http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
14 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกเกาหลี ติ่งหูอย่างอินดี้ : DAY 3 ไปขี่จักรยานในเกาหลี

by merveillesxx

คำเตือน:

1. เป็นบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ไม่สามารถใ้ช้เป็นทิปแนะนำการท่องเที่ยวได้

2. มีการใช้คำหยาบคายมากมาย


=================


สถานที่แรกของทริปวันที่สามคือ National Museum of Korea จากที่ไปโซลมาหกวันเนี่ย พบว่ามันเป็นเมืองที่มีมิวเซียมเยอะพอๆ กับเซเว่น ชนิดที่ว่าเดินๆ อยู่ก็เจอมิวเซียมอะไรสักอย่างเข้าให้ แล้วมิวเซียมก็จะสะอาดสดใสน่าเข้า ไม่ได้ดูอึมครึมแบบบ้านเรา พวกมิวเซียมเนี่ยทัวร์ไทยไม่ยอมพาไปเท่าไร เคยคุยกับพี่คนนึงที่ไปทัวร์เค้าบอกว่า “ไปกับทัวร์เนี่ย ทำให้พี่เข้าใจว่าเกาหลีไม่มีมิวเซียมเสียอีก“ เป็นงั้นไป

คู่มือ Lonely Planet บอกว่า National Museum เนี่ยกว้างมาก ใช้เวลาเยอะเหมือนกัน หญิงบอกว่าไปกันแต่เช้าดีกว่า เลยตื่นตั้งแต่เจ็ดโมง รีบอาบน้ำกินข้าว ออกจากโรงแรม วันนี้โชคดีว่าฝนไม่ตก ระหว่างทางที่นั่งรถไฟไป National Museum ก็เจอเหตุการณ์เหวอๆ (อีกแล้ว) คือมีลุงคนนึงแกพิการ ใช้ไม้ค้ำสองข้าง แต่แกก็ดูแปลกๆ ตาขวางๆ พิลึก สักพักแกก็เริ่มเอาไม้ค้ำเคาะไอ้นู่นไอ้นี่รอบตัวแกไปเรื่อย ยังไม่พอ...จากนั้นแกก็บ้วนน้ำลาย บ้วนลงพื้นรถไฟเนี่ยแหละ! แถมบ้วนตั้งสี่ห้าที โอ๊ย กูจะบ้าตาย เพราะลุงแกอยู่ข้างกูเลย ถึงขั้นต้องถอยห่างออกมาทีเดียว แต่บนรถไฟดูไม่มีใครตกใจเลย อย่างว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้ในรถไฟที่โซล

ขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถไฟที่โซลนิดนึงว่า ที่นี่เค้าไม่ค่อยจะลุกให้ คนแก่ ผู้หญิง หรือเด็กกันเท่าไรนะ อยู่มาหกวันไม่เคยเห็นเลย อาจเป็นเพราะบริเวณท้ายขบวนของแต่ละโบกี้เนี่ย จะมีที่นั่งสำรองสำหรับคนแก่ไว้อยู่แล้ว วันแรกๆ เราไม่รู้ เห็นว่าที่มันว่าง ว่าจะไปนั่ง แต่ทันใดนั้นก็มีคุณป้าคนนึงวิ่งตัดหน้ากูไปอย่างรวดเร็ว มองไปมองมาถึงรู้ว่า อ้าว ที่มันที่สำหรับคนแก่นี่หว่า เกือบหน้าแหกแล้วมั้ยล่ะกู


เจอ อีบยองฮุน โอปป้า ที่สถานี เอาซะหน่อย (ติ่งแต่เช้า)


นี่แหละ National Museum of Korea ใหญ่อลังการมาก


เข้ามาข้างในแล้ว

National Museum of Korea เนี่ยไม่เสียค่าเข้าชม มีทั้งหมดสามชั้น แบ่งเป็นห้องไปเรื่อยๆ มันจะมีหมายเลข เราก็เดินไล่ไปตามเลขนั่นแล ที่จริงเค้ามีไกด์ภาษาอังกฤษนำชมด้วย แต่เราชอบเดินดูเองมากกว่า พวกเรามาถึงที่นี่ตั้งแต่เพิ่งเปิด (เก้าโมงกว่าๆ) แต่คนก็เริ่มเยอะแล้ว มิวเซียมที่นี่ถ้าเป็นอันใหญ่ๆ ดังๆ จะคึกคักมาก มีคนเข้าชมตลอด แต่อาจจะเพราะเรามาวันเสาร์ด้วย คนเลยยิ่งเยอะ

