http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
29 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกสิงคโปร์ ภาค 2 : สามวัน-สองประเทศ-สามคอนเสิร์ต...บ้าไปแล้ว! (PART 1)

by merveillesxx

(คำเตือน: ไม่ใช่คู่มือการท่องเที่ยว เป็นเพียงบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ใช้คำหยาบคายมากมาย และมีการเหยียดเชื้อชาติ)


ช่วงที่กลับมาจากสิงคโปร์ตอนปลายสิงหาคม ก็เห็นแล้วล่ะว่าจะมีคอนเสิร์ต Sigur Ros วันที่ 23 พ.ย. เพื่อนรอบข้างวางแผนจะไปกันมากมาย ไปเป็นหมู่คณะเลยทีเดียว แต่เราไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้วงนี้มาก ก็เลยเฉยๆ แต่ดูเหมือนพระเจ้าจะประสงค์อยากให้กูกลับไปเยือนประเทศนี้เสียเหลือเกิน

เพราะอยู่ดีๆ ก็มีประกาศเปรี้ยงออกมาว่าวันที่ 24 พ.ย. จะมีคอนเสิร์ตวง Perfume!!!

Perfume นั้นเป็นวงผู้หญิงสามคนจากญี่ปุ่น แนวเพลงอิเล็กทรอป็อปลัลล้าพาเพลิน พูดแบบเข้าใจง่ายๆ หาก Girls’ Generation เป็นเมียเกาหลี Perfume ก็เป็นเมียแสนรักฝั่งญี่ปุ่นนั่นเอง (ฟังดูโอตาคุจริงๆ) ทริปสังคโลกสิงคโปร์ภาคสองจึงเกิดขึ้นเพราะเยี่ยงนี้แล

แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายขนาดนั้น สำหรับบัตรวง Sigur Ros นี่ไม่มีปัญหา ซื้อได้เรื่อยๆ เพราะสถานที่ใหญ่ (Fort Canning Park เจ้าเก่าเจ้าเดิม) แต่บัตรวง Perfume เนี่ย มันดันขายแบบ lottery ซึ่งเป็นระบบขายบัตรคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นชอบใช้กัน คือเราจะต้องสมัคร application ไป แล้วทางผู้จัดจะเป็น random ว่าเราได้ตั๋วหรือไม่ ...WTF!!?? เป็นระบบขายตั๋วที่สติแตกมาก ไม่มีความแน่นอนแห่งชีวิต (มีข้อเดียวอย่างเดียวคือ ไม่ต้องมาตบตีแย่งบัตร) ดังนั้นกูก็เลยไม่สามารถจองอะไรได้เลย ทั้งตั๋วเครื่องบินหรือโรงแรม เพราะบัตร Perfume นี่ดูโอกาสริบหรี่มาก ฮอลล์ที่เล่นก็เล็กนิดเดียว แต่คนอยากดูเยอะชิบหาย แถมยังมีการเลื่อนขายตั๋วรอบนึงอีก โอ๊ยยยย ประสาทจะแดก

ตอนสมัคร lottery ของ Perfume ก็ทำแบบปลงมากๆ เผื่อใจว่าไม่ได้แน่นอน แต่วีคนึงถัดมา อยู่ดีๆ ก็มีอีเมลเข้ามา ตุ่ง~ตุ๊ง “คุณได้ตั๋ว Perfume จ้า” ...กะ กะ กะ กะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด กรี๊ดลั่นบ้านเลย ณ จุดนั้น !!@#!~@~!@#!@#~@#~! (เสียสติ) โอย ซึ้งใจหลายๆ ปกติกูไม่เคยมีโชคอะไรแบบนี้เลย ชิงโชคเหี้ยห่าอะไรไม่เคยได้ นี่กูคงใช้ดวงทั้งหมดในชีวิตไปกับงานนี้แล้วสินะ

