http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
25 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกเกาหลี ติ่งหูอย่างอินดี้ : DAY 6 สุดท้ายต้องไปสุสานซะงั้น (ตอนจบ)

by merveillesxx

คำเตือน:

1. เป็นบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ไม่สามารถใ้ช้เป็นทิปแนะนำการท่องเที่ยวได้

2. มีการใช้คำหยาบคายมากมาย


=================


และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของทริปสังคโลกเกาหลี วันนี้พวกเราตัดสินใจให้เป็นฟรีเดย์ คือแยกย้ายกันไปเที่ยว คนไหนอยากไปไหนก็ไป เนื่องจากไฟลท์กลับคือตอนทุ่มนึง วันนี้เลยเที่ยวได้ประมาณครึ่งวัน เรานัดกับหญิงว่ากลับมาเจอกันที่โรงแรมประมาณบ่ายสอง หญิงตัดสินใจไปช็อปปิ้งที่ย่านอับกูจอง ส่วนเราวางแผนว่าจะไปเก็บตกซีดีที่ยังหาซื้อไม่ได้ แต่ก็ไปในละแวกใกล้ๆ โรงแรม ไม่อยากไปไกล เดี๋ยวกลับมาโรงแรมไม่ทัน พวกเราจัดแจง checkout กัทางบโรงแรม แล้วขอฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อบบี้ ซึ่ง staff ก็ช่วยดูแลเป็นอย่างดี พอออกเดินทาง พบว่าฝนตกแต่เช้าเลย แอบเศร้าเล็กน้อย วันสุดท้ายแล้วแท้ๆ

เป้าหมายแรกวันนี้คือ ร้าน Kyobo Book สาขากังนัม ซึ่งนั่งรถไฟไปแค่สถานีเดียว


วันนี้ฝนตกค่อนข้างเยอะ คนกางร่มกันถ้วนหน้า

รู้สึกว่า Kyobo สาขากังนัมเพิ่งจะเปิดได้ไม่นาน มันเลยไม่มีเขียนไว้ใน Lonely Planet ก็หาข้อมูลจากเน็ตเอา แต่มันไม่ได้บอกละเอียด ว่าต้องเดินไกลขนาดไหน แต่คิดว่ามันน่าจะอยู่ในบริเวณถนนเส้นนี้นั่นแหละ ก็เลยเดินไล่ตามถนนใหญ่ไปเรื่อยๆ เดิน เดิน เดิน และ เดิน เดิน เดิน ไป พยายามสังเกตสัญลักษณ์รูปนกสีเขียว แต่เดินเท่าไร ก็ไม่เจอสักที เดินยิ่งไกล กูก็ยิ่งหลอน ตอนนี้เห็นอะไรสีเขียวๆ ก็ทึกทักเป็นร้าน Kyobo หมด แต่มันไม่ใช่อ่ะ เดินมาไกลขนาดหนักจนเริ่มนอยด์ว่า เอ๊ะ หรือมันอยู่ในตรอกซอกซอยลึกลับอะไรหรือเปล่าวะเนี่ย ครั้นจะถามทางคนเกาหลี กูจะเหนื่อยใจกับการสื่อสารกับคนที่นี่จริงๆ เอาวะ เดินต่อไปแล้วกัน สักพักผ่านร้านอาหารร้านนึง เปิดเพลง Gee ของวง Girls’ Generation ประหนึ่งจะให้กำลังใจกูในการเดิน “โอปป้า สู้ๆ นะคะ” สาวๆ ทั้งเก้ายืนเชียร์อยู่ (เพ้อเจ้อ)

เดินมาถึงสุดถนน ในที่สุดก็เจอตึก Kyobo Building เออ ร้าน Kyobo มันก็ต้องอยู่ในนี้แหละ ปกติมันจะชอบอยู่ชั้นใต้ดิน อ้าว แต่มองไป มันไม่มีทางลงไปใต้ดินอ่ะ หรือว่ามันจะอยู่ชั้นใดชั้นหนึ่งของตึก ไอ้ตึกนี้ก็ดูน่าเกรงขามพิลึก ไม่กล้าเข้าง่ะ เลยลองเดินเลยมาอีกนิด โอ้ว เจอแล้วววววว! ทางลงใต้ดินมันมาซ่อนอยู่ข้างๆ ตึกนี่เอง ทำไมมึงต้องออกแบบอะไรให้ลึกลับขนาดนี้ มึงกลัวคนเห็นหรือไง


ทางลงชั้นใต้ดิน ที่กว่าจะหาเจอ


มาถึงแล้วจ้า ร้าน Kyobo สาขากังนัม

ร้าน Kyobo สาขากังนัม ดูเล็กกว่าสาขากวางฮวามุนเล็กน้อย แต่ที่นี่จะแบ่งเป็นสองชั้น U1 กับ U2 เราไปถึงตอนสิบโมงเช้า บรรยากาศเลยเงียบสงบมาก แทบไม่มีคนเลย เดินดูหนังสือแบบผ่านๆ ก็คล้ายกับสาขากวางฮวามุน เนื่องจากมีเวลาไม่มาก เลยมุ่งตรงเข้าร้านซีดี Hottracks เลยดีกว่า ช่วงที่เราไปเนี่ย ร้านซีดีทุกร้านจะถูกยึดครองโดยอัลบั้ม Alive ของ Bigbang ทุกที่จะพร้อมใจกันเปิดเพลงจากอัลบั้มนี้ แสตนดี้หน้าร้านก็จะเป็นสมาชิกวง Bigbang แถมพนักงานยังใส่เสื้ออัลบั้ม Alive ด้วย กูเจอจนหลอนเลยทีเดียว

