http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
เมษายน 2549
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
15 เมษายน 2549
 
All Blogs
 
บทสัมภาษณ์ merveillesxx (Bloggang.com)


บทสัมภาษณ์ของ merveillesxx ตอนที่ได้รางวัล "Blog บันเทิงสุดเจ๋งยอดเยี่ยม" ในการประกวด Bloggang Popular Awards ครั้งที่ 1 (เมษายน 2548)

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=webmaster&month=04-2005&date=12&group=3&blog=5





++ คุณ merveillesxx ++

Blog ของสมาชิกท่านนี้ เต็มไปด้วยการ review เกี่ยวกับภาพยนตร์ เพลง และคอนเสิร์ต อย่างละเอียด และถึงแก่น ซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากประทับใจ และได้รับรางวัล Blog บันเทิงสุดเจ๋งยอดเยี่ยมมาครอบครอง หนุ่มผู้นี้ ตอบบทสัมภาษณ์ของเรา ทำสถิติความยาว 8 หน้ากระดาษ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ที่จะแสดงตัวตนให้สมาชิกทุกท่านได้รู้จักอย่างเต็มที่ หลังจากที่อ่านการ review เรื่องราวๆต่างใน blog ของเขามาแล้ว ลองมาอ่านการ review เรื่องราวชีวิตของเขากันนะคะ






Q : ช่วยแนะนำตัวเองอย่างคร่าวๆ เท่าที่จะสามารถเปิดเผยได้ เพื่อให้ชาว bloggang ได้รู้จักคุณมากขึ้น

A : ถ้าเริ่มจากเรื่องธรรมดาสามัญก่อน นาย merveillesxx กำลังศึกษาอยู่ในคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ขึ้นชั้นปีที่สาม กำลังเตรียมแผนการตะลุยราตรีในกรุงเทพเต็มที่เพราะอายุใกล้ 20 เต็มทน เพศในบัตรประชาชนระบุว่าเป็นเพศชาย แต่แท้จริงแล้ว mer (ขอเรียกย่อๆแบบนี้นะครับ) เป็นคน ‘ใจกว้าง’ เพราะมีความหลงใหลทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ณ ห้วงหนึ่งเขาอาจจะกลืนน้ำลายดังเอื๊อกไปกับแผ่นหลังขาวๆ ของจางจื่ออี้ แต่หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้าเขากำลังกรี๊ดกร๊าดกับหน้าหล่อๆ ของทาเคชิ คาเนชิโร่อยู่แท้ๆ และสองชั่วโมงถัดมาเขาก็ใจเต้นตึกตักไปกับนางเอกมิวสิกวิดีโอ ‘ไม่ใช่ผู้ชาย’

นอกจากใจกว้างแล้ว mer ยังเป็นคนไม่ค่อยรักใครจริง เพราะ ‘สำส่อน’ ไปทั่วทั้งดูหนัง ฟังเพลง และเสพวรรณกรรม ซึ่งเจ้าตัวขอยืนยันว่าแบบนี้ไม่ติดเอดส์แน่นอน ส่วนจะหนักจะเบาไปด้านไหนก็แล้วแต่ช่วงชีวิตและชะตาฟ้าที่พาไป

mer มักจะถูกป้อนคำถาม 3 ข้อ ประหนึ่งเป็นยาหลังอาหารอยู่เสมอคือ 1. ชื่อคุณมันอ่านว่าอะไร(วะ) 2. ร้านพี่คนนั้นอยู่ไหน 3. ชอบดูหนังทำไมมาเรียนเศรษฐศาสตร์ … ขอตอบข้อแรกก่อน merveillesxx มาจากสมการไร้ตรรกะที่ว่า merveilles + xx โดย merveilles นั้นเป็นภาษาฝรั่งเศสออกเสียงประมาณว่า ‘แมกเวย’ (หากผิดพลาดขออภัย) แปลได้ว่า marvellous (มหัศจรรย์) ซึ่งเป็นชื่ออัลบั้มปี 1998 ของวงวิชวลร็อคญี่ปุ่นที่ชื่อ Malice Mizer อันเป็นอัลบั้มสุดโปรดของผม ส่วนอักษรเอ็กซ์สองตัวหลังนั้น ตัวแรกหมายถึงวง X-Japan อันเป็นจุดเริ่มต้นของการฟังเพลง ส่วนตัวหลังหมายถึงอักษร x ที่มักใช้แทนตัวแปรที่ยังไม่รู้ค่าอันสื่อถึงความน่าพิศวง โดยสรุปแล้วชื่อของผมจะอ่านว่า ‘แมก - เวย’ หรืออ่านแบบภาษาอังกฤษว่า ‘เมอ - เวล - เลส’ ก็ได้ ตามแต่สะดวกผู้อ่านครับ

คำถามข้อที่สองขออนุญาตไม่ตอบ ณ ที่นี้ ส่วนข้อสามขอยกยอดไปตอบในคำถามข้างล่างๆครับ

ส่วนรูปข้างบนที่แสดงความเป็นตัวผมนั้น ผมเลือกรูป ‘เด็กชายตะปู – The Boy with Nails in His Eyes’ จากหนังสือ ‘เด็กชายหอยนางรม – The Melancholy Death of Oyster Boy’ ของทิม เบอร์ตัน เรื่องมันสั้นๆ แค่สี่บรรทัดเองว่า เด็กคนหนึ่งมันมีตะปูตอกอยู่ที่ตา แล้วต้นไม้อะลูมิเนียมที่มันทำก็ออกมาประหลาดๆ ก็เพราะว่ามันมองไม่เห็น ซึ่งมันก็เหมือนผมนะ ผมก็มีตะปูตอกตรึงอยู่ อาจจะไม่ใช่แต่ที่ตาก็ได้ แต่สิ่งที่ขัดกั้นการมองมันน่าจะเป็น ‘ความสับสน’ ไง นี่แหละลูกตะปูตัวใหญ่ของชีวิต มันทำให้มองอะไรไม่ชัดเจนเท่าที่ควร พอหยิบจับอะไรในชีวิตมันก็สะเปะสะปะไปหมด แต่บางทีมันก็ออกมาสวยแบบแปลกๆ ไปอีกแบบนะ



Q : รู้สึกอย่างไรที่ได้รับรางวัลนี้

A : ก็คงแน่นอนที่จะต้องบอกว่า ‘ดีใจ’ ครับ มันเป็นความดีใจที่เกิดขึ้นในฐานะ ‘คนเขียน’ คือถ้าเราเป็นคนเขียนแล้ว สิ่งที่เรา ‘เขียน’ ออกไป เราก็ย่อมอยากให้มีคน ‘อ่าน’ แล้วการที่เขามีการตอบสนองกลับมาไม่ว่าจะเป็นคำชื่นชมหรือความเห็นเพิ่มเติม มันคือสิ่งที่มีค่ามาก ถึงมันจะเป็นข้อความสั้นๆ ก็ตาม

ส่วนรางวัลนี้มันเหมือนเป็นผลมวลรวมจากการเขียนของเรานะ คือมันทำให้เรามั่นใจได้มากขึ้นว่าตอนนี้เราสามารถเรียกตัวเองว่าเป็น ‘นักเขียนออนไลน์’ ได้แล้ว เวบบล็อกของเรามันมีแต่บทวิจารณ์หรือบทความ แถมมันโคตรยาวด้วย เพื่อนๆบ่นกันอุบ บอกว่าอ่านไม่ไหว (หัวเราะ) แต่คนที่โหวตมาบางคนเขาก็หลังไมค์มาว่า “ชอบงานเขียนของคุณนะ” คือระดับแรกก็ดีใจแล้วว่า เอ้อ มีคนอุตส่าห์อ่านด้วย บางคนมาบอกว่า “รักตัวหนังสือของคุณจัง” นี่ก็เล่นเราเกือบน้ำตาไหลเชียวล่ะ แล้วก็จะมีคนที่เข้ามาตอบประจำในบล็อกอันนี้ก็ยิ่งรู้สึกดีใหญ่ เขียนต่อไปก็ไม่เคว้งแล้ว อย่างน้อยมีแฟนคลับแล้ว (หัวเราะ) อันนี้พูดเล่นนะ ไม่ได้คิดถึงขั้นนั้นหรอก