แต่ถึงจะได้ตั๋วแล้ว ความเหี้ยคือ ตอนนั้นเป็นเวลาเพียงหนึ่งเดือนก่อนออกเดินทางเท่านั้น ตั๋วเครื่องบินจึงแพงหูฉี่ T_T แถมเพิ่งมารู้ต่อมาว่าวันที่ 25 พ.ย. จะมีคอนเสิร์ต SM Town ที่ไทย!! ชิบหายแล้วไง ทำไงเนี่ยกู ตอนแรกก็ว่าจะทิ้งงาน SM Town ไปเลย แต่ว่า Girls’ Generation มานะเฟร้ย เดี๋ยวจะถูกหาว่าไม่เหลียวแลเมียฝั่งเกาหลี กลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ (เพ้อเจ้อ) ก็เลยต้องเลือกตั๋วกลับไฟลท์เช้าวันที่ 25 เลย (แพงอีก แสรดดด) สรุปว่าทริปสิงคโปร์ครั้งนี้จึงไปแค่สองคืนสามวันเท่านั้น ประหนึ่งไปเที่ยวหัวหิน แถมแทบไม่มีเวลาเที่ยวเหี้ยอะไรเลยค่า



DAY 1 : Fri 23 Nov 2012

วันออกเดินทางมีความตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะตอนนี้แอร์เอเชียย้ายไปบินที่ดอนเมือง ไอ้ครั้งสุดท้ายที่ดิชั้นมาดอนเมืองนี่มันก็ตั้งเกือบสิบปีที่แล้วอ่ะค่ะ คือตอนที่มารับวง Glay ตอนมาเมืองไทย (เก่าไปมั้ย) ก็กลัวว่าจะไปทำอะไรเด๋อๆ ด๋าๆ ที่นี่เข้า แต่ว่าเวลาแบบนี้แหละที่พันทิปจะช่วยท่านได้ เพราะมีคนรีวิวดอนเมืองเปิดใหม่ไว้เสร็จสรรพ ละเอียดยิบ แถมข้อดีมากๆ คือ บ้านเราอยู่ลาดพร้าว นั่งแท็กซี่มาดอนเมืองแค่ 100 บาท (เย้)


นั่งรถขึ้นสะพานโค้งๆ เจอประตูแอร์เอเชียทันที


ดอนเมือง...ไม่ได้มาตั้งสิบปี


เข้าไปเช็คอิน เจอกรุ๊ปนี่เข้าไปจะเป็นลม ท่าทางจะเป็นทัวร์แสวงบุญอะไรเทือกนั้น แต่คิดว่าแสวงบุญนี่คงไม่ได้ไปสิงคโปร์มั้ง สืบไปสืบมาจนรู้ว่ากรุ๊ปนี้ไป กัลกัตตา อินเดีย // อนึ่ง คราวนี้ไปแค่สองวัน เลยแบกเป้สะพายหลังไป ไม่ต้องโหลดกระเป๋า

พอเช็คอินเสร็จ ก็ลองสำรวจดอนเมืองจนทั่ว ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร เพราะมันเล็กนิดเดียว เลยเข้า ด่าน ตม. ไปเลย ซึ่งคนไม่เยอะ แป๊บเดียวผ่าน (แต่ที่นี่ยังใช้ระบบปั๊มๆ แฮะ ไม่ใช่เครื่องแสกนแบบสุวรรณภูมิ) จากนั้นเข้าด่านสแกนกระเป๋า ซึ่งก่อนมามีความลำบากพอควร เพราะไม่ได้โหลดกระเป๋า พวกเครื่องอาบน้ำอะไรก็ต้องใส่ในกระเป๋า carry-on หมด ต้องระวังเรื่องกฎ 100 ml. ไม่เกินสิบขวด ต้องเลือกหน่อยว่าอะไรจะเอาไป อะไรไม่เอาไป พวกครีมทาใต้ตา ครีมทาหนังเท้า ทิ้งไว้ที่บ้านแล้วกัน สุดท้ายผ่านการแสกนไปโดยดี (note: ดอนเมืองดีมาก ตรงที่ไม่ต้องถอดเข็มขัด)


เข้ามาเจอ duty free มีอยู่แค่นี้แหละ



ห้องน้ำ cotto ที่เลื่องลือกัน


ข้อดีอีกอย่างของดอนเมืองคือ มีร้าน Fuji ด้วย ราคาไม่เสียสติมาก อย่างจานนี้ 180 บาท ถือว่ายอมรับได้