โซนที่เราชอบที่สุดจะเป็นบริเวณชั้นหนึ่ง เป็นเรื่องราวประวัติความเป็นมาของเกาหลี คือไม่ได้เริ่มตรงยุคราชวงศ์นู่นนี่นะ แต่แม่งเริ่มกันตั้งแต่สมัยยุคหินเลย! ละเอียดมากๆ มีบอกเลยว่าคนยุคหินแม่งอยู่กันยังไง แดกข้าวยังไง ล่าสัตว์ยังไง ของที่โชว์แต่ละอันจะมีภาษาอังกฤษบรรยายอย่างละเอียด แรกๆ กูก็ตั้งใจอ่านอยู่หรอก แต่เดินไปได้สามห้อง เริ่มตระหนักว่าถ้ากูจะเอาละเอียดหมดเนี่ย กูคงต้องใช้เวลาประมาณสามวัน เลยขอเดินดูให้ทั่วก่อนดีกว่า แล้วอันไหนน่าสนใจค่อยมาเก็บทีหลัง


ถ้วยชามรามไหอะไรมีหมด


น้องๆ มาทัศนศึกษากัน

สิ่งที่พบเจอตลอดเวลาไปมิวเซียมในโซลคือ จะมีเด็กๆ มาดูด้วย ไม่ว่าจะพ่อแม่พามา หรือมาเป็นกรุ๊ปแบบทัศนศึกษา (ส่วนบ้านเรากูเห็นพ่อแม่ชอบพาเด็กไปทิ้งไว้ใน TK PARK) เห็นแล้วก็รู้สึกดีเหมือนกันนะ ถึงแม้ชุดความรู้ในมิวเซียมมันอาจจะออกชาตินิยมบ้าง หรือให้ร้ายฝ่ายเหนือบ้าง แต่อย่างน้อยมันก็ได้ชุดความรู้ประวัติศาสตร์กระแสหลัก ส่วนกระแสรอง ใครจะไคว่ขว้า ใครจะตาสว่าง อันนี้ก็ตัวใครตัวมัน แต่ก็นั่นแหละ กูไม่ใช่คนรักเด็ก พอเจอกรุ๊ปเด็กทัศนศึกษา กูก็จะเดินหนีไปอีกห้องทันที สรุปว่าถ้าห้องไหนไม่มีเด็กกูก็จะดูนาน ห้องไหนมีเด็กกูก็ดูแป๊บเดียว

ส่วนบริเวณชั้นสองจะเป็นภาพวาด ชั้นสามจะเป็นเครื่องปั้นเซรามิก แล้วทุกชั้นก็จะมีโรงหนังเล็กๆ ที่เปิดวิดีโอที่มีภาษาอังกฤษ แต่ละอันยาวเหมือนกัน ถึงบอกไงว่าถ้าจะดูให้ครบถ้วน แม่งคงต้องใช้เวลาสามวัน แต่พอดีกูมีแค่สามชั่วโมง บางอย่างจึงต้องดูแบบรวบรัดไป


ช่วงเที่ยงๆ คนเริ่มเยอะขึ้น เด็กเพียบ...

ถึงเวลาข้าวเที่ยงแล้ว มิวเซียมที่นี่มีฟูดคอร์ทในตัวเลย ไม่ต้องดิ้นรนไปไหนไกล เมนูไม่ซับซ้อนเพราะมีอาหารเป็นเช็ตๆ ให้เลือก มีประมาณหกเซ็ต ราคาก็ไม่แพง ประมาณ 7000-9000 วอน แต่ดันไม่มีภาษาอังกฤษ เวลาสั่งก็ชี้เอา ระบบของฟูดคอร์ทที่นี่จะคล้ายๆ กันคือ เราจะต้องเดินไปสั่งที่แคชเชียร์ก่อน จากนั้นเค้าจะให้ใบเสร็จมา ในใบเสร็จจะมีหมายเลขบอกไว้ คล้ายๆ บัตรคิวตามธนาคารบ้านเรานั่นแหละ พอหมายเลขของเราขึ้นปุ๊บ ก็เดินไปเอาที่ช่องรับอาหาร ตอนแรกเราก็มองๆ หาว่าไอ้ช่องที่รับอาหารแม่งอยู่ไหนวะ หันไปปุ๊บเจอป้ายเขียนว่า ...WHERE FOOD COMES !!!!!!!! กูเงิบเลยทีเดียว แม่งเล่นกันตรงตัวแบบนี้เลยเหรอ แต่เออ ก็ถูกของมันนะ (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้ พอดีตรงนั้นคนมันเยอะ ไม่อยากไปยืนเกะกะเค้า)


WHERE FOOD COMES ...ได้สิ่งนี้มา

อีกสิ่งที่เหมือนกันในฟูดคอร์ททุกที่คือ เค้าจะมีน้ำเปล่าให้ โดยเราจะต้องไปหยิบแก้วเอง เติมน้ำเอง แก้วเป็นเหมือนกันทุกที่เลย คือแก้วแสตนเลสสีเงินๆ แช่อยู่ในตู้ฆ่าเชื้อ แล้วพอกินเสร็จนี่ไม่ใช่ว่าทิ้งถาดทิ้งแก้วไว้บนโต๊ะเหมือนบ้านเรานะ ทานเรียบร้อยแล้วจะต้องเอาแก้วและถาดอาหารไปคืนด้วย ช่วงแรกก็เอ๋อๆ งงๆ ว่าแม่งต้องคืนตรงไหนวะ แต่อย่างที่รายการเทยเที่ยวไทยสอนไว้ “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้อง หลิว มนัสวี” สังเกตคนรอบข้างไปนั่นแหละ แค่นี้ก็ไม่เซาะกราวแล้ว

