http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
5 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกสิงคโปร์ อินดี้อย่างเดียวดาย : DAY 3 Garbage Live in Singapore รักนะ...อีดอก

by merveillesxx


(คำเตือน: ไม่ใช่คู่มือการท่องเที่ยว เป็นเพียงบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ใช้คำหยาบคายมากมาย และมีการเหยียดเชื้อชาติ)


กลับมาเขียนต่อแล้วค่ะ สำหรับทริปสิงคโปร์ บางคนทวงมา นึกว่าเลิกเขียนไปแล้ว (ดิชั้นก็แปลกใจค่ะ ที่มีคนทวง เพราะยังสงสัยเลยว่ามันมีคนอ่านด้วยเหรอ 555) ก่อนหน้านี้ก็หายหัวไปขายหนังสือ ไปทำมาหากินมาค่ะ หนังสือ Sorry, Sorry ขอโทษครับ ผมเป็นติ่ง ก็วางแผงแล้วเรียบร้อยนะคะ (อ้าว อีนี่มิวายโฆษณา)

หลังจากสองวันแรกของทริปต้องทนกับการปะทะกับมวลชนมากมาย ทั้งคนจีน และพี่คนแขก โดยเฉพาะกลุ่มหลัง เพราะตรงกับวันหยุดตรุษอิสลามอะไรสักอย่างพอดี วันที่สามของทริป ดิชั้นก็แอบหวังว่าวันธรรมดาของที่นี่มันจะเป็นวันธรรมดาแบบปกติเสียที จะได้เที่ยวแบบคนน้อยๆ เดินสบายๆ บ้าง สองวันแรกมันเป็นทริปทรมานตัวเองมากไปแล้วค่ะ อีกทั้งวันนี้ยังเป็นวันสำคัญที่สุดของทริป เพราะเป็นวันคอนเสิร์ตของ Garbage นั่นเอง!

จุดหมายแรกของวันนี้คือ Singapore Zoo อย่างที่บอกไปว่า อันที่จริง Night Safari กับ Singapore Zoo อยู่ข้างกันเลย จริงๆ ควรจะไปวันเดียวกัน แต่ด้วยตารางทริปอันวิปลาส ทำให้ดิชั้นต้องแยกไปคนละวัน นอกจากนั้นหลายคนที่ไปสิงคโปร์ยังนิยมทริป “สวนสัตว์ day” คือไปสามอันในวันเดียวกันเลย นั่นคือ สวนนก Jurong, Singapore Zoo และ Night Safari (ระหว่าง Jurong กับ Singapore Zoo จะมีรถรับส่งด้วย) แต่ดิชั้นคิดว่ามันจะต้องทริปที่โหดสัสน่าดูเลยนะคะ เพราะเดินกันทั้งวัน แต่ละสวนก็กว้างงงงงงงงงมิใช่น้อย เป็นลมเป็นแล้งไปเราจะไม่ได้ดูดีแบบนิชคุณโอปป้าในเรื่อง รักเจ็ดปีฯ หรอกนะคะ เผลอๆ จะดูน่าสมเพชด้วย

อันจริงสวนสัตว์เนี่ยเปิดเช้าตั้งแต่ 8.30 ตอนแรกก็คิดว่ารีบตื่นตั้งแต่ 6.00 เลยดีกว่า ปรากฏว่ากว่าจะตื่นก็ล่อไป 8.30 (อนิจจา) ส่วนการเดินทางไป Singapore Zoo ก็นั่ง MRT ไปสถานี Ang Mo Kio แล้วต่อรถเมล์สาย 138 เหมือนเดิม พอไปถึงปรากฏว่าเป็นคนแรกของคิว นั่นแปลว่ารถแม่งเพิ่งออกไปแน่ๆ ก็ยืนรอนานเลยกว่ารถจะมา


ระหว่างทางไปสวนสัตว์ จะเห็นตึกเป็นทรงคอนโดแถวเมืองทองเยอะมาก เพื่อนบอกว่าเป็นแฟลตของรัฐบาลที่คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่อยู่กัน


ถึงแล้วจ้า Singapore Zoo และแน่นอนว่าพบกับกองทัพเด็กน้อยผู้น่ารักอีกแล้วจ้า (กัดฟันพูด)


พอไปถึงเห็นคิวซื้อตั๋วยาวเหยียด แต่เนื่องจากเราซื้อตั๋ว 3 in 1 ไปแล้ว จึงสามารถเดินเชิดๆ เข้าไปอย่างเก๋ๆ (เป็นครั้งแรกในทริปนี้ที่กูไม่ต้องต่อคิว!!!! ดีใจจนจะร้องไห้ T_T)