ปรากฏว่าร้านนี้ก็ไม่มี T-ara และ After School ชุดที่เราอยากได้อยู่ดี แต่จากที่ศึกษามา เงินวอนเนี่ย เวลาแลกคืนเป็นบาทมันจะขาดทุน ดังนั้นจงใช้เงินให้หมดซะ! สองวันสุดท้ายของทริปเลยเป็นการใช้เงินแหลก และบางครั้งก็ขาดสติยั้งคิดพอควร 5555 อย่างเช่น เรามองไปเห็น Pledis Love Letter ที่หน้าปกเป็นวง After School ก็เข้าใจผิดคิดไปเองว่าน่าจะเป็นโฟโต้บุ๊ค ก็คว้าทันที ก่อนที่จะมาเปิดพบที่บ้านว่า...มันเป็นไดอารี่โว้ยยยยย คือเต็มไปด้วยกระดาษเปล่าๆ ทั้งเล่ม มีรูปสาวๆ After School อยู่กระจึ๋งนึง T_T แต่ยังดี อย่างน้อยมันก็แถมซีดีมาด้วยแผ่นนึง


Pledis Love Letter ที่โง่ซื้อมา

Hottracks สาขานี้ดีตรงที่โซน DVD หนังจะเยอะกว่าที่กวางฮวามุน ที่นี่เค้าจะมีออกบ็อกซ์เซ็ตเก๋ๆ เช่น รวมหนังห้าเรื่องของ โจ โอดากิริ แต่อันนี้ไม่ได้ซื้อเพราะที่บ้านมีแผ่น (เถื่อน) เกือบทุกเรื่อง อันที่กรี๊ดมากคือ บ็อกซ์เซ็ตรวมหนังของ ชิออน โซโนะ ซึ่งราคาไม่แพง ประมาณสามหมื่นวอน แถมมีหนังที่หาดูยากด้วย แต่อนิจจา พออ่านรายละเอียดดีๆ หลายเรื่องมันมีแต่ซับไตเติ้ลเกาหลี ดังนั้นจึงต้องตัดใจ

ใช้เวลาอยู่ใน Kyobo ประมาณชั่วโมงนึง ก็รีบออกมา วันนี้ต้องทำเวลาหน่อย ออกมาแล้วฝนก็ยังตกต่อไป ระหว่างที่เดินกลับ เจอเหตุการณ์น่าตื่นเต้นเล็กน้อย คือตอนรอข้ามถนน มีผู้ชายจากอีกฝั่งนึงเดินมาเรื่อยๆ แต่พี่แกไม่ได้สนใจมองทางเลย กดๆๆๆๆ ไอโฟนลูกเดียว (แสดงว่านิสัยนี้ไม่ได้เป็นแต่คนไทย คนเกาหลีก็เอากับเค้าด้วย) ทันใดนั้นเราก็เห็นรถวิ่งมา ในช่วงเวลาสั้นๆ 0.3 วินาที คิดในใจว่า ชิบหายแล้ว แม่งชนแน่เลย กูจะตะโกนเตือนเค้ายังไงดีวะ ถ้าพูดว่า Watch Out นี่แม่งจะเก็ทมั้ยเนี่ย แต่สรุปว่ารถเบรคเอี๊ยดทัน พี่ไอโฟนแกหยุดมองรถเล็กน้อย จากนั้นก็เดินกดไอโฟนต่อไปเหมือนไม่มีเกิดขึ้น ไม่มีการก้มหัวขอโทษอะไรทั้งสิ้น ...นี่แหละเมืองโซล กูชินแล้ว


ฝนยังตกต่อไป

เนื่องจากทริปนี้ชื่อว่าติ่งหูอย่างอินดี้ สถานที่ในวันสุดท้ายต้องตบด้วยอะไรอินดี้ๆ หน่อย ก็เลยไป...สุสาน! ชื่อว่า Seolleung Park Royal Tombs ซึ่งเป็นสถานที่ไม่ได้ฮิตอะไรเท่าไร แต่เนื่องจากมันอยู่ใกล้ เลยขอแวะไปดู ตามประวัติเนี่ยมันเป็นสุสานสองอัน อันนึงจะเป็นของพระราชาราชวงศ์อะไรสักอย่าง ลืมชื่อแล้ว (ใครอยากรู้ ค้นกูเกิ้ลเอาเองนะ) เรื่องเด่นคือการมีเมีย มีลูกเยอะมาก หลายสิบคน พอแกตายเลยมีการเมืองเรื่องว่าจะเอาสุสานไว้ตรงไหน ข้างเมียคนไหน ส่วนสุสานอีกอันเป็นของลูกชายแกที่ต้องขึ้นแทนพ่อ ตอนแรกไม่ค่อยมีใครยอมรับ แต่สุดท้ายก็ทำให้คนเชื่อใจได้

