http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
เมษายน 2549
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
15 เมษายน 2549
 
All Blogs
 
In the memory of RED (1993-2006)

โดย merveillesxx

เช้ามืดของวันที่ 14 เมษายน เวลาประมาณตีห้ากว่าๆ ขณะผมกำลังนอนเอกเขนกนั่งดูมิวสิกวิดีโอเพลง Daybreak ของ Ayumi Hamasaki แม่ก็เปิดประตูเข้ามาบอกว่า “สงสัย Red จะตายแล้ว”

แม่เดินลงไปโดยเปิดประตูห้องผมทิ้งไว้ คงกะจะให้ผมตามลงไป ผมนั่งนิ่งๆ ดูภาพที่เคลื่อนไหวตรงหน้าอยู่สักพักแล้วจึงตามลงไป

เมื่อเดินลงมา ผมเห็น Red นอนแข็งทื่ออยู่บนพื้น ตาของมันยังคงเปิดค้างอยู่ แม่พยายามจะปิดตาให้มัน แต่ไม่เป็นผล ผมจ้องมันอยู่สักพัก ไม่ได้พูดอะไรสักคำ แล้วก็เดินขึ้นบ้าน

ในห้องของตัวเอง ผมนอนลงบนโซฟา แล้วกดเล่นมิวสิกวิดีโอเพลง Daybreak ของ Ayumi Hamasaki อีกครั้ง จากนั้นก็ปิดไฟเข้านอน

ท่ามกลางความมืดของคืนก่อนผสมกับแสงของเช้าวันใหม่...ผมร้องไห้ แล้วก็หลับไปในที่สุด

………………………………………………..

เราสามคนพ่อแม่ลูกย้ายมาอยู่บ้านแถวลาดพร้าว ช่วงเดือนธันวาคม ปี 2535 บ้านหลังใหม่เป็นทาวน์เฮ้าส์เล็กๆ แต่ก็มีพื้นที่มากกว่าบ้านตึกแถวหลังก่อน บ้านใหม่ทำให้เรามีสวนเล็กๆ หน้าบ้าน ส่วนผมก็มีห้องของตัวเอง (นั่นก็คือผมนอนแยกห้องคนเดียวตั้งแต่ ป.2 ซึ่งต่างจากเพื่อนๆ คนอื่นพอสมควร)

ช่วงต้นปี 2536 พ่อบอกว่าบ้านหลังใหม่กว้างพอจะเลี้ยงหมาได้ ว่าแล้ววันหนึ่งพ่อก็ซื้อหมาพันธุ์พูเดิ้ลทอย (จะมีขนาดเล็กกว่าพูเดิ้ลธรรมดา) ตัวเมีย อายุ 2 เดือน มาจากสวนจตุจักร

เรื่องฮาก็คือ พ่อซื้อมันมาในราคาที่ถูกมาก เพราะมันมีตำหนิคือเป็นขี้เรื้อน (แต่ก็แค่นิดเดียวนะ ไม่ได้เป็นทั้งตัว) แต่แล้วคนสามารถอย่างพ่อก็ทำให้มันกลับมามีขนสวยนิ้งจนได้ (จริงๆ แล้วพ่อทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ ตั้งแต่ตัดขนหมา, ซ่อมปั๊มน้ำ, แกะสลักปูนขาว ไปจนถึงทำโจทย์เอนทรานซ์วิชาฟิสิกส์)

พ่อตั้งชื่อหมาตัวนั้นว่า “Red” เพราะมันมีขนสีน้ำตาลแดง (และภายหลังหมาในบ้านทุกตัวจึงมีชื่อขึ้นต้นด้วยตัว R ทั้งหมด) แต่ช่วงหลังมาสีขนของ Red ก็จางลงไปมาก นึกถึงแก้วชานมที่น้ำแข็งละลายหมดแล้ว…นั่นแหละสีขนของ Red

ด้วยความที่ไม่เคยเลี้ยงหมา ช่วงแรกๆ ผมกลัว Red มาก ถึงขนาดเวลากินข้าวก็ต้องเอาขาขึ้นมาบนเก้าอี้ ถ้า Red เดินเพ่นพ่านอยู่แถวนั้น หรือถ้าเดินลงจากห้องไปแล้วเห็นมันดักรออยู่ที่บันได ก็จะหนีขึ้นกลับมาตั้งหลักทันที …คิดไปแล้วก็ตลกดีที่ดันไปกลัวหมาตัวนิดเดียวแบบนั้น

ผ่านไปเดือนนึง ผมก็หายกลัว Red แล้ว ทีนี้ก็ซี้กันเลย จำได้ว่าผมชอบเล่น “ฝึกวิทยายุทธ” กับ Red อยู่บ่อยๆ ก็ตามประสาเด็กประถมทั่วไปนั่นแหละ จนบางทีก็ทำไอ้ Red เจ็บตัวอยู่บ่อยๆ (แต่ก็ไม่ถึงขั้นขาหักหรือเลือดออกหรอกนะ) ย้อนคิดไปแล้วก็รู้สึกผิดเหมือนกัน

Red ยังเป็นหมาที่มีประโยชน์เชิงวิชาการด้วย ตอน ป.5 ผมก็ทำรายงานเรื่อง “พฤติกรรมสุนัข” จนอาจารย์วิทยาศาสตร์ยังเอาไปชมหน้าชั้น (รู้สึกว่าเก็บรายงานฉบับนั้นไว้ด้วย แต่ไม่รู้อยู่ไหน) ส่วน ม.2 ก็เอาไปเขียนเรียงความภาษาอังกฤษเรื่อง “My Lovely Dog” …ยังจำได้เลยว่าพอเขียนไปว่า “her name is Red” อาจารย์ดันเขียนกลับด้วยปากกาแดงมาว่า “Is her name RED or DANG?” …เฮ้อ มิน่าล่ะระบบการศึกษาไทยมันถึงเต่าถุยอยู่แค่นี้

นอกจากนั้น Red ยังเป็นมุกหากินประจำของผมเวลามีสอบพูดหน้าชั้นในวิชาภาษาไทย ไม่ว่าจะ ม.1 ม.2 หรือ ม.3 ผมก็พูดเรื่อง “สุนัขของฉัน” ยันเต จนเพื่อนบางคนก็อยู่ห้องเดียวกันบ่อยๆ ยังแซวเลยว่า “ไอ้ต่อ มึงพูดเรื่องนี้อีกแล้วนะ หากินของเก่านี่หว่า”


จริงๆ แล้ว Red เป็นหมาที่ไม่ค่อยน่ารักเท่าไรหรอก ในบรรดาหมาทั้งหมดมันเป็นตัวที่เห่าเก่งที่สุดในบ้าน แล้วก็ชอบเป็นตัว “เห่านำ” ด้วย มันสามารถเห่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็น พ่อขับรถเข้าบ้าน, ข้างบ้านกดออด, เสียงแม่ผัดผักบุ้ง กระทั่งผมตบยุงมันยังเห่าเลย…เอากับมันสิ

นอกจากนั้นมันยังมีนิสัยประหลาดๆ คือ “หวงพัดลม” …เมื่อใครก็ตามที่คิดจะกดเปิดพัดลมตั้งพื้นที่ข้างๆ โต๊ะกินข้าว มันจะเข้าไปแง่งๆๆ ใส่ทันที จนตอนหลังทุกคนในบ้านต้องแอบกดพัดลมตอนที่มันเผลอ (บ้านนี้คนต้องยอมหมา)

Red มีลูกสองตัวชื่อ Rich กับ Rose (มาจากการ “คลุมถุงชน” กับพ่อพันธุ์ชั้นดีจากฟาร์มเชียวนะ) แต่ผมไม่ค่อยได้เล่นกับ Rich กับ Rose เท่าไร เพราะช่วงมัธยมกลับมาจากโรงเรียนก็สุดจะเหนื่อย (โดยเฉพาะตอน ม.ปลายที่ เรียนพิเศษทุกวัน) อยากขึ้นห้องไปตากแอร์โดยไว พอพวกหมาๆ เข้ามาดุ๊กดิ๊กๆ ผมก็จะหงุดหงิดแล้วตวาดใส่มันว่า “โอ๊ย! ไปไกลๆ ไม่ต้องมายุ่ง”

ก็นั่นแหละ Rich กับ Rose มันก็เลยไม่ค่อยกล้ายุ่งกับผมเท่าไร หนีไปหาแม่ผมแทน จะมีก็แต่ Red เนี่ยแหละที่เข้ามาหาผมบ้าง คงเพราะเล่นกับมันตั้งแต่เด็กๆ ล่ะมั้ง

ช่วงปี 3 ที่ย้ายกลับมาเรียนท่าพระจันทร์ ผมกลับมาอยู่บ้าน (ตอนปี 1-2 เรียนที่ มธ.รังสิต ผมอยู่หอ) ก็เลยมีเวลาเล่นกับหมาๆ มากขึ้น โดยเฉพาะ Red เพราะสองปีหลังมานี้มันชอบไปนอนอยู่ตรงบันได ดังนั้นเวลาจะเดินขึ้นเดินลงก็จะได้แวะเล่นกับมันอยู่บ่อยๆ จนช่วงหลังมานี้แม่ยังบอกเลยว่า Red ติดผมมากกว่าใครๆ ในบ้าน


ถึง Red จะแก่ที่สุดในบ้าน แต่มันก็ดูแข็งแรงที่สุด (มาจากการฝึกวิทยายุทธกับผมสมัยประถมแน่ๆ) มันยังเห่าเสียงดัง วิ่งเล่นไปมา กระโดดขึ้นลงได้เหมือนสมัยก่อน จนบางทีผมก็เปลี่ยนชื่อมันจาก “เร้ด” เป็น “แร่ด”

ผมกับแม่คิดว่ามันคงเป็นหมาตัวสุดท้ายที่ตาย เพราะ Red มีอาการแก่ตัวแค่เรื่องที่ตามันเป็นต้อขุ่นๆ ในขณะที่ Rich ฟันหลุดหมดปากแล้ว ส่วน Rose ตอนนี้ก็ขาเป๋อยู่ข้างนึง (มาจากตอนที่สมัยสาวๆ มันชอบกระโดดลงมาจากที่สูงๆ)