คือคนที่จะโหวตให้เราอย่างน้อยเขาก็ต้องอ่านงานเรามาแล้ว ไม่ได้โหวตเพราะเวบเราสวย เพราะเวบเรามีเพลงให้ฟัง หรือเพราะเจ้าของบล็อกหล่อ (ฮา) เขาสละคะแนนเสียงให้เราเพราะ ‘ผลงาน’ อ้อ อันนี้ไม่นับเพื่อนๆที่เกณฑ์มาโหวตนะ ซึ่งไม่ค่อยมีหรอก ผมเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน … คือยังไงเราก็ไม่ได้ไปจับมือเขาโหวต เขาคลิกเม้าส์เคาะคีย์บอร์ดด้วยตัวเขาเอง ซึ่งเราก็รู้สึก ‘ขอบคุณ’ เขาเหลือเกิน



Q : ปกติเขียน blog หรือ ไดอารี่อยู่แล้วหรือไม่ สิ่งใดเป็นแรงบันดาลใจในการเขียน blog ทำไมถึงชอบเขียน และทำไมถึงเลือกใช้บริการ bloggang

A : ก่อนหน้านี้ไม่ได้เขียนพวกไดอารี่ออนไลน์อะไรเทือกนั้นหรอกนะครับ ตามจริงแล้วตัวเองเป็นพวกเกลียดการเขียนไดอารี่น่ะ เคยเขียนอยู่พักนึง แล้วก็เป็นแบบว่าวันไหนอารมณ์ดี ฉันก็เล่มเกมแล้วก็เข้านอน แต่วันไหนเจอเหตุการณ์แย่ๆ ก็เขียนๆๆๆระบายอัดแหลกใส่สมุดเลย พอเปิดไดอารี่ก็พบว่ามันมีแต่รวมฮิตเหตุการณ์เฮงซวยทั้งนั้นเลยแฮะ ก็เลยเลิกเขียนไป … ส่วนไดอารี่ออนไลน์นี่เรามีความทรงจำที่ไม่ดีกับมันน่ะ เช่น แฟนเก่าเราคนนึงเขาทะเลาะผิดใจกับเรา แต่เขาไม่บอกเรานะ ดันไปเขียนในบล็อก ซึ่งเราก็ไปอ่านเจอ แล้วเราก็โกรธนะ ถ้าเราไม่ไปเปิดจะรู้มั้ยล่ะว่าเธอโกรธฉัน แล้วนี่คนอื่นก็เห็นด้วยนะ นี่มันเรื่องของเราสองคนไม่ใช่เหรอ ทำไมเอามาออนไลน์ประจานแบบนี้ล่ะเนี่ย แต่ตรงนี้เราก็คิดหนักนะว่า เอ๊ะ..นี่เราแย่ขนาดเขาไม่ยอมพูดตรงๆ กับเรา จนต้องไปเขียนระบายลงเน็ตเลยเหรอวะ (หัวเราะ) แต่ทุกวันนี้ไม่ได้แอนตี้ไดอารี่ออนไลน์หรอกนะ เข้าใจว่าบางทีเราก็ต้องการแชร์ความรู้สึกให้คนในโลกไซเบอร์ เพราะในโลกจริงมันไม่มีใครรับฟังเรานัก ก็เหมือนตัวผมแหละ ต้องมาเขียนเรื่องหนังเรื่องเพลงลงบล็อกเพราะเพื่อนๆมันไม่ฟังไม่ดูอะไรแบบนี้กัน แต่แบบนี้มันต้องระวังนะ ต้องแยกแยะโลกจริง-โลกไซเบอร์ให้ออก ไม่งั้นมันจะกลายเป็นโลกแบบหนังเรื่อง Kairo (ชื่อไทยว่า ‘ผีอินเตอร์เน็ต’ กำกับโดย คิโยชิ คุโรซาว่า เป็นหนังผีที่บอกเล่าความเหงาและสภาพสังคมที่ป่วยไข้จากการรุกรานของอินเตอร์เน็ต–ผู้ให้สัมภาษณ์)

ส่วนที่มาเขียนอะไรมากมายใน bloggang นั้นมันก็เริ่มจากว่า ก่อนหน้านั้นเราก็เขียนอะไรไว้เยอะเอาการ แต่งานเขียนของเรามันเหมือนผีไม่มีศาลเจ้าน่ะ ต้องคอยเอาไปฝากเวบนู้นทีเวบนั้นที พอ pantip เปิด bloggang.com ก็ดีใจมากนะ ทีนี้เหล่าลูกกรอก-กุมารทองของเราก็จะมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแล้ว ส่วนที่เลือกใช้ bloggang ก็คงเป็นเพราะค่อนข้างผูกพันกับ pantip น่ะครับ เล่นมาก็นาน อะไรๆมันก็คุ้นเคย ใช้งานได้คล่องตัว



Q : ปกติเขียน blog บ่อยแค่ไหน และส่วนใหญ่ใช้บริการในช่วงเวลาใด

A : จะเขียนบ่อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงนั้นมีสิ่งมากระทบใจเราหรือเปล่า คือผมจะเขียนสิ่งที่ตัวเองชอบน่ะครับ การเขียนของผมจะใช้ความรู้สึกนำเป็นหลัก ซึ่งจริงๆแล้วแหล่งสร้างแรงสะเทือนสู่จิตใจนี่ผมมีกองอยู่เต็มบ้านเชียวล่ะ แผ่นดีวีดีนี่ก็ค้างไว้ 20 เรื่อง ซีดีเพลงบางแผ่นก็ฟังไปแค่รอบเดียว ส่วนหนังสือนี่อาการหนักสุด ดองไว้ 40 เล่มแล้ว แต่ก็ยังมิวายไปงานสัปดาห์หนังสือซื้อมาสะสมเพิ่มอีกนะ

ส่วนใหญ่ผมมักจะดูหนังหรืออ่านหนังสือตอนกลางคืนครับ ประมาณหลังเที่ยงคืนไป คือผมเป็นคนแพ้แดดน่ะครับ เวลากลางวันแดดส่องเข้าห้อง นี่จะรู้สึกไม่มีแรง หมดพลังงาน นอนฟังเพลงลูกเดียว แล้วอีกอย่างคือช่วงที่ว่ามันจะเงียบดี แต่มันก็มีข้อเสียนะ เช่น มันทำให้ดูหนังที่น่ากลัวมากๆไม่ได้ อย่าง ‘ชัตเตอร์’ เนี่ย ซื้อดีวีดีมาตั้งนานแล้วยังดูไม่จบซะที กลัวหัวใจวายตายก่อน ผีอะไรนะหนวกหูจิ๊บเป๋งเลย หรืออย่างหนังของไฉ้หมิงเลี่ยงนี่มันไม่เหมาะกับการดูตอนดึกๆอย่างแรงเพราะดูทีไรก็หลับทุกที กว่าจะรอดดูจนจบได้นี่ก็เหนื่อยเอาการ (ไฉ้หมิงเลี่ยง–ผู้กำกับชาวไต้หวัน หนังของเขามักจะแช่กล้องนิ่งและนานมาก ทำให้คนดูอึดอัดจนผล็อยหลับอยู่เสมอ–ผู้ให้สัมภาษณ์)