Seolleung Park Royal Tombs หาไม่ยากเท่าไร ขึ้นจากสถานี Seolleung เดินนิดเดียวก็เจอ นอกจากสุสานแล้วที่นี่ยังเป็นสวนสาธารณะด้วย ขนาดใหญ่ปานกลาง เห็นแล้วนึกถึงสวนสมเด็จย่า 84 ที่อยู่ข้างๆ เซ็นทรัลลาดพร้าว เสียค่าเข้าแค่ 1000 วอน ตอนเดินเข้าไปจะมีคุณป้าคนนึงคอยยืนต้อนรับอยู่ ทั้งที่ฝนตกนี่แหละ ตอนขาออกก็ยังเห็นคุณป้าคนนี้ยืนอยู่ที่เดิมต่อไป


ทางเข้า Seolleung Park Royal Tombs


เข้ามาปุ๊บ จะเจอร้านขายของที่ระลึกก่อนเลย


ดื่มด่ำกับธรรมชาติ

ใน Seolleung เนี่ย ไม่มีคนเลย เหมือนทั้งสวนมีกูเดินอยู่คนเดียว แล้วมันเงียบมากๆ บรรยากาศสลัวๆ เพราะฝนตก ไม่มีแดด เดินไปก็แอบหลอนๆ เหมือนกัน จนบางทีก็คิดว่ากูมาทำอะไรที่นี่เนี่ย ทำไมกูต้องมาปลีกวิเวกขนาดนี้ 55555 เดินไปเดินมาชักเหมือนเดินป่าในหนังอภิชาติพงศ์ แต่คิดในอีกแง่ โซลก็นี่ดีจังนะ มีมุมสงบให้พักมากมมาย แม้ว่าจะอยู่ย่านเมืองก็ตาม

เอาล่ะ เดินจงกรมกันมานานแล้ว สุสานอยู่ไหนเนี่ย ขอดูหน่อยสิ มองไปมาเริ่มเห็นแนวสูงๆ ที่น่าจะเป็นสุสาน แล้วก็พบเนินที่เป็นทางขึ้น


จะดูสุสานต้องขึ้นเนินนี้นะจ๊ะ

และกูก็อุตส่าห์ปีนเนิน เพียงเพื่อจะพบกับ


ป้ายนี้...

แสรดดดดดดดด สรุปคือ สุสานที่นี่ เราจะเดินเข้าไปมอง ชม ดู ถ่ายรูป ใกล้ๆ ไม่ได้นะจ๊ะ เพราะเค้าจะกั้นรั้วแดงไว้ทุกอัน แต่แบบมึงกั้นรั้วได้ห่างไกลมาก และมึงเหลือมุมก็กูยืนถ่ายรูปได้ในพื้นที่ขาเหยียบประมาณสองเมตร อีห่า อุตส่าห์ถ่อมา พยายามจะถ่ายรูปสุสาน ก็ทำด้วยความยากลำบากยิ่ง ถ้าอยากได้ภาพมุมกว้างสุสานก็ต้องชะเง้อคอ งอแขน หามุมกันไป สุดท้ายกูหมดความพยายาม ช่างแม่ง อย่าไปสนใจเลย อีสุสานอะไรเนี่ย เดินจงกรมต่อก็ได้วะ


ความพยายามถ่ายสุสาน #1


ความพยายามถ่ายสุสาน #2


เนินสวยดี แต่เข้าไปนั่งไม่ได้ กั้นรั้วไว้


ยอมแพ้แล้ว ทำตัวเป็นตัวละครหนังอภิชาติพงศ์ เดินป่าต่อไป...

เนื่องจากการดูสุสานไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเท่าไร จึงเน้นการเดินรอบๆ สวนสาธารณะแทน เอาให้คุ้ม 1000 วอนที่เสีย พอเดินไปอีกฝั่งนึงของสวน ค่อยพบเจอผู้คนหน่อย ระหว่างเดินจะเจอป้าๆ ลุงๆ ที่มาเดินออกกำลังกายเป็นระยะ ทั้งที่ฝนตกปรอยๆ อยู่นี่แหละ วิเวกวังเวงอยู่ในสุสาน Seolleung ประมาณชั่วโมงนึง ก็ออกเดินทางสู่จุดหมายสุดท้ายของทริป วันนี้จะกลับไปที่ห้าง COEX อีกครั้ง แต่ไม่ใช่เพื่ออีอควอเรียมเต่าถุยแน่นอน ตั้งใจว่าจะไปร้านซีดี Evan Records ในห้างนั่นเอง เป็นร้านที่เจอตั้งแต่วันแรกที่มาแล้วแหละ แต่วันนั้นยังไม่กล้าใช้ตังค์


ตอนออกจากสุสาน เจอสองสาวมาเล่นดนตรีในสถานีรถไฟ

แต่ก่อนจะดำเนินภารกิจซื้อผลงานของสาวๆ ขอหาข้าวกลางวันกินก่อน ตอนแรกว่าจะกลับไปกินร้านบิบิมบับร้านเดิมที่เคยเจอตอนวันแรก แต่หาร้านไม่เจอซะงั้น เลยตัดสินใจกินที่ฟู้ดคอร์ทก็ได้วะ ดีเหมือนกัน รู้สึกเหนื่อยใจกับการสื่อสารสั่งอาหารแล้ว ฟู้ดคอร์ทนี่แหละง่ายดี