พอกินข้าวเสร็จ เรากับหญิงก็ตกลงกันว่าขอเวลาอีกชั่วโมงนึงเพื่อไปเก็บตกสิ่งที่อยากดูในมิวเซียม แต่ตอนนั้นเราง่วงมาก เนื่องจากตื่นตั้งแต่เจ็ดโมง จึงวางแผนแอบไปหลับในโรงหนัง ซึ่งพอเดินเข้าไปก็เจอพวกพ่อแม่และลุงๆ ป้าๆ มาแอบนอนอยู่จำนวนหนึ่ง ว่าแล้วกูก็ขอเนียนนอนด้วย

ใช้เวลาไปทั้งหมดสี่ชั่วโมงที่ National Museum เป้าหมายต่อไปคือ สวนสัตว์ Seoul Grand Park


ทางเข้าสวนสัตว์ ที่เห็นไกลๆ ลิบๆ นั่นคือ ที่ขายตั๋ว แค่ทางเข้าก็เล่นกูเหนื่อยแล้ว

พอไปถึงที่ขายตั๋ว ก็สับสนอลหม่านอย่างยิ่ง เพราะคนเยอะมาก (วันนี้วันเสาร์) คนแม่งต่อคิวกันหลายแถว กูก็งงว่าแถวไหนเป็นแถวไหนล่ะเนี่ย บัตรก็มีหลายราคาหลายแพ็คเกจ ภาษาอังกฤษที่เขียนไว้แม่งก็งงๆ แต่ก็ใช้ความถึกและความมั่วซื้อตั๋วมาจนได้ สรุปว่าเป็นตั๋วแพ็คเกจ ชมสวนสัตว์ + นั่งรถแทรม + นั่งกระเช้าลอยฟ้า ถ้าจำไม่ผิดราคา 8000 วอน

อันดับแรกเราก็นั่งรถแทรมกันก่อน กูก็นึกว่ามันจะเป็นรถแทรมพาวนรอบสวนสัตว์แบบเขาดิน แต่ไม่ใช่ค่ะ มันคือรถแทรมที่พาเราจากที่ขายตั๋วไปยังประตูทางเข้าสวนสัตว์ของจริง ซึ่งระยะทางแม่งไกลมากกกกกกกกก มิน่าล่ะใครๆ แม่งก็ซื้อบัตรรถแทรมกันหมด ถ้าเดินมากูว่าคงหมดแรงตั้งแต่ยังไม่เห็นสัตว์สักตัว


ทางเข้าของจริง คนมากมาย (พนักงานชุดเหลืองด้านซ้ายน่ารักมาก แต่มวลชนมหาศาล กูไม่อาจถ่ายรูปเค้าได้)

Seoul Grand Park นี่ก็เหมือนเขาดิน แต่ใหญ่กว่าสักสามเท่า แม่งกว้างมาก (ลองดูแผนที่สิ http://grandpark.seoul.go.kr/Eng/images/eng_map.jpg ) เดินกันจนเข่าหลุดทีเดียว แต่สิงสาราสัตว์ที่นี่ก็ไม่ได้พิเศษไฮโซอะไรมากมาย เรียกได้ว่าดูเพลินๆ คนที่มาเดินมีทุกเพศทุกวัย แต่หลักๆ ที่เห็นคือ ครอบครัว กับคู่รัก (ชิ!) และแน่นอนว่าเต็มไปด้วยเด็กเปรตมากมาย แต่เนื่องจากที่มันกว้างเลยไม่ต้องปะทะกับเด็กมากเท่าไร (อันที่จริงพรุ่งนี้เราวางโปรแกรมไว้ว่าจะไปสวนสัตว์อีกอันคือ Children’s Grand Park แต่คิดว่าถ้าไปวันอาทิตย์ก็จะต้องเจอแก๊งเด็กนรกอีก หญิงเลยเสนอว่าเปลี่ยนเป็นไปย่านมหาลัยสตรี Ewha University ดีกว่า ซึ่งคริสเป็นคนแนะนำมาว่าที่นี่เป็นแหล่งช็อปที่กิ๊บเก๋ยูเรก้า)

อ้อ ข้อเสียของ Seoul Grand Park คือป้ายแม่งไม่มีภาษาอังกฤษ! แม่งมีแต่ชื่อวิทยาศาสตร์ แล้วกูจะรู้มั้ยคะว่าอีสัตว์ตัวนี้ตัวนั้นมันเป็นยังไง เผ่าพันธุ์ไหน น่าสนใจยังไง อีห่า