ความเงียบกลางดึกนี่มันก็ดี ทำให้เราสัมผัสอะไรได้ถึงแก่นมากขึ้น หรือบางทีเราก็จะค้นพบอะไรในช่วงนี้แหละ อย่างอัลบั้มเพลงบางชุดปกติไม่ค่อยฟังมันแบบใส่ใจเท่าไร แต่พอมาฟังตอนกลางคืนเงียบๆแล้วมันก็เพราะดีนะ ส่วนใหญ่หลังจากดูหนังจบ ผมก็จะเขียนถึงมันแล้วก็ต่อเน็ตมาอัพใส่บล็อกน่ะครับ วงจรชีวิตการนอนของผมเลยปั่นป่วนหนักเลย พอแม่ตื่นตอนหกโมงเช้า ผมเพิ่งปิดไฟเข้านอน



Q : ใน blog ของคุณประกอบไปด้วย review เกี่ยวกับภาพยนตร์ เพลง และคอนเสิร์ต อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณสนใจในการ review สิ่งเหล่านี้

A : อันนี้ต้องย้อนเล่าไปว่าสมัยก่อนผมไปดูคอนเสิร์ตบ่อยมากเพราะมีปรัชญาชีวิตแบบมั่วๆ ว่า “ชีวิตมันสั้นนัก วงอะไรมาก็ไปดูซะ แล้วจะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง” แต่ความจริงมันก็คือการหาเรื่องพาแฟนไปเที่ยวแหละนะ (หัวเราะ) แล้วพอดูคอนเสิร์ตจบนี่เราก็มาแจมตอบในกระทู้ที่ pantip หลังๆ ชักเริ่มซ่าตั้งกระทู้เปิดเองเลย แถมนับวันก็เขียนยาวขึ้น ยาวขึ้นและยาวขึ้น คือเป็นคนจำรายละเอียดพวกนี้ได้ค่อนข้างดี และพอเขียนไปเขียนมามันก็จะเริ่มจับจุดได้ เช่น คอนเสิร์ตอำลาวง P.O.P งานนี้มันซึ้งมันเศร้านะก็จะเขียนแบบนี้ หรือคอนเสิร์ตวง Slipknot มันมันส์ระห่ำมากก็จะเขียนอีกแบบหนึ่งให้คนอ่านตื่นเต้นตาม ซึ่งงานที่ภูมิใจที่สุดก็คือที่เขียนเรื่องคอนเสิร์ต B.Day ยาว 19 หน้านั่นแหละครับ ที่ได้ขึ้นกระทู้หน้าหนึ่งด้วย อย่างแรกคือดีใจ อีกอย่างคือภูมิใจด้วย เพราะตั้งใจทำตั้งใจเขียน เอาสมุดโน้ตไปนั่งจดในงานเลย คนข้างๆเขาก็มองเราแปลกๆนะ

อย่างที่บอกไปว่าเป็นคนสำส่อนในการดูหนัง ฟังเพลง และเสพวรรณกรรม มือมันเลยอยู่ไม่สุข พาลไปเขียนถึงพวกนี้ด้วย ตอนแรกๆก็ไม่ค่อยมั่นใจนะ อย่างคอนเสิร์ตมันเขียนง่ายไงเพราะดูแล้วก็มาเล่าให้ฟัง อย่างหนังบางทีเราต้องประเด็นหรือคิดวิเคราะห์ขยายความต่อ…หนังเรื่องแรกที่เขียนถึงจริงๆจังๆ คือเรื่อง All About Lily Chou-Chou (2001, ชุนจิ อิวาอิ) คือดูหนังเรื่องนี้แล้วมันกระแทกกระทั้นจิตใจอย่างรุนแรง ดูเสร็จแล้วก็คิดถึงหนังเรื่องนี้ตลอดเวลาในหัวเลย มีเพลงจากหนังดังในหูตลอด พอเข้านอนก็นอนไม่หลับ สุดท้ายก็ลุกขึ้นมาเปิดคอมใส่พลังลมปราณพิมพ์โต้รุ่งได้ออกมาตั้ง 8 หน้า ซึ่งตอนนั้นก็ตกใจมาก รายงานยังไม่เคยพิมพ์ยาวขนาดนี้เลย เพราะไปก็อปตัดแปะจากเวบอื่นๆ (หัวเราะ) แต่อันนั้นมันยังไม่เชิงเป็นบทวิจารณ์เท่าไรหรอกนะ

อันที่เริ่มต้นการวิเคราะห์-วิจารณ์จริงๆ น่าจะเป็นหนังเรื่อง House of Flying Daggers ของจางอี้โหมว คือจำได้ว่าวันนั้นกะจะดูหนังสามเรื่องรวด แต่แค่เรื่องแรกคือ House ก็เสร็จซะแล้ว ดูแล้วมันก็เกิดอาการคล้ายๆ กันคือมีอะไรสักอย่างวิ่งวนเวียนอยู่ในสมองเราตลอดเวลา ผมก็เลยวิ่งเข้าไปร้านเงียบๆ ร้านนึง แล้วก็หยิบสมุดขึ้นมาเขียนๆๆๆ แล้วก็กลับบ้านเลย ไม่ดูมันแล้วไอ้หนังอีกสองเรื่องน่ะ ถึงบ้านก็พิมพ์คอมยาวเหยียด แล้วก็โพสต์ที่ pantip กลับมาเปิดวันรุ่งขึ้นก็ตกใจเพราะมีคนชมว่าเราเขียนหรือวิจารณ์ดี ซึ่งจริงๆ คือเราเขียนไปตามที่เราคิด ที่เรารู้สึก ไม่ได้กะจะวิจงวิจารณ์อะไรเลย หลังจากตอนนั้นมันก็ทำให้เราคิดได้ว่า เอ้อ เรานี่เขียนถึงหนังก็ได้นะ ก็เลยเริ่มเขียนตั้งแต่นั้นมา จะว่าไปแล้วก็ยังเขียนไม่ครบปีนึงเลยนะเนี่ย

ส่วนเรื่องเพลงนี่ จริงๆ แล้วมันก็ได้ฟังเยอะ แต่ไม่ค่อยได้เขียนถึงเพราะเราไม่ค่อยมีความรู้เรื่องแนวเพลงนัก คือเราแยกไม่ออกหรอกว่า เพลงเฮ้าส์ แอมเบี้ยน หรือบิ๊กบีทมันต่างกันอย่างไร เราก็เลยฉีกไปเขียนเชิง ‘สัญศาสตร์’ (การวิเคราะห์เชิงสัญลักษณ์) เสียมากกว่า อย่างเช่นการหาความหมายในมิวสิกวิดีโอของมาริลีน แมนสัน หรืออ่านความระหว่างบรรทัดในอัลบั้ม MY STORY ของอายูมิ ฮามาซากิ ซึ่งอันนี้เราได้แรงบันดาลใจมาจากคอลัมน์ Symbolic Corner ของคุณไกรวุฒิ จุลพงศธร ที่ลงในนิตยสาร Bioscope น่ะครับ แล้วพี่เขาก็ให้คำแนะนำดีๆ กับผมอยู่เสมอ