Red เริ่มอาการไม่ดีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มันเริ่มนอนนิ่งๆ ไม่ดุ๊กดิ๊กๆ เหมือนอย่างเคย แล้วก็มีเสียงหายใจดังครืดๆ คราดๆ …พอวันอังคารแม่ก็เอาไปตรวจที่คลินิก หมอก็บอกว่าเป็น หลอดลมอักเสบ + ปอดอักเสบ โดยเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะมันแก่มากแล้ว (Red อายุประมาณ 13 ปี เทียบกับคนก็ประมาณ 72 ปี)

ผมกับแม่ก็พูดเปรยๆ เตรียมใจกันไว้ว่ามันคงจะไปแล้ว ผมคิดไว้ว่าตัวเองจะไม่เสียใจอะไรมากมาย จะไม่ร้องไห้ เพราะก่อนหน้านี้ ก็มีหมาตัวนึงคือไอ้ Rock (เป็นหมาใหญ่พันธุ์อัลเซเชี่ยน เอาไว้เฝ้าบ้าน) แก่ตายไปแล้วตัวนึงเมื่อสองปีก่อน (หลังจากนั้นก็ซื้อพันธุ์บางแก้วมาเลี้ยงตั้งชื่อว่า Rocky) คราวนั้นผมก็ใจหายนิดหน่อย ไม่ได้เสียใจอะไรมากมาย คงเพราะแทบไม่เคยเล่นกับ Rock เลย

มีอยู่เรื่องนึงที่ผมติดใจก็คือ เหตุการณ์เมื่อค่ำวันอังคาร ผมลงจากห้องมากินข้าว แล้ว Red ก็ดุ๊กดิ๊กๆ เข้ามาหา แต่มันก็ดูอาการไม่ค่อยดีเท่าไร ผมเล่นกับมันพักนึงแล้วก็หันไปกินข้าวต่อ แต่ Red กลับยืนอยู่ตรงนั้นแล้วก็จ้องผมนานมาก ผมก็ออกจะงงๆ ว่ามาจ้องตูทำไมหว่า จ้องอยู่สักพักมันก็เดินกลับไปนอนต่อ

แล้วหลังจากนั้นมันก็ไม่เคยเดินเข้ามาหาผมอีกเลย จนกระทั่งมันตาย…

ผมมาคิดได้ตอนหลังว่าเคยอ่านเจอในหนังสือว่าเวลาหมารู้ตัวว่ากำลังจะตาย มันรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายมาเล่นกับเจ้านายเพื่อเป็นการขอบคุณ หลังจากนั้นมันจะ “ปลีกวิเวก” ไปนอนนิ่งๆ ห่างไกลจากผู้คน แล้วก็ตายอย่างสงบ

บางทีสิ่งที่ Red ทำในวันนั้น อาจจะเป็นอย่างที่หนังสือเค้าว่าไว้ก็ได้


ตอนที่เข้านอนผมคิดถึงเรื่องนี้ ก็เลยทำให้ผิดสัญญากับตัวเอง ผมว่าจะไม่ร้องไห้ แต่สุดท้ายก็ร้องจนได้ แต่ผมรู้สึกว่าการร้องไห้ในครั้งนี้มันแตกต่างจากครั้งอื่นๆ มันอาจจะเกิดจาก “การสูญเสีย” เหมือนกับเวลาถูกผู้หญิงทิ้ง แต่นั่นจะเป็นการร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนมนุษย์ที่ไม่เคยหลาบจำ แต่สำหรับ Red ผมจะร้องไห้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น น้ำตาในครั้งนี้จะมีความหมายถึง “การจากลากันด้วยดี” เหมือนกับที่ Red มายืนจ้องผมวันนั้น

สิ่งที่หลงเหลืออยู่ตอนนี้คงเป็นความรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างที่ “หายไป” มากกว่า …Red อยู่กับผมมานานถึง 13 ปี มันเป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานเป็นอันดับต้นๆ ของชีวิต มันอยู่กับผมมาตั้งแต่ ป.3 จนถึง ปี 3 ความคิดหรือวิธีการมองโลกของผมเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่ Red ไม่เคยเปลี่ยน มันยังคงวิ่งเข้ามาหาผมทุกครั้งเมื่อผมเดินเข้าบ้าน

ผมตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะบันทึกความทรงจำที่ผมมีต่อ Red เอาไว้ ระยะหลังมานี้ผมรู้สึกว่าความทรงจำของตัวเองเลือนไปอย่างน่าใจหาย (อาจจะเหมือนสีขนของ Red) มันเป็นเรื่องน่ากลัวที่จะลืมความทรงจำที่บริสุทธิ์และไม่มีส่วนใดเลยที่ทำร้ายเราเลย …เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นชอบเก็บไว้แต่เรื่องราวที่ทิ่มแทงหัวใจตัวเอง

ตอนนี้ร่างของ Red ถูกฝังอยู่ในสวนของบ้านถัดไปสองหลัง (เรามีทาวน์เฮ้าส์เหลืออีกสองหลัง ขายไม่ออกเพราะเจอพิษฟองสบู่แตก) ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้จากไปไหนไกลนัก …จะว่าไปแล้วมันก็บังเอิญดีที่ผมรู้ว่า Red ตายตอนที่กำลังดูมิวสิกวิดีโอเพลง Daybreak ของ Ayumi Hamasaki เพราะท่อนฮุคของเพลงนี้ร้องว่า…

“No matter how far apart we are, we're still under the same sky”



Create Date : 15 เมษายน 2549
Last Update : 15 เมษายน 2549 1:16:37 น. 30 comments
Counter : 829 Pageviews.

 
ในชีวิตผมก็เลี้ยงหมามาหลายตัวครับ

ครั้งแรกที่ร้องไห้เพราะหมาก็ตอนเรียน ป.6 หมาตัวนั้นของผมตาย เพราะโดนรถยนตร์ของพ่อทับ

และเมื่อ สามปีก่อน หมาตัวที่ผมรักมากที่สุดตัวหนึ่งพึ่งตายไป แต่มันตายตอนที่ผมไม่อยู่บ้าน ผมรู้ข่าวเพราะแม่โทรมาบอก ... คราวนี้ไม่ร้องไห้ แต่ก็ใจหาย เพราะเลี้ยงมันมาตั้งแต่มันเป็นลูกหมาตัวเล็กๆ แม้ว่าผมจะห่างบ้านไปนานแค่ไหน ถ้าผมกลับไป มันจะวิ่งเข้ามาหา ยืนสองขา เอาขาหน้าเกาะขาผมไว้แน่น ...

เมื่อต้องรับรู้ว่ามันจากไป ผมมีอิจฉามันเหมือนกัน ถ้าผมมีวงจรชีวิตสั้นๆ เหมือนหมาก็คงดี ...



โดย: King Of Pain วันที่: 15 เมษายน 2549 เวลา:1:39:17 น.  

 
สมัยเด็กๆ ก็มีหมาแก่ตายคาบ้านเหมือนกัน
จำได้ว่าร้องไห้กันทั้งบ้าน
เพราะมันเป็นหมาตัวแรก ของบ้าน
และอยู่นานที่สุด

ตอนนี้อยู่คอนโดฯ
ไม่ควรเลี้ยงหมา

คิดไปคิดมาดีเหมือนกัน
ความเจ็บปวดจากการพลัดพราก
มันเศร้าน่ะ


โดย: grappa วันที่: 15 เมษายน 2549 เวลา:7:22:32 น.  

 
เข้มแข็งไว้น้องรัก



โดย: Netje IP: 58.8.135.218 วันที่: 15 เมษายน 2549 เวลา:14:34:15 น.  

 

ข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับวงการเพลง




1. Utada Hikaru กับอัลบั้มใหม่

Utada จะออกอัลบั้ม (ภาษาญี่ปุ่น) ชุดที่ 4 ที่ใช้ชื่อว่า ULTRA BLUE ในวันที่ 14 มิ.ย. นี้

นอกจากนั้นเธอจะยังทัวร์คอนเสิร์ตทั่วญี่ปุ่นในรอบ 6 ปี ในชื่อ UTADA UNITED 2006 (ยังให้มาเมืองไทยจัง)

http://www.toshiba-emi.co.jp/hikki

http://www.hikki06tour.jp





2. Madonna กับเวิลด์ทัวร์ครั้งใหม่

เจ๊แม่-มาดอนน่าวัยเฉียด 50 เข้าไปทุกที แต่ก็ยังขอสู้ตายเปิดทัวร์คอนเสิร์ตครั้งใหม่ในชื่อ Confessions Tour ได้ข่าวมาว่าตั๋วขายเกลี้ยงในเวลา 10 นาทีเกือบทุกรอบ ...งานนี้เมืองไทยคงอดตามเคย

“I'm going to turn the world into one big dance floor” -- says Madonna about her upcoming world tour

http://www.madonna.com/

http://www.confessionstour.com





3. PET SHOP BOYS is back !!!

PSB จะออกซิงเกิ้ลใหม่ "I'm With Stupid" แล้วในวันที่ 8 พ.ค. นี้

ส่วนอัลบั้มใหม่จะอกวันที่ 22 พ.ค. ใช้ชื่อว่า Fundamental

Tracklist:

Psychological
The Sodom and Gomorrah Show
I made my excuses and left
Minimal
Numb
God willing
Luna Park
I'm with Stupid
Casanova in Hell
Twentieth Century
Indefinite leave to remain
Integral


นอกจากนั้นอัลบั้มชุดนี้ยังมีแบบ special edition ที่จะแถมแผ่น Fundamentalism อันเป็นแผ่นรวมเพลงมิกซ์แดนซ์บ้านแตก 8 เพลงดังนี้

1. Fugitive (Richard X extended mix)
2. Sodom (Trentem๘ller remix)
3. Psychological (Alter Ego remix)
4. Flamboyant (Michael Mayer remix)
5. I'm with Stupid (Melnyk mix)
6. In private (Stuart Crichton club mix)
7. Minimal (Lobe remix)
8. Gomorrah (Dettinger remix)


ส่วนจะกลับมาเล่นคอนเสิร์ตที่บ้านเราอีกครั้งหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

http://www.petshopboys.co.uk





4. Yeah Yeah Yeahs ชุดสอง แผ่นไทยออกแล้ว

Yeah Yeah Yeahs วงการาจ-พังค์-ร็อคจิตแตก ออกอัลบั้มชุดสองแล้ว ใช้ชื่อแรงๆ ว่า Show Your Bones ...แผ่นไทยออกแล้วเรียบร้อย หามาฟังด่วน

http://www.yeahyeahyeahs.com


โดย: merveillesxx IP: 210.246.165.20 วันที่: 15 เมษายน 2549 เวลา:17:56:23 น.  