ฟู้ดคอร์ทในห้าง COEX

เพื่อความปลอดภัย เลยเลือกกินอะไรที่ไม่เผ็ด เดี๋ยวปวดท้องบนเครื่องบินจะยุ่ง (ยังไม่กล้าขี้บนเครื่องบิน เสียงชักโครกน่ากลัวมาก เหมือนมันจะดูดกูลงส้วมไปด้วย) ก็ได้ข้าวหมูทอดแกงกะหรี่มาอีกแล้ว แต่ร้านนี้พิเศษตรงที่หมูทอดจะชิ้นใหญ่มาก ประมาณครึ่งจานได้ ...ซึ่งกูว่าไม่เห็นน่าดีใจตรงไหน เพราะคนธรรมดามันแดกไม่หมดอยู่แล้ว ป้าคนขายแกจะคิดเมนูนี้มาทำไมวะเนี่ย

ระหว่างนั่งแทะหมูทอด ในฟู้ดคอร์ทที่เกิดเหตุตื่นเต้น (อีกแล้วเรอะ) อยู่ดีๆ พี่ผู้ชายวัยสามสิบคนนึง ก็วิ่งหน้าตาตื่นมาตรงกลางฟู้ดคอร์ท แล้วตะโกน “ซงวานนนนน ซงวานนนนน ซงวานนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน” เดาได้ไม่ยากว่าคงตะโกนเรียกชื่อลูกแกนั่นแหละ อ้าว ชิบหายแล้วไง ลูกแกหลงทางไปไหน หรือถูกแก๊งลักพาตัวไปล่ะเนี่ย แล้วกูจะช่วยเค้ายังไง แต่ได้ใช้ความคิดแค่ 0.02 วินาที พี่ผู้ชายหันหลังมา ลูกชายแกก็ยืนตาแป๋วอยู่ข้างหลังแกนั่นแหละ! เวรกรรม พี่จะเล่นใหญ่เป็นละครรัชดาลัยทำไมครับ ลูกพี่อยู่ใกล้ๆ นี่เอง พอหันมาเจอลูก พี่แกก็คว้าลูกมากอดแนบแน่น ยืนค้างอยู่เกือบ 10 วินาที แต่แทนที่คนในฟู้ดคอร์ทจะซาบซึ้งประทับใจ ปรากฏว่าคนแม่งฮากันหมดเลย กูเลยไม่รู้ว่ากูควรจะฮาหรือควรจะซึ้งกันแน่ อยู่ในโซลแล้วมีเรื่องให้ mentality ของกูสับสนได้ทุกวันจริงๆ ว่าแล้วแดกหมูทอดต่อไป...

พยายามต่อสู้กับหมูทอดอยู่นาน แต่สุดท้ายก็กินไม่หมด ยอมแพ้ ขอจบมื้อกลางวันเพียงเท่านี้ คราวนี้ไม่ลืมแล้วว่า ตอนลุกต้องเอาจานไปเก็บด้วย แต่มองๆ ไป อ้าว แม่งไม่มีชั้นวางถาดแบบที่ห้าง Doota ซะงั้น แล้วที่นี่เค้าคืนถาดกันยังไงวะ แอบมองโต๊ะอื่นๆ ถึงเก็ทว่า อ้อ ที่นี่เอาไปคืนร้านที่เราซื้อมานั่นแหละ ก็เลยจัดการอำพรางหมูทอดที่เหลือซะหน่อย กลัวตอนไปคืน ป้าแกจะเสียใจ

จากนั้นออกจากฟู้ดคอร์ท มุ่งตรงสู่ Evan Records เดินมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ เดินไป เดินไป และเดินไป...แม่งอยู่ไหนวะ กูลืมไปแล้ว เห็นเคาท์เตอร์ information พอดี เลยขอถามน้องประชาสัมพันธ์คนสวยซะหน่อย “Excuse me, where is Evan Records?” สาวเจ้าตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “Just behind this” แล้วเธอก็ชี้มือไปด้านหลังเธอ เงยหน้าไป ป้ายคำว่า Evan Records ตัวเบ้อเริ่มอยู่ข้างหน้ากูนี่เอง ...เซาะกราวแม้แต่ในวันสุดท้ายของทริป หน้าแตกเล็กน้อย แต่ก็ทำหน้านิ่งๆ ขอบคุณน้องเค้า แล้วรีบเดินจากมา (กูอาย)

