http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
กันยายน 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
23 กันยายน 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกสิงคโปร์ อินดี้อย่างเดียวดาย : DAY 1 วันแรกก็ล่อไนท์ซาฟารี

by merveillesxx


(คำเตือน: ไม่ใช่คู่มือการท่องเที่ยว เป็นเพียงบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ใช้คำหยาบคายมากมาย และมีการเหยียดเชื้อชาติ)


ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็นเพื่อนพ้องหลายคนบินโฉบไปดูคอนเสิร์ตเก๋ๆ ที่สิงคโปร์มากมาย ได้เห็นวงนั้นวงนี้มาที่สิงคโปร์ แล้วก็บินข้ามหัวหรือข้ามไปยังทวีปอื่นทันที แต่ด้วยความเป็นโรคกลัวการไปต่างประเทศจึงไม่กล้าไป และได้แต่เก็บกดความอัดอั้นตันใจมาหลายปีเต็ม

จนปีนี้ได้เปิดซิงไปเมืองนอกที่เกาหลี แล้วต่อด้วยเบอร์ลิน หมายมั่นไว้ว่าทริปต่อไปต้องเป็นโตเกียวแน่นอน แต่ก็มีเหตุให้เกิดทริปกะทันหันขึ้นมาก่อน ...ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่กำลังเล่นเฟซบุ๊คเรื่อยเปื่อยตามประสา ก็ได้พบป้ายแบนเนอร์คอนเสิร์ตจากเพจหนึ่งที่เขียนว่า Garbage Live in Singapore 21 Aug 2012 ...ไม่เพียงเท่านั้น มันยังต่อด้วย New Order Live in Singapore 22 Aug 2012 กรี๊ดดดดดดดดดดดด



ใช้เวลาตัดสินใจเพียงแค่ 0.3 วินาที ...เดือนสิงหา กูจะไปสิงคโปร์ค่า!

ทริปสังคโลกสิงคโปร์ของข้าพเจ้าก็เกิดขึ้นแบบฉับพลับเยี่ยงนี้แล

เหตุที่ใจง่ายกับทริปนี้มาก ก็เพราะ Garbage เป็นวงที่ชอบมาก ชอบมาตั้งแต่อยู่ ม.3 (คิดดูว่านานขนาดไหน) วงนี้หายหน้าไปหลายปี เพิ่งกลับมารวมตัวกัน ถ้าไม่ไปดูงานนี้ ชีวิตนี้ก็อาจไม่ได้ดูอีกแล้ว (และอย่าหวังว่าจะมาเมืองไทย เพราะคงไม่มีวัน) ส่วน New Order ไม่ได้ชอบเท่า Garbage แต่ก็เป็นแฟนวงนี้อยู่เหมือนกัน และเช่นเดียวกันว่า ถ้าไม่ไปดู New Order ที่งานนี้ ชีวิตนี้ก็อาจไม่ได้ดูอีกแล้ว เพราะจบทัวร์นี้ ลุงๆ ป้าๆ New Order อาจไปเลี้ยงหลานเป็นการถาวร

ตอนแรกก็ตื่นเต้นกับการจองบัตรคอนเสิร์ตเล็กน้อย แต่ปรากฏว่าจองง่ายมาก ไม่ต้องแย่งตบตีกันอย่างวงเกาหลี เพราะนี่เป็นวงแก่ๆ แล้วนั่นเอง แถมระบบของ SISTIC (เวบจองบัตรคอนเสิร์ตของสิงคโปร์) ก็สะดวกง่ายดาย มีภาษาอังกฤษพร้อม, จ่ายบัตรเครดิตได้, แถมการรับบัตรก็ไม่ยุ่งยาก แค่ปรินท์หลักฐานไปรับหน้างาน หรือบูธของ SISTIC ตามห้างก็ได้ อีพวกคอนเสิร์ตประเทศเกาหลี/ญี่ปุ่น มึงควรจะศึกษาระบบของสิงคโปร์เอาไว้บ้างนะคะ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กูบ้างอะไรบ้าง

จองบัตรคอนเสิร์ตได้แล้ว ก็จัดการจองตั๋วเครื่องบิน, จองโรงแรม ...จบแล้วค่ะ จองทุกอย่างเสร็จสิ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน แต่ไม่ได้บอกใครมากนัก เนื่องด้วยว่าทริปนี้จะเป็นการเดินทางคนเดียวครั้งแรก! ก็เลยอยากไปอย่างเงียบๆ อีกทั้งยังขี้เกียจรับรายการซื้อของฝากย่านห้าง Orchard ด้วย

ทว่า...ชีวิตดิชั้นย่อมไม่ราบรื่นค่ะ อุตส่าห์ซื้อไกด์บุ๊คมาล่วงหน้าตั้งสองเดือน แต่พอถึงเดือนสิงหาไม่มีเวลาอ่านค่ะ เพราะต้องปั่นต้นฉบับพ็อคเก็ตบุ๊คชนิดหีแหก (โฆษณาไม่แฝง: “SORRY SORRY ขอโทษครับ ผมเป็นติ่ง : คู่มือเคป๊อปฉบับปาล์มทอง" สนพ. Salmon Books งานหนังสือ 18-28 ตุลา พิกัด Z34 โซน D) ตามที่ตั้งใจไว้คืออยากปั่นให้เสร็จก่อนไปสิงคโปร์ จะได้สบายใจทั้งฝ่ายเรา และฝ่ายสำนักพิมพ์ แต่ปรากฏว่ามันไม่เสร็จอ่ะเฟร้ย จะเดินทางอีกไม่กี่วัน ยังไม่มีเวลาจัดกระเป๋า ไม่มีเวลาแพลนทริป ไม่มีเวลาศึกษาเส้นทาง ผิดวิสัยคนที่ชอบเตรียมพร้อมทางด้านข้อมูลอย่างข้าพเจ้ามาก ชีวิตบัดซบถึงขนาดว่าเวลาเดียวที่จะพออ่านไกด์บุ๊คได้คือตอนนั่งขี้ค่ะ ช่วงนั้นเลยแวะขี้บ่อยมาก บางทีก็ขี้มาราธอน อ่านจบไปเลยหนึ่ง chapter (แล้วต้นฉบับมันจะเสร็จมั้ย)