 

บทเรียนในวันนี้ : ความซวยของมนุษย์นั้นหามีสิ้นสุดไม่

1. หมาตาย

2. ทีวีระเบิด : นั่งดู Big Brothers อยู่ดีๆ ทีวีก็ดับ "ฟุ่บ" ไปเลย แล้วก็มีเสียงวี้ๆๆๆๆๆๆ ดังออกมา ก็เลยรีบปิดเพราะกลัวมันจะระเบิด (ทีวีเครื่องนี้ก็แก่พอๆ กับหมาตัวนั้น คงถึงแก่กาลแล้วเช่นกัน)

ทีนี้ก็เดือดร้อนอย่างใหญ่หลวงเพราะอยากดูละครญี่ปุ่นเรื่อง Pride มากๆ สรุปแล้วก็ต้องไปขุดทีวีเก่าๆ เครื่องหนึ่งมาใช้ เป็นระบบ MANUAL เวลาจะเปลี่ยนช่องต้องเดินไปกดปุ่ม ใช้เวลาจูนหาช่อง ITV อยู่เกือบ 10 นาที สุดท้ายก็หาเจอจนได้

แต่ยัง...ยังไม่จบแค่นั้น

3. ขณะนั่งดูละครอยู่นั่นเอง...หยิบมือถือขึ้นมาดู อ้าว เฮ้ย หน้าจอขาวจ๋องซะงั้น

ทำใจเย็น ปิดมือถือ แล้วเปิดใหม่ ปรากฏคราวนี้เฮี้ยนกว่าเดิม กลายเป็นเส้นเละๆๆๆ ไปหมดเลย

ปิดแล้วเปิดใหม่อีกที คราวนี้หน้าจอมาแล้ว แต่มันเลื่อนๆๆๆ ซ้ายๆๆๆ ขวาๆๆๆ ตลอดเลย (ยังกะหนังเรื่อง One Missed Call)

สรุปต้องส่งซ่อมโลด (โชคดียังไม่หมดประกัน)

เฮ้อ จะมีอะไรตามมาอีกมั้ยเนี่ย


โดย: merveillesxx วันที่: 16 เมษายน 2549 เวลา:1:39:43 น.  

 

พูดไม่ทันขาดคำ....เรื่องซวยๆ ก็มาอีกแล้ว

1. แอร์ห้องแม่เสีย ส่วนแอร์ห้องตัวเองก็มีเสียงดัง "แก่กๆๆๆๆ" (คาดว่ามาจากการเปิดแอร์ติดกัน 4 วันรวดในช่วงสงกรานต์)

ก็เลยนัดช่างมาซ่อม เสาร์ที่ 22 ...อ้าว แบบนี้ก็อดไปดูเทศกาลหนังออสเตรเลียอ่ะดิ



2. เปิดคอมปุ๊บ...ปรากฏลำโพงคอมส่งเสียงดังกัมปนาท ทั้งๆที่ไม่ได้เปิด switch ลำโพง??? โอ๊ย ตายแล้ว นี่มันอะไรกันเนี่ยยยย



3. อกหักสองเด้งกับข่าวนี้...




Kou Shibasaki & Satoshi Tsumabuki



เพิ่งรู้ข่าวว่าตอนนี้ Kou Shibasaki (ดาราวสาวที่อิชั้นโปรดที่สุด) ย้ายเข้าไปอยู่บ้านของ Satoshi Tsumabuki (ดาราหนุ่มที่อิชั้นโปรดที่สุด) แล้ว

ย้ายเข้าบ้าน...นนน....น.น.น....นนนน

ไปอยู่ด้วยยย...กัน.น.น.น....นนนนน

กรี๊ดดด อกอีต่อจะแหกกกกกกกก




โอ ความรู้สึกยากจะบรรยาย ประหนึ่งผัวทิ้ง เมียทิ้ง แล้วดันไปเป็นชู้กันเอง (เพ้อเจ้อมากๆ)


ข่าวนี้แดงขึ้นมาได้ก็เพราะนิตยสาร Firday (หนังสือที่เป็นฝันร้ายของดาราญีป่น คล้ายๆกับ Gossip Star บ้านเรา) ถ่ายภาพทั้งคู่ขณะเดินออกมาจากบ้านของฝ่ายชายได้

อย่างไรก็ตาม ข่าวมาบางกระแสบอกว่าทั้งคู่แค่ไปกินข้าวด้วยเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ Kou shibasaki เป็นแฟนกับ Issa วง Da Pump (ที่ตอนนี้ดับไปแล้วเรียบร้อย)

ส่วน Satoshi Tsumabuki เป็นแฟนกับ Yuka (ไอดอลสุดอึ๋ม) โดยทั้งคู่เคยถูกถ่ายภาพขณะไปซื้อของด้วยกันที่ซูเปอร์มาร์เก็ต และแหล่งข่าวบอกว่าทั้งคู่อยู่ด้วยกัน

(ให้ตายสิบ้านเจ้า Satoshi นี่มันมีอะไรดีนักหนา สาวๆ ถึงชอบไปอยู่กันจัง ขอลองไปอยู่บ้างได้มะ)

สุดจะงงว่าทั้งสองไปเลิกกับแฟนเก่าตั้งแต่เมื่อไร ?????


Satoshi กับ Kou เคยประกบคู่กันในละครเรื่อง Orange Days เมื่อปี 2004 ตอนนั้นก็มีข่าวกุ๊กกิ๊กเหมือนกัน ...คาดว่าถ่านไฟคุได้อีกครั้งเพราะตอนนี้ทั้งสองกำลังถ่ายหนังเรื่อง Dodoro ด้วยกัน





ภาพจากนิตยสาร Friday (อาจจะเล็กไปหน่อย)

ที่มา : http://www.bitway.ne.jp/kodansha/friday/scoopengine/article/20060331/ttl0101.html



นสพ.เดลินิวส์ ของบ้านเราก็มีลงเรื่องนี้เหมือนกัน

"ประเดิมข่าวร้อนๆเรื่องรักๆของพระเอกหนุ่ม ซาโตชิ ซึมาบุกิ และนางเอกสาว โค ชิบาซากิ เพราะเมื่อเร็วๆนี้ นิตยสารซุบซิบชื่อดังของญี่ปุ่นได้ติดตามและถ่ายรูปเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มซาโตชิ และโค เพราะเมื่อไม่นานมานี้มีคนเห็นทั้งคู่ออกมาจากร้านอาหารแห่งหนึ่งในโตเกียว ซึ่งทั้งคู่เคยมีข่าวว่ากิ๊กกันระหว่างที่เคยร่วมงานกันจากละคร “ออเร้นจ์ เดย์” ในปี 2004 เมื่อมีคนเห็นโค ออกมาจากบ้านของซาโตชิ และมีคนเห็นทั้งคู่ที่นิวซีแลนด์ ในระหว่างการถ่ายทำหนัง “โดโรโระ” ความจริงจะมีอะไรในกอไผ่หรือไม่นั้นก็ต้องรอดูกันไปก่อน เพราะซาโตชิเองนั้นก็มีข่าวว่าคบอยู่กับนักแสดงสาว ยูโกะ และ โค เองก็มีข่าวว่ากำลังอินเลิฟอยู่กับ อิสซา นักร้องนำวง “ดาพั้ม” นั่นเอง"

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/col/col.asp?columnid=18973


...จบข่าว...

งานนี้ขอเปิดเพลง "เลี้ยงส่ง" ของวง SO COOL ให้ตัวเอง


โดย: merveillesxx IP: 210.246.165.100 วันที่: 16 เมษายน 2549 เวลา:18:20:04 น.  

 

เพลง: เลี้ยงส่ง
ศิลปิน: So Cool
อัลบั้ม: So Hot (2005)
ค่าย: GMM GRAMMY


เธอไปไม่ลาสักคำไม่ทันได้เตรียมใจ
มันกินมันนอนไม่ได้น้ำตาลยังขมปาก
ทำคนรักกันให้เจ็บเกือบตาย
ดั่งเสือที่มันหมดสิ้นลายเจ็บมาจนถึงวันนี้

ถ้าเธอไม่รังเกียจกันพาเขามาด้วยเลย
มาคุยกันแบบเปิดเผยเรื่องเธอกับคนนั้น
มีคำถามเดียวที่อยากจะถาม
ว่าเขาสมควรแค่ไหนกันเข้ามาแย่งเธอจากฉัน

*ที่เก่าเจ้าเดิมให้มาเจอ ขอให้เธออย่าลืมนะ

**เลี้ยงส่งให้ความปวดร้าวความเศร้าทำเอาเจ็บ
เลี้ยงส่งให้เธอกับเขาได้รักกันนานๆ
ขอให้เธอโชคดีพ้นจากคนๆ นี้ที่เธอไม่ต้องการ
เชคบิลที่ฉันซื้อความเสียใจฉันจะจ่ายเอง

ทำไมหน้าเศร้าอย่างนั้นงานเลี้ยงต้องเลิกรา
เรื่องเราไม่ใช่ปัญหาเพราะเธอยังมีเขา
ไม่ควรเศร้าใจถ้าเลือกจะไป
ก็ขอให้เธอได้รักกันให้นานกว่ารักกับฉัน

( * / **)

(Solo)

( ** )

โอ้...โว...โฮ้...โว...โว...