โดยรวมแล้วสิ่งที่ผมเขียนถึงจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นกระหลัก (Mainstream) สักเท่าไร มันมักจะเป็นอะไรที่อยู่นอกกระแส (Non-mainstream) หรือเป็น ‘ทางเลือก’ เสียมากกว่า อย่างเช่นหนังที่เขียนถึงก็ไม่ค่อยจะมีฉายตามโรงเท่าไร ต้องไปขวนขวายหาดีวีดีเอา คือการที่มาเขียนลงบล็อกออนไลน์แบบนี้ อย่างหนึ่งก็คือการขยายกระจายงานของตัวเองให้คนเข้าถึงได้ง่าย อีกอย่างก็คือการหากลุ่มคนที่เขามีความชอบหรือรสนิยมแบบเดียวกับเรา อย่างที่บอกไปแล้วเพื่อนๆ รอบข้างเราไม่ค่อยจะดูหนังฟังเพลงแบบเราเท่าไร ซึ่งมันไม่ใช่ความผิดใครทั้งนั้นแหละ มันเป็นเรื่องของ ‘ความแตกต่าง’ ซึ่งเราต้องยอมรับสิ่งที่ตามมานั่นคือ ‘ความแปลกแยก’



Q : สำหรับภาพยนตร์และเพลง อยากให้คุณช่วยบอกเล่าว่าภาพยนตร์ประเภทใด และเรื่องใดที่คุณชื่นชอบมากที่สุด รวมทั้งแนวเพลงและบทเพลงที่คุณชื่นชอบมากที่สุด

A : ปัจจัยสามอย่างที่ขับเคลื่อนชีวิตผมก็คือ ภาพยนตร์ ดนตรี และวรรณกรรม แต่อย่างหลังนี่อาจจะมีโอกาสได้สัมผัสมันน้อยลงเพราะหนังสือนี่เราต้องใช้เวลากับมันนาน บางเล่มอ่านเป็นอาทิตย์เลย แถมตอนนี้ก็มหาลัยแล้ว เรียนหนักขึ้นทุกวัน หลังๆ มาก็เลยหนักไปทางดูหนังฟังเพลง

หนังมันมีอิทธิพลต่อชีวิตผมมาก ถ้าแต่ก่อนมันก็คือ ‘เพื่อน’ ของผม อย่างที่บอกไปเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน ช่วง ม.3 นี่ไปดูหนังคนเดียวทุกวันศุกร์เลย แต่ตอนนั้นยังไม่ใช่พวกหนังอาร์ตอะไรหรอกนะ ประมาณพวก X-Men, Mission Impossible 2 นี่ต้องดูตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรง พอช่วง ม.ปลาย นี่จะห่างหายจากหนังพอควร หันไปฟังเพลงมากกว่า จะกลับมาดูหนังเยอะๆ ตอน ม.6 เพราะคือช่วงที่มีแฟนไง (หัวเราะ) คือเวลาคนเป็นแฟนกันนี่หนังเรื่องไหนก็สนุก ประสิทธิภาพในการเลือกหนังดูจะถดถอยลง แบบอย่าง Tomb Raider, Scooby-Doo นี่ไม่รู้หลงเข้าโรงไปดูได้ยังไง หนักใจจนถึงทุกวันนี้ แต่แฟนเราเขาดีน่ะ เขาพาเราเข้าโรงหนังลิโด้ มันก็เลยเริ่มได้ดูหนังแปลกๆ ช่วงนี้อย่าง Kairo (ดูวันเดียวกับ Scooby-Doo เนี่ยแหละ-ฮา) หรือ Hedwig and the Angry Inch (กำกับโดย จอห์น คาเมรอน มิทเชลล์ ว่าด้วยนักร้องเพลงร็อค ที่เป็นกะเทยแปลงเพศสุดห่าม–ผู้ให้สัมภาษณ์) โดยเฉพาะเรื่องหลังนี่น่าจะเป็นประสบการณ์ดูหนังนอกกระแสครั้งแรกๆ คือดูแล้วแบบอึ้ง ทึ่ง และก็เสียวด้วย ดูแล้วต้องกลับไปคิดต่อ มันจะติดอยู่ในหัวสมองไปหลายวัน ซึ่งตอนนั้นจะได้ดูหนังที่ลิโด้บ่อยมากเพราะเรียนที่สาธิตจุฬา ต้องขอบคุณลิโด้ไว้ตรงนี้เลยล่ะ เพราะเขาเปิดโลกการดูหนังของเรา จนทำให้เราชอบดูหนังทางเลือกมาจนถึงทุกวันนี้

ต่อมาหนังมันเริ่มจะกลายเป็น ‘ผู้มีพระคุณ’ ของผมไปแล้วล่ะ มันมีเหตุการณ์ตอนที่ไปสอบตรงคณะเศรษฐศาสตร์ของธรรมศาสตร์ แล้วมันมีข้อสอบเรียงความถามว่า “ความมุ่งหมายของท่านในการเรียนเศรษฐศาสตร์คืออะไร” ไอ้เราก็หน้าซีดเหงื่อตกไปเลย เพราะตอนไปสอบน่ะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเศรษฐศาสตร์น่ะมันคืออะไร ไอ้ที่มาสอบก็เพราะมันไม่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางแบบนิติศาสตร์ มันใช้แค่เลข อังกฤษ ภาษาไทย ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงก็เลยเขียนประมาณเอาเรื่องย่อหนังเรื่อง A Beautiful Mind มาผสมปนเปกับอดัม สมิธ แล้วก็ชีวิตของเราเอง ออกมาจากห้องสอบ เล่าให้เพื่อนฟังก็ถูกด่าว่าบ้า แต่ปรากฏว่าดันตอบติดอีกแน่ะ ซึ่งพอเล่าเรื่องนี้ให้พี่นักวิจารณ์คนนึงฟัง เขาก็บอกว่า “แสดงว่ามหาลัยไม่ได้ต้องการแค่คนที่มีความรู้ เขาต้องการคนที่มีจินตนาการด้วย”

มาถึงตรงนี้แล้วก็ขอย้อนไปตอบคำถามเลยแล้วกันนะครับว่าทำไมถึงมาเรียนเศรษฐศาสตร์ ไม่ไปเรียนพวกนิเทศหรือวารสาร ก็ต้องบอกเลยครับว่าตอนนั้นชีวิตมันสับสนไม่รู้จะไปทางไหนแล้ว ตอนแรกจะเข้าหมอแต่คะแนนมันก็ไม่ถึง ก็เลยเลือกมาสอบตรงคณะกลางๆ แบบเศรษฐศาสตร์เพราะคิดว่าตัวเองเรียนได้ ซึ่งถ้าถามจริงๆ ว่าชอบมั้ย ก็ไม่ค่อยชอบมันเท่าไร แต่ก็ภูมิใจที่ได้เรียนคณะนี้นะ เพราะมันมีส่วนผลักดันศักยภาพในการเขียนและการคิดของเรามาก คือข้อสอบคณะนี้มันบรรยายล้วนไง มันแสดงให้เห็นว่าการที่คุณมีความรู้อย่างเดียวมันไม่พอ คุณต้องรู้จัก ‘ถ่ายทอด’ มันออกมาด้วย

อีกเหตุการณ์นึงที่หนังมีผลต่อชีวิตเรา ก็อย่างเมื่อสักกลางๆปีที่แล้ว เราสับสนในชีวิตมาก เหมือนมีปัญหาเข้ามาทุกวี่ทุกวัน คิดมากจนไม่มีเวลาหายใจ สภาพจิตใจนี่เรียกได้ว่าแย่ที่สุดเท่าที่ชีวิตเคยมีมา ไปๆมาๆก็อยากจะฆ่าตัวตาย (ท่านผู้อ่านอย่าเลียนแบบนะครับ) แต่มีคืนหนึ่งเราได้ดูหนังเรื่อง Lilya 4-EVER (2002, ลูคัส มูดดีสัน) คือนางเอกนี่ชีวิตมันบัดซบมากๆ แม่หนีตามผู้ชายไป ถูกน้ายึดบ้านไล่ไปนอนข้างถนน พอเจอผู้ชายที่คิดว่าเขารัก สุดท้ายก็ถูกหลอกไปขายตัวอีก แล้วมันมีประโยคหนึ่งในหนังที่ว่า “เรามีชีวิตอยู่เพียงห้วงหนึ่ง แต่เมื่อดับดิ้นเราจะสิ้นไปชั่วนิรันดร์ -You remain dead for all eternity but you're alive only for a brief moment” คือพอดูหนังจบ เราก็ไปล้างหน้า เดินออกจากห้องน้ำมา แล้วก็คิดได้ ไม่เอาแล้ว ฉันไม่อยากตายแล้ว