เข้ามาถึงจะเจอนกแก้วสวยงามต้อนรับเราอยู่

Singapore Zoo มีหลายโซนมากมาย เดินกันให้ตายไปข้าง จุดที่ดีคือ ต้นไม้เยอะ ดูร่มๆ แต่วันที่เราไปอากาศก็ค่อนข้างร้อน เดินแล้วต้องนั่งเป็นพักๆ อีกจุดที่ชอบคือ เขาออกแบบให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับสัตว์ดี ถ้าเป็นโซนสัตว์ที่ไม่มีอันตรายบางทีก็มีสัตว์วิ่งตัดหน้าผ่านเราเฉยเลย หรือบางโซนถ้าใจกล้าจะจับตัวสัตว์ก็อาจจะได้


เสือตัวนี้ เป็นเสือรู้งาน พอมีคนมามุงๆ มันก็เดินออกมาโชว์ตัวทันที


จิงโจ้ออกมากระโดดเหยงๆๆ ให้เราเห็นเลย (ตอนเพื่อนเราไป มันบอกว่าจิงโจ้หลบอยู่ในบ้านกันหมด)


ทางเดินที่เต็มไปด้วยต้นไม้


น้องๆ มาทัศนศึกษา


มีโชว์ช้างด้วย แต่ไม่ค่อยน่าสนใจ เป็นให้ช้างผลักซุงลงน้ำนู่นนี่ โชว์บ้านเราโหดกว่าเยอะ 555


เพนกวินเดินเตาะแตะๆ น่ารักดี


โซนสัตว์ปีก เป็นโซนที่เราแอบแหยงนิดหน่อย คือมันจะเป็นสะพานขึ้นไป แล้วมีค้างคาวห้อยต่องแต่งอยู่ตามทางเดินเลย แอบกลัวอ่ะ แล้วตอนเดินไปค้างคาวกำลังเขมือบผลไม้กันอย่างเมามัน เหวอ...




สิงสาราสัตว์ทั้งหลาย

เดินใน Singapore Zoo อยู่เกือบสองชั่วโมงได้ หมดแรงสุดๆ เพราะร้อนมาก สภาพตอนนี้กรอบแห้งงอมได้ที่ หาข้าวกลางวันกินดีกว่า ซึ่งร้านเด่นของที่นี่คือ Ah Meng Restaurant จากที่อ่านประวัติอย่างผ่านๆ ก็ประมาณว่า Ah Meng เป็นชื่อลิงอุรังอุตังที่เป็นไอคอนของสวนสัตว์แห่งนี้ เพิ่งตายไปเมื่อปี 2008 นี่เอง แล้วก็มีเหตุดราม่าที่เธอไปทำร้ายนักวิจัยสาวชาวฝรั่งเศส เพราะเจ๊คนนั้นดันไปสุงสิงกับเจ้าหน้าที่ผู้ชายที่ดูแลอาเหม็ง อีเหม็งเลยหึงหวงขึ้นมา แล้วซัดเจ๊ฝรั่งเศสนั่นให้ (ในร้านอาหารมีแปะข่าวนี้ไว้ด้วย พาดฟัวข่าวคือ Ah Meng has her own reason. โคตรจะดราม่าเลย 555)


ตอนแรกว่าจะนั่งในร้านที่ติดแอร์ ปรากฏว่าเต็มค่ะ ก็ทำใจ แล้วเฉดหัวตัวเองไปนั่งข้างนอกร้อนๆ


บรรยากาศภายนอก


เมนูสิ้นคิด ข้าวมันไก่อีกแล้ว ซึ่งไม่อร่อยเท่าไร และเช่นเคย น้ำส้มแม่งก็จืดอีกแล้ว!! (หงุดหงิดมาก)


หลังจากกินเสร็จ เดินออกมารอรถบัส ป้ายโล่งมาก ตอนแรกมีพี่ผู้ชายรูปหล่อรออยู่กับเราด้วย แต่สักพักแกก็เดินหายไปไหนไม่รู้ (เดาว่าอาจจะไปเรียกแท็กซี่แล้ว) ตอนหลังทั้งป้ายเลยมีเรารออยู่คนเดียว T_T แล้วอากาศก็ร้อนมากกก รอก็นาน เกือบ 20 นาทีได้ กูเกือบแห้งตายคาป้ายรถเมล์แล้ว


ออกมาตอนบ่ายๆ เหมือนว่ามันตรงกับช่วงที่โรงเรียนเลิกพอดี เด็กนักเรียนขึ้นรถกันมาเจี๊ยวจ๊าว กูแอบเครียด