สิ่งที่ฮาคือ Seoul Grand Park แม่งเหมือนเขาดินมากๆ ตรงที่เดินเข้ามาปุ๊บ จะเจอนกฟลามิงโก้เป็นอย่างแรก


ยีราฟก็มี คนถ่ายรูปเยอะมาก


หมาจิ้งจอกอะไรสักอย่าง ตัวนี้น่ารักดี หลับตาพริ้มเชียว


ตัวอะไรไม่รู้ อุบาทว์น่ากลัวดี เลยถ่ายมา


อันนี้เป็นตู้แมงมุม (อยู่ซ้ายล่าง) แต่ที่กูฮาคือ ทำไมมึงจะต้องฮาร์ดคอร์ จัดดิสเพลย์ด้วยหัวกะโหลกคนด้วยวะ 555




บริเวณที่ข้าพเจ้ากรี๊ดมากคือ สวนนก อลังการดี แต่ต้องทนเหม็นขี้นกนะ


หมีตัวนี้เป็นหมีรู้งาน มันนั่งนิ่งๆ รอให้คนถ่ายรูปเลย (มันคงคิดในใจ “ไอ้พวกมนุษย์หน้าโง่ มึงไม่เคยเห็นหมีเหรอไง”) สังเกตได้ว่าถ้าตรงไหนคนมุงเยอะๆ แปลว่าสัตว์ตัวนั้นออกมาให้ถ่ายรูป ตรงไหนคนน้อยคือสัตว์แม่งหลับอยู่ หรือมุดหัวหายไปไหนไม่รู้


ช้างจ้า


อันที่จริงได้ข้อมูลมาว่า สวนสัตว์แห่งนี้เป็นที่ถ่ายทำของหนังเกาหลีเรื่อง Art Museum by the Zoo (ใครทัน แปลว่าแก่แล้วนะ 555) แต่เนื่องจากไม่ได้ชอบหนังมาก เลยไม่ได้สนใจตามรอยอย่างจริงจัง

จากการเดินสวนสัตว์พบข้อน่าสนใจสองประการ อย่างแรกคือพ่อแม่เกาหลีพาลูกเล็กๆ ที่ยังนั่งรถเข็นมาเที่ยวสวนสัตว์เยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก


นี่คือหลักฐานว่าเยอะจริง เพราะมันถึงขั้นต้องมีลานจอดรถเข็นเด็ก!

แล้วที่ฮาคือ อากาศมันหนาวไง พ่อแม่ก็จะต้องเอาพลาสติกใสๆ ไปคลุมรอบรถเข็นเด็กไว้ ไม่ให้ลมเข้า แต่กูเห็นแล้วนึกถึงเด็กทดลองในตู้แล็บวิทยาศาสตร์อะไรแบบนั้นอ่ะ มันดูไซไฟมาก อดขำไม่ได้ (สังเกตว่าพ่อแม่ที่นี่อายุน้อยๆ ทั้งนั้นเลย ไม่รู้ว่าคนเกาหลีแต่งงานเร็วหรือยังไง)

อย่างที่สองคือ ในเกาหลีมีการใช้ภาษาอังกฤษแบบเฉพาะตัวมาก หลังจากเจอป้าย Where Food Comes ไปแล้ว กูยังเจอ...


เออ รู้แล้วว่าห้ามพิง มึงจะย้ำ Do not ทำไม แล้วกูก็ขำคำว่า please be safe เหมือนจะพูดกับเราว่า “อย่าเสือกตายนะจ๊ะ”


อันนี้ฮาขี้แตกเลย ห้ามให้อาหารสัตว์ แทนที่จะ Do not feed the animals แม่งใช้ Just a moment please !!!!!!!! เหมือนแบบ “อ๊ะๆ จะให้อาหารสัตว์เหรอ คิดดีๆ ก่อนนะจ๊ะ”


โซน Botanical Garden ก็เป็นสวนๆ ต้นไม้ๆ อะไรไปเรื่อย


ถ่ายติดตัว โพโรโร่ มาซะงั้น (มันเป็นตัวการ์ตูนชื่อดังในเกาหลีจ้ะ)

แม้จะมาสวนสัตว์ เราก็ไม่วายอินดี้ พวกเราดันลัดเลาะไปเรื่อยจนไปค้นพบโซนลึกลับ เป็นตึกออฟฟิศเก่าๆ ที่แทบไม่มีคนเลย ตอนแรกก็งงว่านี่มันคือตึกอะไรวะ ดูไปดูมามันจะเป็นพวกรวมพืชพรรณสมุนไพรต่างๆ แต่ข้อดีที่สุดคือ ที่นี่มันมีห้องน้ำ ใช้ได้อย่างสบายใจไม่ต้องไปแย่งกับใคร