สำรวจดอนเมืองต่อ พบว่ามีส่วนของโซนที่บูรณะให้ใหม่ ผสมไปกับโซนเก่าๆ บางโซนยังสร้างไม่เสร็จดีนัก อย่างตรง observation deck นี่หลอนมาก นึกว่าพาต้าปิ่นเกล้า และเจอคุณลุงนั่งเหงาๆ อีกแล้ว / ข้อเสียอีกอย่างของดอนเมืองคือ มีหลายจุดที่ไม่มีบันไดเลื่อน ใครแบกกระเป๋าควายๆ มาก็เหนื่อยหน่อยนะ


ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว นั่งรอหน้า gate เลยแล้วกัน

ระหว่างรอ gate ข้างๆ ที่ไปกัลกัตตาประกาศไฟลท์ดีเลย์ซะงั้น เอาแล้วไง ทำใจว่าเครื่องกูอาจดีเลย์ไปด้วย แต่สรุปก็ออกตรงเวลา ตอนขึ้นเครื่องหลายสเต็ปพอควร เพราะไม่มีงวงต่อตรง ต้องนั่งรถบัสไปที่เครื่อง แล้วขึ้นบันได วันนั้นแดดร้อนมากกกก จนอยากจะตะโกนบอกอีคนหน้าๆ ว่า มึงเข้าไปนั่งกันเร็วๆ หน่อยค่า กูจะละลายแล้ว

วันนี้ดีหน่อยไม่เจอกรุ๊ปทัวร์จีนแล้ว (ยังหลอนจากคราวที่แล้วไม่หาย) มีคนจีนบ้างเหมือนกัน แต่ดูเป็นจีนที่ civilized แล้ว มารยาทดี (เลยเดาว่าไม่ใช่จีน mainland) แต่สิ่งที่สังเกตได้อย่างหนึ่งคือ ถ้าแม่ง strict เรื่องกระเป๋า 7 กิโลที่เอาขึ้นเครื่องเนี่ย กูว่าคงมีกูผ่านกฎอยู่คนเดียว อีห่า เห็นแต่ละคนนี่แทบจะแบกบ้านมาอยู่แล้ว หรือไอ้หนุ่มอินเดียข้างหน้านี่แม่งเอากระเป๋า backpack แบบฝรั่งเดินข้าวสารมาเลย แทบจะยัดช่องบนหัวไม่ได้ ...อย่างไรก็ดี นี่เป็นไฟล์ที่เดินทางอย่างสงบ เกือบมีดราม่านิดหน่อย ตอนอีหนุ่มอินเดียหาของในกระเป๋า แล้วมือถือแม่งดันตกมาใส่หัวอาแปะพอดี ไอ้อินเดียนี่ก็รีบขอโทษใหญ่ แต่อาแปะนี่ทำหน้าเหมือน “สัส ขอโทษ แล้วกูหายเจ็บมั้ย”

ประมาณบ่ายสองก็ถึงสนามบิน Changi รีบนั่ง MRT ไปโรงแรมเลย คอนเสิร์ต Sigur Ros มีตอนสองทุ่ม แต่มีภารกิจสำคัญคือต้องไปเอาบัตรวง Perfume ก่อน คราวนี้ก็นอนโรงแรมเดิม Hotel 81 Bencoolen เพราะใกล้กับ Fort Canning Park ตอนเช็คอินโรงแรมมีความเบลอเล็กน้อย คือที่นี่มี พนง. เป็นคนไทยด้วย แต่เราดูไม่ออก เขาถามว่า “เอาไวไฟมั้ยครับ” (ภาษาไทย) ไอ้เราก็ตกใจภาษาไทย เลยเผลอตอบไปว่า “No, Thanks” นี่สินะ lost in translation ของแท้