จุดหมายต่อไปคือ Red Dot Design Museum ชื่อดูกิ๊บเก๋และเห็นรูปในเวบแล้วดูท่าทางจะเดิ้นมาก แต่อีมิวเซียมนี้สร้างความปวดหัวให้เราพอควร เพราะเวลาเปิดมันดันไม่เหมือนชาวบ้าน คือมันจะเปิดวัน จ อ ศ ส อา วันพุธกับพฤหัสดันไม่เปิดซะงั้น ทำให้เราต้องรื้อตารางใหม่ จัดสลับไปมา เพื่อจะมาไอ้ Red Dot นี่ให้ได้


Red Dot ก็ต้องลงสถานี Tanjong Pagar จะอยู่แถวๆ China Town ขึ้นมาเจอถนน Maxwell


จุดเด่นคือ มิวเซียมมันจะอยู่ในตึกแดงๆ หลังนี้ชื่อว่า Red Dot Traffic Building (จริงๆ ตึกมันสวยมาก แต่วันนั้นแดดมันจ้ามาก รูปเลยออกมาง่อยๆ เยี่ยงนี้)


เฮ้ มาถึงแล้ว

เข้าไปในตึกก็งงๆ เล็กน้อย เพราะหาไม่เจอ เลยถามพี่ยามที่เฝ้าอยู่ แกก็บอกว่า ต้องเดินผ่าน shop เข้าไปจ้ะ ถึงจะเจอมิวเซียม เออแปลกดีจริงๆ เข้าไปก็เจอพี่เจ้าหน้าที่เป็นสาวแขกต้อนรับเป็นอย่างดี เสียค่าเข้าไป 8 เหรียญ


ด้านในก็ประมาณนี้

กลายเป็นว่า Red Dot นี่เล็กกว่าที่คิด ส่วนหลักๆ มีแค่ห้องใหญ่ๆ ห้องเดียวเอง (พยายามสำรวจว่ามันมีบันไดขึ้นหรือลงไปที่อื่นมั้ย แต่พบว่าไม่มี) เดินไปสักพักก็สรุปความได้ว่า ...นี่มัน TCDC ชัดๆ!!! แถมเป็น TCDC แบบตอนที่มีนิทรรศกาลไม่ค่อยน่าสนใจด้วย คือมิวเซียมมันเน้นเรื่องการออกแบบ พี่แกก็เอาอะไรทั้งหลายที่ดีไซน์เก๋ๆ มากองๆ เอาไว้ มาจัดดิสเพลย์เท่ๆ ไว้ ดูแค่ 10 นาทีก็ครบแล้ว ฮ่วย! กูอุตส่าห์ถ่อมา ตึกด้านนอกของมึงแม่งยังน่าสนใจกว่าข้างในเล้ยยย


แกก็เอาหม้อไหอะไรมาตั้งให้ดู


ไอ้พวกนี้มันก็เหมือนไม่ค่อยมีอะไร แค่จัดดิสเพลย์เก๋ๆ


อ่ะ จะมีประทับใจหน่อยก็ ต้นไม้ห้อยหัว


แล้วก็นาฬิกาอันนี้ แต่แม่งเก๋อย่างเดียวอ่ะ ใช้ชีวิตจริงแล้วลำบาก


ตรงกลางจะมีหนังสือคูลๆ วางไว้ แต่ไม่มีอารมณ์อ่านแล้วค่ะ

หลังจากพยายามใช้เวลาอยู่ใน Red Dot ให้คุ้มกับเงินแปดเหรียญ ก็พบว่าอยู่ไปก็เท่านั้น ออกดีกว่า นั่งรถไฟกลับไปสถานีโรงแรม Bras Basah เพราะเป้าหมายที่สามของวันนี้คือ Singapore Art Museum หรือที่เรียกกันว่า SAM ไอ้ที่จองโรงแรมแถวสถานี Bras Basah ก็เพราะมันใกล้แหล่งมิวเซียมนี่แหละ ทริปนี้กูลำบากมาเยอะแล้ว ขอสบายบ้างเถอะ (พอถึงจุดนี้เกิดความผิดพลาดเล็กน้อย เนื่องจากบัตรรถไฟฟ้า EZ Link หมดอีกแล้ว ด้วยความหงุดหงิดเลยเติมแม่งไปเลย 30$ ก่อนจะมาพบทีหลังว่า กูเติมเยอะเกิ๊นนนนน เหลือชัวร์ -_-‘’)