ตอนขากลับ พวกเรานั่งกระเช้าลอยฟ้า ซึ่งนั่งตอนแรกก็ชิวๆ อยู่หรอก แต่พอมันขึ้นสูงเรื่อยๆ เหยดดดดดด มันสูงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มองลองไปด้านล่างใจหายแวบทีเดียว จริงๆ เค้าก็มี safety ด้วยการเอาตาข่ายมารองข้างล่างนะ แต่กูว่าถ้าตกลงไปน่าจะเจ็บหนักพอควร แล้วที่หลอนคือมองลงไปเนี่ยมีข้าวของเครื่องใช้ตกอยู่ตรงตาข่ายเต็มเลย ซึ่งกูก็สงสัยว่าสมมติถ้ากูเผลอทำอะไรตกไปจริงๆ เค้าจะเก็บให้กูได้มั้ยเนี่ย


แต่ก็ยังอุตส่าห์ถ่ายรูปมาได้

ลงจากกระเช้ามา เราก็งงๆ ว่า เอ๊ะ ทำไมมันมีกระเช้าอีกอันนั่งต่อไปได้ล่ะ สืบความจนรู้ความจริงว่า อ้อ กระเช้าอันที่สองเนี่ยจะพาไปถึงทางออกปลายสุดเลย แต่ต้องเสียเงินนะจ๊ะ ถ้าไม่ยอมนั่งกระเช้า พวกมึงก็ต้องเดินถึก 15 นาทีไปทางออกเองจ้ะ ...แม่ง อี Seoul Grand Park หน้าเลือดตั้งแต่ต้นจนจบ จำไว้นะมึง!

เดินลากสังขารกันมาถึงทางออก สองข้างทางเต็มไปด้วยป้าๆ ลุงๆ กับแผงขายของ มีตั้งแต่เครื่องประดับ ของกิน ยันหมอดู หญิงเลยลองซื้อต๊อกกินดู ต๊อกนี่มันก็คือเค้กข้าวเกาหลี มีหลายรส หลายสี ดัดแปลงได้หลายแบบ แค่ที่ยายคนนี้แกขายเป็นแท่งๆ เหมือนข้าวหลาม ข้าวล้วน แถมไม่มีขายแบบแท่งเดียว เป็นแพ็คเกจสี่แท่ง ก็ลองซื้อกันมา แดกไปคำเดียว...อืม กูกลับไปกินข้าวหลามที่ไทยก็ได้นะ

หลังจากไปที่แมสๆ มาสองที่แล้ว สถานที่ปิดท้ายวันนี้ก็ต้องอินดี้ตามคอนเซ็ปต์ นั่นคือ Ttukseom forest park อันเป็นสถานที่ที่ทัวร์ไทยจะไม่มีวันพามาแน่นอน 555 Ttukseom ก็คล้ายๆ สวนรถไฟบ้านเรา แต่น่าจะกว้างกว่าหน่อย เป็นสวนสาธารณะให้คนมาเดินเล่น ออกกำลัง จู๋จี๋ และขี่จักรยาน ในโซลเนี่ยปาร์คก็เหมือนกับมิวเซียม คือมีเยอะมากกกกก

ตอนที่นั่งรถไฟไป Ttukseom เนื่องจากต้องนั่งรถไฟยาวมากเกือบยี่สิบสถานี เราเลยรีบหาที่นั่ง แล้วก็หลับไปเลย แต่สักพักมีผู้หญิงมายืนตรงหน้า แล้วถามเราว่า “คนไทยหรือเปล่าคะ” เงยหน้ามาก็เจอน้องผู้หญิงคนไทย เค้าบอกว่าเดาว่าเราเป็นคนไทย เพราะเราใช้กระเป๋าสะพายของเทศกาลหนังบางกอกฟิล์ม แล้วมันมีรูปธงชาติไทยเล็กๆ อยู่ คำถามถัดมา น้องก็ถามว่า “พี่มาดูบิ๊กแบงหรือเปล่าคะ” นี่พวกกูหน้าตาบ้าดาราชัดเจนจริงๆ เหรอเนี่ย 555

น้องคนนี้ชื่อว่า น้องติ๊ก มาดู Bigbang เหมือนพวกเรานี่แหละ แต่วันนี้เค้าแยกตัวมาเที่ยวคนเดียว น้องเค้าว่ากำลังจะไปช็อปแถวนัมแดมุน พอเราบอกว่าเรากำลังจะไป Ttukseom forest park น้องก็ทำหน้างงๆ นิดหน่อย (คงแบบพวกมึงจะไปสวนสารธารณะทำไมคะ) น้องติ๊กบอกว่าตอนดู Bigbang เค้าอยู่บัตรยืน ซึ่งเป็นอะไรที่ชิบหายสุดๆ เพราะแฟนเพลงแม่งคลั่ง เบียดกันสุดขีด ฟังแล้วรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่กูซื้อบัตรนั่ง (น้องติ๊กบอกว่าทำงานที่ agoda ซึ่งเราก็จองโรงแรมผ่านเวบนี้ น้องยังบอกว่าฝากหนูจองลด 10% นะพี่ แต่ว่าดันมัวเม้าท์เพลิน ลืมขอ contact ถ้าน้องติ๊กมาอ่านเจอบันทึกนี้ ช่วยติดต่อพี่หน่อยนะ 555)