เมื่อมาถึงจุดวิกฤตที่สุด คืออีกสองวันจะบินแล้ว เลยทำการเจรจาขอส่งต้นฉบับที่เหลือหลังจากกลับสิงคโปร์นะจ๊ะ ซึ่งทาง สนพ. ก็ยินยอม (จริงๆ คงไม่อยากยอม แต่จะนั่งเครื่องตามมาทวงถึงสิงคโปร์ก็ไม่คุ้ม) จากนั้นเราจึงใช้เวลาสองวันที่เหลือ อัดข้อมูลการท่องเที่ยวสิงคโปร์แบบคอร์ส INTENSIVE ว้ากกกกกกก... แต่ก็ไม่ค่อยจะทันเท่าไร สรุปเลยไปแบบงงๆ ในหัวยังคงสับสนว่าจะไปอะไรวันไหน เรียกว่าไปตายเอาดาบหน้า


เล่มซ้ายเป็นไกด์บุ๊คไทยที่เวิร์คทีเดียว (ใช้อันนี้มากกว่า Lonely Planet อีก) ข้อเสียคือมันหนัก เพราะหนา 400 หน้า

ตัดภาพมาอีกที อาทิตย์ที่ 19 สิงหา วันเดินทาง ...คราวนี้ใช้บริการ Air Asia ไฟลท์บินคือสิบโมง ที่จริงมีไฟลท์เช้ากว่านั้นคือตอนแปดโมง แต่มิสามารถตื่นไหวได้จริงๆ เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ก็เลยค่อนข้างจะชิวๆ เรียกแท็กซี่ไปแอร์พอร์ตลิงค์พญาไท จากนั้นก็นั่งสาย Express ต่อไปยังสุวรรณภูมิ มาถึงสนามบินตั้งแต่ยังไม่แปดโมงเช้า มาก่อนเวลาสามชั่วโมงตามธรรมเนียมปฏิบัติ ...แต่เหมือนว่ากูจะมาเร็วเกินไป เคาน์เตอร์ Air Asia มันยังไม่เปิดเลยค่ะ ก็เลยต้องไปนั่งแกร่วอยู่พักนึง


สุวรรณภูมิยามแปดโมงเช้าวันอาทิตย์

หลังจากเช็คอินเรียบร้อย ก็ไป ตม. ยังจำภาพสยดสยองของคิวที่ยาวเหยียดไม่สิ้นสุดตอนทริปเกาหลีได้ คราวนั้นต้องเข้าคิวเป็นชั่วโมง แต่ทว่าวันนี้...ไม่มีคนเลย! แถมเดี๋ยวนี้ ตม. ยังแสกนพาสปอร์ตด้วยเครื่องอัตโนมัติแล้ว สรุปผ่าน ตม. มาได้ในเวลาสองนาที กูรีบมาทำไมเนี่ยยยย

ตอนผ่านเครื่องแสกนเข้า GATE ก็ทุลักทะเลเล็กน้อย เนื่องจากคราวนี้ข้าพเจ้าตัดสินใจแบกโน้ตบุ๊คไปด้วย ฟังดูอาจไม่ใช่เรื่องลำบาก แต่โน้ตบุ๊คของเรานั้นเป็นมรดกโบราณตกทอดมาจากท่านพ่อ เป็น DELL รุ่นหนาเตอะ และหนักล่อไปเกือบสามกิโล ตอนจะยัดใส่เป้หลังมา ต้องออกแบบอยู่นานว่ากูจะบรรจุมันยังไงไม่ให้บุบสลาย ทั้งห่อบับเบิ้ล ทั้งเอาเสื้อยัดๆ ล้อมๆ ไว้ (นี่ขนโน้ตบุ๊คหรือยาบ้า...) พอจะผ่าน GATE เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่าต้องแยกโน้ตบุ๊คออกมาจากกระเป๋าด้วย ป้อมปราการที่อุตส่าห์ก่อไว้พังทลายในพริบตา หลุดจาก GATE มาก็ต้องมานั่งยัดโน้ตบุ๊คลงกระเป๋าใหม่ กูเหนื่อย...

หลังจากนั่งอ่านหนังสือฆ่าเวลาไปสองชั่วโมง ก็ได้เวลาเกทเปิด ในตั๋วเขียนว่าเกท D1 มีเลขหนึ่งฟังเหมือนใกล้ แต่ที่จริงแม่งคือไกลสุด อีห่า เดินไกลมากกกกกกกค่ะ ระหว่างเดินมองผ่านกระจกไปเห็นเครื่องของ Air Asia ที่ต้องขึ้น แอบตกใจ เฮ้ย ทำไมมันเล็กจังวะ แถมเมื่อมีลำของการบินไทยจอดเทียบข้างๆ Air Asia กูดูเป็นรถ บขส. ไปเลย ต้องเล่าก่อนว่านี่เป็นครั้งแรกที่นั่ง Air Asia และนั่งสาย Low Cost ที่จริงก็ได้ยินคนด่ามาเยอะ (บางคนเรียก “แอร๊ยอีเชี่ย”) แต่ทริปนี้อยากประหยัดบ้างอะไรบ้าง แต่จริงๆ แม่งไม่ประหยัดเท่าไร ราคาที่ขึ้นในเวบตอนแรกดูเหมือนถูก แต่นั่นเป็นเพียงมายา สุดท้ายแม่งบวกค่าภาษี ค่ากระเป๋า ค่าเลือกที่นั่ง ค่าสารพัดห่าเหว