ถ้ามาทางเพลง นี่เราก็ผ่านมาหลายช่วงวัยแล้ว เราเคยบ้าแกรมมี่ บ้าอาร์เอส จนมาถึงยุคเกลียดอาร์เอส เถียงกับเพื่อนว่าแกรมมี่ดีกว่า ไปๆมาๆก็เลิกฟังเพลงไทย หนีไปเพลงญี่ปุ่น ข้ามมาเพลงฝรั่ง ด่าบอยแบนด์ บูชาเพลงร็อค พยายามฟังเพลงที่หนักๆ แรงๆ จนมาเจอเพลงอิเล็กทรอนิก แล้วก็มายุค FaT Radio ที่เราก็วนกลับมาฟังอินดี้ไทยอีก สุดท้ายมันก็ไม่เหลือเขตแบ่งกั้นดินแดนอะไรอีกต่อไปแล้ว ทุกวันนี้ก็ฟังได้หมดทุกอย่าง ในห้องตัวเองเราอาจจะเปิดวงดนตรีอิเล็กทรอนิกจากอูกันด้าที่ไม่มีใครรู้จัก แต่พอไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน เราก็ร้องเพลงของบีมิกซ์ได้อย่างไม่ต้องอายใคร แล้วตอนนี้เราก็รู้สึกอายเวลาซื้ออัลบั้มบอยแบนด์ของอาร์เอสน้อยกว่าการซื้อถุงยางซะอีก (หัวเราะ) อันนี้พูดเปรียบเทียบนะ ไม่ได้ทำจริง

จริงๆแล้วสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราดูหนังฟังเพลงได้ ‘อิน’ มากขึ้นมันคือการอกหัก มันทำให้สรรพสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเปลี่ยนไปเลยนะ ได้มองเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้ยินสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน และที่สำคัญก็คือเราสามารถร้องไห้เวลาดูหนังและฟังเพลงได้เสียที คือแต่ก่อนไม่ว่าหนังจะเศร้าขนาดไหนเราไม่เคยร้องไห้เลย คือไม่เข้าใจว่ามันเศร้าขนาดนั้นเลยหรือ ทำไมต้องร้องไห้ แล้วไปๆมาๆคือเครียดหนักเลยว่าแล้วทำไมตัวเราไม่ร้องไห้นะ…แต่พอหลังจากอกหัก พอเราได้ฟังเพลง ‘ระหว่างเรา’ ของอรอรีย์ (นักร้องหญิงที่ทำแนวเพลงกรันจ์คนเดียวของประเทศไทย เธอออกงานกับค่ายเบเกอรี่สองชุด–ผู้ให้สัมภาษณ์) เราก็ร้องไห้ ร้องไห้ และร้องไห้! โดยเฉพาะไอ้ท่อนที่ว่า “เนิ่นนานสักเพียงไหน เธอยังคงจะเป็นส่วนลึกในใจอยู่เสมอ เนิ่นนาน ฉันจะยัง รอเธออยู่…เสมอ…เหมือนเดิม” ทั้งที่แต่ก่อนฟังเพลงนี้ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร คือมันทำให้เรารู้ว่าตัวเองเป็นพวก ‘รักฝังราก แค้นฝังลึก’

เล่ามาถึงตรงนี้มันก็ทำให้เราเห็นว่าชีวิตเรานอกจากศิลปะอย่างเพลงหรือหนังแล้ว ‘คนอื่น’ หรือ ‘คนรอบข้าง’ นี่ก็มีส่วนมากที่ทำให้เราเป็นอย่างในทุกวันนี้ โดยเฉพาะแฟนเก่าเรานั่นแหละ ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังไม่ยอมรับโทรศัพท์เขานะ ไม่ใช่ว่ายังโกรธเกลียดแค้นเคือง แต่มันยังไม่พร้อมมากกว่า ไม่รู้เขาจะได้มาอ่านมั้ย ก็อยากบอกเขาไว้ตรงนี้แหละ …เห็นมั้ย ไปว่าเขาที่เขียนเรื่องลงไดอารี่ออนไลน์ ตัวเองก็มาขอโทษเขาผ่านเว็บแบบนี้ ไม่ได้เรื่องเลยเรา

ที่เล่ามาเสียยืดยาวนี่ก็อยากจะชี้ให้เห็นว่าเพลงและหนังมีอิทธิพลและความสำคัญต่อเราขนาดไหน และเป็นแรงบันดาลใจต่อการเขียนของเราอย่างเหลือล้น …ส่วนคำถามนี่มันยากนะที่จะระบุลงไปชัดเจนว่าเราชอบหนังเรื่องไหน เพลงอะไร แต่ถ้าเจาะลงไปหน่อย อย่างหนังนี่ผู้กำกับในดวงใจของเราก็คือ หว่องกาไว หนังของเขามันทำร้ายเรามากเลยนะ แถมหลายทีแล้วด้วย แต่เราก็ยังชอบและเลิกชอบไม่ได้ อย่าง Happy Together (1997) ซึ่งเป็นหนังของเขาที่เราชอบที่สุด มันก็เศร้ามากเพราะมันบอกว่าคนเราพบกันเพื่อจากลา สุดท้ายแล้วเราก็ต้องหัดที่จะมีความสุขกับตัวเอง หรือล่าสุดกับ 2046 (2004) นี่พระเอก-เหลียงเฉาเหว่ย-มันก็คือตัวเราเลย ไอ้พวกยึดติดอดีตเนี่ย หนังอีกเรื่องนึงที่เปลี่ยนชีวิตก็คือ All About Lily Chou- Chou คือเราจะอินกับมันมากด้วยประสบการณ์ส่วนตัว พระเอกมันเป็นพวกมีชัยชนะในอินเตอร์เน็ต แต่พ่ายแพ้ในชีวิตจริง ซึ่งก็คล้ายๆเรา …ว่าไปแล้วเราก็ชอบดูหนังทำร้ายตัวเองนี่แหละ

แต่กับเพลงนี่ตรงข้ามนะ เราชอบฟังเพลงอิเล็กทรอนิก - เพลงแดนซ์ โดยเฉพาะแนวแทรนซ์ (Trance) น่ะ มันเป็นแนวเพลงที่ฟังแล้วสนุกมาก อัลบั้มที่ชอบสุดก็นี่เลย The Politic of Dancing ของ Paul Van Dyke (ดีเจแนวแทรนซ์ชื่อดังชาวเยอรมัน–ผู้ให้สัมภาษณ์) แค่ชื่ออัลบั้มก็เก๋แล้ว …แต่จริงๆก็ชอบฟังเพลงทำร้ายตัวเองเหมือกันนะ อย่างเพลง ‘ระหว่างเรา’ ที่ว่าไป หรือเพลง Happy Together จากหนังชื่อเดียวกันของหว่องกาไวนี่แหละ ฟังทีไรก็รู้สึกขื่นในใจน่ะ คือตัวละครในหนังมันไม่มีใครได้ happy together กันสักคนเดียว หรืออย่างเวลาฝนตกทีไรก็จะชอบเปิดเพลง Endless Rain ของ X-Japan คือเพลงมันบอกว่า ให้ฝนช่วยล้างความเจ็บปวดและความเศร้าในใจออกไป แต่มันเป็นสายฝนที่ไม่รู้จบสิ้นไง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าความเจ็บปวดมันไม่มีวันหมดไปหรอก