แถวนี้แหละ Ttukseom

ความเก๋ของ Ttukseom คือมันเปิด 24 ชั่วโมง แต่แน่นอนว่าเราคงไม่อินดี้ขนาดมาขี่จักรยานตอนตีสาม เราเลยมาถึงที่ Ttukseom ประมาณสองทุ่ม แต่ก่อนจะเข้าไปในสวน เราก็หิวขึ้นมา เดินผ่านร้านอาหารข้างทางพอดี เหมือนแผงส้มตำบ้านเรานั่นแหละ แต่จะมีที่นั่งหน้าร้านแค่สองสามที่ คนขายดูเป็นคุณป้าใจดี พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย จึงเราสื่อสารด้วยการชี้ล้วนๆ เราเหลือบเห็นแป้งขาวๆ น้ำซอสสีแดงๆ ก็จำได้ว่ามันคือ ต๊อกโบกี ที่พวกคู่รักในรายการ We Got Married ชอบกินเวลาสวีทกัน ว่าแล้วเลยลองซะหน่อย


นี่แหละ ต๊อกโบกี

จิ้มกินเข้าไปปุ๊บ...อืมมม เอิ่มมม คือมันก็โอเคนะ แต่มันจะอร่อยแค่สามชิ้นแรกง่ะ เพราะแป้งมันเลี่ยนมาก แต่ป้าแม่งเสือกให้กูซะเยอะเชียว จะกินเหลือก็เกรงใจ ไม่อยากทำร้ายจิตใจป้า ก็พยายามนั่งแดกเข้าไป แต่ไม่ไหวแหล่ว กินแค่หกเจ็ดชิ้นก็เลี่ยนแล้ว เลยว่าจะขอห่อกลับบ้าน แต่กูจะพูดกับป้ายังไงให้เข้าใจวะ! ว่าแล้วเลยชี้ไปที่ต๊อบโบกี ทำมือเหมือนหิ้วถุงกลับบ้าน ป้าแม่งเข้าใจด้วย จัดการห่อให้กูทันที (อ้อ ที่นี่ถุงใส่อาหารเค้าจะใช้ถุงดำนะ เหมือนถุงขยะบ้านเราน่ะ)

ระหว่างที่นั่งอยู่ในร้านป้าเนี่ย แกดูรายการ Immortal Song (เป็นรายการให้พวกไอดอลเสียงดีมาร้องเพลงเก่าๆ อมตะ) เราก็เลยนั่งดูไปกับป้าเสียเลย แล้วในร้านจะมีลุงคนนึงนั่งอยู่ คงเป็นแนวลูกค้าประจำ หน้าแดงเชียวกำลังเมาได้ที่ ตอนแรกแอบกลัวลุงคนนี้หน่อย แต่สักพักลุงก็ชวนกินสตรอเบอร์รี่ (พูดเกาหลีล้วน) สรุปว่าเป็นลุงกับป้าที่น่ารักมาก ประทับใจ รู้สึกว่าพอมาแถว Ttukseom เนี่ย มันเหมือนออกมาจากตัวเมืองเยอะ แถวนี้มันจะไม่แสงสีมาก ดู local กว่าที่อื่นที่ไปมา แต่คนแถวนี้จะบ้านๆ ดูเฟรนด์ลี่ดี

เดินมาทางสวนสาธารณะ ก็เจอร้านเช่าจักรยานอยู่หน้าสวนเลย คุณพี่ผู้ชายคนนึงยืนเฝ้าอยู่ เหมือนเดิมเลยค่ะ หน้าตาดี แต่พูดอังกฤษไม่ได้ แล้วพี่คนนี้หนักข้อมาก คือสื่อสารกันไม่รู้เรื่องเลยยยยยยยย ใช้เวลาอยู่ห้านาทีก็ยังไม่คืบหน้า บอกว่าจะเอาจักรยานสองคัน แกก็ดันเข้าใจว่าจะเอาจักรยานสองตอน ถามราคา ถามเวลา อะไร แกก็ตอบไม่ได้ แกเลยพาเข้าไปในร้าน ไปหาคุณลุงเจ้าของร้าน คุณลุงก็พูดอังกฤษไม่ได้เหมือนกัน แต่สื่อสารง่ายขึ้นนิดนึง สรุปว่าจักรยานเนี่ยเช่าได้หนึ่งชั่วโมง แล้วก็ต้องวาง ID อะไรก็ได้ไว้ที่ร้านด้วย ...กว่ากูจะได้จักรยานมาคันนึง เผลอๆ แม่งยากกว่าตั๋วคอนเสิร์ต Bigbang