ที่มา : http://www.ethaimusic.com/lyrics3/443.htm


(ชอบมิวสิกวิดีโอเพลงนี้มาก เสียดายไม่ได้มอบตำแหน่ง "เอ็มวีแห่งปี 2005" ให้ ...ยังไม่ได้ดูเอ็มวีเพลง "ซากอ้อย" เลยอ่ะ อยากดูจัง )


โดย: merveillesxx IP: 210.246.165.100 วันที่: 16 เมษายน 2549 เวลา:18:34:13 น.  

 



อยากได้มากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

The Double Life of Veronique (1991) กำกับโดย คริสตอฟ เคียลอฟสกี้ ผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในโลกภาพยนตร์ (เขาคือคนทำหนังสามสี Blue-White-Red หนังที่ชีวิตหนึ่งทุกคนควรจะได้ดู)

หนังเล่าถึง ผู้หญิงสองคน "เวโรนิก" และ "เวโรนิก้า" ที่อาศัยอยู่ในโปแลนด์และฝรั่งเศส ทั้งสองดูเหมือนจะไม่เกี่ยวอะไรกันเลย แต่เมื่อคนหนึ่งตายไป ชีวิตของอีกคนก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล...

นี่คือหนังที่ถ่ายทอด "สีส้ม" ออกมาได้สวยที่สุดในโลก และส่งให้ดาราสาว ไอรีน จาค็อบ คว้ารางวัลนำหญิงไปจากคานส์ (ไอรีน จาค็อบ สวยมากๆ ในหนังเรื่อง Red แต่หลังจากนั้นเธอก็ดับไปเลย)

เคยดูหนังเรื่องนี้ในรูปแบบ VDO ถึงภาพจะมัวๆ แต่ก็ชอบหนังมาก ถ้าได้ดูภาพชัดๆ จาก DVD คงยิ่งชอบ

ดู DVD ออกใหม่ที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=28209


โดย: merveillesxx IP: 210.246.165.86 วันที่: 17 เมษายน 2549 เวลา:4:19:04 น.  

 
ทำไมซวยจังเลยเนี่ย

เรื่องหมาก็เคยตายเพราะถูกงุกัด แต่ว่าตอนนั้นไม่อยู่ แอบเศร้าเล็กๆ src=http://www.bloggang.com/emo/emo11.gif>

ปล. PV Daybreak เนี่ย คือ เล่นง่ายมากๆ เคยรอโหลดเพลงนี้เป็นวันๆ ไฟล์ใหญ่เว่อร์ แต่ยอม เพราะเพลงเพราะ แต่พอมานั่งดู

โดย: OrangeGray IP: 58.9.63.105 วันที่: 17 เมษายน 2549 เวลา:8:27:39 น.  

 
โห มีแต่เรื่องเนาะ
ยังไงก็ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดีนะครับ


โดย: strawberry machine gun วันที่: 17 เมษายน 2549 เวลา:12:21:32 น.  

 
ความคิดหรือวิธีการมองโลกของผมเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่ Red ไม่เคยเปลี่ยน มันยังคงวิ่งเข้ามาหาผมทุกครั้งเมื่อผมเดินเข้าบ้าน


อ่านถึงตรงนี้แล้วน้ำตาไหลพรากกกกก

ทุกครั้งที่หมาหรือแมวที่บ้านตายเราจะเสียน้ำตา แม่กับพ่อก็เช่นกัน เป็นกันทั้งบ้าน แม้บางตัวจะไม่ได้สนิทมากก็ตาม แต่ก็เคยเห็นหน้าเห็นตากันนี่นะ


หนังเรื่อง Red White แล้วก็ Blue เนี่ย (เหมือนชั้นจะเรียงผิดนะนี่) ตอนที่มันออกมา เพื่อนๆ บ้ากันดูมาก แล้วก็ทำให้เฟมขาดแคลนหนังที่จะให้เช่า

ป่านนี้ก็ยังไม่ได้ดู สงสัยต้องหาแหล่งซื้อถึงจะได้ดูกระมัง

หนังของผกก.คนเดียวกันที่ต่อแนะนำน่าสนใจดี

จะหาดูได้จากไหนหละนี่




มีเรื่อง "รู้สึกดี" จะเล่าให้ฟัง

สงกรานต์ที่ผ่านมาเราไปทำงานที่ออสเตรเลีย (ออกทัวร์นั่นแล)

ขากลับนั่งแควนตัส ๘ ชั่วโมงมา via ที่สิงคโปร์

บนเครื่องมีหนังให้เลือกดูได้เอง

มีเรื่อง in the mood for love ด้วย แล้วก็หนังหลายๆ เรื่อง (นอกจากหนังแนวเอนเตอร์เทนอย่าง ชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต เชร็ค ฯลฯ) ก็น่าสนใจและดีๆ ทั้งสิ้น

Good Night and Good Luck, The history of Violence ฯลฯ

เสียดายว่าเราเพลียมาก เลยได้แต่หลับยาวเลย


เขาแบ่งเป็นช่องหนัง World ก็จะมีหนังชาติต่างๆ (ของตาหว่องก็อยู่ในช่องนี้แล)

ช่องหนังครอบครัว

ช่องหนังอังกอร์ (ก็พวกหนังคลาสสิคทั้งหลายอย่าง คาซาบลังกา, ชอว์แชงค์รีเดมพ์ชั่น ฯลฯ)

ช่องหนังอาร์ท

ช่องหนังออสเตรเลีย



สารภาพว่า พอดูโปรแกรมหนังโคตรคิดถึงต่อเลย รู้สึกว่าถ้าต่ออยู่บนเครื่อง ต่อต้องแฮปปี้มากๆ แน่ๆ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 17 เมษายน 2549 เวลา:17:01:06 น.  

 
คุณต่อทำเอาน้ำตาซึมจากเรื่องคุณหมาไปดี โดยเฉพาะประโยคนี้ครับ

ผมมาคิดได้ตอนหลังว่าเคยอ่านเจอในหนังสือว่าเวลาหมารู้ตัวว่ากำลังจะตาย มันรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายมาเล่นกับเจ้านายเพื่อเป็นการขอบคุณ หลังจากนั้นมันจะ “ปลีกวิเวก” ไปนอนนิ่งๆ ห่างไกลจากผู้คน แล้วก็ตายอย่างสงบ

แล้วก็ทำให้ต้องหลุดหัวเราะมาด้วยประโยคนี้

โอ ความรู้สึกยากจะบรรยาย ประหนึ่งผัวทิ้ง เมียทิ้ง แล้วดันไปเป็นชู้กันเอง (เพ้อเจ้อมากๆ)

แวะมาทักทายครับ ไม่ค่อยได้เข้ามาอ่านเลยช่วงหลังๆ นี้


โดย: absent-minded IP: 222.212.67.131 วันที่: 17 เมษายน 2549 เวลา:20:39:30 น.  

 
... แวะมาสวัสดีวันสงกรานต์ครับ

... ที่บ้านเลี้ยงหมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน ตอนนี้มีลูกรักของพ่อกับแม่อยู่ตัวนึง เลี้ยงจนสามารถแทนที่ลูกตัวจริงที่มาทำงานอยู่กรุงเทพได้แล้ว ขนาดเอาไปกินไปนอนด้วยเลย ออกข้างนอกยังพูดจาเหมือนกับพูดกับเด็กเลยนะเนี่ย

...ล่าสุดได้ไปดู Red Lights มา จำได้ว่าคุณมาเวยเคยดูแล้วจากงานเทศกาลใช่หรือเปล่านะ เหมือนเคยผ่านตาว่าเคยเขียนไว้ ชอบมั้ยครับ


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 18 เมษายน 2549 เวลา:0:22:40 น.  

 

วันนี้ยึดร้าน McDonald สาขา CP Tower ประชุมรับน้องกันตั้งแต่หกโมงเย็นยันสองทุ่ม ...ก็เครียดบ้าง ฮาบ้าง

ปัญหาก็คือ น้องมีกัน 17 คน แต่มีคนทำงานรับน้องแค่ 5 คน ล่าสุดวันนี้มาประชุมกันแค่ 3 คน

โอ๊ย เหนื่อยใจ ...ไม่รู้จะทำยังไง




พอประชุมเสร็จก็แวะสยามไปดูหนัง Broken Flowers (2005, Jim Jarmusch, A)




Broken Flowers เป็นงานกำกับของผู้กำกับหัวเทา จิม จาร์มุช หนังได้รางวัลกรังปรีซ์มาจากคานส์ปี 2005 ...ไม่เคยดูหนังของจาร์มุชมาก่อนเลย นี่เป็นเรื่องแรก

หนังมีแนวทางชัดเจนในแบบ road movie พระเอกของเรื่อง (บิล เมอร์เรย์) ต้องขับรถตะลอนไปหาแฟนเก่าทั้งหลายในอดีต เพื่อสืบหาว่าใครคือ "แม่" ของลูกชาย

สีสันของหนังอยู่ที่บรรดาสาวๆ "แฟนเก่า" ของพระเอกเนี่ยแหละ (จับตา ทิลด้า สวินตันให้ดีๆ) รวมไปถึงคนรอบข้างของคุณเธอทั้งหลายด้วย (ฮาแตกมุก "โลลิต้า" มากๆ)

ยังคงชอบการแสดงหน้าตายของ บิล เมอร์เรย์อยู่ แต่ด้วยเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัว ก็เลยไม่อินกับหนังมาก ไม่เหมือนกับใน Lost In Translation (2003, A++++) ที่โซเฟีย คอมโปล่า สร้าง "วงกตของคนเหงา" ที่ขับเน้นใบหน้ากร้านโลกของเมอร์เรย์ได้อย่างสุดขอบ (ถ้าปีนั้นอิชั้นเป็นกรรมการออสการ์...ไม่ต้องบอกใช่มั้ยคะว่าใครจะได้รางวัลนำชาย)

จุดหนึ่งที่ชอบใน Broken Flowers คือ หนังไม่ได้ทำตัวให้โก้เก๋ มีประโยคหนึ่งที่ดูสามัญธรรมดา แต่ก็สรุปความของหนังได้ทั้งหมด นั่นคือตอนที่พระเอกพูดว่า "อดีตเราต้องทิ้งมันไป ส่วนอนาคตนั้นยังมาไม่ถึง เราต้องอยู่กับปัจจุบัน"

หากแต่ใบหน้าของพระเอกในฉากจบนั้น ดูจะตรงข้ามกับท่าทีแห่งความการตระหนักรู้ในประโยคนั้นเหลือเกิน

ดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา จะกลับมาผลิบานอีกครั้ง หรือจะคงสภาพนั้นต่อไป ...จิม จาร์มุชได้ทิ้งคำถามนั้นไว้ให้เราขบคิดกันต่อไป


โดย: merveillesxx วันที่: 18 เมษายน 2549 เวลา:0:34:01 น.  

