิดหนัก ทำไงดีวะ รถเมล์เกาหลีก็ขึ้นไม่เป็น ณ จุดนี้ต้องแท็กซี่แล้วล่ะ เค้าบอกว่าแพง แต่ตอนนี้ต้องยอม

ว่าแล้วก็โบกแท็กซี่ โชคดีว่าโรงแรมของเราอยู่ใกล้โรงแรมดัง Renaissance Hotel พอบอกเค้าก็พาไปได้ ได้ยินมาว่าแท็กซี่เกาหลีเนี่ย จะไม่ปฏิเสธผู้โดยสารนะ เรียกไปไหนก็ต้องไป และต้องพาไปให้ถึงให้ได้ (ไม่เหมือนแท็กซี่ไทย) แท็กซี่ทันสมัยมากมีระบบ GPS ขับรถเร็วปรื๋อ 15 นาที ก็ถึงแล้ว เจอไปเจ็ดพันวอน ประมาณ 210 บาท นี่ขนาดนั่งแค่ไกลๆ นะเนี่ย

สุดท้ายถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพ วันนี้เหนื่อยโคตรๆ …พอหลับตานอนก็คิดว่า พรุ่งนี้ฝนจะยังตกมั้ยนะ กูจะถูกรถไฟหลอกอีกหรือเปล่า แล้วกูจะต้องเจอคนบ้าไปอีกกี่คนเนี่ยยยยย

โปรดติดตามตอนต่อไป...





Create Date : 15 มีนาคม 2555
Last Update : 15 มีนาคม 2555 14:21:10 น. 6 comments
Counter : 11129 Pageviews.

 
เล่าเรื่องหนุกดี กรูชอบบบบ


โดย: ฏ IP: 61.90.14.110 วันที่: 15 มีนาคม 2555 เวลา:22:23:45 น.  

 
55 รีวิวตลกดีค่ะ ชอบ Eye trick museum นี่ค่ะ สนุกดี
เราก็ไปดูคอนบิ๊กแบงมาค่ะ ดูรอบวันเสาร์ แต่เราจองบัตรล่วงหน้าไม่งั้นอดดูแหง ไม่สามารถไปยืนต่อคิวได้ยาวเหยียดแบบนั้นแน่เลย


โดย: TaMaChaN (narumol_tama ) วันที่: 15 มีนาคม 2555 เวลา:22:31:55 น.  

 
ไล่อ่านมาหมดเลยค่ะ เล่าตลกและสนุกมากค่ะ

ในบิ๊กแบงค์ชอบท้อปที่สุด แต่ต้องผมดำนะ แต่ไม่ชอบพี่แกเต้นค่ะ ไม่กระติกเลย กินแรงเพื่อนมากจริง ๆๆ


โดย: หนูริวจัง วันที่: 15 มีนาคม 2555 เวลา:22:43:57 น.  

 
Trick Eye Museum นี่ก้อว่าจะไปอยู่นะ สรุปว่าคุ้มป่าวเนี่ย แต่จิมจิลบังนี่บายดีกว่า แบบว่าใจไม่ด้านพอ


โดย: travelsaint วันที่: 17 มีนาคม 2555 เวลา:22:20:48 น.  

 
- Trick Eye Museum ถ้าชอบถ่ายรูป อย่างสนุกนาน หรือไปกับแฟน หรือกับเพื่อนเฮฮา ก็โอเคนะครับ อยู่เป็นชั่วโมงยังได้เลย ค่าเข้า 13000 วอน ก็ถือว่าไม่แพงฮะ

- ส่วน จิมจิลบัง น่าลองนะครับ ยากแค่ครั้งแรกเท่านั้น 555


โดย: merveillesxx วันที่: 18 มีนาคม 2555 เวลา:2:38:23 น.  

 
อ่านไปหัวเราะไปเมิงตลกจัง


โดย: Patt IP: 49.49.102.207 วันที่: 11 พฤษภาคม 2557 เวลา:0:34:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.