พอเข้าไปนั่งรอในเกทก็งงมากว่า เฮ้ย ทำไมไม่เรียกขึ้นเครื่องซักทีวะ ปกติที่เคยนั่งมาเค้าเรียกขึ้นกันล่วงหน้าเป็นครึ่งชั่วโมง เลยทำใจว่าสงสัยดีเลย์ ...ปรากฏว่าไฟลท์นี้เรียกขึ้นเครื่องก่อนเวลาบินเพียงสิบนาทีเท่านั้น ขึ้นไปปุ๊บเหมือนเจอ culture shock เลย อย่างแรกคือ เครื่องมันแคบมาก อย่างที่สอง มีผู้โดยสารจีนประมาณสามสิบคน! อีเหี้ย กูนึกว่าอยู่ในสงครามนานกิง เสียงดังวุ่นวายสัสๆ แล้วพอจะเดินไปที่นั่ง ก็มียัยผู้หญิงเสื้อแดงใส่ยีนส์ยืนขวางกูอยู่นั่นแหละ มองไปมองมา อ้าวเฮ้ย นี่แอร์นี่หว่า ไหงมันแต่งตัวชิวแบบนี้วะ งง งง และงง! (มารู้ตอนหลังว่า แอร์ของ Air Asia จะใส่ยีนส์วันเสาร์/อาทิตย์ ซึ่งกูงงมากว่านี่คือนโยบายส้นตึกอะไร)

หลังจากฝ่ากองทัพคนจีนมาที่นั่งตัวเองได้ (เลือกที่นั่งติดทางเดินตามเคย) ข้อดีอย่างเดียวคือ ที่นั่งข้างซ้ายไม่มีคนนั่ง แต่นอกนั้นถือว่าบัดซบหมด เพราะถัดไปด้านซ้ายอีกสองที่เป็นพี่คนแขกอินเดีย ส่วนที่นั่งเซ็ตทางขวามือ ก็เป็นแก๊งพี่แขกอินเดีย ซึ่งเป็นเพื่อนกับพี่แขกด้านซ้ายกู กลุ่มพี่แขกเลยพ่นภาษาอินตรเดียข้ามหัวกูไปมาเป็นระยะ แถมยังได้สิทธิพิเศษสายการบินสี่มิติ แถมกลิ่นให้กูอีก ส่วนด้านหลังเยื้องไปทางขวาเป็นอาแปะจีนที่ตลอดทริปไอไปประมาณ 38 ครั้ง แต่ไม่เคยปิดปากสักครั้ง กูอาจจะเป็นวัณโรคตายคาเครื่องบินก็งานนี้

สิ่งมหัศจรรย์คือ แม้จะเปิดให้ขึ้นเครื่องก่อนแค่สิบนาที แต่ไฟลท์นี้แม่งก็สามารถบินตรงเวลาได้ อารมณ์เหมือนขึ้นรถทัวร์ทัศนศึกษาเลย แบบ “ครบกันหรือยัง ครบแล้วน้า เอ้า ออกรถได้” ที่มันทำได้ก็คงเพราะลำมันเล็ก + คนน้อยนั่นแล ระหว่างอยู่บนเครื่อง อีกลุ่มคนจีนก็ยังแหกปากตะโกนคุยข้ามลำกันไปมา กูจะบ้าตาย ยัดหูฟังเอ็มพีสาม เร่งวอลลุ่มเบอร์ 19 เสียงแม่งก็ยังลอดเข้ามา จนกูหมดความอดทนอยากจะจี้เครื่องบินลำนี้ แล้วขับเครื่องไปชนฮวงซุ้ยอากงพวกแม่งจริงๆ

culture shock อีกอย่างจากไฟลท์นี้ คือ แอร์สก๊อย ของ Air Asia นั่นเอง ที่ผ่านๆ มานั่งสายการบินชั้นนำตลอด แอร์ก็จะสวยๆ คุณหนูๆ แต่จะเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมไว้ ส่วนแอร์ Air Asia เนี่ยตลกมาก หยั่งกะพริตตี้ ผมฟูๆ ใส่บิ๊กอาย ขนตาเยอะๆ ปากแดงแจ๊ด แต่สิ่งที่ดีคือ ดูมีความเป็นมนุษย์ดี เช่น แอบเห็นแอร์เหวี่ยงผู้โดยสารจีน หรือมีการมาลอบด่าคนจีนลับหลัง (แต่กูดันได้ยิน) แต่ ณ จุดนี้ ดิชั้นเชียร์ค่ะ คิดตลอดการนั่งว่าหากแอร์มีเรื่องตบกับอีพวกคนจีน กูจะเป็นแบ็คอัพทันที

โชคดีว่างานนี้นั่งแค่สองชั่วโมงเท่านั้น รู้สึกว่าเร็วมาก (เพราะที่ผ่านมา เกาหลี = 5 ชั่วโมง / เบอร์ลิน = 10 ชั่วโมง) ในที่สุดก็รอดชีวิตจากคนจีนคนแขกมาถึงสนามบิน Changi ได้อย่างรอดปลอดภัย พอออกจากเครื่องได้รีบวิ่งหนีทันที กูไม่ขออยู่ใกล้อีแก๊งคนจีนนี้ในรัศมี 2 เมตรอีกต่อไป ชาตินี้ขออย่าให้ได้เจอกันอีกเลย


กลุ่มพี่แขกรอบข้างที่ช่วยสร้างบรรยากาศสายการบิน 4 มิติ


ด่าน ตม.