ความชิบหายยังไม่หมดง่ายๆ คุณพี่คงเห็นว่าเราเป็นผู้ชาย แกเลยให้จักรยานไฮโซ เปลี่ยนได้ 21 เกียร์ ส่วนไอ้หญิงได้จักรยานแม่บ้าน 5555 ตอนแรกขี่ไม่ค่อยคล่องเท่าไร เพราะเราขี่จักรยานไม่แข็งมาก และขี่ครั้งสุดท้ายแม่งคือตอนปีสองสมัยเรียนที่ธรรมศาสตร์รังสิตนู่นนนนน แถมไอ้จักรยานมีเกียร์อะไรเนี่ย กูใช้ไม่เป็นเฟร้ยยย (เซาะกราวอีกแล้วกู) แล้วดันเผลอไปปรับเกียร์อะไรไม่รู้ ล้อแม่งฟรีเชียว แล้วเสือกต้องขี่ขึ้นเนิน กูจะตายเอา


จักรยานไฮโซที่เค้าให้มา


ขี่จักรยานยามค่ำคืนท้าลมหนาว กิจกรรมที่มนุษย์ปกติคงไม่ทำ

แล้วจักรยานกูดันไม่มีตะกร้าใส่ของข้างหน้า เมื่อกี้ก็ไม่ได้ฝากของไว้ในล็อคเกอร์ที่ร้าน ขี่มาไกลแล้วด้วย กลับไม่ได้ไปไม่ถึง เอากระเป๋าไปห้อยไว้ที่แฮนด์ ปรากฏว่ากระเป๋าไปติดในซี่ล้อหน้าอีก ชีวิตกูทำไมมันลำบากเยี่ยงนี้! หญิงเลยเสนอไอเดียบรรเจิดว่า ให้เอากระเป๋าใส่ไว้ในเสื้อหนาว แล้วรูปซิปปิดไว้ เออเว้ย แม่งใส่ได้จริงๆ ว่ะ แต่แบบในกระเป๋ากูมีต๊อกโบกีร้อนๆ อยู่ไง แม่งเหมือนมีถุงร้อนอยู่ที่ท้องเลย แต่อีกใจก็กลัวถุงต๊อกโบกีแม่งจะระเบิดเละเทะ ชีวิตกูยังลำบากต่อไป T_T

สวน Ttukseom ตอนสองทุ่มเงียบมาก เจอคนขี่จักรยานน้อยมาก อาจเพราะเป็นช่วงหน้าหนาว มีลุงๆ ป้าๆ มาเดินออกกำลังกายประปราย ว่าแล้วมันก็เปลี่ยววังเวง แอบน่ากลัวเหมือนกัน ขี่ไปๆ มาๆ ก็วนครอบรอบสวน กลับไปยังที่เดิม เลยขอเอากระเป๋าไปฝากล็อคเกอร์ที่ร้านหน่อยเถอะ ชีวิตจะได้ดีขึ้น พอกลับไปที่ร้าน ลุงก็นึกว่าจะคืนจักรยาน จะรีบเก็บจักรยานกูเชียว เราก็บอก มะช่ายยยย หนูจะเอาของมาใส่ล็อคเกอร์ค่ะ แต่ลุงก็ใจดีนะ เราทำไม่เป็น ลุงก็มาช่วยอธิบาย มาช่วยใส่ของให้

พอกลับมาที่สวนเรากับหญิงเลยแลกจักรยานกัน สรุปว่าจักรยานแม่บ้านนี่แหละเหมาะกับกูที่สุดแล้ว ขี่คล่องขึ้นเยอะ 555 แล้วระหว่างที่จอดจักรยานเพื่อถ่ายรูป ก็มีแฟนคู่หนึ่งมาสะกิดถาม ~!@#$%^&* อะไรกับกูไม่รู้เป็นภาษาเกาหลี (เดาว่าเค้าคงถามว่าประตูทางออกอยู่ไหน) พอบอกว่า Sorry, I can’t speak Korean เจ๊ผู้หญิงก็ทำหน้าตกใจ สรุปว่าตอนนี้กูกลายเป็นคนเกาหลีไปแล้ว เจอถามทางทุกวัน


จักรยานแม่บ้านที่ดิชั้นคู่ควร

ประมาณสามทุ่มถึงเวลาต้องคืนจักรยาน พอไปที่ร้านทั้งลุงกับพี่หน้าตาดีคนนั้นก็หายกันไปหมดเลย เหลือแต่คุณป้าเมียเจ้าของร้าน ป้ากำลังทำกับข้าวอยู่ คุณป้าน่ารักมาก ยิ้มแย้มแจ่มใส แล้วก็โค้งคัมซามิดาให้เราประมาณ 15 รอบ ที่คิดว่าคนแถวนี้เฟรนด์ลี่ คงไม่ได้คิดไปเอง