Evan Records ร้านใหญ่อยู่เหมือนกัน มีทั้งซีดีเกาหลี ญี่ปุ่น ต่างประเทศ และดีวีดีหนัง แต่ทว่าร้านนี้ก็ยังไม่มีซีดีของ T-ara และ After School ที่เราอยากได้อยู่ดี! โว้ย ทำไมหายากหาเย็นงี้ฟระ เลยมองหาอย่างอื่นแทน เพื่อปฏิบัติการผลาญเงินให้หมด เลยเริ่มคว้ามั่วแล้ว ขนาดวง f(x) ที่เคยโหลดมาฟังแล้วรู้สึกว่าเพลงง่อยกระรอกมาก ก็ยังอุตส่าห์ซื้อมา ในร้านนี้ยังมีโซนของ Everysing ซึ่งเป็นโซนของศิลปินค่าย SM ต้นสังกัดของเมียเด็กข้าพเจ้า (วง Girls’ Generation นั่นเอง) มีของไร้สาระมากมาย กล่องเหล็กใส่ช็อคโกแล็ตเกิร์ลเจน (ซื้อไปจะกล้าแดกมั้ย), แฟ้มเกิร์ลเจน (นี่ก็อีกอันที่ซื้อไปแล้วไม่กล้าใช้), มีกรอบรูปพร้อมลายเซ็นของสาวๆ อันนี้ก็ไม่ซื้อ เพราะแพง แถมยังเอากลับเมืองไทยยาก สรุปเลยซื้อไดอารี่ Girls’ Generation ราคาหมื่นกว่าวอนมา ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้เขียนไดอารี่อะไรกับเค้าเลย


ไดอารี่เมียเด็ก ซื้อมาบูชาวางไว้ที่หัวเตียง

แต่ท้ายสุดภารกิจผลาญเงินก็สำเร็จด้วยดี (มันน่าดีใจมั้ย) ลองเช็คดูในกระเป๋าแล้ว เหลือเงินแค่สามหมื่นวอนเท่านั้น ซึ่งคงครอบคลุมท่าเดินทางไปสนามบิน + ค่ามื้อเย็นที่สนามบินอย่างพอดิบพอดี ดูเวลาก็ใกล้จะบ่ายสองแล้ว เลยออกจากห้าง และเดินทางกลับโรงแรม (ส่วนซีดี T-ara และ After School สรุปว่า พอกลับเมืองไทย ก็สั่งเอาจากเวบ DVDheaven สั่งปุ๊บอีกห้าวันถัดมาก็ได้ปั๊บ ....แล้วนี่กูไปเสียเวลาเดินหาตั้งสามร้านทำไมวะเนี่ย)


ขึ้นมาจากสถานี Yeoksam เพื่อเดินไปโรงแรม ฝนหยุดตกแล้ว


พระอาทิตย์โผล่มาให้เห็นเล็กน้อยตอนใกล้จะกลับ

พอมาถึงโรงแรม ก็จัดแจงเอาของที่เพิ่งซื้อมายัดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ใส่กระเป๋า แล้วก็ถอดเสื้อหนาวตัวใหญ่ใส่ไปด้วย สรุปว่ายังยัดเข้าไปได้หมด โล่งใจเป็นยิ่งนัก เราเพิ่งมารู้ตอนกลับมาเมืองไทยว่า กระเป๋าตอนขากลับเนี่ย หนัก 19 กิโล (ตอนขาไป 11 กิโล) นี่ขนาดซื้อแค่ซีดีกับหนังสือไม่กี่เล่มนะ ไม่ได้ซื้ออะไรใหญ่ๆ หนักๆ เลย คิดถูกแล้วที่ไม่รับซื้อของฝากให้เพื่อนๆ ซื้อแค่ของตัวเองก็เกือบจะถึงลิมิต 20 กิโลแล้ว ...จัดกระเป๋าเรียบร้อย ก็นั่งเล่นเน็ตที่ล็อบบี้รอหญิง สักพักหญิงก็มา ได้รองเท้ากิ๊บเก๋มาคู่นึง สวยดี แต่เสียดายว่าคงใส่ได้แค่ที่เกาหลีนี่แหละ ใส่ที่เมืองไทยไม่ได้ เพราะมันร้อน // RIP

ขากลับก็วางแผนว่าจะนั่ง KAL Limousine ไปสนามบินอินชอนเหมือนตอนขามา ซึ่งรถมันจะมาจอดที่ป้ายหน้าโรงแรม Renaissance ทุกครึ่งชั่วโมง ดูจากเวลาแล้วก็กะว่าจะขึ้นรอบ 15.00 ตอนจะออกจากโรงแรม กูอุตส่าห์คิดไว้ดิบดีว่าจะพูดประโยคขอบคุณพนักงานโรงแรม ประมาณว่า I’m very impressed with you hotel and services. If I have a chance to be here again, I won’t hesitate to stay at this hotel. อะไรประมาณนี้ แต่ปรากฏว่าพอเราจะออกปุ๊บ มีสก๊อยญี่ปุ่นกลุ่มนึงเช็คอินพอดี แล้วอีพวกนี้สร้างความวุ่นวายมาก เพราะเหมือนจะลืมบัตรเครดิตไว้บนแท็กซี่ แล้วพวกหล่อนก็ดันพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะได้ พนักงานที่ Nox เลยต้องโทรศัพท์ตามให้วุ่นวายกันใหญ่ ...หมดกัน ประโยคอำลาสุดซึ้งของกู เค้ายุ่งหัวหมุนกันอยู่ เลยไม่อยากรบกวน จึงลากกระเป๋า ครึ่กๆๆๆ เดินไปกดลิฟท์อย่างเงียบๆ แต่ก็มีพนักงานคนนึงรีบวิ่งมาถามว่า “รู้ใช่มั้ยครับ ว่าต้องขึ้นรถ Kal ที่ป้ายไหน” เราก็บอกว่า อ้อ รู้จ้า ไม่เป็นไรจ้ะ ไปถูก (คือถ้าไม่รู้เนี่ย เค้าจะเดินไปส่งเลย) นั่นแหละ ก็เลยจากโรงแรม Nox มาแบบงงๆ ไม่ได้ร่ำลาอะไรกันเป็นเรื่องเป็นราว (แต่สุดท้าย พอกลับถึงเมืองไทย ก็เมลไปหาเค้านะ ด้วยบทพูดที่เตรียมไว้นั่นแหละ เค้าก็ตอบขอบคุณกลับมา)

