http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
11 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกเกาหลี ติ่งหูอย่างอินดี้ : DAY 1 กิมจิมิวเซียม สถานที่ที่ไม่มีทางหาเจอ!

by merveillesxx

คำเตือน:

1. เป็นบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ไม่สามารถใ้ช้เป็นทิปแนะนำการท่องเที่ยวได้

2. มีการใช้คำหยาบคายมากมาย


=================


หลังจากตรากตรำนั่งเครื่องบินหลับๆ ตื่นๆ มาเกือบห้าชั่วโมง ในที่สุดก็ถึงสนามบินอินชอนแล้ว อร๊ายยยส์ ตื่นเต้นตูมตาม คึกคักๆ ต้องปักกิ่ง ได้มาเหยียบดินแดนนอกประเทศก็คราวนี้แหละวะ พอออกจากเครื่องบินก็หยิบฮู้ดมาใส่ทันที อุปทานไปเองว่ามันหนาวตั้งแต่ในสนามบินนี่แหละ


สนามบินอินชอน เครื่องลงตอนเก้าโมงของที่นู่น คนไม่วุ่นวายเท่าไร

เดินตามชาวบ้านชาวเมืองเค้าไปเรื่อย มาถึงด่าน ตม. ได้ยินมามากนักว่า ตม. เกาหลีบางทีโหดขึ้นมาซะงั้น ไอ้เราก็เตรียมซ้อมคำตอบมาเลย มาทำไม, เที่ยวกี่วัน, พักโรงแรมไหน กูเตรียมพร้อมสุดๆ แล้วปรากฏว่าผู้ชายไทยสองคนข้างหน้าเราเนี่ย เค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ที่ฮาคือ คนแรกถูกกักตัวไปสอบสวน แต่คนที่สองเสือกผ่าน !!!!??? แล้วพี่เค้ามาด้วยกันอ่ะ งงแดกกันเลย (กูไม่เกี่ยวยังพลอยงงไปด้วย) แต่พอถึงคิวเรา พี่ ตม. ไม่ถามอะไรเลย มองหน้านิดนึง ปั๊ม ตึ่ง ตึ่ง ผ่านแล้วจ้าาาา อ้าว อีห่า กูอุตส่าห์ซ้อมตอบมาดิบดี

ตามที่โรงแรม Nox Boutique Hotel เมลมาบอก เค้าแนะนำให้เราเดินทางจากสนามอินชอนไปโรงแรมด้วย Kal Limousine ชื่อฟังดูดี แต่จริงๆ มันคือรถบัสนั่นแหละ แต่ที่นั่งจะกว้าง นั่งสบาย จะเป็นรสบัสจากสนามยินที่จอดตามโรงแรมหรูๆ ทั้งหลาย สาย Kal ที่เราต้องนั่งคือสาย 6703 ซึ่งจะมีไปจอดที่ป้ายโรงแรมห้าดาว Renaissance Hotel ที่อยู่ละแวกเดียวกับโรงแรม Nox ตอนแรกก็หากันไม่เจอว่าไอ้ Kal นี่มันขึ้นตรงไหนฟระ จนต้องไปถามเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ตอนแรกก็งงๆ ว่าแล้วต้องซื้อตั๋วอะไรยังไงหว่า ไม่เห็นมีเคาท์เตอร์ของ KAL แต่มองจากข้างในเห็นคล้ายๆ ท่ารถ ลองเดินออกไปดูดีกว่า ทันใดนั้นเอง...

วู่มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม...

เสียงอากาศหนาวปะทะร่างกายค่า โอ๊ย แบบว่าหนาวถึงใจมาก ประมาณห้าองศาได้ (ตอนแรกเช็คไปมันอยู่ประมาณเจ็ด) คือมันอาจจะไม่หนาวสุดๆ แต่สำหรับเราที่อยู่กับอากาศ 30 องศาที่ไทยมาทั้งชีวิต เรียกได้ว่าหนาวสะท้านทรวงงงง ทำใจกับความหนาวอยู่ 0.3 วินาที ไปถามคุณลุงที่ยืนอยู่แถวนั้นว่า Kal นี่มันขึ้นยังไงคะ ปรากฏว่าก็ซื้อตั๋วจากลุงนี่แหละ (รถมึงออกจะหรู แต่ระบบขายตั๋วดูเถื่อนมาก) ราคา 15,000 วอน ลุงใจดีบอกว่ารถออกตอน 9.47 นาทีนะ หนูๆ ไปรอข้างในก่อนเถอะ มันหนาวววว