 

ไดอารี่ฝึกงาน (ต่อ)

ส่วนเรื่องซวยๆ ทั้งหมดก็เริ่มเฉยๆแล้ว ทำใจเท่านั้นคือคำตอบ

วันนี้ตอนกลางวันก็แอบไปกิน Fuji กัน 4 คน (เรา, เจนดำ, จ๋าดำ, น้องหลิน) เพราะวันนี้เจ้านายไม่เข้าออฟิศ ...สองคู่หูตัวดำแอบฉลาดอีกแล้ว จัดที่ให้เรานั่งคู่กับน้องหลิน

สั่ง Katsudon กับ ชุดซูชิ (แน่นอนว่าแบบธรรมดา...อันที่มันถูกที่สุดอ่ะ) มากินสนองนี้ดตัวเองสุดๆ ...กินแล้วอิ่มมาก แต่ก็สบายใจมาก หายเครียดไปเลย

วันนี้ตอนทำงาน รู้สึกว่าจะเล่นมุกปัญญาอ่อนกันมากเป็นพิเศษ หัวเราะจนคนอื่นในออฟฟิศเขามอง ส่วนใหญ่ก็เป็นเรากับเจนดำเพลงลูกทุ่งฮาๆ กัน เช่น

"รักติด ร." (ร้องยังไงไม่รู้ แต่แค่ชื่อเพลงก็ฮา)

"หนูอยากโดนอุ้ม หนูอยากโดนอุ้ม หนูอยากโดนอุ้มมมม" (ทั้งเพลงร้องได้แค่นี้แหละ)

"...ซึ้งในน้ำใจสาวชัยภูมิ..." (จำชื่อเพลงไม่ได้ แต่แค่ขึ้นท่อนนี้มาก็ฮาแล้ว)

"...ไปเจอแฟนเธอที่เยอรมัน..."

"...มีเมียเด็ก ต้องหมั่นโทรเช็ก..."

ฯลฯ

ร้องไปฮาไปจนหลินบอกว่าวันนี้หัวเราะจนเหนื่อย...

เรารู้สึกดีนะที่ทำให้เขาหัวเราะได้


จ๋าดำบอกว่า "หลินอย่าไปเล่าให้คนอื่นฟังนะว่ามาฝึกงานแล้วเจอเพื่อนแบบนี้ เดี๋ยวเขาจะนึกว่าธรรมศาสตร์เป็นแบบนี้กันหมด"

แต่หลินตอบว่า "ดีออก หลินชอบคุยแบบนี้ เพื่อนหลินน่ะชอบหาว่าหลินปัญญาอ่อน แต่จริงๆ แล้วหลินชอบคุยอะไรฮาๆ แบบนี้แหละ"


แล้วเราก็ลองพูดเปรยๆ กับสามสาวว่า "เนี่ย ถ้าต่อไม่อยู่ใครจะคอยเล่นมุกให้ขำเนี่ย มีหวังบรรยากาศมาคุ นั่งทำงานกันเงียบฉี่"

ดูเหมือนสามสาวก็จะเห็นด้วยกับที่เราพูด

ได้ทีก็เลยซ้ำไปว่า "ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก เชอะ!" (เชิดหน้าประกอบ)

อืม...อย่างน้อยก็ยังมีคนเห็นความสำคัญของเรา (มั้ง)



แทนไท ประเสริฐกุลเคยบอกไว้ว่า "โลกเรามันช่างกลมมนราวกับหัวนม" เราซึ้งถึงประโยคนี้ก็วันนี้แหละ

งานที่ทำวันนี้ก็คือ แยกบัตรสมาชิก Smile Club ของ 7-11โดยแยกตามตัวอักษร ก ถึง ฮ (จะท่องได้ก็คราวนี้แหละ)

แล้วขณะที่เรากำลังแยกบัตร พร้อมกับคุยกันขำๆ เราก็ต้องอึ้ง แล้วก็เงียบไป

ชื่อบนบัตรที่เราถืออยู่ เป็นชื่อของคนที่เราเคยชอบเมื่อหลายปีก่อน

มันคงเป็นพรหมลิขิตของพระเจ้า

คิดดูสิมีคนนั่งทำงานนี้ตั้ง 4 คน บัตรมีเป็นพันๆ ใบ โอกาสที่เราจะหยิบได้บัตรของคนๆนี้ขึ้นมามันน้อยมากเลยนะ

แต่เราก็หยิบขึ้นมาจนได้

ชั่วเวลาแค่ไม่กี่วินาที ภาพของเขา ภาพที่เรากับเขาใช้เวลาด้วยกันมันก็ย้อนกลับมาเหมือนฉาก flashback ในหนังฮอลลีวู้ด


เราเล่าเรื่องของเขาให้เพื่อนๆ ฟัง

เจนดำบอกว่า "แกชอบเขามาก"

แต่เราสวนกลับทันทีว่า "ฉันไม่ได้ชอบเขามาก!!"

มันคงเป็น ego ของเราที่จะไม่ยอมแสดงด้านที่อ่อนแอออกมา

แต่วันนี้เราลองมาคิดๆ ดูแล้ว ตอนนั้นเราก็ชอบเขามากจริงๆ

ถึงกับทำอะไรหลายอย่างๆ ลงไป ทั้งๆที่เขาคงมองว่าเป็นเรื่องไร้ค่า


ตอนนั้นจังหวะชีวิตของเราสองคนคงเข้ากันพอที

เราก็เพิ่งเลิกกับแฟน ส่วนเขาก็กำลังจะเลิกกับแฟน

แรกๆ เขาก็เอาปัญหาของแฟนเขามาปรึกษาเรา

ถัดมาก็ชวนเราไปเที่ยว ชวนไปดูหนัง โทรเรียกออกไปกินข้าวด้วยกัน บางทีก็โทรมาตอนตี 4 (ซะงั้น)

เขาเคยพูดกับเราว่า ถ้าเขาเลิกกับแฟน เขาคงเป็นจะแฟนกับเรา

แต่สุดท้ายเขาก็กลับไปคืนดีกัน

ส่วนเราก็...ทำไงได้ล่ะ...ก็ทำใจอีกแล้วน่ะสิ

เพลงที่อธิบายชีวิตเราตอนนั้นได้ดีที่สุดก้คือเพลง "ชู้ทางใจ" ของ ดัง พันกร นั่นแหละ

ตอนนั้นเราอ่อนแอมาก ...อ่อนแอเพราะ หัวใจ ทำงานมากกว่า สมอง

แล้วจากบทเรียนครั้งนั้น เราก็เปลี่ยนไป...
.
.
.
.
เจนดำเพิ่งด่าเราเมื่อสองสามวันก่อนว่า "แกมันไม่จริงใจ"

เออ นั่นก็จริง เรายอมรับ...แต่ไม่ทั้งหมด

เรา จริงใจ หรือไม่จริงใจ เราไม่รู้

แต่เรารู้ว่าตอนนี้เราไม่รักใคร 100%

เขาคนนั้นสอนเราไว้

จะรัก 100% ไปทำไม เมื่อมันไม่เคยรักเราเลย!


โดย: merveillesxx วันที่: 18 เมษายน 2549 เวลา:1:08:32 น.  

 
ตอบ คุณ OrangeGray

ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยชอบ PV เพลง Daybreak ครับ แต่ตอนหลังๆ ผมกรี๊ดแตกกับ PV ตัวนี้มากๆ ผมว่าฉากหลังมันสวยและเข้ากับเนื้อเพลงดี ผมกะว่าจะเขียนถึงมิวสิกวิดีโอตัวนี้ควบกับ HEAVEN อ่ะครับ



ตอบ คุณ strawberry machine gun

ขอบคุณมากครับ



ตอบ พี่สาวไกด์ใจซื่อ

หนังสามสี ถ้าจะให้ดีต้องดูเรียง Blue - White - Red ตามนี้จ้า

ถ้าหนังสามสีร้านแว่นเคยทำแต่ VCD ขาย ส่วนร้านเฟมมีแน่นอน

ผมก็เพิ่งได้ดูหนังสามสีเมื่อปีก่อนเองครับ ผมว่ามันเป็นหนังที่พูดถึง "มนุษย์" ได้ยิ่งใหญ่มากๆ ...แบบเสียดายที่ผู้กำกับแกตายเร็วไปหน่อย แต่ก็พูดกันติดตลกว่าแค่ไอ้หนังไตรภาคชุดนี้ก็ทำให้แก่ตายได้อย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว

ส่วน The Double Life of Veronique อีกสักพักพี่แว่นแกคงทำออกมาใหม่ เพราะเพิ่งออก DVD ที่เมืองนอก



ตอบ คุณ absent-minded

ไม่เป็นไร นานๆ เข้ามาทีก็ได้ รักน้อยๆ แต่รักนานๆ ครับ



ตอบ คุณผมอยู่ข้างหลังคุณ

ชอบ Red Light ครับ แต่ไม่ได้ชอบมาก รู้สึกว่าเป็นหนังที่สร้างความพะว้าพะวงกับคนดูดี ดูแล้วนึกถึงหนังของ คล็อด ชาโบรล

ชอบการใช้ symbolic ในหนังเรื่องนี้ด้วย (ไฟแดง, ไฟจราจร, ไฟถนน, ไฟจากแผ่นป้าย ฯลฯ)


โดย: merveillesxx วันที่: 18 เมษายน 2549 เวลา:1:21:59 น.  