เดินเข้าด่าน ตม. เจ้าหน้าที่เป็นเจ๊แขกหน้าดุๆ แต่ก็ให้เราผ่านไปโดยดี ตอนไปรอเอากระเป๋าโชคดีมาก โผล่มาอันแรกๆ เลย แต่พวงกุญแจแทยอนที่ห้อยไว้ที่กระเป๋าสูญหายไปซะงั้น T_T โอเค ไม่เป็นไร ของแถมถูกๆ ช่างมัน แวะไปที่ศูนย์ information โกยพวกแผนที่และแผ่นพับอะไรมาให้หมด (โกยเยอะจัด จนมารู้ตอนหลังว่ามีเอามาซ้ำด้วย) จากนั้นเดินทางไปยังโรงแรมด้วยรถใต้ดิน MRT ตอนแรกก็กังวลว่าเดินทางเข้าเมืองพร้อมแบกกระเป๋าด้วยรถใต้ดินมันจะโหดไป มั้ย แต่เพื่อนทุกคนยืนยันว่าที่สิงคโปร์สามารถทำได้ โอเค ลุยโลด

จากแผนการเดินทางที่นั่งท่องมาทั้งคืน อันดับแรกต้องนั่งรถไฟจาก Terminal 1 ไป Terminal 2 ก่อน แล้วก็ขึ้น MRT ซึ่งที่นี่สะดวกมาก มีบัตรเติมเงิน EZ-Link ก็ตื๊ดผ่านได้เลย พอดีว่าหญิง (เพื่อนคนที่ไปเกาหลีด้วยกัน) เพิ่งไปสิงคโปร์มาหยกๆ เธอก็เลยให้บัตร EZ-Link เรามา แถมในนั้นมีเงินเหลือด้วย เราเลยไม่ต้องเสียเวลาซื้อบัตรให้วุ่นวาย (เพราะคิวตรงสถานีที่สนามบินยาวเหมือนกัน) ตื๊ดผ่านไปอย่างเก๋ๆ แถมสถานีที่นี่ยังมีประตูสำหรับคนที่มีสัมภาระใหญ่ ประตูจะกว้างและปิดช้ากว่าปกติ ไม่ต้องกลัวประตูหนีบตูดเหมือนบางประเทศ


ขึ้นรถไฟก็ประทับใจ จะเห็นได้ว่าช่องว่างตรงกลางจะค่อนข้างกว้าง คนมีกระเป๋าเดินทางไม่ต้องกังวล

โรงแรมของเราอยู่ที่สถานี Bras Basah ต้องนั่งรถไฟจากสนามบินไปประมาณ 40-50 นาที ระหว่างทางต้องเปลี่ยนสายรถไฟนู่นนี่ประมาณสองรอบ แต่เนื่องจากท่องมาอย่างขึ้นใจเลยผ่านไปได้โดยดี ช่วงที่อยู่นอกเมือง รถก็ว่าง นั่งสบายดี พอเข้าเมืองเรื่อยๆ รถก็เริ่มแน่น แต่ยังอยู่ในเกณฑ์รับได้ มีเรื่องตลกคือ พอใกล้จะถึงสถานีที่ลง มีกลุ่ม ญ ชาวต่างชาติ (ชาติไหนไม่รู้ เดาไม่ออก แต่พูดอังกฤษ) พยายามถามทางจากผู้ชายท้องถิ่น แต่พี่ผู้ชายคนนั้นกลับดูงงๆ เราก็เลยต้องเข้าไปช่วยบอกทางให้ ...คือได้ข่าวว่ากูก็เป็นคนต่างชาตินะคะ เพิ่งมาสิงคโปร์ครั้งแรกด้วย และยังมาเหยียบที่นี่ได้ไม่ถึงสองชั่วโมง กูดันเสร่อไปช่วยบอกทางคนซะงั้น (แถมบอกถูกด้วย)


ยิ่งเข้าเมือง รถไฟก็ผู้คนมากขึ้น (อีคู่นี้ก็หวานกันจริง...ชิ)


ในที่สุดก็มาถึงสถานี Bras Basah ตอนแรกหลงทิศเล็กน้อย หาทางไปโรงแรมไม่เจอ แต่หมุนไปหมุนมาก็ไปถูกจนได้


นี่แหละ โรงแรมที่จองไว้

โรงแรมที่เราจองไว้ชื่อ Hotel 81 Bencoolen ได้มาจากการ search มั่วๆ แล้วมีคนไทยรีวิวเอาไว้ สาเหตุที่เลือกเพราะ 1. อยู่ใกล้แหล่งมิวเซียม ซึ่งเป็นประเด็นหลักในการเที่ยวของเรา 2. อยู่ใกล้ Fort Canning Park สถานที่จัดคอนเสิร์ตของทั้ง Garbage และ New Order 3. โรงแรมมี Wifi ให้ฟรี (นี่ไง ถึงลงทุนแบกโน้ตบุ๊คมา) 4. ใกล้ๆ โรงแรมมีฟู้ดคอร์ท 24 ชั่วโมง และมี 7-11 ...ที่จริงข้อเสียก็มีเหมือนกัน คือถนนหน้าโรงแรมกำลังสร้างรถไฟใต้ดินอยู่ (และจะสร้างไปถึงปี 2015!) แต่ไม่มีผลสำหรับเรา เพราะเราออกเที่ยวเช้า-กลับดึกอยู่แล้ว และโชคดีว่าได้ห้องฝั่งตรงข้ามกับถนนใหญ่ เลยแทบไม่ได้ยินเสียงรบกวนใดๆ เลย จริงๆ มีการก่อสร้างกลับดีซะอีก เพราะรถมันวิ่งผ่านไม่ได้ การข้ามถนนนี่ง่ายมาก เดินข้ามไป 7-11 เป็นว่าเล่นเลย (อนึ่ง โรงแรมก็แพงอยู่ คืนละเกือบสามพัน มีหลายคนแนะนำให้นอนแบบ Hostel แต่เนื่องด้วยข้าพเจ้าเป็นโรค Social Phobia จึงไม่สามารถทนการนอนร่วมกับคนแปลกหน้า หรือการแชร์ห้องน้ำกับคนอื่นได้จริงๆ)