ลากกระเป๋าปุเลงๆ กันมาถึงป้าย KAL Limousine เพื่อความชัวร์เลยมากันตั้งแต่ 14.45 ก็นั่งรอกันท่ามกลางความหนาวเหน็บ สักพักมีพี่คนขับแท็กซี่มาถามว่า “น้องๆ ไปอินชอนกันใช่ม้า ไปแท็กซี่มั้ยล่า ไม่ต้องรอนะ” ก็อยากไปอยู่หรอกค่ะ แต่พวกกูไม่เหลือเงินแล้วค่า และท่าทางนั่งไปอินชอนเนี่ย คงหลักแสนวอนแน่ๆ เลยปฏิเสธพี่เค้าไป ปรากฏว่ารถ Kal มาเลทไปนิดนึง มาประมาณ 15.08 พอได้ขึ้นแล้ว ก็อุ่นหน่อย คราวนี้นั่งรถตอนช่วงสามโมง รถเลยติดพอควร และหลับคร่อกไปตามระเบียบ ใช้เวลาเกือบชั่วโมงครึ่งก็มาถึงสนามบินอินชอน


ถึงอินชอนแล้วจ้า

ตอนเช็คอินกับสายการบิน เรากับหญิงก็ขออินดี้ตบท้าย คือตอนขากลับเนี่ย เราอยากนั่ง Aisle Seat (ที่ติดทางเดิน) เพราะว่าเราเป็นคนเข้าห้องน้ำบ่อย ส่วนหญิงชอบนั่ง Window Seat แล้วด้วยความที่สายการบิน Korean Air มันเป็นที่นั่งแบบสามที่ ถ้าเรากับหญิงเลือกที่นั่งแบบนั้น มันก็คงตลกน่าดู เพราะมันจะต้องมีคนนึงมานั่งคั่นกลางพวกเรา ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เรากับหญิงเลยตัดสินใจว่า เออ งั้นนั่งแยกคนละแถวไปเลยแล้วกัน 5555 ก็เลยแยกกันเช็คอินซะงั้น พอกลับเมืองไทย แค่เล่าให้คนอื่นฟังว่า แยกกันเที่ยวไปเสียครึ่งทริป คนก็เริ่มงงแล้วว่ามึงไปด้วยกันทำไมเนี่ย พอเล่าว่าขนาดตอนกลับยังนั่งแยกกันเลย เพื่อนก็เหวอกันหมด

แต่ว่าตอนเช็คอินมีปัญหาเล็กน้อย สายพานโหลดกระเป๋าไม่วิ่งซะงั้น พนักงานเลยบอกว่าช่วยนั่งรอสักสิบห้านาที ถ้าไม่มีเรียกชื่อคุณ ก็แสดงว่ากระเป๋าผ่าน ไปได้เลย ...นั่งรอตามที่เค้าบอก ก็ไม่มีเรียกชื่อเรา (จริงๆ ไม่กลัวอะไรหรอก กลัวแค่ว่าจะตีความไอ้อัลบั้มกล่องเล็ก Alive ของ Bigbang เป็นวัตถุอันตราย) เดินผ่านด่าน ตม. แล้วก็เข้า Gate ไปนั่งรอ เนื่องจากเป็นไฟลท์บินตรงกลับกรุงเทพ ก็เลยเจอคนไทยเยอะแยะไปหมด เห็นพี่ไทยแบกกล่องสตรอเบอร์รี่กันถ้วนหน้า แสดงว่าต้องไปไร่สตรอเบอร์รี่กันมาแน่ๆ