ตรงนี้แหละ ที่เค้ายืนรอรถ Kal กัน

พอใกล้ๆ เวลารถออก พวกเราก็ออกไปยืนรอรถ ซึ่งมาตรงเวลาเป๊ะๆ ทีเดียว ลุงคนขับก็แสนดี ยกกระเป๋าใส่ท้องรถให้เราเสร็จสรรพ พอเราจะช่วยยกเค้าก็ไม่ยอม เราย้ำกับลุงว่า เร-เน-ซองส์-โฮ-เต็ล นะจ๊ะ ลุงก็อ่อๆๆๆ รู้แล้ว แต่เพื่อความชัวร์เราจึงนั่งที่นั่งหลังคนขับเลย เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน ต้องใช้เวลานั่งประมาณชั่วโมงกว่าๆ ที่จริงก็อยากจะมองดูวิวทิวทัศน์รอบข้าง แต่แบบว่าได้นอนมานิดเดียวบนเครื่อง จึงหลับคร่อกไปเลย


นั่ง Kal Limousine มุ่งสู่ที่พัก

สะดุ้งตื่นอีกทีตอนใกล้จะถึงโรงแรม Renaissance พอลงที่ป้ายปุ๊บ พนักงานของ Renaissance รีบปรี่จะมายกกระเป๋าของเราทันที เพราะเข้าใจว่าเราพักที่ Renaissance (กูอยากอยู่ แต่ไม่มีปัญญา) เราก็บอกว่า โน้วโน้วโน้ว มะช่ายยจ้า จากนั้นตามหา Nox Hotel ของพวกเรา ที่จริงก็เลือกที่พักแบบมั่วๆ สุ่มๆ เอา แต่เห็นรีวิวใน agoda ของที่นี่มีแต่คนชื่นชม (อ่านแล้วพาฝันมากจนกูกลัว) แต่สาเหตุหลักๆ นี่เลือกคือ หนึ่ง-อยู่ในย่านกังนัม (ประมาณสีลมหรือทองหล่อของบ้านเรา) ใจกลางเมือง ไม่ไกลจากสถานที่ต่างๆ ที่เราจะไป และ สอง-มีคอมพิวเตอร์พร้อมอินเตอร์เน็ตให้ในห้องพัก อันหลังนี่คือสาเหตุหลัก 555 ส่วนปัจจัยอื่นๆ คือ มันใกล้สถานีรถใต้ดิน + มีทั้งแฟมิลีมาร์ทและเซเว่นอยู่รอบๆ


นี่แหละ Nox Boutique Hotel ที่เราจะต้องนอนห้าคืน

ที่จริงทางโรงแรมบอกว่าเช็คอินได้ตอนสามโมงเย็น เราเลยเมลมาถามก่อนแล้วว่า ขอเอากระเป๋ามาฝากไว้ก่อนมั้ย แล้วเราขอออกไปแร่ดเที่ยว เค้าก็บอกว่ายินดีเลย แต่พอวันจริงเค้าบอกว่าตอนนี้มีห้องว่างพอดี ยูเข้าไปเลยละกัน เย้~ พอเข้าไปดูห้อง ก็เป็นดังนี้...


ห้องอาจจะแคบหน่อย แต่ก็โอเคมากๆ แค่มีเน็ตให้เล่นกูก็รอดชีวิตแล้ว (ฮา)


ห้องน้ำ กูประทับมาก มีทั้งอ่าง ทั้งฝักบัว และส้วมไฮโซ (ล้างตูด ล้างจิ๋ม เป่าตูด มีครบ) แต่ห้องน้ำแม่งไม่มีที่ล็อค!