ถนนหน้าโรงแรมที่มีการก่อสร้างรถไฟใต้ดิน


ห้องนอนประมาณนี้ ถ้าอยู่สองคนคงแคบ แต่พอมาคนเดียวแล้วก็สบายๆ


ห้องน้ำค่อนข้างแคบ ถ้าขี้แล้วปิดประตูจะรู้สึกอึดอัดมาก จึงต้องขี้เปิดประตูตลอดเวลา (เห็นข้อดีของการมาเที่ยวคนเดียวแล้วใช่มั้ย)


อันนี้เป็นความโง่ขั้นเทพมาก พยายามจะต่อปลั๊ก universal ที่พกมาเข้ากับปลั๊กโรงแรม แต่ต่อเท่าไรก็ไม่ได้ ดึงเข้าดึงออกจนเหงื่อท่วมตัว สังเกตดีๆ จึงพบว่า อีห่า...ปลั๊กของโรงแรมมันเป็น universal ให้อยู่แล้ว อีโง่! (ด่าตัวเอง)

สิ่งแรกที่ทำเมื่อเข้าห้องคือ เช็คสภาพโน้ตบุ๊ค ...โอเค ยังเปิดติด ขนข้ามประเทศมาอย่างปลอดภัย จากนั้นจึงลองทำการต่อเน็ต และโพสต์สเตตัสลงเฟซบุ๊คว่ารอดชีวิตมาถึงสิงคโปร์แล้ว เผลอเล่นเน็ตไปห้วงหนึ่งรู้ตัวอีกทีแม่งสี่โมงเย็นแล้ว ดูจากสภาพการวันนี้คงเที่ยวอะไรได้ไม่มาก แต่ก่อนหน้านั้นมีภารกิจที่ต้องทำสองอย่างคือ 1. ไปเอาตั๋วคอนเสิร์ต Garbage และ New Order ซึ่งตัดสินใจไปรับที่บูธในห้าง Ion Orchard เพราะ 2. ที่ห้าง Ion Orchard มีป้ายแบนเนอร์โฆษณา Baby-G ที่ Girls’ Generation เป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งในฐานะแฟนบอยที่ดี ก็ต้องตามไปถ่ายรูป (ตกลงข้อ 1 หรือ 2 ที่เป็นภารกิจหลักกันแน่...)


นั่ง MRT ไปสถานี Orchard มีทางต่อตรงเข้าห้าง Ion Orchard ทันที คนเยอะมากกกกกก นึกว่ากำลังอยู่ที่สยามพารากอน วันที่มีมิดไนท์เซลล์


ตัวห้างก็ดูหรูๆ ร้านแบรนด์เนมเยอะๆ ดูมุมนี้สิ มันเหมือนพารากอนจริงๆ

เดินหาบูธของ SISTIC อยู่พักนึงก็เจอโดยง่าย พนักงานสาวน่ารักต้อนรับอย่างยิ้มแย้มและสุดแสนจะพินอบพิเทา และได้ตั๋วคอนเสิร์ตมาอย่างราบรื่น


ได้มาแล้ววววววววววววว นี่แหละจุดหมายของทริปนี้


เอาตั๋วเสร็จ แวะเข้าไปใน Opera Gallery มีงานศิลปะเยอะเหมือนกัน แต่ที่นี่จะเน้นขายงาน (ข้างในห้ามถ่ายรูป)

โอเค ภารกิจที่หนึ่งเคลียร์แล้ว ต่อไปคือ ตามหาป้ายโฆษณา BABY-G ของ Girls’ Generation แต่เมื่อขาเข้ามาพยายามมองๆ หาตรงสถานีแล้วไม่เจอซะงั้น คิดไม่ออก ไม่รู้จะทำไง เลยลองไปดูที่ร้าน CASIO (โดยไม่ได้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองเลยว่า ป้ายแบนเนอร์ใหญ่เบ้อเริ่มมันจะไปอยู่ในร้าน CASIO ในห้างได้ยังไง) ตามหาร้าน CASIO อยู่นานมากกกกก ปรากฏว่ามันเป็นช็อปเล็กๆ ไปซ่อนอยู่ในหลืบ จะถามพนักงานในร้านว่า “เอ่อ ผมมาตามหาป้ายเกิร์ลเจนครับ มันอยู่ตรงไหนครับพี่” ก็ไม่กล้า แบบว่าเขิน กลัวเขาจะมองว่ากูโรคจิต สุดท้ายเลยตัดใจเดินจากมา แล้วออกเดินทางต่อไป เดี๋ยวคืนนี้กลับไปหาข้อมูลตำแหน่งดีๆ แล้วค่อยกลับมาใหม่แล้วกัน แต่ลึกๆ แล้วเศร้ามาก เหมือนนัดพบกับคนรัก ณ ดินแดนต่างประเทศที่สถานีรถไฟ แต่ฝูงชนคนมากมายทำให้เราพลัดพรากกัน (เพ้อเจ้อ)

ชีวิตยิ่งเศร้าไปอีก เมื่อตื๊ดบัตร EZ-Link แล้วมันไม่ยอมให้ผ่าน เพราะเงินเหลือน้อยเกิน แล้วเงินหมดที่ไหนไม่หมด ดันมาหมดที่สถานี Orchard ที่ คนต่อคิวที่ตู้เติมเงินยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกก ชิบหายแล้วไง ต้องเติมเงินครั้งแรก ก็เสือกเจอสภาวะกดดันสุดๆ ถ้ากูทำอะไรเด๋อด๋า อีพวกคิวข้างหลังต้องด่าพ่อล่อแม่กูแน่ๆ เลยพยายามชะเง้อดูคนข้างหน้าว่าเขาทำกันยังไง แต่ปรากฏว่าแถวที่เราอยู่แม่งไม่ขยับสักที มองไปเจอเจ๊ผู้หญิงสองคนกำลังงกๆเงิ่นๆ อยู่ ...เดาไม่ยาก คนไทยแน่นอน ...สุดท้ายเจ๊สองคนนั้นก็ยอมจรลีออกจากแถวไป ทั้งที่เติมเงินบัตรไม่สำเร็จ ยิ่งสร้างความกดดันให้กูอีก แต่สุดท้ายเมื่อถึงคิวข้าพเจ้า การเติมเงินบัตร EZ-Link ก็ผ่านไปอย่างง่ายดาย เพราะมันมีเมนูภาษาอังกฤษ + รูปประกอบชัดเจน ดิชั้นเลยทำตัวประหนึ่งคนท้องถิ่น เติมเงินอย่างคล่องแคล่ว และเดินออกจากแถวมาอย่างเริ่ดๆ