Q : blog ประเภทไหนที่ชอบอ่าน

A : ส่วนใหญ่จะอ่านบล็อกของคนที่เขียนถึงพวกหนัง เพลงหรือหนังสือนี่แหละครับ คือบางทีสิ่งที่เขาเขียนถึงเราอาจจะไม่เคยดู-ฟัง-อ่าน พอเห็นแล้วก็ต้องไปหามาลองบ้าง หรือบางทีในหนังเรื่องเดียวกัน เขาอาจจะเขียนประเด็นที่เราไม่เคยคิดมาก่อน เหนือสิ่งอื่นใดการที่มีคนเขียนถึงสิ่งเหล่านี้มันทำให้เราไม่รู้สึกเดียวดายครับ



Q : รู้สึกอย่างไรกับ bloggang และเพื่อนสมาชิก

A : ถ้ากับ bloggang นี่ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ดีนะครับ มันเป็นพื้นที่ที่จะให้คนมาสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ได้มีพื้นที่ส่วนตัวของเราเอง อย่างผมก็มีที่เก็บงานเขียนของตัวเองเป็นที่เป็นทาง หรือบางคนที่ไม่เคยคิดที่จะ ‘เขียน’ พอมี bloggang เขาก็เริ่มเขียนขึ้นมา ผมว่ามันมีส่วนช่วยจุดประกายให้หลายๆคนลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ตัวเองเคยฝันหรือแอบฝันไว้ครับ

ส่วนเพื่อนสมาชิกนี่ก็รู้สึกดีเช่นกัน ตั้งแต่เปิดบล็อกมายังไม่เคยต้องลบความคิดเห็นไหนออกไปเลย คือการแสดงความคิดเห็นยังอยู่บนพื้นฐานที่พอดีของเหตุผลและอารมณ์ ส่วนที่ปลื้มมากๆ ก็คือคนที่โหวตให้ โดยเฉพาะทุกคนที่ส่งข้อความมาไม่ว่าจะเป็นทางหลังไมค์, MSN หรืออีเมล์ ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ ครับ อันนี้ขอรวมถึงคนที่คอยมาเข้าชมบล็อกด้วยนะครับ คือมันทำให้สโลแกนของเวบ PANTIP.COM โลดแล่นในสมองผมอีกครั้ง คือ “สัมผัสแห่งมิตรภาพ – A Touch of Friendship” น่ะครับ ผมรู้สึกถึงมันได้จริงๆ



Q : ชอบ blog ของสมาชิกท่านไหนมากที่สุด เพราะอะไร

A : โดยมากจะเป็นบล็อกของคนที่เข้าชิงสาขาบันเทิงสุดเจ๋งด้วยกันนี่แหละ อย่างคุณ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” นี่เขาขยันเขียนดี ส่วนใหญ่จะเป็นหนังชนโรงเลย ซึ่งบล็อกผมไม่ค่อยมีส่วนนี้เท่าไร ไอ้ผมมันพวกขี้เกียจออกจากบ้านน่ะครับ เขาเขียนชัดเจนดี เข้าใจง่าย ระบุข้อดีข้อเสียของหนังชัดเจน ส่วนคุณ it ซียู รายนี้ก็ขยัน แถมยังชอบเขียนอะไรยาวๆแบบผมด้วย เลยชอบเป็นพิเศษ (หัวเราะ) หรืออย่างของคุณเจ้า ก.ไก่ ประกายกาโม่ ก็ดีนะ อ่านแล้วสนุกดี เนื้อหากุ๊กกิ๊กน่ารัก ตรงข้ามสุดขั้วโลกกับบล็อกผม ซึ่งเต็มไปด้วยตัวอักษรแล้วก็หนังบ้าอะไรก็ไม่รู้ (หัวเราะ)



Q : อยากให้ bloggang มีอะไรเพิ่มมากขึ้น

A : ต้องสารภาพก่อนว่าเป็นคน ‘โลว์เทค’ เดี๋ยวนี้ตามเทคโนโลยีอะไรไม่ค่อยจะทันเท่าไร ดูจากบล็อกผมก็ได้ ไม่มีเทคนิคตกแต่งพิเศษอะไรเลย แต่ถ้า bloggang มีบริการอะไรเปิดเพิ่มขึ้นมา ก็จะพยายามตามไปใช้เท่าที่สามารถแล้วกัน อย่างล่าสุดที่จัดประกวดธีมบล็อกนี่ก็ชอบนะ นอกจากจะได้อะไรใหม่ๆมาแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่สมาชิกมีส่วนร่วมด้วย เอ้อ…ต่อไปลองจัดประกวดเพลงธีมของ Bloggang ดูสิครับ เอาทั้งเนื้อร้อง-ทำนอง และมิวสิกวิดีโอเลยนะ หรือไม่ก็ประมาณพวกหนังสั้นที่กำหนดข้อหัวว่าต้องเกี่ยวกับ Bloggang น่ะ คือโดยหลักแล้ว ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกได้มีส่วนร่วมน่ะครับ จะได้รู้สึกเป็น ‘แก็งค์’ กันจริงๆ



Q : ฝากบอกอะไรถึงคนที่โหวตให้

A : ต้อง ‘ขอบคุณ’ จริงๆครับ สำหรับทุกๆคนที่โหวตให้ อย่างที่เคยบอกไปในบล็อกแล้วว่าความจริงผมเคยเขียนที่จะหยุดเขียนหลังจากซัมเมอร์นี้ เพราะว่าจะขึ้นปีสามแล้ว มันเรียกหนัก แต่หลังจากได้รางวัลนี้มันก็มีกำลังใจที่จะเขียนต่อไป มันทำให้รู้ตัวว่าความจริงแล้วตัวเองยังมีอะไรที่คิดอยากจะเขียนอีกมากมาย และซึ้งที่สุดกับข้อความของคุณ grappa ที่ว่า “เรายังไม่หยุดอ่าน ท่านจะหยุดเขียนได้อย่างไร” ก็ขอสัญญาแล้วกันนะครับว่าจะพยายามเขียนไปต่อ …ส่วนอีกเรื่องนึงที่อยากจะบอกก็คือ ขอโทษนะครับที่ชื่อผมมันอ่านยาก



Create Date : 15 เมษายน 2549
Last Update : 15 เมษายน 2549 1:07:49 น. 6 comments
Counter : 478 Pageviews.

 
เข้ามาเจิม



โดย: กลัวที่หนาย วันที่: 12 เมษายน 2548 เวลา:15:43:12 น.




สุดยอดค่ะพี่ต่อ

บล็อกยาวไม่พอ

สัมภาษณ์ยังยาวอีก 555..



โดย: +KikKle+ วันที่: 12 เมษายน 2548 เวลา:16:00:33 น.




อิอิ....



โดย: เชอเบทส้ม วันที่: 12 เมษายน 2548 เวลา:16:02:52 น.




ผมอ่านจนจบเลยครับ เห็นหน้าจอเป็นเส้นๆ อีกตามเคย เอิ้กๆ



โดย: Mint@da{-"-} วันที่: 12 เมษายน 2548 เวลา:16:18:00 น.




เน็ทที่ทำงานเป็นอะไรไม่รู้
จู่ๆ ก็ดันอืดกระทันหัน
กว่าจะเข้าได้ ใช้ความพยายามอยู่สามรอบเลย
ไปๆ มา อ้าว! เลิกงานพอดีเลย 555
เฮ่อ... (บ่นทำไม-ะ)
เดี๋ยวกลับถึงบ้าน แล้วจะมาอ่านต่อครับ :D





โดย: it ซียู วันที่: 12 เมษายน 2548 เวลา:16:57:47 น.