ตอนที่เข้าโรงแรม เห็นท้องฟ้ามันดูครึ้มๆ ยังไม่คิดอะไรมาก แทนที่จะรีบออกไปเอาบัตร ดิชั้นก็มัวไปนั่งตอแหลนั่งเล่นเน็ตที่ล็อบบี้ (คราวนี้ไม่ได้แบกโน้ตบุ๊คไป แล้วคอมที่ล็อบบี้แทบไม่มีใครเล่น เพราะที่นี่เค้า free wifi ตลอดสามวันกูเลยเล่นอยู่คนเดียว) แต่ทันใดนั้น ตู้มมมมมมมมมมมม ซ่าาาาาาาาาาาา ฝนตกค่ะ แถมตกหนักมากๆๆๆๆๆ เหมือนพายุเข้าเลย ตอนนั้นยังพิมพ์ลงเฟซบุ๊คเลยว่า อีห่า พายุแซนดี้นี่มันมาถึงสิงคโปร์เลยเหรอคะ แถมที่น่ากลัวคือฟ้าผ่าแรงมาก เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เป็นคอมโบเลย

นั่งรออยู่นาน ฝนไม่มีวี่แววจะหยุด แต่ยังไงก็ต้องไปเอาบัตร Perfume เลยตัดสินใจลุยออกไป ซึ่งพบว่าคิดผิดสุดขีดค่ะ ฝนแรงมาก ชนิดว่าแค่เดินข้ามถนนก็เปียกทั้งตัวแล้ว ร่มไม่ช่วยอะไร แถมตอนอยู่บนถนน ฟ้าผ่าลงมาเปรี้ยงงงงงงงง!! กูแทบจะหมอบลงพื้นไปเลย นึกว่าจะถูกฟ้าผ่าตายห่าไปแล้ว หน้าเมียๆ เกิร์ลเจนลอยมาทันที เดชะบุญมารอดมาได้ ตัดสินใจเปลี่ยนแผน หลบเข้าฟู้ดคอร์ท Kopitiam ทันที กินข้าวเย็นมันตั้งแต่ตอนนี้เลยแล้วกัน ถ้ายังลุยต่อไปกูอาจจะถูกย่างสดได้

กินข้าวเสร็จแล้ว ฝนก็ยังตกต่อไป ณ จุดนั้นเริ่มเครียด เอ๊ะ หรือว่าค่อยไปเอาบัตรพรุ่งนี้ดีวะ แต่ก็ไม่อยากเสียเที่ยว แล้วสถานที่ที่ต้องไป มันนั่ง MRT ไปแค่สองสถานีเอง จึงตัดสินใจลุยฝนวิ่งปรู๊ดลง MRT ไป


โผล่ขึ้นมายังสถานี Somerset เป็นย่านห้างติดๆ กับ Orchad ฝนยังกระหน่ำ แต่ซาลงหน่อยแล้ว ก็กางร่ม เดินกระดึ๊บๆๆ ไปเรื่อย



นี่แหละ เป้าหมายของเรา ห้าง SCAPE ...ที่จริงห่างจากโรงแรมแค่สองสถานี แต่การที่ต้องลุยฝนมา ทำให้รู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน พอมาถึงได้ แทบจะร้องไห้ / SCAPE เป็นห้างแบบวัยรุ่นมากๆ เต็มไปด้วยร้านเสื้อผ้าเก๋ๆ, รอบนอกก็มีออกร้านรวงอารมณ์งานกิฟท์ ม.ศิลปากร, ชั้นบนมีเกมเซ็นเตอร์ มีเด็กมาซ้อมเต้นกัน เข้าไปแล้วแปลกแยกมาก กูเกินวัยสิ่งเหล่านี้แหล่ว อ้อ ที่นี่ก็คือสถานที่จัดคอนเสิร์ตของ Perfume วันพรุ่งนี้ด้วย


นี่คือร้านที่ต้องมาเอาบัตร ชื่อ AFA (Anime Festival Asia Shop) จริงๆ ที่เน้นขายของที่ระลึกจากอนิเมะ แต่ก็มีสินค้า j-pop j-rock ขายด้วย


ด้านหน้ามีดอกไม้ถึงวง Perfume จากแฟนคลับชาวสิงคโปร์


หน้าร้านเปิดวิดีโอ Perfume บิลด์บรรยากาศเต็มที่


และนี่คือบัตรคอนเสิร์ต Perfume ที่เสี่ยงชีวิตเอามาจนได้ / งานนี้วิธีเข้าฮอลล์จะเรียกตามหมายเลขบนบัตร ซึ่งข้าพเจ้าได้เบอร์ ...เอิ่ม 459 แต่เอาเถอะ ได้บัตรก็บุญแล้ว


มีเวลาเหลือนิดหน่อย เลยเดินเล่นใน SCAPE เจอร้านขายฟิกเกอร์จากเรื่อง Happy Tree Friends ชอบมาก แต่ไม่มีตังค์ซื้อ / จบ.