สถานี Bras Basah จะมีความเก๋คือ เพดานจะเป็นกระจก แล้วเหมือนมีน้ำเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา มองแล้วเพลินดี


ถึงแล้ว SAM ซึ่งที่นี่ก็น่าจะเวิร์คนะ เพราะเป็นแนว contemporary art

เนื่องจากเป้าหมายหลักของทริปคือการตะลุยมิวเซียม ดิชั้นจึงสืบเสาะข้อมูลมาอย่างดี จึงได้รู้ว่ามันจะมีบัตร 3 Day Museum Pass ขาย ในราคาเพียง 20$ บัตรใช้ได้สามวัน สามารถตะลุยได้ 8 มิวเซียมเลย (โดย 6 อันจะอยู่แถวๆ Bras Basah นี่แหละ แต่อีกสองอันจะอยู่ไกลๆ หน่อย) อาจมีข้อเสียว่า บางมิวเซียมจะเข้าได้เฉพาะส่วน permanent exhibition เข้าส่วน temporary exhibition ไม่ได้ แต่ที่ SAM นี้เราก็ตะลุยเข้าไปทุกส่วนเลย จนท. ก็ไม่เห็นจะตรวจบัตรอะไร (ซึ่งดีมาก เพราะหลายครั้งที่ของเด็ดอยู่ที่ temporary exhibition แต่ permanent exhibition มันจะออกน่าเบื่อๆ อ่ะ)

แผนผังใน SAM นี่ก็ชวนงงใช่น้อย เพราะมันมีหลายชั้น หลายโซน มีปีกซ้ายปีกขวา บางโซนต้องขึ้นบันได บางโซนต้องขึ้นลิฟท์ อะไรก็ไม่รู้ แต่ด้วยความงก เอ๊ย ความชื่นชอบในงานศิลปะ (ฟังดูตอแหล๊) อิชั้นก็เดินมันครบทุกสเตจจนได้


ตอนที่ไปส่วนของ temporary exhibition เป็นงานชื่อ PANORAMA รวมงานของศิลปินเอเชียหลายคน อย่างอันนี้ของคนไทย งานชื่อ Cloud Nine ของคุณสาครินทร์ เครืออ่อน ก็ดูจัดจ้านดี


มีงานวิดีโอและอินสตอลเลชั่นหลายชิ้นอยู่ แต่ก็ไม่มีเวลาดูครบ บางอันต้องยอมผ่าน


อันนี้งานวิดีโอชื่อ Microcosm ของ Miao Xiaochun ชอบมากๆๆ พล็อตจะเป็นภาพซีจีของคนหรือวัตถุที่ถูกแยกส่วน แบ่งส่วนไปเรื่อยๆ เหมือนตั้งคำถามความแยกย่อยที่สุดของอนุภาค


มีงานเป็นภาษาไทยด้วย แต่จำไม่ได้แล้วว่าของใคร



อันนี้เป็นอีกอันที่ชอบมาก ชื่อนิทรรศการ Seeker of Hope ของ Jia Aili ศิลปินจากปักกิ่ง ภาพของเขาดูมีลายเส้นที่รุนแรง และให้ความรู้สึกแบบกระเจิงกระจายดี



งานจัดวางชื่อ Haliya Bathing ของ Agnes Arellano


ภาพปรินท์ชื่อ Reading ของ Wong Hoy Cheong ให้บรรยากาศแบบเงียบขรึมและพิศวง

ใช้เวลาอยู่ใน SAM เกือบสองชั่วโมง ก็คิดว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะไปหาข้าวกิน แล้วกลับไปนอนพักที่โรงแรมสักหน่อย เพื่อเตรียมตัวสำหรับคอนเสิร์ตคืนนี้


สิ้นคิดกินที่ Kopitiam เหมือนเดิม แต่ก็เปลี่ยนร้านไปเรื่อยๆ

พอกลับห้องที่โรงแรม ระหว่างนั่งเล่นเน็ตเพลินๆ พร้อมเปิดเพลงของ Garbage บิลด์ตัวเอง สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ...ฝนตก! กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด บัดซบมากๆ คือคอนเสิร์ตนั้นจัดกลางแจ้ง ถึงฝนจะตกก็ยังดำเนินต่อไป แต่มันไม่สนุกแน่นอน แม้ข้าพเจ้าจะเตรียมเสื้อกันฝนมาอย่างเพียบพร้อม แต่ก็ไม่อยากใช้นะ T_T ด้วยความสติแตกเลยตั้งสเตตัสเฟซบุ๊คไปว่า “อีเหี้ย ฝน มึงหยุดเดี๋ยวนี้!” ปรากฏว่าได้ผลแฮะ ฝนก็เริ่มซาลงๆ จนหยุดในที่สุด โอ้วววว ดีใจจนจะร้องไห้