โห สุดยอด ตอบได้ยาวววว ดีมั่กๆ



โดย: หมาร่าหมาหรอด วันที่: 12 เมษายน 2548 เวลา:17:27:53 น.




ชอบทิม เบอร์ตันเหมือกนันเลยด้วย





โดย: นางมารร้าย วันที่: 12 เมษายน 2548 เวลา:17:27:57 น.





(^____^)


เพลงระหว่างเรา น่ะ สุดๆ แร่ะ

All about lily Chou Chou : ก้อเช่นกัน

ขอบคุณที่เขียน อะไรดีดี ให้เราอ่าน



โดย: . . . (WhaT iT'S W๐l2tH ) วันที่: 12 เมษายน 2548 เวลา:17:50:57 น.




กลับมาอ่านอีกครั้ง
...ตอนแรก เห็นคุณ merveillesxx บอกว่าเขียนไว้ 8 หน้า... ไอ้เราก็ตกใจ! ว่าไอ้หยา! เขียนอะไรได้ยาวขนาดนั้น จะอ่านกันไหวเหรอ?

แต่พอมาอ่านจริงๆ รู้สึกไม่ยาวเลยครับ เพลินมากๆ อยากให้ยาวกว่านี้อีก (อิอิ)

....เวลาอ่านอะไรก็ตามที่คุณ merveilesxx เขียน รู้สึกชื่นชมคุณมากๆ จริงๆ ครับ (ไม่ได้โกหกนะ 55) เพราะอ่านดูแล้ว ความคิด ความอ่าน การตีความ การใช้ภาษา มีความสมบูรณ์แบบค่อนข้างสูงมากๆ... บทความแต่ละอัน ล้วนแล้วแต่ผ่านกระบวนการการคิด และการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี ตัวหนังสือที่ใช้เขียนก็น่าติดตามไม่แพ้กัน

ทั้งๆ ที่บางอันยาวมากๆๆๆๆ แต่กลับทำให้ผมอ่านรวดเดียวจบได้อย่างไม่น่าเชื่อ (ผิดกับนิสัยปกติของผม ที่ชอบอ่านแบบ skimming & scanning อ่านผ่านๆ แล้วถ้าน่าสนใจ ค่อยกลับมาอ่านอีกที)

ชื่นชมจริงๆ ครับ



โดย: it ซียู วันที่: 12 เมษายน 2548 เวลา:18:16:29 น.




ยินดีด้วยค่า



โดย: ถั่วแดงเย็น วันที่: 12 เมษายน 2548 เวลา:18:28:07 น.




...ตอนนี้เวลาตามอ่านในบล้อกเกี่ยวกับหนังมี2บล้อกที่ผมต้องฟิตสายตาให้พร้อมคือของคุณmerveillesxx และคุณit ซียู เพราะเขียนกันได้ยาวมากแต่ในความยาวนั้นมีคุณค่าสาระอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

....คนบางคนเขียนเรื่องหนังได้ดี บางคนถนัดเรื่องเพลง ในขณะที่บางคนชอบหนังสือ ผมชื่นชมคุณmerveillesxxตรงที่สามารถเขียนถึงทั้ง3อย่างได้ดีเยี่ยม อ่านง่าย(ล่าสุดอ่านงานแฮมเบอเกอร์ นึกว่าได้ไปด้วยซะอีก)และสอดแทรกคุณค่าความรู้ลงไป

...จะติดตามอ่านกันต่อไปคร้าบบบบ



โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 12 เมษายน 2548 เวลา:23:40:28 น.




ยินดีด้วยครับ คุณต่อ ภูมิใจกับคุณนะครับ หวังว่าจะได้อ่าน บล็อกต่อๆไปของคุณต่อไปเรื่อยๆนะครับ



โดย: ลูกบ้าเที่ยวสุดท้าย (ลูกบ้าเที่ยวสุดท้าย ) วันที่: 13 เมษายน 2548 เวลา:1:04:13 น.




ตามมาอ่าน
สัญญาแล้วใช่ไหม
ว่าจะเขียนหนังสือต่อไป



โดย: grappa วันที่: 13 เมษายน 2548 เวลา:2:26:59 น.




ยินดีด้วยครับ...



โดย: NA.793 (NA.793 ) วันที่: 13 เมษายน 2548 เวลา:13:25:43 น.




ง่า เป็นบล็อกที่มีคุณภาพจริงๆนะพี่ต่อ ไม่ได้แกล้งชม ขอชื่นชมไว้ตรงนี้พี่เก่งมากๆเลย ปกติไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ แต่น่าแปลกที่กลับอ่านบล็อกของพี่รวมถึงบทสัมภาษณ์ จนจบ ทั้งที่ปกติอ่านแบบสแกน เร็วๆ



โดย: mai IP: 203.151.140.115 วันที่: 13 เมษายน 2548 เวลา:20:35:28 น.











กึ่งยิงกึ่งผ่าน say :
ยินดีด้วยนะครับ











โดย: กึ่งยิงกึ่งผ่าน วันที่: 14 เมษายน 2548 เวลา:0:26:56 น.




จบแล้วครับ จะตามอ่านเรื่อยๆนะ ชินซะละไอ้เรื่องยาวๆของคุณน่ะ

ชอบอ่านเรื่องเกี่ยวกับกนังที่คุณเขียนมาก



โดย: เอกเช้า IP: 158.108.210.206 วันที่: 14 เมษายน 2548 เวลา:1:03:54 น.




ถ้าเปิดBlogของคุณmerveillesxxทีไร ผมจะต้องเตรียมเวลา เตรียมใจ เตรียมสมาธิเพื่อรองรับการอ่านเรื่องยาวๆยากๆคับ คือผมเป็นคนที่ดูหนังฟังเพลงแบบไม่ค่อยอินอ่ะ แต่ชอบเข้าBlogของคุณmerveillesxxนะคับ เพราะได้อะไรอะไรแบบที่ผมไม่เคยรู้ และไม่เคนอ่าน ทุกครั้งเลยคับ
เดี๋ยวนี้ผมหยุดอ่านEntertainแล้ว เพราะอ่านแล้ว ฟังวิจารณ์แล้ว ไม่จะค่อยได้ไปดูหนังกะเขา แถมEntertainบางฉบับ ก็ไม่ว่างอ่านจนจบเล่ม อ่านค้างค้างคาคา วางซ้อนซ้อนกันอยู่บนโต๊ะนับสิบสิบเล่ม จนรู้สึกรังเกียจตัวเองแล้วคับ สุดท้ายก็ตัดสินใจหยุดซื้อหยุดมองแผงหนังสือซะ แล้วก็มาอ่านในBlogของคุณmerveillesxx ของคุณ"ผมอยู่ข้างหลังคุณ" และของคุณit ซียู แทนคับ
ไม่ใช่เพราะเสียดายตังค์ แต่เพราะผมได้ข้อมูลและความรอบรู้เท่ากับอ่านEntertain และผมก็ไม่ค่อยเครียดที่อ่านแบบไม่ค่อยจบนะคับ
ผมเริ่มรู้จักชื่อแปลกๆนี้ของคุณตอนงานBangkok Inter Film โดยอ่านงานเขียนแนะนำหนังของคุณและโปรแกรมหนังที่คุณตั้งใจจะไปดูอ่ะ
คงเขียนยาวไปหน่อยแล้ว ขอร่วมแสดงความยินดีกับคุณด้วยคนคับ



โดย: yyswim วันที่: 14 เมษายน 2548 เวลา:14:32:23 น.




ยินดีด้วยค่า






...



โดย: ขอบคุณที่รักกัน (blueberry_cpie ) วันที่: 15 เมษายน 2548 เวลา:13:17:52 น.