และในฐานะที่เป็นแฟนบอย ต้องขอแวะ AKB48 Official Shop Singapore ถึงแม้จะไม่ได้ชอบวงนี้มากก็เถอะ


อันนี้เป็นร้านเก่าจะอยู่ชั้นสอง มีแต่พวกรูปแปะๆ โชว์ไว้ ชวนให้แอบเอากลับบ้านอย่างยิ่ง แต่เค้ามีแปะกระดาษเขียนว่า “ร้านนี้มี CCTV นะจ๊ะ อิอิ”


ตัวร้านใหม่จะอยู่ชั้นสาม แต่เป็นลักษณะ Cafe เลยไม่ได้เข้าไป


ออกมาลานข้างนอก เจอรถที่มีโลโก้วง Perfume โปรดสังเกตว่าเขียนว่า world tour แต่จริงๆ ไปแค่ 4 ประเทศ ฮ่าๆๆ (ไต้หวัน, ฮ่องกง, เกาหลี, สิงคโปร์)


พอออกมาจาก SCAPE ฝนหยุดตกแล้ว รีบนั่งรถกลับไปโรงแรม เพิ่งสังเกตว่าเขาตกแต่งรับคริสต์มาสแล้ว (ตอนนั้นมันเพิ่งจะปลายเดือน พ.ย. เองนะ)

อีกไม่กี่ชั่วโมงจะถึงเวลาคอนเสิร์ตแล้ว แต่อิชั้นก็ยังมิวายขอแวะเล่นเน็ตที่ล็อบบี้ แต่กลายเป็นว่าโชคดีมากที่ addict เน็ต เพราะเปิดเจอในเฟซบุ๊คผู้จัดว่า Sigur Ros จะขึ้นเล่นสามทุ่มนะจ๊ะ ก่อนหน้านั้นจะเป็นดีเจเปิดเพลงไปก่อน อีห่า ทำไมไม่รู้จักบอกตั้งแต่เนิ่นๆ ชอบมาโพสต์เอาวันงานเนี่ย กูล่ะเบื่อจริงๆ ดีนะที่เปิดเจอก่อน ไม่งั้นไปนั่งรอเงกรากงอกแน่ๆ แต่ก็ดี ทำให้มีเวลานอนพักยาวขึ้นหน่อย

พอใกล้สองทุ่มก็เดินชิวๆ ไปที่ Fort Canning Park ด้วยความที่มาเอาวันงาน เลยต้องใช้วิธีรับบัตรหน้างาน ทำใจว่าต้องต่อคิวยาวแหงๆ พอไปถึงหน้างานก็คนเยอะจริงๆ บรรยากาศต่างจากตอน Garbage และ New Order มาก (มารู้ตอนหลังว่า Sigur Ros นี่คนดูประมาณ 9000 ส่วน Garbage, New Order นี่น่าจะน้อยกว่านั้นเยอะ) เข้าไปปุ๊บเจอคนรู้จักประมาณสามกลุ่มได้ อย่างที่บอกว่างานนี้คนไทยมาเยอะมาก ไปยืนต่อแถวรอรับบัตร แต่ เอ๊ะ เริ่มสังเกต เอ้ย นี่มันไม่ใช่แถวรับบัตรนี่หว่า เป็นพวกมายืนรอเพื่อนต่างหาก ฮ่วย พวกมึงจัดตั้งมวลชน สร้างความสับสนแก่กูยิ่งนัก เดินตรงที่ไปโต๊ะรับบัตร ไม่มีคิวเลย รับได้ทันทีในครึ่งนาที จบ