อันนี้กูกรี๊ดมากกกก เครื่องอาบน้ำครบถ้วนกระบวนความ มีทั้งหวี ไดร์เป่าผม กระทั่งยาสีฟันยังมี และอื่นๆ อีกบานตะไท

ทั้งนี้เราขอยกพื้นที่สรรเสริญโรงแรม Nox อย่างเป็นทางการ เพราะห้าวันที่เรานอนที่นี่ ประทับใจโคตรๆ: สตาฟฟ์เฟรนด์ลี่ พูดภาษาอังกฤษได้ และหน้าตาดีด้วย / โรงแรมตอบอีเมลเร็วมากจนกูตกใจ / อาหารเช้ามีให้ทุกวัน เป็นพวกเบาๆ ซีเรียล ไข่ต้ม ขนมปังปิ้ง โยเกิร์ต น้ำส้ม / ทำความสะอาดห้องให้ทุกวัน อย่างนิ้ง / ในห้องมีทีวีจอยักษ์ห้าสิบนิ้ว / มีซอฟท์ดริ้งค์ให้ฟรีทุกวัน โค้ก น้ำส้ม กาแฟ / ข้อเสียนิดหน่อยคือ โรงแรมอยู่ย่านร้านเหล้าและเลิฟโมเต็ล กลางดึกถ้ามีเสียงคนตะโกนโหวกเหวกนี่เป็นเรื่องปกติ บางทีกูก็งงว่าเสียงคนเมาหรือคนเอากันกันแน่ แต่โดยรวมแล้วถ้าต้องกลับไปโซลอีก ไม่ลังเลที่จะพักที่นี่ (อ้อ ค่าที่พักตกคืนละ 3600 บาท แค่พอหารสองกับเพื่อนแล้วก็โออยู่)

กรี๊ดกร๊าดห้องพักไปประมาณสิบห้านาที ได้เวลาตรวจสอบเรื่องสำคัญ นั่นคือ ตั๋วคอนเสิร์ตที่เรนะส่งมาให้ที่โรงแรมนั่นเอง พวกเราแกะซองด้วยความตื่นเต้น กลัวว่าถ้าเปิดมาปรากฏแม่งส่งตั๋วมาแค่ใบเดียว แม่งคงฮาแน่ๆ แต่นแต๊น....


เยสสสสสส! ได้มาแล้วเว้ย ตั๋วคอน Big Show 2012 วะฮะฮ่า

แต่กระนั้นเราก็ยังงงๆ กับตั๋วเล็กน้อย เพราะมีเลขสามเขียนอยู่ ก็แตกตื่นกันไปว่า เอ๊ะ เรนะส่งที่นั่งชั้นสามมาให้เราเหรอ (เพราะตอนแรกเค้าบอกว่าเราได้ชั้นสอง) หลังจากพยายามกูเกิ้ลทรานสเลทอยู่นานก็ไม่สำเร็จ พอดีเรนะให้เบอร์มือถือมาในเมล เลยตัดสินใจโทรไปถามให้รู้ความ ก็ปลุกปล้ำกับการใช้โทรศัพท์ในห้องอยู่สามนาที ปรากฏว่ามันโทรเบอร์มือถือไม่ได้ เลยต่อสายหาสตาฟฟ์ เค้าเลยขอเบอร์แล้วจัดการต่อสายให้เลย (ทำไมถึงใจดีกับกูขนาดนี้ แถมไม่ชาร์จค่าโทรศัพท์ด้วย! T_T) หญิงก็คุยกับเรนะ ปรากฏว่าไอ้เลขสาม มันไม่ได้บอกชั้น แต่เป็นเลขบอกโซนต่างหาก เพล้งงงงงงงงงงงงงงงง พวกกูเซาะกราวจริงๆ แต่เรนะก็อวยพรให้พวกเราเอ็นจอยกับคอนเสิร์ต

โอเค เรื่องตั๋วจบสิ้นเสียที ได้เวลาออกเที่ยวแล้ว เนื่องจากวันแรกเพิ่งลงเครื่องมาเหนื่อยๆ เราก็เลยเที่ยวกันใกล้ๆ ก่อน เป้าหมายแรกคือ ห้าง COEX เทียบแล้วก็คงประมาณสยามพารากอนบ้านเรา นั่งรถไฟไปแค่สองสถานีเท่านั้น โดยสถานีรถใต้ดินที่ใกล้โรงแรมที่สุดชื่อว่า Yeoksam เดินจากโรงแรมประมาณเจ็ดนาที