เข้าไปดูทวิตเตอร์ของ LAMC (ผู้จัดคอนเสิร์ต) เขาก็บอกว่าประตูจะเปิดตอน 18.30 นะจ๊ะ (คอนเสิร์ตเล่นสองทุ่ม) ด้วยความบ้านักร้อง ก็อยากอยู่หน้าๆ เคยคิดว่าออกจากโรงแรมตั้งแต่ 18.15 เลยดีกว่า แถม Fort Canning Park อยู่ใกล้ๆ นี่เอง เดิน 15 นาทีก็ถึง (การจองโรงแรมใกล้สถานที่จัดคอนเสิร์ตมันดีแบบนี้นี่เอง)


มาถึงหน้างานแล้ว


ไปถึงประมาณ 18.30 กว่าๆ เขาเพิ่งเปิดให้เข้าพอดี มีหลายคนเริ่มเข้าไปแล้ว ฟิตกันจริงๆ

เข้าไปถึงก็วิ่งไปที่บูธขายของก่อนเลย ก็มีเสื้อทัวร์ขาย แพงมากตัวละตั้ง 40$ สายก็ไม่สวย เป็นรูปตัว G ธรรมดาๆ นึกว่าโลโก้ google แถมเนื้อผ้าก็ง่อยๆ ด้วย แต่ก็ เอาวะ ซื้อไว้เป็นที่ระลึกแล้วกัน (กลับมาเมืองไทยก็ยังเสียดายเงินไม่หายว่ากูจะซื้อทำไม อารมณ์ชั่ววูบนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ 555)


ผู้คนที่มากันแต่เนิ่นๆ ก็ถ่ายรูปกันอย่างชิลล์ๆ


ห้องน้ำแบบคอนเสิร์ตกลางแจ้งก็ประมาณนี้ ต้องทำใจ แต่เนื่องจากเรามาเร็ว มันเลยยังสะอาดอยู่


Fort Canning Park แค่นี้เอง เล็กกว่าที่คิดเยอะเลย

ทีนี้สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า ด้วยความที่ไม่ได้มาเร็วเว่อร์ ก็เลยทำใจตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่ได้แถวหน้าสุดแหงๆ (ถึงได้ไปเอ้อระเหยซื้อเสื้อ, ถ่ายรูป, เข้าห้องน้ำ) แต่พอเดินมาที่เวทีปุ๊บ เฮ้ย! แถวหน้าสุดยังว่างซะงั้น แม้จะเยื้องไปทางขวาๆ หน่อย แต่จัดว่าโอเค เห็นดังนั้นเลยเลยวิ่งเข้าไปเกาะรั้วทันที จากนี้อีกสี่ชั่วโมงข้าพเจ้าจะเกาะรั้วนี้ไปตลอดกาล ไม่ปล่อยให้ใครเด็ดขาด ได้อยู่แถวหน้าสุดของคอนเสิร์ต Garbage ได้เห็นยัย Shirley Manson ในระยะประชิด แค่นี้ชีวิตก็คุ้มไปเยอะแล้ววววว



เนี่ย ได้อยู่แถวหน้าสุดเลย


ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เนื่องในโอกาสอยู่ ณ Front Row


เวทีก็คลุมผ้าคลุมพลาสติกเอาไว้ กันเปียกฝน

ระหว่างยืนจ้องเวทีเปล่าๆ ไป ก็อีกตั้งนานกว่าคอนเสิร์ตจะเริ่ม เลยเข้าโหมดระลึกอดีต ...จะว่าไปก็ชอบ Garbage มาตั้งแต่สมัยอยู่ ม.2 นู่น (หรือเมื่อ 14 ปีที่แล้ว...โอย แก่หลายๆ) จำได้ว่าได้ดูเอ็มวีเพลง Push It ทางช่องเอ็มทีวีแล้วชอบ ประกอบกับแฟน(ในสมัยนั้น)ก็ชอบวงนี้ ชี้ชวนให้ฟังกันใหญ่ ยังจำวันที่ไปหาซื้อเทปที่ร้านตรงสามย่านได้ แบบว่าเทปไปอยู่ในสุดของร้าน ฝุ่นเกาะเต็มเลย แบบดูไม่มีใครสนใจ อัลบั้มชุดนั้นคือ Version 2.0 ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นอัลบั้มที่เอามาฟังอยู่เรื่อย และคงเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ชอบที่สุดในชีวิต นับจากนั้นก็ติดตาม Garbage เรื่อยมา และตามเก็บซีดีทุกชุด มีทั้งช่วงที่ชอบและไม่ชอบวงนี้ แต่ก็ติดตามอยู่เสมอ ตอนแรกนึกว่าจะยุบวงกันไปแล้วเสียอีก ไม่น่าเชื่อว่าจะกลับมา แถมตูข้ายังได้มาดูด้วย (ความขลังเข้าไปอีกคือ Garbage มาเล่นที่สิงคโปร์ครั้งสุดท้ายคือเมื่อปี 1996 ตอนออกชุดแรก หรือเมื่อ 16 ปีที่แล้ว!!)