แต่ชีวิตไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น เพราะคิวที่ยาวจริงๆ มันไปอยู่ที่คิวเข้าส่วนของคอนเสิร์ตต่างหาก แถวยาวเลื้อยไปมาซับซ้อน กว่าจะหาหางแถวเจอเล่นเอาเหนื่อย พอเข้าแถวปุ๊บ ก็เจอน้องที่รู้จักอีกคน (ตกลงนี่มัน Sigur Ros live in Singapore หรือ Live in Thailand กันแน่วะ) แถวคืบคลานอย่างช้าๆ กว่าจะเข้างานได้ล่อไปเกือบ 15 นาที พอเข้าไปแล้วก็เมาผู้คนอย่างยิ่ง เดินลัดเลาะไปเรื่อยจนไปเจอทางเดินด้านหลังที่มีคนนั่งๆ กันอยู่ เออ นั่งรอตรงนี้ก่อนแล้ว เพราะอีกตั้งเกือบชั่วโมงกว่างานจะเริ่ม

ด้วยความที่มาคนเดียว ไม่มีเพื่อนคุย มืดก็มืด มือถือก็ไม่ใช่สมาร์ตโฟน ไม่รู้จะทำอะไร เลยฟุบหน้าหลับไปเลย (และเหมือนจะหลับไปจริงๆ หลายวูบอยู่) ประมาณ 20.45 จอบนเวทีก็ฉายวิชวลเขียวๆ แล้วมีเสียง ambient บางอย่างครางหึ่งๆ ออกมา คนก็เข้าใจว่าคอนเสิร์ตจะเริ่มแล้ว เรารีบลุกไปข้างหน้า ได้อยู่ตรงกลางๆ ค่อนไปทางขวา ถือว่าวิวโอเคพอควร ก็ยังงว่า เอ๊ะ นี่จะเริ่มก่อนเวลาเหรอ แต่สรุปแล้วพี่แกก็เปิดไอ้เสียงหึ่งๆๆๆๆ นั่นไปจนถึงสามทุ่ม ขอบคุณค่ะ... และพอสามทุ่มตรงเป๊ะ วง Sigur Ros ก็ขึ้นเวที


มาแล้วววววววววววว / คราวนี้ไม่พลาด เอากล้องมาด้วย เพราะงานนี้ถ่ายรูปได้ตามสะดวก (ทำไมเมืองไทยไม่เป็นงี้บ้าง)

ฟังไปได้สามเพลง ก็รู้เลยว่าคอนเสิร์ตนี้ติดท็อปเท็นอีเวนต์น่าประทับใจของปีนี้แน่นอน เหมือนกับที่รุ่นพี่คนนึงเคยบอกว่า Sigur Ros นี่ถ้าฟังซีดีอาจจะเฉยๆ แต่ถ้ามาดูเล่นสดแล้วจะสุดยอดมาก เออ จริงแฮะ คือวงนี้เล่นสดเหมือนมี magic อะไรบางอย่างที่สามารถให้เราหลุดไปอยู่ใน moment นั้นได้ เพลงหลายช่วงนี่เหมือนสะกดจิตเลย ด้วยเสียงที่แหลมสูงของ Jonsi นักร้องนำ และการร้องไม่เป็นภาษาของแก (Note: ในหลายเพลง คุณพี่ Jonsi จะร้องด้วยภาษาที่แกคิดขึ้นมาเอง เรียกว่า Vonlenska วิธีการคล้ายๆ กับ อลิเซาเบธ เฟรเซอร์ วง Cocteau Twins)

ส่วนภาคดนตรีนี่ก็ดีมาก ทุกคนในวงดูโปร เล่นกันแน่น แถมสลับตำแหน่งกันไปมา เดี๋ยวไปเล่นคีย์บอร์ด เดี๋ยวไปเล่นกีต้าร์ เออ ดูเพลินดี แล้วยังมีวงเครื่องเป่า + เครื่องสาย อีกหกคนด้วย งานวันนี้มันเลยแกรนด์สุดๆ ...ที่จริงต้องออกตัวก่อนว่า ถึงจะฟัง Sigur Ros ครบทุกชุด แต่จำไม่ได้หรอกว่าเพลงไหนเป็นเพลงไหน แต่โดยรวมก็เอ็นจอย อาจจะมีตอนช่วงกลางๆ ที่รู้สึกเนือยไปหน่อย เพราะวงนี้มันไม่ได้เน้น post-rock อย่างเดียว มันมีเพลงจังหวะกลางหรือช้าที่เน้น ambient เยอะเหมือนกัน แต่พอเพลงที่ซัดกันแบบ post-rock มากๆ นี่ก็ฟินเลย เหมือนลอยได้