ลองขึ้นรถไฟใต้ดินของโซลกัน

จากการศึกษาจาก Lonely Planet Seoul อันเปรียบประหนึ่งไบเบิ้ลของทริปนี้ เขาก็แนะนำให้ซื้อบัตรเติมเงินที่ชื่อ T-Money Card พอลงไปในสถานี ก็งงเลยว่า แล้วแม่งซื้อตรงไหนวะ เหลือบไปเจอป้ายประมาณว่า T-Money ตรงไป 30 เมตรนะจ๊ะ (ป้ายที่นี่จะละเอียดมาก ทุกอย่างจะบอกระยะทางเป็นเมตร) เปิดประตูเข้าไปในออฟฟิศถึงกับอึ้ง ไม่ใช่อะไร พนักงานหล่อ 5555 แต่พี่แกมึนๆ หน่อย แล้วก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะซื้อสำเร็จ แล้วพอถามว่าแล้วมันเติมเงินยังไงอ่ะพี่ แกก็พยายามจะพูด แต่พูดไม่ได้ พี่แกเลยจูงมือไปที่ตู้อัตโนมัติ แล้วสอนวิธีเติมเงินตรงนั้นเลย (หล่อแล้วยังใจดี อร๊างง) ซึ่งมันก็ไม่ยากเพราะตู้มีเมนูภาษาอังกฤษ


ชานชลารถไฟ สถานี Yeoksam เป็นสถานีที่คนไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไร


ขึ้นรถไฟครั้งแรก ตื่นเต้นเล็กน้อย แต่รถบ้านเค้าค่อนข้างโทรม อย่างว่าสร้างก่อนเรานานมาก (คือเจริญมาก่อนเรานานแล้ว)


มาถึงห้าง COEX แล้ว คนเยอะเชียว

อย่าเพิ่งด่าว่า ไหนมึงบอกว่าติ่งหูอย่างอินดี้ ไหงที่แรกถึงเข้าห้างก่อนเลย จริงๆ เรามาที่นี่เพื่อ COEX Aquarium ต่างหาก แล้วก็มีสถานที่สุดเซอร์ไพรส์อีกอัน (รออ่านต่อไป) ห้างของเกาหลีไม่ต่างจากบ้านเราหรอก แต่ COEX นี่โครงสร้างมันแปลกหน่อย คือมันมีชั้นหลักชั้นเดียว แล้วก็ยาวไปเรื่อยๆๆๆ เดินแล้วเหนื่อยเหมือนกัน แถมตอนแรกเรายังมีปัญหาว่า พอเข้าห้างแล้ว ถ้าใส่เสื้อหนาวแม่งร้อนอ่ะ เหงื่อชุ่มเลย ช่วงวันแรกๆ เลยต้องใส่ๆถอดๆ แต่วันหลังๆ เริ่มชิน สรุปว่าใส่ไว้ตลอดนี่แหละ กูขี้เกียจถอดแล้ว


ระหว่างเดินห้างเจอน้องซอ จริงๆ อยากถ่ายคู่ แต่คนเยอะ กูอาย

แต่ก่อนไปไหนก็ตาม พวกกูต้องหาข้าวกินก่อน เพราะตอนนั้นหิวมากกกกกกกก วิธีหลักๆ ในการหาข้าวกินของทริปนี้คือ เจออะไรพอกินได้ก็กิน ไม่ได้เล็งร้านเทพอะไรไว้เลย ต้องราคาไม่เกิน 10,000 วอนต่อคน และเลือกร้านที่มีรูป+ราคาบอกหน้าร้าน เดินห้างช่วงแรกเจอแต่พวกร้านหรูๆ แพงๆ แต่บอกเดินเข้าซอกหลืบหน่อยก็เจอร้านราคาเป็นมิตร ประมาณ 7000 วอน ก็เอาวะ ร้านนี้แหละ


มื้อแรกในเกาหลี ก็ต้องบิบิมบับ อร่อยหายห่วง

แดกล้างโลกกันไปแล้ว ได้เวลาไป COEX Aquarium ซึ่งแม่งอยู่อีกปลายด้านหนึ่งของห้าง กูเดินไกลมากกก กว่าจะเจอ แถมพอไปถึง เฮ้ย แม่งทำไมคิวยาวเฟื้อยเลยวะ วันนี้วันธรรมดาไม่ใช่เรอ แต่พลันใดนั้นกูก็นึกได้ว่า 1 มีนานี่เป็นวันหยุดของเค้านี่ว่า วันหยุดก็หมายถึงวันของครอบครัว วันครอบครัวก็หมายถึงมากันพ่อแม่ลูก ใช่แล้วครับ COEX Aquarium แม่งถูกเด็กยึกครองไปแล้ว แสรดดดด อันตัวกูนี้ก็แสนจะเกลียดเด็กเป็นลำดับต้นๆ ของท็อปไฟว์สิ่งที่เกลียด โอ้โห แม่งเด็กเยอะมาก ร้องไห้กันกระจองอแง ตะโกนเรียก อัปป้า ออมม่า (พ่อ, แม่) กันระงม แถมยังวิ่งชนกูกันโครมๆๆๆ กูจะได้ฆ่าเด็กแล้วถูกส่งกลับประเทศ ตั้งแต่วันแรกนี่แหละ