ไหนๆ มาถึงแถว Ttukseom แล้ว ก็ขอลองกินข้าวที่นี่แล้วกัน เจอร้านนึงเป็นร้านตามสั่งทั่วไป ราคาเป็นมิตรกับกระเป๋า จริงๆ ร้านนี้เหมือนระบบการสั่งจะให้เราติ๊กๆ ในใบเมนู แต่พวกกูอ่านไม่ออกค่ะ เลยชี้ๆ รูปที่อยู่ในร้านแทน ป้าก็พูดทวนชื่อเมนูเป็นภาษาเกาหลี แต่แบบกูจะรู้มั้ยคะว่าไอ้ที่สั่งมันเรียกว่าอะไร ก็เลยอื้อๆ ไป ถึงป้าทำมาให้ผิดหนูก็ไม่รู้หรอกค่า


มื้อเย็นวันนี้


ร้านนี้ตามผนังจะมีคนเขียนข้อความเต็มไปหมด อันที่ถูกใจมากคืออันนี้ “โยซบ เลิฟๆ ดูจุน” (ทั้งสองหนุ่มเป็นสมาชิกวง Beast จ้ะ) ไม่อาจหนีรอดการจิ้นวาย แม้แต่ในร้านอาหารตามสั่ง


นี่แหละ โยซบ กับ ดูจุน ก็มึงโปรโมตแบบนี้ คนเค้าจะไม่จิ้นวายกันได้ไง 555


นี่คือที่สั่งมา เรียกว่าอะไรไม่รู้ อร่อย แต่เผ็ดเอาการเหมือนกัน (เรากินเผ็ดไม่เก่ง)

ตอนนั่งรถไฟขากลับมีเหตุชวนงงอีกครั้ง อยู่ดีๆ รถจอดนิ่งที่สถานีชื่อ Seongsu แล้วคนก็พากันลงรถหมดแล้ว อีพนักงานก็ดันประกาศเป็นภาษาเกาหลี กูเหวอสิ เกิดอะไรขึ้นวะ ใครก่อวินาศกรรมอะไรหรือเปล่า แต่นั่นแหละ เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้อง หลิว มนัสวี กูเลยลงตามเค้าด้วย สรุปว่ามันเหมือนเป็นสถานีที่ต้องเปลี่ยนรถหรืออะไรสักอย่าง มารออีกฝั่งนึง สักพักรถมา กลับโรงแรมอย่างปลอดภัย

แต่หารู้ไม่ว่าในวันรุ่งขึ้น สถานี Seongsu นี่แหละ ที่จะนำความชิบหายใหญ่หลวงมาสู่พวกู

ความชิบหายอันไม่คาดฝันนั้นคืออะไร

โปรดติดตามตอนต่อไป...




Create Date : 14 มีนาคม 2555
Last Update : 14 มีนาคม 2555 2:09:08 น. 7 comments
Counter : 4227 Pageviews.

 
อ่านแล้วมันแอนด์ฮามากค่ะ
เดี๋ยวจะย้อนไปอ่านตอนแรกๆ ด้วย

ป.ล. เป็นแฟน JYJ แต่ก็แอบกิ๊กน้องซึงรีค่า ^^


โดย: Onion Admirer IP: 58.137.1.154 วันที่: 14 มีนาคม 2555 เวลา:9:40:40 น.  

 
JYJ เราก็ชอบเหมือนกันจ้ะ ไปที่นู่นเจอ ป้ายโฆษณาของ จุนซู กับ ยูชอน ถ่ายมาด้วย แต่ไม่ได้ลง 5555


โดย: merveillesxx วันที่: 14 มีนาคม 2555 เวลา:12:13:08 น.  

 
สนุกดีค่ะ อ่านแล้วขำ ขอแอบเข้ามาอ่านคงไม่ว่านะ


โดย: suriya IP: 61.91.77.182 วันที่: 15 มีนาคม 2555 เวลา:11:33:01 น.  

 
@suriya

ยินดีครับ


โดย: merveillesxx วันที่: 15 มีนาคม 2555 เวลา:13:18:10 น.  

 
ฮาอีกแระ ชอบๆ


โดย: travelsaint วันที่: 17 มีนาคม 2555 เวลา:22:08:04 น.  

 
**LMFAO** mak mak leoy ka' :) I'm your biggest fan now na ka :)


โดย: nat IP: 85.180.151.49 วันที่: 24 เมษายน 2555 เวลา:1:47:03 น.  

 
@nat

ขอบคุณมากครับ ตอนนี้อัพทริปเบอร์ลินแล้ว แต่อาจจะไม่ฮาเท่าเกาหลี เพราะไปแบบมีสาระนิดนึง 555


โดย: merveillesxx วันที่: 24 เมษายน 2555 เวลา:2:52:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.