อีกสิ่งที่สุดยอดมากๆ ของวันนี้คือ วิชวลกราฟฟิก และไลท์ติ้ง สวยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ น่าจะเป็นหนึ่งในคอนเสิร์ตที่ระบบแสงสีดีที่สุดที่เคยดูมาในชีวิต

คอนเสิร์ตวันนี้ดูเหมือนจะราบรื่นดี แต่ความชิบหายก็มาเยือนจนได้ ในช่วง encore ฝนเริ่มตกลงมาแหมะสองแหมะ ตอนแรกยังลุ้นว่า มึงให้คอนเสิร์ตจบแล้วค่อยตกได้มั้ยค้าาาา แต่ไม่เป็นผล ฝนเริ่มตกจริงจังมากขึ้น ตอนแรกเรายังไม่กล้าเอาร่มขึ้นมากาง เพราะกลัวจะบังคนข้างหลัง แต่พอมันตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนกางร่มกันหมด กูก็ต้องตามกระแสกับเขาแล้ว


ประสบการณ์กางร่มตากฝนดูคอนเสิร์ต

ที่เฮี้ยนมากคือ ตอนเล่นเพลงสุดท้าย เพลงจะเป็นแนวบิวด์ให้หนักขึ้นเรื่อยๆ พอเล่นไป อีฝนก็หนักขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน ณ ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว เปียกก็เปียก อีร่มคนข้างหน้าก็บังหมด มองอะไรไม่เห็น แถมอยู่ดีๆ มีแขกวัยรุ่นคนนึง พูดกับเราว่า “Can I join your umbrella?” ก็ต้องยอมใช่มั้ย แต่มึงทำให้ชีวิตกูลำบากมาก เพราะต้องแชร์พื้นที่ร่มให้มึง กูก็เปียกไปครึ่งตัว แถมอีน้องแขกนี่ยังจะมาชวนคุยอีกว่า “You come alone?” อีห่า กูดูคอนเสิร์ตอยู่ เพลงสุดท้ายแล้ว มึงก็ตั้งใจดูไปเซ่ จะมาชวนคุยทำไม เลยตอบแบบหงุดหงิดไปว่า “อื้อๆๆ” เหมือนอีกฝั่งจะรู้ตัว น้องแกเลยเงียบไป แล้วก็จากร่มเราไปในที่สุด

เฮี้ยนสเต็ปสองคือ พอคอนเสิร์ตจบปุ๊บ ฝนก็หยุดทันที จนตอนหลังมีมุกกันในเฟซบุ๊คว่า คุณพี่ Jonsi นี่แกสั่งฝนได้เหรอเนี่ย ...พองานเลิก กว่าจะออกจาก Fort Canning Park ได้ ก็นานอยู่ เพราะคนเยอะ เดินกลับโรงแรมด้วยความทรุดโทรม แวะเข้า Kopitiam กินข้าว ก็เจออีพวกที่ดู Sigur Ros นี่แหละมากินกัน คนล้นทะลักฟู้ดคอร์ทเลย เลยต้องจำใจกินข้าวมันไก่ (ที่ไม่ค่อยอร่อยเท่าไร) เพราะเร็วดี

เข้าโรงแรมแวะเล่นเน็ตตามฟอร์ม โพสต์ลงเฟซบุ๊คว่า “In our short life, having a chance to see Sigur Ros' performance is indescribably invaluable.”

วันแรกผ่านไป...พรุ่งนี้ก็จะได้เจอเมียญี่ปุ่นแล้ว!

to be continued




Create Date : 29 ธันวาคม 2555
Last Update : 29 ธันวาคม 2555 18:18:14 น. 0 comments
Counter : 2392 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.