แต่ยืนซึ้งระลึกอดีตได้อยู่พักนึงก็เริ่มเมื่อย จะนั่งก็ไม่ได้เพราะพื้นมันเปียกฝน เลยต้องเอาทิชชูแพ็คที่มีอยู่น้อยนิด ค่อยๆ บรรจงเช็ดซับน้ำให้มากที่สุด อนาถามาก ซับอยู่นานกว่าแห้งจนนั่งได้ (คอน New Order วันรุ่งขึ้นเลยพก นสพ. ใส่กระเป๋ามาเลย เผื่อเปียกอีก กูจะได้กางนั่งแม่งเลย) พอนั่งปุ๊บ ก็ล้วงกระเป๋าจะหยิบนิยายขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา แต่ก็พบว่า...กูลืมไว้ที่โรงแรม สาดดดดดดด ผิดพลาดเหี้ยๆ เลยครับเนี่ยย สรุปก็คือ ต้องนั่งแกร่วๆๆ ไปเรื่อย แถมมาคนเดียว จะลุกไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ได้ จะชวนคนข้างๆ คุยก็ขี้เกียจและไม่ใช่วิสัยคนเป็นโรค social phobia อย่างเรา สรุปก็นั่งหลับไปเลยแล้วกัน

สักพักก็มีหญิงสาวเข้ามาทัก แถมพูดภาษาไทยด้วย ตอนแรกก็งงๆ แต่ก็นึกได้ว่านี่คือ พิงค์ ที่เป็นเฟรนด์กันในเฟซบุ๊ค แล้วเขาก็เคยเขียน Bioscope อยู่พักนึง ก็เลยเม้ามอยกันใหญ่เลย พิงค์บอกว่ามากับแฟน เพิ่งมาถึงเมื่อเช้านี้เอง (พิงค์กับแฟนได้อยู่แถวหน้าสุด ตรงกลางเด๊ะเลย) พิงค์เล่าว่าเมื่อเช้าไป Gardens by the Bay มา มันจะเป็นสวนขนาดใหญ่เพิ่งเปิดเมื่อเดือน ก.ค. นี่เอง เราก็ เอ้อๆ เดี๋ยวลองไปมั่งดีกว่า (แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป หาโปรแกรมแทรกไม่ได้) แต่คุยกันพักนึง เราก็เกรงใจแฟงพิงค์ เลยบอกว่าพิงค์กลับไปหาแฟนเต๊อะ เราอยู่คนเดียวได้ (ชินชากับการอยู่คนเดียว ...นี่ถ้ามีการประกวดมนุษย์คนเดียวระดับโลก กูก็ว่าจะไปนะ)


คนเริ่มทยอยกันมา


ยิ่งเย็น คนยิ่งเยอะ


และพอค่ำก็เยอะขนาดนี้แล้ว ไอ้สวนที่ดูเล็กๆ นี้ ความจริงมันจุคนได้เยอะเหมือนกันแฮะ

พอใกล้ๆ จะสองทุ่ม หลังจากนั่งจนรากจะงอก ก็ลุกขึ้นมายืนเตรียมตัว แต่สองทุ่มแล้ว เหล่าสมาชิกวง Garbage ก็ยังไม่มีวี่แววจะออกมา ...แม่งเลทแหงๆ แหม่ กูก็ว่าสิงคโปร์เป็นประเทศเจริญแล้ว นึกว่าคอนเสิร์ตจะตรงเวลา (อยากให้คอนเสิร์ตทั้งโลกเป็นแบบของเกาหลี, ญี่ปุ่น, เยอรมัน แม่งตรงเวลาจนไม่รู้จะตรงไปไหน) ก็ได้แค่ รอ รอ รอ ตอนนี้สัมผัสได้ว่ามวลชนเริ่มหงุดหงิดกันเล็กน้อย ตะโกนเรียก “การ์เบจจจจจจ” “เชอร์ลี่ยยยยยยย์” กันเป็นระยะ และในที่สุดประมาณ 20.30 อินโทรก็ดังขึ้น ...มะ มะ มะ มะ มาแล้วโว้ยยยยยยยยยย (ตื่นเต้นสุดขีด)


แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยสสสสส์ ใกล้สุดขีด เชอร์ลียยยยย์!!!! (ขออภัยภาพห่วย เนื่องจากถ่ายด้วยมือถือ คือดันติดจากเมืองไทยที่ไม่ให้เอากล้องเข้าคอนเสิร์ต ปรากฏว่าที่สิงคโปร์นี่แม่งไม่มีการห้ามอะไรเลย ถ่ายกันได้ตามสบาย พลาดแล้วกู)

เพลงแรกที่ Garbage เล่นคือ Supervixen ซึ่งเป็นแทร็คแรกของอัลบั้มชุดแรก โอ้โห แม่งเหมือนย้อนอดีตไปช่วงวัยรุ่นเลย แถมยังต่อด้วยเพลงดัง I Think I'm Paranoid ...แค่สองเพลงแรกก็คุ้มแล้วคร้าบบบบบ จากนั้นโดยรวมๆ ก็มันส์ดี คือถึงจะเล่นเพลงที่ไม่ค่อยชอบหรือไม่ได้ชอบมาก แต่พอเล่น live ก็แบบ เฮ้ย เวิร์คว่ะ (อย่างเช่นเพลง Shut Your Mouth จากอัลบั้ม Beautiful Garbage ที่แฟนๆ แสนจะเกลียด แต่พอเล่นไลฟ์แม่งร้องตามกันเพียบ 555) จุดที่ชอบมากคือ สมาชิกแต่ละคนเนี่ย ก็อายุ 50-60 กันหมดแล้ว แต่แบบแม่งดูฟิตมากกกกกกกกก คือเล่นกันเต็มที่มาก ประทับใจจริงๆ อ้อ อีกอย่างที่ดีมากคือ แม้ว่าเราจะอยู่หน้าสุด แต่ระบบเสียงก็ดี นี่ถ้าเป็นคอนเสิร์ตเมืองไทย กูคงจมเสียงเบสตายห่าคารั้วไปแล้ว

ทั้งนี้มีสมาชิกสองคนที่ประทับใจเป็นพิเศษ คนแรกคือมือกลอง Butch Vig คือวงการเพลงนี่ชอบจดจำแกในฐานะโปรดิวเซอร์ (โดยเฉพาะอัลบั้ม Nevermind ของ Nirvana) แต่เพิ่งจะเคยดูแกตีกลองแบบสดๆ พบว่าแกแม่งตีกลองโคตรบ้าพลังเลย ดูแล้วนึกถึง Yoshiki วง X-Japan เหมือนกัน (เพียงแต่ลีลาไม่ได้ดัดจริตเท่า 555) ถือว่าลุงแกร็อคมาก ณ จุดนี้ขอกราบบบบบบ

อีกคน แน่นอนว่าต้องเป็น Shirley Manson คือเป็นผู้หญิงที่เริ่ดตลอดกาล ปีนี้เธออายุ 47 แล้ว ยังดูฟิตแอนด์เฟิร์ม และบ้าพลังเหมือนเดิม แต่เวลาพูดคุยกับคนดูเธอจะเล่นขี้เล่น น่ารัก ประสาทแดกนิดๆ 5555 มันเหมือนฝันจริงๆ ที่ได้เห็นเธอใกล้ขนาดนี้ แถมมีจังหวะเธอมาอยู่ข้างหน้า แล้วชี้มาทางคนดู กูมโนไปเลยว่าชี้กู แทบจะเป็นลมไปเลย กลับโรงแรมมาตั้งสเตตัสเลยว่า Shirley, you’re always my great bitch หรือถ้าแปลแบบง่ายๆ คือ รักนะ...อีดอกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก


ระเบิดพลังกันต่อไป


มันใกล้ถึงขนาดนี้!

ถึงจะแอบเสียดายว่า คอนเสิร์ตไม่ได้เล่นบางเพลงที่เราชอบอย่าง You Look So Fine หรือ When I Grow Up แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก (เพราะจากที่ติดตาม set list มา ก็ไม่เล่นเพลงพวกนี้อยู่แล้ว) มีช่วงที่พีคมากๆ คือตอนเพลง Special เพราะชอบเพลงนี้มาก แล้วรู้สึกไปตามเพลงว่าค่ำคืนนี้มันโคตรจะ Special จริงๆ อีกอันคือตอนเพลงชาติอย่าง Only Happy When It Rains คนดูทุกคนร่วมกันแหกปาก Pour you misery down, Pour your misery down ฟินนนนน!