เป้าหมายที่จะไปวันนี้คือ Night Safari หรือสวนสัตว์กลางคืน เป็นการเที่ยวสิงคโปร์ที่ผิดหลักการมากๆ เพราะอันที่จริงวันแรกของทริปมันควรจะเดินเล่นๆ รอบเมืองให้คุ้นเคยไม่ใช่เหรอ ทำไมกูถึงล่อ Night Safari ที่ต้องนั่งรถโคตรไกลเลยล่ะ แล้ว Night Safari กับ Singapore Zoo มันจะอยู่ติดกันเลย ก็ควรจะไปในวันเดียวกัน แต่เราต้องแยกไปอย่างละวัน เนื่องจาก Night Safari ต้องไปตอนเย็นๆ ค่ำๆ แต่วันที่เหลือของเราไม่มีวันไหนที่ว่างตอนเย็นแล้ว (เพราะดูคอนเสิร์ต) ดังนั้นจึงต้องไป Night Safari ตั้งแต่วันแรกนี่แหละ แม่งฮาร์ดคอร์บัดซบจริงๆ ...และเนื่องจากมัวไปเสียเวลาไปตามหาป้ายเกิร์ลเจน (ที่หาไม่เจอ) จึงไม่มีเวลากินข้าว ต้องออกเดินทางทันที (บัดซบคูณสอง)

การเดินทางไป Night Safari จริงๆ ไม่ยาก แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งมาถึงสิงคโปร์อย่างเราก็ดูปวดกบาลพอควร อันดับแรกต้องไปนั่งรถไฟสายสีแดงไปลงสถานี Ang Mo Kio จากนั้นต้องต่อรถเมล์สาย 138 ...แต่การนั่งรถเมล์ไม่ใช่ว่าไปรอที่ป้ายรถเมล์ตามถนนใหญ่แบบบ้านเรา แต่จะต้องไปสถานีท่ารถที่เรียกว่า Bus Interchange แล้วจากนั้นก็ตามหาป้ายเบอร์ 138 จะเจอที่เข้าแถว


ตาม Bus Interchange เขาจะมีช่องให้เข้าแถวแยกตามสายรถเมล์เลย ไม่ต้องตบตีแย่งขึ้นกัน


คนขึ้นสาย 138 เยอะพอควร เราโชคดีได้นั่ง และงานนี้ต้องของดการ gent ลุกให้ผู้ใดนั่ง เพราะแม่งต้องนั่งยาวเกือบชั่วโมงนึง (รถเมล์ใช้บัตร EZ-Link ตื๊ดได้ สะดวกมากๆ แต่ต้องตื๊ดทั้งขาขึ้นและขาลงนะ)


Night Safari ต้องออกไปนอกเมือง เลยได้เจอบรรยากาศแบบนี้


หลังจากนั่งรถจนเกือบลืมกายหยาบ (สุดสายเลยค่ะ) ก็มาถึง Night Safari จนได้

ตามที่วางแพลนไว้อย่างสวยหรู แผนการสำหรับการเที่ยว Night Safari คือ หาอะไรกินที่ก่อน > ดูโชว์พ่นไฟหน้าทางเข้า > ไปขึ้นรถ Tram ชมสัตว์ > ออกมาดูโชว์สัตว์น่ารักชื่อ Creatures of the Night > เดินชมสัตว์ตาม Walk Trail (ใน Night Safari โซนสัตว์จะแบ่งเป็นสองส่วน คือ โซนที่ต้องนั่งรถแทรม กับโซนที่เดินชมเองได้) แต่แผนการทุกอย่างที่วางไว้ก็พังพินาศไม่เหลือชิ้นดี เพราะ...


นี่มันเหี้ยอาร้ายยยยยยยยยยยยยยยยยย

คือกูทำใจมาล่วงหน้าแล้วนะ ว่ามาสวนสัตว์วันอาทิตย์คนอาจจะเยอะ แต่นี่มันเหี้ยเกินไปแล้ว! คนนอกจากจะมีครอบครัวสุขสันต์ แม่งยังมีทัวร์จีนลง ทัวร์แขกลงอีก (กูหนีอีสองชาตินี้ไม่พ้นจริงๆ) อ๊ากกกกกกกกก สรุปข้าวปลาไม่ต้องแดกค่ะ มาถึงต้องรีบไปต่อแถวทันที ไม่งั้นกูคงได้เข้าชาติหน้า นอกจากนั้นตอนที่เขาโชว์พ่นไฟหน้างานก็อดดูค่ะ เนื่องจากต้องอยู่ในแถว และมวลชนมหาศาลก็บังกูจนมิด แล้วพอไม่ได้กินข้าวหลายชั่วโมง โรคกระเพาะกูก็กำเริบอีก จะบ้าตายยย (ลืมเล่า – ตอนนั่ง Air Asia เราสั่งอาหารบนเครื่องไปด้วย คือตอนจองผ่านเวบก็กดๆ ไป ไม่ได้คิดอะไร ปรากฏว่าทั้งลำมีกูแดกอยู่คนเดียว เขินมากกกก แต่ ณ จุดนี้รู้สึกว่าโชคดีแล้วที่สั่งไป)