นั่งรอไปสักพัก เราก็เดินหาข้าวเย็นกิน ที่อินชอนนี่ดีอย่างคือ แม้จะเป็นร้านอาหารใน Gate ราคามันก็ยังมีสติอยู่ ไม่เหมือนอีสุวรรณภูมิที่แพงเสียสติ เจอร้าน Subway ที่มีเมนูราคา 6000 วอน ก็เลยเลือกนั่งร้านนี้ทันที แต่ร้านนี้แปลกคือ พนักงานผู้หญิงเธอดูเหวี่ยงๆ ไม่ค่อยแคร์ลูกค้า ต่างจากที่เคยเจอมา ปกติพนักงานไม่ว่าจะร้านอาหารหรือร้านขายของใดๆ ที่เกาหลีจะพินอบพิเทามาก มีลูกค้าเป็นเจ๊แขกๆ คนนึงมาสั่งเมนูอะไรสักอย่าง เธอก็บอกว่าเอาแบบไม่เผ็ดนะ ยัย พนง. นี่ก็ทำหน้าเย็นชาใส่ว่า ไม่เผ็ดไม่ได้ค่ะ เพราะเมนูนี้มันเผ็ด อีเจ๊แขกก็ไม่พอใจ พยายามจะต่อรองจะเอาแบบไม่เผ็ดให้ได้ สรุปอี พนง. หน้าเย็นเลยไม่สนใจเจ๊แขก หันไปหาลูกค้าคนอื่นแทนเลย แรงจริงๆ กูนั่งดูอยู่นาน ลุ้นให้มีตบกัน แต่สุดท้ายอีเจ๊แขกยอมแพ้ เอาของเผ็ดไปแดกโดยดี


ส่วนอันนี้เมนูที่เราสั่งมา คืออะไรก็ไม่รู้ตามเคย

ไหนๆ ก็เข้ามาในสนามบินได้แล้ว คงไม่ต้องใช้เงินอะไรแล้ว เลยพยายามใช้เงินให้หมดอีกระลอก คราวนี้เลยทำตัวไฮโซซื้อน้ำแร่เอเวียงมันซะเลย เจอไป 2500 วอน (ในขณะที่น้ำดิ่มที่กูซื้อจากเซเว่นวันแรกแค่ 500 วอนเองนะ) ดื่มไปแล้ว กูก็ไม่เห็นมันจะอร่อยกว่าน้ำธรรมดาตรงไหน


กินข้าวเสร็จ กลับมานั่งรอเงือกๆ หน้าเกทอีกครั้ง

หลังจากนั่งรอนอนรออยู่พักใหญ่ เค้าก็เปิดให้ขึ้นเครื่อง ตอนเดินไปที่นั่งก็แอบภาวนาขออย่าให้กูได้กับนั่งอีพวกป้าๆ เสียงดังเลย สาธุ... สรุปว่าได้นั่งกับคู่รักชาวรัสเซีย ซึ่งจริงๆ พวกมันก็แอบน่ารำคาญที่จู๋จี๋ จุ๊กจิ๊ก ถ่ายรูปแชะๆ อะไรกันตลอดเวลา แต่เขาและเธอก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรให้เรามากนัก อยู่ในระดับที่ทนได้ ส่วนอีกอย่างที่น่ารำคาญคือ อีคนข้างหลังที่มันกดจอทัชสกรีนตรงหน้ามันอย่างรุนแรง จนมันสะเทือนมาถึงเบาะกู ตอนแรกว่าจะด่า แต่พอหันไป อ้าว แม่ง คนเกาหลี เลยหมดอารมณ์คุย เพราะกว่ากูจะอธิบายคำด่าของกูให้มันฟัง คงยิ่งเหนื่อย เลยแบบ let it go กดได้กดไป

ไฟลท์นี้เป็นรอบทุ่มนึง ไม่ใช่เวลานอน เลยกะว่าจะขอดูหนังฟรีบนเครื่องบินให้คุ้มเสียหน่อย เรื่องแรกก็ซัด J. Edgar ของปู่คลินท์ก่อนเลย หนังยาวสองชั่วโมงครึ่ง ซึ่ง...น่าเบื่อมาก อาจจะเพราะดูแบบไม่มีซับด้วย รู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง (แถมยังมีอีคู่รัสเซียนัวเนียข้างๆ คอยบ่อนทำลายสมาธิกู) แต่ที่รับไม่ได้คือ มีฉากลีโอนาร์โดแต่งหน้าแก่ แล้วแม่งออกมาเหมือน แจ็ค นิโคลสัน ชิบหาย กูเห็นแล้วอนาถใจมาก สรุปว่าดูหนังจบด้วยความอุเบกขา คือไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ดีคือ กูฆ่าเวลาทิ้งไปได้แล้วสองชั่วโมงครึ่ง

จากนั้นดูต่อเรื่องสองทันที คราวนี้ดู Life Without Principle ของพี่ตู้ฉีฟง อันนี้มีซับอังกฤษแล้ว ค่อยดูสนุกขึ้นหน่อย ปกติไม่ได้ชอบหนังพี่ตู้มาก แต่เรื่องนี้ถือว่าโอเคทีเดียว จัดการเวลาไปได้อีกสองชั่วโมง เออ เหลืออีกแค่ชั่วโมงเดียว คงดูเรื่องอะไรไม่ทันแล้ว แต่ก็ยังกดเมนูไล่ดูไปเรื่อยๆ อ้าวเฮ้ย! มีหนังญี่ปุ่นเรื่อง A Ghost of a Chance ของโกกิ มิตานิ ด้วย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด อยากดู เอาวะเหลืออีกชั่วโมงนึงก็ยังดี ...แต่อนิจจา ดูไปได้แค่สามนาที พนักงานก็เรียกเก็บหูฟังคืน ยิ่งคิดยิ่งช้ำใจ กูจะเสียเวลากับอี J. Edgar ไปทำพระแสงดาบคาบง้ออะไรเนี่ยยยยย