สรุปแล้วคอนเสิร์ตจบอย่างสวยงาม ตอนแรกว่าจะไปเดินเล่นเดินแร่ดต่อสักที่ แต่เนื่องจากคอนเสิร์ตเลท กว่าจะเลิกก็สี่ทุ่มกว่า แถมกูยืนขาแข็งมาเกือบสองชั่วโมง เลยคิดว่ากลับโรงแรมดีกว่า (ณ ตอนนี้ดีใจมากๆ อีกครั้งที่โรงแรมตัวเองอยู่ใกล้ขนาดเดินได้) เดินออกจาก Fort Canning ด้วยความอิ่มเอม แต่ลึกๆ ก็แอบเศร้าเหมือนกันว่า ชีวิตนี้กูจะได้มีวันได้ดู Garbage รอบที่สองอีกหรือเปล่านะ เพราะอัลบั้มชุดใหม่ก็ไม่ค่อย success เท่าไร อายุอานามก็มากกันแล้ว มีสิทธิสูงเหลือเกินที่จะเกษียณกัน ...เฮ้อ ชีวิตก็แบบนี้ล่ะนะ (ไหง จบเศร้าวะเนี่ย)


แวะซัดมื้อดึกที่ Kopitiam เจอกลุ่มคนมานั่งประชุมกัน มึงประชุมกันประหนึ่งว่าอยู่ที่ออฟฟิศตัวเอง มีการตบมืออะไรกันด้วย กูงงเลย


หลังจากพยายามลองอาหารสิงคโปร์มาหลายมื้อ พบว่าไม่เวิร์ค วันนี้เลยลองกินร้านอาหารไทย ชื่อ Thai Lotus ข้าวไข่เจียวนี่แหละ อร่อยดี มีซุบต้มยำ + สลัดดูคล้ายๆ กับส้มตำแถมมาด้วย

ก่อนขึ้นโรงแรมก็แวะซื้อน้ำที่เซเว่น ขณะที่กำลังควานหาเหรียญอยู่ ก็เหลือบไปเห็นสัญลักษณ์ EZ Link ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ และทำให้นึกได้ว่า เฮ้ยยยยย กูใช้บัตร EZ link ซื้อของในเซเว่นได้นี่หว่าาาา อีห่า โง่ล้วงเหรียญอยู่ตั้งสองวัน แถมเมื่อบ่ายดันวู่วามเติมบัตรไปตั้ง 30 เหรียญ แบบนี้จะได้ไม่เหลือเงินตกค้างในบัตรมากเกินไป โอยยย หายโง่แล้วกู

แม้จะฟินกับคอนเสิร์ต แต่ก่อนนอนก็มีเรื่องให้เครียดอีก เพราะถึงตอนนี้สังเกตได้ว่าหน้าผากตัวเองมีผื่นเม็ดเล็กๆ ขึ้นมาเต็มเลย แสดงว่าต้องแพ้อะไรสักอย่างแน่ๆ ซึ่งก็เดาว่าคงเป็นน้ำประปาเนี่ยแหละ รู้สึกแหม่งๆ กับน้ำประปาที่นี่ตั้งแต่ลองดื่มเมื่อวันแรกแล้ว เพราะพบว่าดื่มไม่ได้ ปะแล่มๆ พิกล (ไม่เหมือนน้ำประปาที่เบอร์ลิน อร่อยมาก)

หลังจากระบายความฟินถึง Garbage ในเฟซบุ๊คก็เข้านอน ...โดยที่ไม่รู้เช่นเคยว่า ความชิบหายได้รออยู่แล้วพรุ่งนี้ เพราะจะถูกแขกหลอก!

โปรดติดตามตอนต่อไป




Create Date : 05 ธันวาคม 2555
Last Update : 5 ธันวาคม 2555 16:26:43 น. 2 comments
Counter : 3332 Pageviews.

 
มาลงชื่อไว้ก่อนค่ะ จะตามอ่านย้อนหลัง อ่านไปเมื่อกี้
ไม่กี่บรรทัดสนุก


โดย: วัวป่าหลงเงาจันทรา วันที่: 5 ธันวาคม 2555 เวลา:20:02:07 น.  

 
มารออ่านด้วยคนค่ะ ช่วงมกรามีLaneway fest ด้วยนิคะ


โดย: Noonery วันที่: 7 ธันวาคม 2555 เวลา:21:28:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.