ขบวนแถวเคลื่อนตัวช้ามาก ทำให้หวนระลึกถึงตอนไปต่อคิวซื้อของ Big Bang ห้าชั่วโมงที่เกาหลีเลย ทำไมชีวิตกูถึงมีแต่การต่อคิว ทำไม ทำไม ทำไม! สักพักความระยำมาซ้ำเติมอีก ฝนตกค่า ยังดีว่าตกแค่ปรอยๆ พอมาถึงจุดนี้ทำใจแล้ว ถ้ารถแทรมจะวิ่งมาชนผู้โดยสารตาย กูก็ไม่ว่าอะไรแล้วค่ะ จะชิบหายอะไรอีกก็เชิญเลย อ้อ สำหรับท่านที่ชื่นชอบสวนสัตว์ แนะนำให้ซื้อตั๋ว 3-in-1 Park Hopper ที่สามารถเข้าได้ทั้ง Singapore Zoo, Night Safari และ Jurong Bird Park ในราคาเพียง 58 ดอลล่าร์เท่านั้น คุ้มหลายๆ ฮ่ะ (เราก็ซื้อตั๋วแบบนี้)


ต่อคิวอย่างไร้วิญญาณ นั่งดูคนอื่นขึ้นรถแทรมไปอย่างช้ำใจ เมื่อไรจะถึงคิวกูสักทีโว้ย


หลังจากยืนแช่อยู่เป็นชั่วโมง ในที่สุดก็ได้ขึ้นรถแทรมเเสียที ซึ้งใจน้ำตาจะไหล

บนรถแทรมก็คล้ายๆ สวนสัตว์กลางคืนเชียงใหม่ คือจะมีคนพากย์ไปเรื่อยๆ แต่ก็ทึ่งที่เขาพากย์ได้ตื่นเต้นดี เหมือนเล่านิทานเลย แล้วคิดว่าเค้าต้องพูดแบบนี้ทุกวี่ทุกวัน อารมณ์คงไม่ต่างจากพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก ต้องร้องเพลง บุษบา อ่ะ แต่สิ่งที่น่ารำคาญคือ เจ้าหน้าที่ก็ย้ำออกไมค์ประมาณแปดล้านรอบว่าถ่ายรูปได้แต่อย่าใช้แฟลชนะคร้า บ แต่ก็มีพวกโง่ใช้อยู่นั่นแหละ ได้ค้นพบว่ากลุ่มคนโง่ที่ใช้แฟลชถ่ายรูปนี่มีอยู่อย่างสากลโลกจริงๆ จนในที่สุด ต้องมีการหยุดรถกลางทาง แล้วเจ้าหน้าที่เดินมาไล่บอกทีละคนๆ แต่เจ้าหน้าที่ก็บอกอย่างสุภาพมากๆ (ใจจริงกูอยากให้ จนท. ตบบ้องหูพวกแม่งเลย)


บรรยากาศตอนนั่งรถแทรมประมาณนี้ (ขออภัยกล้องห่วย ได้ดีสุดแค่นี้)

ตอนที่นั่งรถแทรมก็ประทับใจพอควร เพราะรู้สึกว่าใกล้ชิดสัตว์ดี อย่างเช่น โซนสิงโต มันจะไม่มีรั้วกันเลย แต่ใช้วิธีเอาคูน้ำล้อมรอบสิงโตไว้ แต่ก็อดเสียวไม่ได้ว่ามันจะวิ่งกระโดดคูน้ำมาแดกเรา หรือที่พีคสุดๆ คือ นั่งรถกันอยู่ดีๆ มีตัวสมเสร็จเดินมาข้างรถซะงั้น (ห่างจากเราไปแค่ 3 เซ็น) เจ้าหน้าที่ก็ยังงง เขาบอกว่าไอ้ตัวนี้มันเดินออกนอกเส้นทางมานะ จริงๆ มันต้องไม่อยู่แถวนี้

นั่งรถแทรมไปประมาณ 45 นาที กะจะดูโชว์ Creatures of the Night ต่อ ปรากฏว่า Full House เต็มค่ะ ...แผนพังอีกตามเคย เปลี่ยนไปแพลน B เดิน Walk Trail ดีกว่า ปรากฏว่าต้องกลับไปเข้าจากด้านหน้าใหม่ แล้วตอนนี้คิวแม่งยังมหาศาลอยู่ โอเค แพลน C ไปหาอะไรแดกดีกว่า พอเดินไปร้านอาหาร เต็มทุกร้าน เต็มทุกโต๊ะ เปลี่ยนไปแพลน ...โว้ย ไม่มีแพลนเหี้ยอะไรเหลือแล้วค่า ทำไมชีวิตกูพังขนาดนี้ จะแดกข้าวยังไม่สำเร็จ กลับโรงแรมแม่งเลยดีมั้ยเนี่ย ...แต่ขณะกำลังร่ำไห้กับชีวิต ก็เหลือบไปเห็นรถเข็นขายของกินเล่น + ของทอด โอเค รอดแล้วกู


นี่แหละ มื้อเย็นของวันนี้


ไอ้น้ำขวดยาวๆ นี่แพงมาก 6.5 ดอลลาร์ (คูณ 25 เข้าไปนะคะ) แต่ ณ จุดนั้นชีวิตทรุดโทรมแห้งแล้งมาก ต้องการน้ำหวานอย่างแรง จึงเสร็จมันไป