 
บ้านเลี้ยงสุนัขเช่นกัน เลี้ยงมาหลายตัวเริ่มจากเจ้าเตย จูดี้ โจโจ้ น้ำเชื่อม ต่อเนื่องกันมา ล่าสุดก็เป็นสุนัขามียี่ห้อคือ ชิสุ ชื่อ กุ๊กไก่ เพิ่งได้มาสดๆร้อนๆ อายุเพิ่ง 2 เดือน

อายุของ Red ที่ว่า 13 ปีเนี่ยถือว่าอายุยืนแล้วนะสำหรับสุนัข จำได้ว่าเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับหมา ที่สำนักพิมพ์ซีเอ็ดพิมพ์ออกมาเป็นการ์ตูน แล้วก็มีเปรียบเทียบอายุของหมากับคนให้เห็น ก็เป็นอย่างที่ จขบ ว่ามานี่แหละ

Rest in Peace นะจ๊ะ Red


ข่าวบันเทิง >> รอซื้ออัลบั้มใหม่อยู่นะจ๊ะ หนู Hikki ส่วนเจ๊มาดอนน่า จะมีวันที่เจ๊จะมาไทยหรือไม่นะ ส่วน pet shop boy คู่นี้ชอบอยู่เพลงเดียวเองที่เคยฟังอะค่ะ

มาขอกรี๊ดที่นาย ซาโตชิ มากกว่า กรี๊ดดดดด ชอบนายคนนี้มากๆเลย พยายามเก็บดีวีดีหนังทุกเรื่องที่เขาเล่นนะเนี่ย ว่าแต่อยู่ดีๆก็เลิกกับ Yuka แล้วมาควงกับน้องโควเหรอเนี่ย (ไม่อยากจะบ่นเลย แต่น้องโควหน้าดูมีอายุมากกว่าซาโตชิอีกนะ ซาโตชิเป็นคนหน้าอ่อนมากๆ เล่นเป็นวัยมัธยมยังได้อยู่เลย คริคริ อุ๊ปส์ บ่นไรไป จขบ ชอบน้องโควด้วยนี่นา )
แต่คนดังมาคบกับคนดังเหมือนๆกัน จะนานแค่ไหนนะ ลุ้นกันต่อไป ขอบคุณสำหรับอัพเดทข่าวนี้ค่ะ เพราะถ้าไม่อ่านที่นี่ สงสัยจะยังไม่รู้เรื่องแน่เลย


โดย: cottonbook วันที่: 18 เมษายน 2549 เวลา:2:24:28 น.  

 
มาเยี่ยมน้อง ต่อ
เห็นเรื่องเจ้า เร้ด นึกถึงหน้าหมาน้องชายที่บ้าน
ตอนนี้เข้าปีที่ 15 มนุษย์
หง่อม มากๆ แต่ยังชอบทำตัวหนุ่ม
เที่ยวกลางคืนอยู่ร่ำไป 555+
แต่เราก็พยายามจะให้เขาอยู่กับเราไปอีกนานๆ.......
ยังมีตัวแทน เร้ด อีกตั้ง 2 ดูแลดีๆล่ะ!

ข้ามมาเรื่อง 1 ใน ล้าน
เราเองก็ต้องบังเอิญเจอคุณคนเก่าบ่อยๆ 555+
บทเรียนมันทำให้เรามีกำแพง บางคนอาจสูง บางคนอาจเตี้ย
ก็ต้องพิสูจน์กันไปเรื่อยแหละนะ


โดย: พื้นที่ว่างเปล่า ให้บ้าเหงาๆเพียงลำพัง (LUNATIC SPACE ) วันที่: 18 เมษายน 2549 เวลา:17:17:13 น.  

 
สวัสดีครับ พี่เมอร์

ไม่เคยเลี้ยงสัตว์เลยครับ แต่ก็เสียใจกับเรื่องของเจ้า RED ด้วยครับ
ส่วนเรื่อง 1 ในล้านนี่ ถ้าเป็นผม ผมคงน้ำตาตกไปแล้วล่ะครับ และ คงเป็นหนึ่งความทรงจำประทับใจไปเลย (ขนาดนั้น) เรื่องฝึกงานก็พยายามเข้านะครับ


ป.ล. พี่เมอร์จะไปดูเรื่อง Always sunset on 3rd street หรือเปล่าครับ

อ่อ ขอฝากกระทู้นี้ไว้กระท้นึงหน่อยนะครับ อยากขอความเห็นของพี่เมอร์ด้วย http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A4294295/A4294295.html

สวัสดีครับ


โดย: Nighty IP: 58.8.33.197 วันที่: 19 เมษายน 2549 เวลา:19:58:11 น.  

 
เศร้าจัง จะร้องไห้ตาม ชีวิตช่างเต็มไปด้วย ความหดหุ่ เศร้า


โดย: baddynut IP: 58.9.183.202 วันที่: 19 เมษายน 2549 เวลา:21:08:36 น.  

 
เฮ้อ...
อ่านแล้วก็ขอแอบเศร้าด้วยคนครับ
ยังไงก็หลับให้สงบนะเจ้า Red

ป.ล.
หนังเรื่อง Hell เป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาดจริงๆ ครับ
เพิ่งดูเมื่อวาน พอดูจบแล้วก็ต้องกรี๊ดออกมาดังๆ เลยทีเดียว
โดยส่วนตัว เห็นว่าหนังเล่นกับสัญลักษณ์ และความหมายของคำว่า นรก (ในใจ) ได้ดีมากๆ
โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายในหนัง "เด็ด" และ "โดนใจ" คนบาปอย่างข้าพเจ้าจริงๆ


โดย: it ซียู IP: 161.200.255.161 วันที่: 21 เมษายน 2549 เวลา:11:29:57 น.  

 

CANNES 2006

ข้อมูลส่วนใหญ่จาก : http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=28316

กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลหนังที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในวงการภาพยนตร์ศิลปะ (รึป่าว?) รายชื่อหนังสายประกวดปีนี้ มี 19 เรื่อง ดังนี้


ชื่อหนัง / ชื่อผู้กำกับ
(หนังที่เคยกำกับ)



1. Babel / Alejandro Ganzalez Inarritu
เคยทำหนังเรื่อง Amores Perros และ 21 Grams


2. The Caiman / Nanni Moretti
ได้ปาล์มทองจาก The Son's Room


3. The Climates / Nuri Bilge Ceylan
ผกก.ชาวตุรกี ทำหนังสุดเหงาเรื่อง Uzak


4. Days of Glory / Rachid Bouchareb


5. Fast Food Nation / Richard Linklater
(Before Sunrise, Before Sunset, The School of Rock)


6. Flandres / Bruno Dumont
ทำหนังโป๊สุดฉาว เอากันกลางทะเลทราย เรื่อง Twentynine Palms คราวนี้มาทำหนังสงคราม


7. Juventude Em Marcha / Pedro Costa


8. La raison du plus faible / Lucas Belvaux
ทำหนังไตรภาคชื่อง่ายๆ แต่สุดยอดเรื่อง One, Two และ Three


9. L'amico di famiglia / Paolo Sorrentino
(The Consequences of Love)


10. Lights in the Dusk / Aki Kaurismaki
ผกก.ชาวฟินแลนด์ ขวัญใจคุณวิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง


11. Marie-Antoinette / Sofia Coppola
(Virgin Suicides, Lost in Translation)


12. Pan's Labyrinth / Guillermo del Toro
(Mimic, Balde 2, Hellboy)


13. Quand j'etais chanteur / Xavier Giannoli


14. Red Road / Andrea Arnold


15. Selon Charlie / Nicole Garcia


16. Southland Tales / Richard Kelly
ผกก.หนุ่มไฟแรง ผู้เคยทำหนังสุดยอดอย่าง Donnie Darko


17. Summer Palace / Lou Ye


18. Volver / Pedro Almodovar
(Talk to her, Bad Education)


19. The Wind that Shakes the Barley / Ken Loach



Opening Film
'The Da Vinci Code'

Official Selection – Out of Competition Special Screenings
'Over the Hedge'
'United 93'
'X-Men – The Last Stand'

Official Selection – Midnight Screenings
'Election 2'
'Guisi'
'Shortbus'

Closing Film
'Transylvania'

---------------------------------

-ท่าทางเรื่อง Southland Tales จะมันๆ บ้าๆ ดีนะครับ
เพราะเป็นหนัง มิวสิคัล – คอมมิดี้ – ไซไฟ – ทริลเลอร์ (อะไรจะมากมายอย่างนี้)
และมีดารานำแสดงคือ
เดอะ ร็อค
ฌอน วิลเลี่ยม สก็อต
ซาราห์ มิเชล เกลลาร์
แมนดี้ มัวร์
มิแรนด้า ริชาร์ดสัน
เควิน สมิธ
ไบ่หลิง
จานีน กาโรฟาโล
คริสโตเฟอร์ แลมเบิร์ต
และ...จัสติน ทิมเบอร์เลค
รู้สึกดีที่เห็นรายชื่อดาราข้างต้น เพราะเป็นดาราวัยรุ่นที่ฮาๆ ดี และรู้สึกว่าผู้กำกับคนนี้รู้วิธีถ่ายทอดวัยรุ่นในแบบที่แปลกออกไป

- Lucas Belvaux เคยทำเรื่อง 1 2 3 หนังไตรภาค 3 เรื่องซึ่งมีเนื้อเรื่องเชื่อมกันได้ แต่มี Genre คนละแบบกันเลย ซึ่งรู้สึกว่าผู้กำกับคนนี้เก่งมากๆ