ชอบ PAUL VAN DYK มากเหมือนกัน แต่รู้สึกจะชอบหน้าตาของเขามากกว่าเพลงของเขานิดหน่อย โฮะ โฮะ โฮะ

อัลบัมชุด THE POLITICS OF DANCING ก็ชอบมาก แต่ยังไม่ค่อยได้มีโอกาสหยิบมาฟังบ่อยเท่าไหร่

เพลงของ PAUL VAN DYK ที่ชอบที่สุดในตอนนี้คือ TELL ME WHY (THE RIDDLE) ที่มิวสิควิดีโอสวยมาก เพลงนี้อยู่ในอัลบัมชุด OUT THERE AND BACK

ศิลปินอีกคนหนึ่งที่ชอบสุดๆในแนวทางใกล้เคียงกันก็คือ DJ TIESTO กับอัลบัมชุด IN MY MEMORY




โดย: Madeleine de Scudery IP: 202.176.184.158 วันที่: 15 เมษายน 2548 เวลา:23:43:33 น.




ยินดีด้วยนะครับ คุณ มาเวล xxx นี่ขนาดคุณให้สัมพาดแล้วนะว่าอ่านชื่อว่ายังไง แต่ผมก็ยังจำมะได้อยู่ดี (ฮา) ชื่นชมนะครับ สำหรับบทสัมภาษณ์ตัวคุณเอง เยี่ยมยอดอีกแล้วครับท่าน



โดย: joblovenuk IP: 203.121.148.245 วันที่: 16 เมษายน 2548 เวลา:2:14:53 น.




ดีใจด้วยนะคะ

เราเองอ่านข้อเขียนคุณแล้วหลงชะมัด~~
ชอบมั่กๆ...จนถึงกับ... ว้าว...
บางทีก็ทำเราฮาแตกซะ
และบ่อยครั้งที่ทำเราซาบซึ้งชะมัด
นับถือคุณจิงๆเรย

จะติดตามไปเรื่อยๆนะคะ
เปนกำลังใจให้



โดย: myrmidon IP: 203.144.177.72 วันที่: 18 เมษายน 2548 เวลา:0:38:13 น.




ยินดีด้วยค่า



โดย: prncess วันที่: 18 เมษายน 2548 เวลา:7:20:37 น.




ตอบยาวมากกก
อ่านไม่ไหว แต่ข้าพเจ้าก็โหวตให้ท่านนะขอรับ ^^
ยินดีด้วยจ้า



โดย: =p o o k p u i= วันที่: 18 เมษายน 2548 เวลา:11:09:43 น.




จ๊าก พึ่งรู้นะเนี่ยะว่าคุณ merveillesxx อายุยังน้อยอยู่เลยอ่ะ



โดย: ช็อคชิป IP: 58.9.142.14 วันที่: 23 เมษายน 2548 เวลา:1:18:56 น.




ยินดีด้วย ทำไมเด็กเดี๋ยวนี้เก่งจังเลย
เรียนเศรษฐศาสตร์ สอนเล่นหุ้นได้เปล่าจ้า
ยินดีด้วยนะจ้า



โดย: jail วันที่: 24 เมษายน 2548 เวลา:11:35:30 น.




ชื่อของคุณแมกเวยเป็นภาษาฝรั่งเศสจริงๆด้วยแฮะ

เราไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำว่าหนังทำร้ายตัวเองนะ อย่าง lily chou chou เราดูแล้วก็ hurt มากเหมือนกัน แต่เราคิดว่าเป็นหนังที่ทำให้เราเข้าใจตัวเองได้ดีขึ้น แต่บางทีกว่าจะเข้าใจตัวเองจริงๆก็เจ็บปวดเหมือนกัน มันอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมการดูหนังที่เข้าถึงใจเรามันถึงทำร้ายตัวเอง(เราเพ้อละ อ่านไม่รุเรื่องละ อย่าสนใจเลย)

เราว่าคุณเก่งเรื่องการใช้ภาษาถ่ายทอดอารมณ์ออกมานะ คือ อ่านแล้วหลงรักตัวหนังสือไปเลย แบบ พระเจ้ายอดมันจอร์จมาก คือคิดว่ายังไงสุดท้ายแล้วเราก็ไม่ได้โดดเดี่ยวในจักรวาลอ่ะ อย่างน้อยก็มีคนในเนทคนนึงที่รักชอบอะไรเหมือนๆกับเรา คิดเห็นอะไรหลายๆอย่างเหมือนกับเรา แถมยังถ่ายทอดมาให้เราอ่านอีก ดีใจมากๆที่ได้เจออ่ะ ขอให้คุณ





โดย: โทยะ อากิระ IP: 61.91.125.232 วันที่: 25 เมษายน 2548 เวลา:1:00:17 น.








โดย: นัท IP: 58.10.50.53 วันที่: 30 กรกฎาคม 2548 เวลา:13:58:07 น.




เพิ่งเคยอ่าน อ่ะ
เป็นแฟนคลับเหนียวแน่นคนนึงล่ะเรา




โดย: quin toki (quin toki ) วันที่: 17 ตุลาคม 2548 เวลา:13:27:48 น.




ต่อ นายยอดมากกกกกกกกกกกกกกกกก



โดย: soulfighter IP: 84.120.141.24 วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:23:34:02 น.





โดย: merveillesxx วันที่: 15 เมษายน 2549 เวลา:1:10:40 น.  

 
Happy Thai New Year Krub


โดย: Zantha วันที่: 15 เมษายน 2549 เวลา:6:12:43 น.  

 
เพิ่งได้มาอ่านสัมภาษณ์หลังจากได้รางวัลผ่านมา 1 ปีแล้ว อ่านแล้วก็เลยรู้สักทีว่าเรียกชื่อ จขบ ได้อย่างไร แต่ก่อนเวลาพูดถึง จขบ กับเพื่อน (แบบเพื่อนที่ไม่เล่นพันทิพก็รู้จัก จขบ เพราะเคยเอาที่ จขบ ไปให้เขาอ่าน) ก็จะเรียกชื่อ จขบ ว่า เมอวิลเซ็กส์ ทุกทีเลย ทั้งที่ ข้างหลังไม่ได้สะกดได้คำว่า sex สักหน่อย แต่ว่าอะนะ อ่านไวไวมันก็รวมกันได้แบบนั้น

ชอบงานเขียนของ จขบ ตรงที่ได้อ่านมุมมองที่ฉันมักมองได้ไม่ถึงตรงนั้น เพราะการดูหนังของฉันมันมักหยุดที่ ชอบ ซึ้ง สนุก ดีจัง ไม่สนุก น่าเบื่อ แต่ไม่สามารถวิเคราะห์อะไรต่อไปได้อีก เลยชอบอ่านที่ จขบ เขียนนะ

ขอบคุณนะ อย่างที่คุณ grappa บอกนั่นแหละ


โดย: cottonbook วันที่: 15 เมษายน 2549 เวลา:10:26:23 น.  

 
ยินดีด้วยน้า.....อ่านวิจารณ์หนังแล้วเพลินดีอ่ะ


โดย: แกงส้มไข่ชะอม วันที่: 15 เมษายน 2549 เวลา:12:19:47 น.  

 
ดีจายด้วยยย
ภูมิใจในตัวมึงนะ


โดย: วิน IP: 61.47.118.86 วันที่: 29 พฤษภาคม 2549 เวลา:16:12:42 น.  

 
หัวเราะดัง ยิ้มกว้างจนคนข้างๆคิดว่าเป็น"บ้า"
รักตัวหนังสือของคุณมากค่ะ


โดย: วี IP: 58.97.37.61 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2555 เวลา:10:22:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.