จริงๆ เพื่อนก็เตือนมาก่อนแล้วว่า COEX Aquarium นี่มันไม่ได้เจ๋งเท่าไร เผลอๆ สยามโอเชียนเวิลด์บ้านเราแม่งยังดีกว่า กูก็ทำใจไว้แล้วนะ แต่พอเจอครอบครัวเกาหลีประมาณ 200 ครอบครัวแบบนี้ สรุปคือ กูแทบมองไม่เห็นอะไรเลย ปลาเปลอเชี่ยอะไรนี่ไม่ต้องได้ดูหรอกมึง เห็นแต่หัวเด็กกับพ่อแม่ของมัน หรือถ้าตรงไหนมีที่ว่างกูก็ไม่ได้ดูสงบๆ เพราะมันก็จะมีเสียงเด็กเปรตหลอกหลอนอยู่ร่ำไป สรุปว่ากูใช้เวลาเดินเร็วมากค่ะ เดินประมาณ 40 นาที แดกเงินกูไป 17,500 วอน


ทำกับกูได้นะ COEX Aquarium


ดูสิ ไม่ว่ารูปไหนที่กูถ่ายมา ก็จะต้องมีอีเด็กเวรสักตัวมาด้วย


แมงกะพรุน เห็นแล้วนึกถึงหนัง Bright Future ของ คิโยชิ คุโรซาว่า

หลังจากผ่านสนามรบกับเด็กนรกใน COEX Aquarium มาได้ พวกเราก็มุ่งหน้าไปยัง Kimchi Museum ซึ่ง Lonely Planet เขียนไว้อย่างเหวอว่า “คุณไม่มีทางหาสถานที่แห่งนี้เจอแน่นอน” กูก็งงแดกทีเดียว พยายามตามหาอีกิมจิมิวเซียมนี้ เจอป้ายมันชี้ให้ลงใต้ดิน แต่พอลงไปป้ายแม่งก็หายอย่างลึกลับ ถามอีเจ๊ประชาสัมพันธ์แม่งก็อธิบายอะไรไม่รู้โคตรซับซ้อน แต่ประมาณว่ากูจะต้องเดินออกไปที่ลานจอดรถ ห๊ะ!? ก็งงมากว่า เฮ้ย กูจะไปพิพิธภัณฑ์นะ มึงบอกให้กูไปลานจอดรถทำไม แต่จริงๆ เจ๊แกบอกถูกแล้วล่ะ พอเดินออกมาลานจอดรถ ก็หลงทางต่อ เลยไปถามพี่พนักงานโบกรถ แกก็ใจดีนะบอกว่า เดินตามแกมาเลย ก็พากูลัดเลาะเลี้ยวไปมา สรุปว่าเจอจนได้ กูเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไม Lonely Planet ถึงเขียนว่าไม่มีวันหาเจอ กูว่าให้คนเกาหลีมาหาเองแม่งก็ไม่เจอเหมือนกัน!


มิวเซียมห่าอะไร ต้องเดินผ่าลานจอดรถออกไป


ถึงเสียที กิมจิมิวเซียม เล่นกูเหนื่อยเลย

อีกิมจิมิวเซียมนี่จริงๆ ไม่ได้เลิศเลออะไรเลย แม่งเล็กมาก เดิน 15 นาทีก็ครบแล้ว แต่กูแค่อยากอินดี้มาเอง เพราะธีมของทริปนี้คือ “ไปที่ที่คนไทยเค้าไม่ไปกัน” เพราะกูขี้เกียจเจอคนไทยนั่นเอง


ในนี้มันก็จะบอกประวัติความเป็นมา ประเภทของกิมจิ และวิธีการทำ บลาๆๆๆ


ที่แน่ๆ คือ กิมจิเกาหลีเผ็ดกว่าของบ้านเรา (ของไทยเน้นเปรี้ยว)