- อยากรู้จักผู้กำกับหญิงชาวอังกฤษที่ชื่อว่า Andrea Arnold เ นี่เป็นหนังยาวเรื่องแรกที่เธอทำ และได้เข้าสายประกวดที่คานส์เลย ก่อนหน้านี้เธอทำหนังสั้นได้รางวัลออสการ์ในปี 2003 มาแล้ว หนังชื่อว่า WASP

- Pedro Costa คนนี้ก็คงเป็นคนที่วงการหนังอาร์ตเตรียมตัวทำความรู้จักแน่ๆ ว่ามาได้อย่างไร (ได้ข่าวจากคุณแมดเดอลีนมาว่าคนนี้ทำหนังดีมากๆ แต่ไมได้รับการยอมรับในวงกว้างสักที)

-Bruno Dumont ก็น่าดูมาก เพราะครั้งก่อนทำหนังโป๊เล่นกัน 2 คนทั้งเรื่อง (Twentynine Palm) แต่รอบนี้เขาทำหนังสงคราม

- Rachid Bouchareb คนนี้คือใครก็ไม่รู้ แต่ชื่อฟังดูเหมือนแขก ถ้าเป็นจริงๆ ก็จะค่อนข้างดีใจครับ เพราะไม่มีผู้กำกับอินเดียแจ้งเกิดในคานส์มานานแล้ว

- Lou Ye หนังเรื่อง Purple Butterfly ของเขามีขายดีวีดีที่บ้านเรา
แต่มีข้อน่าสังเกตว่า หนังเรื่อง Purple Butterfly นำแสดงโดย จางจื่ออี๋ ซึ่งเธอก็เป็นกรรมการเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีนี้นี่แหละ ไม่รู้จะเป็นผลดีหรือร้าย : )

รายชื่อกรรมการสุดป๊อปปปของเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีนี้ (ปกติมักมีกรรมการที่เป็นนักเขียน หรือนักวิจารณ์ที่ไม่ได้ดังมากมาย แต่ปีนี้กรรมการทุกคนเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงในทิศทางของตัวเองมากๆ)

1 ประธานกรรมการ : หว่องกาไว
3 กรรมการสาวสวย (คนหลังสุดสวยแปลกๆ) : โมนิก้า เบลลุชชี่, จางจื่ออี๋, เฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์
2 ดาราติสต์ๆ : แซมมวล แอล แจ็คสัน, ทิม ร็อธ (พระเอก Legend of 1900)
1 ผู้กำกับหนังป๊อปหวานๆ : ปาทริซ เลอกองต์ (Girl on the Bridge)
2 ผู้กำกับหนังอาร์ตสุดโต่ง : อีเลย สุไลมาน (Devine Intervention) และ ลูครีเซีย มาร์เตล (La Nina Santa)

จากคุณ : คุณเต้ : - [ 21 เมย. 2006 02:50:21 ]


โดย: merveillesxx วันที่: 22 เมษายน 2549 เวลา:2:00:02 น.  

 

หนังที่ได้ดูในช่วงนี้


1. Basic Instinct 2 (2006, Michael Caton-Jones, A+)

ถ้าได้ดูหนังภาคแรกมาก็จะดี เพราะมันมีอะไรล้อๆ กันอยู่เยอะ

ชอบหนังที่บทสนทนาอันเชือดเฉือน แต่ที่จริงชอบมากที่สุดตรงที่มันมีอะไรฮาๆ เยอะดี (ซึ่งจริงๆ แล้วเค้าคงไม่ได้กะให้ฮา ...แต่มีฉากหนึ่งที่รับรองคุณต้องฮาแตกแน่ๆ)

เสียดายตรงที่ตอนหลังๆ หนังมันฮอลลี้วู้ดดด..ฮอลลีวูด ไปหน่อย และป้า ชาร์ล็อต แรมปลิ้ง ในเรื่องอิทธิฤทธิ์น้อยไปนิด



2. Perhaps Love (2005, Peter Chan, A+)

ดูหนังเรื่องนี้แล้วมีความสุขเกือบตลอดเวลา เพราะไม่ได้ดูอะไรที่อลังการงานสร้าง (เน้นว่าแบบสร้างสรรค์...ไม่ใช่เอะอะๆ ก็ "ช้างกรูอยู่ไหน" หรือไอ้หนังที่พระเอกวิ่งๆ ทั้งเรื่องอย่าง คนบ้าบิน เอ๊ย คนม้าบิน อะไรนั่นน่ะ) แบบนี้มานานแล้ว นับแต่เรื่อง Moulin Rouge

เพลงในหนังก็เพราะมากๆ โดยเฉพาะเฮียจางเซี้ยะโหย่วที่เสียงแกเพราะมากๆ ฟังแล้วขนลุกสุดๆ

หลังๆ มารู้สึกเบื่อ ทาเคชิ คาเนชิโร่ อย่างบอกไม่ถูก รู้สึกกับเขาคล้ายๆ กับติ๊ก เจษฎาภร ...คงไม่มีวันที่เขากลับไปจะดู pure แบบหนังเรื่อง Fallen Angels แล้วมั้ง

อีกอย่างที่รู้สึกไม่สบอารมณ์หน่อยๆ ก็คือ แผน "เกาหลีตีหัวเข้าบ้าน" ในหนังเรื่องนี้ ด้วยถึงเรื่อง Seven Swords ด้วย

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือการ พิจารณา "รอยต่อ" ระหว่าง เถียนมีมี่ กับ Perhaps Love ...มีอะไรหลายอย่างคล้ายๆ กัน อย่างแรกก็คือ เรื่องของเวลา "10 ปี"

เถียนมีมี่นั้นใช้เพลงของ เติ่งลี่จวิน เป็นตัวเชื่อมโยงพระนางในท้ายสุด แต่ Perhaps Love นั้นก้าวไปไกลกว่าด้วยการใช้ "ฟอร์ม" ของหนังเพลงขับเน้นธีมของหนัง

นั่นก็คือ "ความรักจะดูชัดเจน เมื่อมันผ่านไปแล้ว และมองย้อนกลับไป"





3. Hell (2005, Danis Tanovic, A++++++++++)

เมื่อวานไปดูหนังเรื่อง Hell (L'Enfer) ที่ลิโด้มาครับ (รอบ 20.30 ทั้งโรงมี 9 คน) ดูจบแล้วชอบมาก น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกๆ ของปีนี้ที่ดูจบแล้วพูดได้เต็มปากว่า "โอ๊ย อยากจะกรี๊ด"

จริงๆ แล้วตัวเองก็ชอบหนังเรื่อง Heaven (2002, ทอม ทึคแวร์, A+) มาก แต่พอดู Hell แล้ว รู้สึกชอบเรื่องหลังมากกว่าเยอะเลย อาจจะเป็นเพราะ การลงนรกเข้าทางตัวเองมากกว่าเรื่องของการขึ้นสวรรค์

โดยปกติแล้วผมไม่ค่อยจะมีอารมณ์ร่วมกับหนังที่ตัวละครนำเป็นผู้หญิงมากนัก แต่รู้สึกว่าตัวเองอินกับตัวละครในหนังเรื่องนี้อย่างมาก อาจจะเพราะ "นรก" แรกที่หนังพูดถึงเป็นเรื่องสากลมากๆ อย่างเรื่อง "ความทุกข์จากความรัก"

นอกจากเรื่องของ "นรกในใจ" แล้ว รู้สึกว่าหนังถึงพูดถึงนรกอีกแบบหนึ่งก็คือ "นรกบนดิน" พอดูหนังเรื่องนี้ถึงฉากจบแล้วก็เห็นภาพชัดเจนเลยถึงนรกของผู้หญิงทั้งสามคนในเรื่อง

อย่างที่คุณไกรวุฒิเคยบอกไว้ในกระทู้บางกอกฟิล์มว่า Hell ก็เล่าเรื่องเป็นจิ๊กซอว์คล้ายๆกับ 21 Grams แต่เราจะเห้นภาพทั้งหมดก็เมื่อเห็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย นั่นก็คือ ฉากจบ ...รู้สึกว่ามันเป็นฉากจบที่รุนแรงมากๆ และชื่นชมผู้กำกับ Danis Tanovic ที่เลือกเล่าเรื่องออกมาแบบนี้

เหนืออื่นใด Hell เป็นหนังที่มีการใช้สัญลักษณ์ได้อย่างคมคายมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง (ห้ามพลาดฉากเปิดของหนังอย่างเด็ดขาด)...ระยะหลังมานี้ผมไม่ค่อยจะได้ดูหนังแผ่นนอกกระแสมากนัก (ไม่ได้ซื้อเนื่องจากดองของเดิมไว้ 40 แผ่น + ไม่มีเวลาดู) จึงรู้สึกดีมากๆ ที่ได้ดู "หนังศิลปะ" แบบนี้ในโรงภาพยนตร์

อนึ่ง สำหรับใครที่เคยดูไตรภาค Blue, White, Red คงจะเห็นฉากหนึ่ง (หรืออาจจะหลายฉาก) ที่เป็นการทริบิวต์ให้กับ คริสตอฟ เคียลอฟสกี้ เป็นฉากที่น่ารักดี ดูแล้วรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

ยังไงก็อย่าพลาดหนังเรื่องนี้นะครับ... (เพราะไบโอเล่มหน้า คอลัมน์ symbolic corner จะเป็นหนังเรื่อง Hell ด้วย ใช่มั้ยเอ่ย?)

ปล. เมื่อวานดูหนังเรื่อง Perhaps Love กับ Hell ปรากฏว่าเจอพวกคุยกันโรงหนังทั้งสองเรื่อง ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมคนพวกนี้ไม่ "ลงนรก" ไปให้หมดๆ ซะที


ฉากที่ชอบมากๆ ใน Hell

1. ฉากเปิดเรื่อง

2. ทุกฉากที่มี Emmunuel Beart (ความลำเอียงส่วนตัว)

3. ฉาก Beart ทำตัวเป็น "สิงห์สาวนักสืบ" ด้วยการเอาหูแนบกำแพง (ฉากนี้สวยสุดยอด + เพลงประกอบสุดยอด + นักแสดงสุดยอด)

4. ฉากน้องสาวคนเล็กเข้าไปในบ้านเพื่อนตัวเองเพื่อบอกว่า "ฉันรักผัวเขา"

5. ฉากที่น้องสาวคนเล็กเล่าถึงเรื่องของ "มีดี้" และหนังก็ตัดที่ภาพของ Beart กับลูกๆ

6. ฉากจบ


โดย: merveillesxx วันที่: 22 เมษายน 2549 เวลา:3:44:44 น.  