นั่งถึกมาห้าชั่วโมงกว่า ในที่สุดคุณกัปตันก็ประกาศว่า ตอนนี้กำลังจะลงสุวรรณภูมิแล้วนะจ๊ะ ขณะนี้อุณหภูมิที่กรุงเทพ...เอ่อ...29 องศา นะจ๊ะ ฟังแล้วกูเศร้าใจมาก อยู่ที่นู่นห้าองศา หนาวได้ใจ นี่กูต้องกลับมาผจญความร้อนโลกันต์ของประเทศบ้านเกิดอีกแล้ว นี่แหละสัญลักษณ์ของการกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ชัดเจนที่สุด

มาถึงสุวรรณภูมิประมาณห้าทุ่มกว่า ด่าน ตม. ยาวพอควร แต่ไม่ฮาร์ดคอร์เท่าตอนวันมา กว่าจะเอากระเป๋าอะไรเสร็จก็ห้าทุ่มครึ่ง ตัดสินใจกลับบ้านด้วยแท็กซี่ (จ่ายเพิ่ม 50 บาท) ก็โชคดีว่าเจอแท็กซี่ที่ค่อนข้างโอเค ไปส่งหญิงก่อน จากนั้นก็มาที่บ้านเรา สรุปว่ากลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพตอนตีหนึ่ง...

นั่นก็คือทั้งหมดของทริปสังคโลกเกาหลี ติ่งหูอย่างอินดี้ และประสบการณ์การไปเมืองนอกครั้งแรกของข้าพเจ้า โดยรวมถือว่าสนุกดี ถึงแม้จะเรื่องแปลกๆ เฮี้ยนๆ งงๆ เป็นระยะ แต่โซลเนี่ย ถ้าให้ไปอีกก็ไปนะ เป็นเมืองที่เที่ยวง่ายดี ที่ไปรอบนี้ยังเที่ยวไม่ครบเลย ไหนจะจังหวัดอื่นๆ ในเกาหลีอีก

ก่อนจะจบบันทึกทริป พอดีนึกอะไรได้นิดหน่อยเกี่ยวกับเกาหลี เลยขอเขียนไว้ เผื่อจะมีประโยชน์

- โทรศัพท์ : ถ้าอยากใช้โทรศัพท์ในเกาหลี เค้ามีโทรศัพท์ให้เช่า ที่สนามบินอินชอนก็มี แต่ว่าเนื่องจากเราไม่ต้องติดต่อกับใครทั้งสิ้น เลยไม่ได้ยุ่งกับเรื่องโทรศัพท์เลย โทรกลับหาที่บ้านแค่ครั้งเดียว ใช้วิธีไปซื้อ International Phone Card ที่เซเว่น (ราคาหมื่นวอน คุยได้ 18 นาที) วิธีกดจะมีบอกอยู่ในการ์ด มันจะต้องกดเยอะหน่อย แต่ไม่ยาก ไปกดกับตู้โทรศัพท์สาธารณะนี่แหละ (ใช้เหรียญ 100 วอน) พอกดเสร็จแล้ว จะได้เหรียญคืนด้วย ถือว่าโทรฟรีจ้ะ (เพราะเราจ่ายค่าการ์ดไปแล้วไง)

- ปลั๊กไฟ : ที่เกาหลีใช้ไฟ 220 โวลต์เหมือนบ้านเรา ใช้กันได้เลย แต่ปลั๊กที่เกาหลีจะเป็นแบบสองขากลมๆ แนะนำให้ซื้อพวก universal adaptor ที่มันแปลงไฟได้หลายๆ แบบ ลงทุนซื้อไฮโซหน่อย แต่ใช้ได้นาน มีระบบตัดไฟด้วย ซื้อที่ร้านโฮมโปร แค่ 300 กว่าบาทเอง ถ้าลืมเตรียมไปจากเมืองไทย ลองขอจากโรงแรมก่อน ถ้าโรงแรมไม่มี ไปซื้อในเซเว่นได้เลย

สุดท้าย ขอขอบคุณ

ขอบคุณ ท่านพ่อและแม่ ที่ช่วยซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายบางส่วน

ขอบคุณ หญิง ที่ช่วยบิวด์ทริปนี้ จนข้าเจ้าได้ไปเมืองนอกเมืองนากับเค้าซะที

ขอบคุณ เมียเด็กวง Girls’ Generation ถ้าไม่มีน้องๆ พี่คงไม่มีแรงบันดาลใจไปเกาหลี

และ

ขอบคุณ ทุกท่านที่ตามอ่านจนมาถึงบรรทัดนี้ พวกคุณอึดมาก ผมอ่านของตัวเอง ยังเหนื่อยเลย 5555


พบกันใหม่ทริปหน้า ...เบอร์ลิน!




Create Date : 25 มีนาคม 2555
Last Update : 25 มีนาคม 2555 4:30:34 น. 1 comments
Counter : 2149 Pageviews.

 
เขียนหนุกดี ไม่เบื่อหรอกจ้า รอทริปเบอร์ลินนะ


โดย: travelsaint วันที่: 25 มีนาคม 2555 เวลา:19:21:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.