แดกกิมจิกันเถอะค่ะ

ผ่านความวินาศสันตะโรในห้างใหญ่ไปแล้ว จึงขอเปลี่ยนบรรยากาศไปพบความสงบเงียบบ้าง สถานที่ต่อไปจึงเป็น พงอึนซา (Bongeunsa) ที่ตอนแรกกูเสร่ออ่านว่า บองอึนซา อยู่ตั้งนาน อันที่จริงไม่ได้อินกับวัดอะไรแม้แต่น้อย แวะมาที่นี่เพียงเพราะมันใกล้กับ COEX นั่นแหละ เดินข้ามถนนมาหน่อยเดียวก็ถึงแล้ว


บรรยากาศยามเย็นที่โซล


เจอรูปเมีย ขอถ่ายด้วยหน่อย


ทางเข้าพงอึนซา

พอเข้าไปในพงอึนซาแล้วเหมือนอยู่คนละโลกกับ COEX เลย แม่งเงียบสงบดีแท้ อากาศก็เย็นสบาย (หนาว) ส่วนใหญ่ก็จะเห็นครอบครัวพาลูกๆ มานั่งรถเข็นเล่น แล้วก็พวกป้าๆ มานั่งเม้ามอยกัน มันมีวัดหลายหลังทีเดียว ก็เดินสำรวจไปเรื่อยๆ เจอพระพุทธรูปอันใหญ่มาก โคตรอลังการ แล้วก็มีส่วนที่เค้าไหว้ๆ พระกันด้วย จริงๆ ก็อยากจะไหว้ด้วยนะ แต่กูไม่รู้ว่ามันต้องไหว้ยังไง ต้องไหว้ด้วยอะไร กราบยังไง กราบกี่ที่ วนซ้าย หรือวนขวา เกิดไหว้ผิดไปเดี๋ยวซวย เลยยืนมองกับถ่ายรูปอย่างเดียว






พงอึนซานี่แปลกดี ฝั่งตรงข้ามก็เป็นห้างแล้ว คิดแล้วก็เหมือนวันปทุมกับสยามพารากอนนั่นแหละ

ทริปนี้เราวางไว้ว่าจะเที่ยววันละประมาณสามที่ สถานที่สุดท้ายของวันนี้คือถนนเส้นที่ชื่อว่า Garosugil อยู่ในย่านอับกูจอง ตามคู่มือเขียนว่าเป็นถนนสายแฟชั่น ถึงเราจะไม่ได้อินแฟชั่นแม้แต่น้อย แต่ก็ควรมาดูเสียหน่อยว่าย่านวัยรุ่นเค้าเป็นเยี่ยงไร จะให้กูอินดี้ตามหาสถานที่ลับแลแบบกิมจิมิวเซียมทั้งทริป กูก็ไม่ไหว

ในการไป Garosugil เนี่ย เราจะต้องมีการเปลี่ยนสายรถไฟ ตอนแรกก็นึกว่าแม่งจะชิวๆ เหมือนบ้านเราที่เปลี่ยนสายสีลมไปสุขุมวิทตรงสยาม เดินประมาณ 30 ก้าว แต่มันไม่ใช่โว้ย การเปลี่ยนสายรถไฟในโซลนี่แม่งเป็นอะไรที่อลังการมาก โคตตรไกลลลลลล บางทีรวมระยะทางแล้วอาจเท่ากับเดินจากพารากอนไปเซ็นทรัลเวิลด์ได้ แล้วแม่งไม่ใช่แค่เดินธรรมดาค่ะ แต่มีทั้งขึ้น ทั้งลง ทั้งลอดอุโมงค์ แถมสถานีรถใต้ดินที่นี่ไม่ค่อยจะมีบันไดเลื่อนด้วย หลังจากเดินมาทั้งวันเนี่ย ตีนกูจะพังเอา ดังนั้นบอกเป็นทิปไว้ว่าหากต้องเปลี่ยนสายรถบ่อยๆ สู้ยอมนั่งสายเดิมแบบอ้อมๆ ยังจะดีกว่าจ้ะ (แต่ส่วนใหญ่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก ต้องเจอเปลี่ยนสายอยู่ดี)