 
ชอบอ่าน Blog คุณ mer มากเลยนะคะ เหมือนได้เปิดโลก แล้วมีคนพาทัวร์ฟรีน่ะค่ะ


โดย: Tenjo_Utena วันที่: 22 เมษายน 2549 เวลา:21:31:19 น.  

 
เอ่อ...อ่านแล้วต้องเหลือบไปมองเจ้าตัวที่นอนอยู่ข้างเก้าอี้
ถึงแม้มันจะปกติดี แต่คิดไปก็ใจวูบเหมือนกันแฮะ.......


โดย: tongdigy วันที่: 23 เมษายน 2549 เวลา:0:09:00 น.  

 

บันทึกเหตุการณ์เรื่อยเปื่อย

เมื่อวันอังคารได้ของฝากจากญี่ปุ่นของ เตเต้จัง ซะที หลังจากคลาดกันไปมา จนของฝากมันจะเน่าอยู่แล้ว

ของฝากที่ว่าคือ everybody everything ของวิศุทธิ์ พรนิมิตร เวอร์ชันญี่ปุ่น ...เอ้า กรี๊ด

ขอบคุณ เตเต้จัง มากนะจ๊ะ



ส่วนวันพุธเห็นนิตยสาร Lisa หน้าปก แตงโม-ภัทรธิดา (ขวัญใจน้องเมอร์) เห็นแล้วคว้าทันที แต่ก็ต้องชะงักแป๊บนึงตอนจ่ายตังค์ แบบว่าแคชเชียร์มองเราแปลกๆ มานึกได้ว่านี่มันหนังสือผู้หญิงนี่หว่า... หน้าเราคง contrast กับหนังสืออย่างแรง

ในหนังสือมีคอลัมน์ "7 วิธีทำให้ชีวิตเซ็กซ์ซู่ซ่า" เพื่อนผู้หญิงที่ฝึกงานด้วยกันยืมไปอ่าน แล้วหันมาถาม...

"คำนี้คืออะไรเหรอ?" (มือชี้ไปที่คำว่า...คริตอริส)

"ออกัสซั่มคืออะไรอ่ะ?"

"แล้วไวเบรเตอร์นี่เป็นยังไงเหรอ?"

แหม...จะให้อธิบายยังไงล่ะเนี่ย ถึงน้องเมอร์จะหน้าด้านขนาดไหน เค้าก็เขินเป็นนะ


----------------------------------


ตอบ คุณ cottonbook

ปกอัลบั้มชุด Ultra Blue ของ Hikki ออกมาแล้วครับ



ULTRA BLUE track list

01. This Is Love
02. Keep Tryin'
03. BLUE
04. Nichiyou no asa
05. Making Love
06. Dareka no negaiga kanaukoro
07. COLORS
08. One Night Magic feat. Yamada Masash
09. kouro
10. WINGS
11. Be My Last
12. Eclipse(Interlude)
13. Passion


ข้อสังเกตก็คือ

1. ปกชุดนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์เหมือนเดิม คือเน้น "รูปเต็มหน้า"

2. ชื่ออัลบั้มว่า blue แต่เธอใส่ชุดแดง (รูปโปรโมททัวร์ Utada United 2006 ก็ใช้สีแดงเหมือนกัน)

3. มีคนแอบเห็นว่าปกอัลบั้ม...มีฟันของเธอโผล่มานิดนึง (ฮา)



ตอบ น้อง Nighty

พี่ยังหาเวลาไปดูหนังเรื่อง Always ไม่ได้เลย

ส่วนเรื่องที่ให้ดู พี่ก็ตัดสินไม่ได้หรอกนะว่าเป็นการก็อปปี้หรือเปล่า พี่ว่าลองถามทางนู้นเขาไปดูแล้วกันนะ แต่ยังไงก็ต้องทำใจยอมรับกับคำตอบของฝั่งนู้น

แต่อย่างหนึ่งก็คือ ระยะหลังมานี้พี่พบว่าคนเราก็มีความคิดตรงกันจนน่าเหลือเชื่อ อย่างบางทีที่พี่คิดพล็อตอะไรไว้เล่นๆ ก็มีคนทำออกมาเป็นหนังสั้น อะไรประมาณนี้แหละ



โดย: merveillesxx IP: 210.246.165.35 วันที่: 23 เมษายน 2549 เวลา:1:07:15 น.  

 
แฮ่มๆ...จริงๆขอสารภาพก่อนครับว่า แอบมาอ่านบล็อกของน้อง เมอร์ หลายครั้งแล้ว อ่านสนุกครับ...

ส่วนเรื่องน้องแดงนั้น ขอแสดงความเสียใจด้วย อย่างไรเสียก็ถือว่าเป็น หมาที่อายุ ยืนมากๆ ยินดีด้วยที่มีหมาน่ารักอย่างนี้ครับ

ส่วนหนัง จะพยายามเสาะหามาดูให้ได้ครับ

สุขสันต์วันธรรมดาๆครับ
โอ๊ต
ลำปาง

ปล.เรื่องชื่อหมา จะ RED หรือ แดง ผมว่าก็เหมือนกันน่ะครับ ขอเพียงแค่ มันรู้ว่าเราเรียกชื่อมันก็พอ หุหุ


โดย: jahbar วันที่: 23 เมษายน 2549 เวลา:5:34:27 น.  

 
พูดถึงเรื่องความคิดที่ตรงกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็เคยเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างเหลือเชื่อสุดๆเหมือนกัน เพราะตอนเด็กๆเคยอ่านนิยายเรื่อง “ระบำไฟ” ของม.มธุการี และประทับใจกับนางอิจฉาในนิยายเรื่องนี้มากๆ เธอเป็นสาวใช้ที่เข้าไปทำลายชีวิตครอบครัวของนางเอกจนพังพินาศป่นปี้ ตอนที่อ่านนิยายเรื่องนี้จบ ก็จินตนาการเอาไว้ในใจว่าถ้าหากนิยายเรื่องนี้เป็นละครทีวี ตอนจบมันควรจะเป็นยังไงบ้าง โดยคิดเอาไว้ในใจว่า แทนที่ละครทีวีเรื่องนี้จะจบด้วยการเน้นไปที่ตัวนางเอกแบบในนิยาย ละครเรื่องนี้น่าจะจบให้แตกต่างจากนิยายด้วยการเน้นไปที่ตัวละคร “นางอิจฉา” แทน

ปรากฏว่าพอมีละครทีวีเรื่องนี้ออกมา นำแสดงโดยหทัยรัตน์ อมตวณิชย์, ตฤณ เศรษฐโชค และแสงระวี อัศวรักษ์ ตอนจบมันออกมาเหมือนอย่างที่เราจินตนาการเอาไว้เล่นๆในใจไม่มีผิดเลย โดยแทนที่ฉากจบจะเน้นไปที่ตัวละครนางเอกแบบในนิยาย ฉากจบกลับเล่าเรื่องราวชีวิตของนางอิจฉาแทน เพื่อแสดงให้เห็นว่านางอิจฉาเข้าไปทำลายชีวิตครอบครัวของคนอื่นๆต่อไปเรื่อยๆ รู้สึกดีใจสุดๆที่ผู้สร้างละครเรื่องนี้ใจตรงกับเราเป๊ะๆ


โดย: M.Scudery ถูกผีครูรมณีย์เข้าสิง IP: 203.156.89.9 วันที่: 24 เมษายน 2549 เวลา:15:28:58 น.  

 
สวัสดีอีกรอบ

กี๊ซซซซ กะของฝากด้วยจิ อยากได้มั่งง่า..

เอาไว้ไปเองแล้วซื้อมามั่งดีกว่าเฟ้ย (มันหาซื้อยากมั้ยน้อ แต่ก่อนอื่นหาทางไปให้ได้ก่อนดีกว่า)


Perhaps Love คงดูเสาร์นี้อะค่ะ พร้อมกับอีกเรื่องที่คุณผมอยู่ข้างหลังคุณเชียร์น่ะค่ะ

หวังว่านะคะ หวังว่า

หวังว่าจะได้ดู


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 24 เมษายน 2549 เวลา:17:50:07 น.  

 
พี่มี Last life in the universe เวอร์ชั่นญึ่ปุ่นล่ะ
คนเขียนฉบับภาษาไทยเอามาฝาก
( อวดมั่งๆ อิอิ )

เมื่อไหร่จะเขียน Hell ฉบับเต็มล่ะ
ชอบมากขนาดนี้

พี่ดูมาแล้ว
ก็ชอบน่ะ แต่ไม่ถึงระดับกรี๊ด
ชอบบรรยากาศที่ห่อหุ้มหนังเรื่องนี้
ชอบคนที่เล่นเป็น "แม่"มาก
เบอาร์ต นี่ดูทีไรก็คิดถึงนัท มีเรีย ทุกที
ชอบพี่คนโตมากกว่าแฮะ
เธอ "เอ๋อๆ " ดี

เห็นด้วยว่าการตีความสัญลักษณ์ช่วยทำให้เข้าใจหนัง
ได้มากขึ้น
แต่อย่ายึดติดกับมันมาก จนลืมเลือนประเด็นอื่นๆ
คิดถึงสมัยที่ แมกเวยxx เคยเอาคำอย่าง"วาทกรรม "
หรือ" พาราไดม์" มาใส่ในบทรีวิวหนัง
สมัยที่ จขบ.บอกว่า"แถๆ" เขียนน่ะ
คิดถึงการเขียนหนังของแมกเวยxx สมัยนั้นมั่กๆ


โดย: grappa วันที่: 24 เมษายน 2549 เวลา:20:20:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.