โอเค หาอะไรใส่ท้องได้สักที กลับไป Walk Trail ตามแพลน ตอนนี้คิวสั้นแล้ว เข้าไปอย่างสบายๆ ซึ่งพอเข้าไปเดินแล้วชอบมากๆๆๆๆๆ รู้สึกดีใจมากๆ ที่ไม่ยอมแพ้กลับโรงแรมไปก่อน คือมันจะเป็นทางเดินมืดๆ ระหว่างก็พบกับสัตว์นู่นนี่ เป็นบรรยากาศที่แปลกและลึกลับดี ยิ่งพอเข้าไปลึกๆ ไกลๆ คนจะน้อย บางทีไม่มีคน เดินอยู่คนเดียว อันนี้จะขลังมาก แต่บางโซนก็พีคเกินนะ เช่น มีโซนอะไรไม่รู้เป็นกรงเหล็ก ไอ้เราก็เดินมั่วๆ เข้าไป ปรากฏว่ามันคือโซนค้างคาวค่า ค้างคาวบินโฉบหัวกูไป เฟี้ยววววว ก็ร้องกรี๊ด วิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน อีกอย่างที่ประทับใจคือ เจ้าหน้าที่ที่อยู่ตามระหว่างทางจะเฟรนด์ลี่และเซอร์วิสเราดีมากๆ


เดินไปเจอโซนนก อันนี้ไม่อะไรมาก


อันนี้คือไคลแม็กซ์ของ Walk Trail เจอลูกตัวนาก มาลอยคอ ร้องอิ๋งๆๆๆๆ น่ารักมากกกกกกก >_<

ไปๆ มาๆ ก็เดิน Walk Trail จนครบทั้งสี่เส้นทาง แล้วก็รีบออกมา เพราะเพื่อนแนะนำว่าอย่าออกดึกมาก เดี๋ยวขึ้นรถใต้ดินไม่ทัน จะซวยเอา ออกมาหน้าสวนสัตว์ด้วยสภาพโทรมสุดๆ ยืนรอสาย 138 อยู่ 15 นาที รถก็มา


สถานี Ang Mo Kio ตอนเกือบๆ ห้าทุ่ม คนโล่งแล้ว


กลับมาถึงสถานี Bras Basah มุ่งตรงเข้า Kopitiam ฟู้ดคอร์ท 24 ชั่วโมง ทันที เพราะกูต้องการกินอาหารเป็นชิ้นเป็นอันมากๆ ตอนแรกจะกินอาหารญี่ปุ่น พอเดินไปเจ๊คนขายพูดว่า “No More” แปลว่าหมด ไม่ขายแล้ว แต่เลือกใช้คำได้เหวอมาก


สรุปมาสิ้นคิดที่ข้าวมันไก่ กินแล้วอยากบินกลับไปกินข้าวมันไก่เจ๊พร หน้าปากซอยทันที (ของไทยอร่อยกว่านะ)


สี่แยกหน้าโรงแรม ตอนเกือบๆ เที่ยงคืน

พอกลับเข้าห้อง นอนหมดแรงที่เตียงทันที ...นี่แค่วันแรกเองนะเฟร้ย ทำไมดูดพลังกูขนาดนี้ ไหนใครว่าสิงคโปร์เที่ยวชิวๆ วะ

หารู้ไม่ว่า วันรุ่งขึ้นจะเจอสิ่งที่โหดยิ่งกว่า เพราะมันคือ...เกาะนรกเซ็นโตซ่า

โปรดติดต่อตอนต่อไป





Create Date : 23 กันยายน 2555
Last Update : 23 กันยายน 2555 13:45:53 น. 4 comments
Counter : 5165 Pageviews.

 

HappY BirthDaY To You


..บรรจงเขียน..ความรัก..ฝากลมหนาว..
..ฝากดวงดาว..จากฟ้า..มาให้เห็น..
..เอาความรัก..คิดถึง..ฝากเดือนเพ็ญ..
..มามอบเป็น..ของขวัญ..วันเกิดเธอ..

..ขอศรัทธา..ความดี..ที่มีมั่น..
..จงช่วยสรรค์..สร้างชีวี..ให้สุขขี..
..ช่วยแก้ไข..ปัญหา..นานามี..
..ให้เธอนี้..มีสุข..ทุกข์อยู่ไกล..

..ให้ร่างกาย..เข้มแข็ง..อย่าลาร้าง..
..ในคืนวัน..อ้างว้าง..ให้หายเหงา..
..ในวันที่..มีทุกข์..สุขบรรเทา..
..ให้หายเศร้า..มีสุข..ทุกทุกคืน..

..หากมีรัก..ขอให้..จงหนักแน่น..
..ไม่คลอนแคลน..เพื่อนสนิท..มิตรสัตย์ซื่อ..
..เกียรติยศ..ชื่อเสียง..โลกเลื่องลือ..
..ทั้งหมดคือ..ความจริงใจ..มอบให้เธอ..

..วันเกิดเธอ..คนดี..วันนี้แล้ว..
..ขอให้แพร้ว..เพริศพริ้ง..กว่าปีก่อน..
..ถ้ามีรัก..ขอให้รัก..นิรันดร..
..นี่คือพร..มอบให้..ด้วยใจจริง..

..ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง จิตใจเข้มแข็ง เป็นที่รักของทุก ๆ คนนะ..


HappY BirthDaY To You



โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* วันที่: 25 กันยายน 2555 เวลา:9:26:17 น.  

 
สุขสันต์วันเกิดจ้า


โดย: chibifachan วันที่: 25 กันยายน 2555 เวลา:15:12:25 น.  

 
รูปสวย glitter emoticon comment glitter.mthai.com


โดย: ประกายพรึก วันที่: 25 กันยายน 2555 เวลา:16:57:22 น.  

 
สุขสันต์วันเกิดค่ะ
ขอให้มีความสุขมากๆ คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนา
มีความก้าวหน้าทั้งในชีวิตและหน้าที่การงาน
สุขภาพแข็งแรงตลอดปี และตลอดไปค่ะ





โดย: pantawan วันที่: 25 กันยายน 2555 เวลา:21:24:39 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.