ย่านอับกูจอง มาถึงก็เกือบจะหัวค่ำ เริ่มมืดแล้ว

พอโผล่ขึ้นมาจากสถานี เราก็มิอาจรู้ได้ว่าถนนเส้นที่เราเดินอยู่เนี่ยมันคือ Garosugil หรือยัง จึงได้แต่เดินดุ่มๆๆ มั่วๆๆ ไปเรื่อย (กูขี้เกียจถามทางจากคนเกาหลีแล้ว แม่งเหนื่อย) เค้าบอกว่า Garosugil เป็นแฟชั่น แต่สิ่งที่กูเจอคือร้านข้าว ร้านข้าว และร้านข้าว เฮ้ยยย อะไรวะเนี่ย ร้านข้าวเพียบเลย น่ากินเยอะมาก แถมราคาถูกด้วย แต่ตอนนี้กูอยากเห็นย่านแฟชั่นเฟร้ยยย หยิบแผนที่ที่ปรินท์ออกมาดู มันก็มี Starbuck เป็นจุดสังเกต ...แต่เท่าที่กูเดินมาเนี่ย กูเจอร้านสตาร์บัคไปหกร้านแล้ว อีห่าาาาาาาาา สรุปวันนี้กูจะได้เจอมั้ยเนี่ย ถนนโกโรโกโส กาโรซูกิล อะไรเนี่ยยยย

แต่ทว่าหลังจากเดินลุยมั่วไปเรื่อย เราก็โผล่มาย่านที่เต็มไปด้วยร้านแบรนด์เนมสองข้างทางจนได้ และกูก็ทึกทักเอาเลยแล้วกันว่า เนี่ยเรามาถึงถนนเส้น Garosugil แล้ว 55555 ไอ้ของแบรนด์เนมเนี่ยไม่สนหรอก แต่สิ่งที่บรรเจิดคือ ถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยวัยรุ่นหน้าตาดี! (ทั้งหญิงและชายกูได้หมด) แต่ในความระริกระรี้นั้นก็มีความเศร้าเจือปนอยู่ เพราะเค้ามักจะเดินมาเป็นคู่ผัวเมียกัน อ้อ แล้วก็เจอวัยรุ่นผู้ชายเดินจับมือถือแขนเต็มไปหมด ตอนแรกกูก็จิตเตลิดจิ้นวายไปเอง กลับโรงแรมมาค้นเน็ตถึงพบว่าที่เกาหลีเนี่ยเค้าเดินจับมือกันเป็นเรื่องธรรมดาจ้า

ถึงจะเจอถนนเส้น Garosugil แล้ว แต่ปัญหายังไม่จบ พอตอนนี้หิวอยากกินข้าว ปรากฏว่ากลับไปหาไอ้ถนนเส้นแรกที่เต็มไปด้วยของกินไม่เจอ! ชิบหายจริงๆ ก็เลยต้องเดินมั่วแหลกอีกรอบนึง จนกลับไปเจอถนนเส้นของกินจนได้ เจอร้านนึงที่ราคาไม่แพง ซึ่งไอ้หน้าร้านแม่งก็มีรูปให้ดู แต่พอเข้าร้าน ป้าเอาเมนูมาให้ แม่งตัวหนังสือเกาหลีล้วนซะงั้น เราเลยบอกป้าว่า อิงลิชพลีส ป้าก็ อ้อๆๆๆ เหมือนเข้าใจ เอาเมนูอันใหม่มาให้ ปรากฏว่าเป็นภาษาอังกฤษครับ แต่ไม่มีรูป แล้วแม่งเขียนประมาณว่า Rice with pork and chicken with soup บลาๆๆๆ คือกูต้องจินตนาการเอาเองว่าสั่งแล้วจะได้แดกอะไร ก็เลยสั่งมั่วๆ ไป สรุปว่าได้ข้าวพร้อมซุป และเครื่องเคียงสิบอย่าง แม่งอลังการมาก แดกจนงงว่า ต้องกินอันไหนก่อน


ข้าวพร้อมสิบเครื่องเคียง

พอกินเสร็จก็คิดว่าสมควรแก่การเพียงพอของวันนี้ ตีนกูระบมไปหมดแล้ว กลับถึงโรงแรมประมาณสามทุ่ม อัพรูปเฟซบุ๊คตอแหลอะไรเรื่อย ประมาณตีสองก็เข้านอน เพราะพรุ่งนี้ศึกใหญ่รออยู่

นั่นคือ คอนเสิร์ตของวง Big Bang!

โปรดติดตามตอนต่อไป...





Create Date : 11 มีนาคม 2555
Last Update : 11 มีนาคม 2555 22:46:28 น. 0 comments
Counter : 3097 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.