http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
เมษายน 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
18 เมษายน 2555
 
All Blogs
 
ทริปสังคโลกเบอร์ลิน อินดี้อย่างคลาสสิก : DAY 3 มื้อเย็นกับท่านทูต

by merveillesxx


หมายเหตุ

1) บทความนี้เป็นบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ใช่คู่มือการท่องเที่ยว

2) มีการใช้คำหยาบคายมากมาย


=================


ตั้งนาฬิกาปลุกไว้เจ็ดโมงเช้า แต่ตอนตีห้าอยู่ดีๆ มีเบอร์จากเมืองไทยโทรมา ดูแล้วเป็นเบอร์ทวงต้นฉบับเจ้านึง กดตัดสายทิ้งทันที จากนั้นอาบน้ำ ลงไปห้องเล่นเน็ต แล้วเมลไปหาเจ้าของเบอร์นั้น “กูอยู่เบอร์ลินโว้ย ไม่ต้องโทรมา มีอะไรเมลเอา เข้าใจ๊!?” (อันนี้คือที่คิดในใจ แต่เมลจริงสุภาพนอบน้อมกว่านี้) เดินไปกินอาหารเช้า ไม่มีใครเลย เพราะตอนนี้เพิ่งเจ็ดโมง เหมือนทั้งห้องเป็นของเรา สบายดีแท้

เคยอ่านเจอมาก่อนแล้วว่า น้ำเปล่าในเบอร์ลินส่วนใหญ่จะเป็นแบบอัดแก๊ส กระหยิ่มยิ้มย่องในใจว่า ฮะฮ่า กูไม่พลาดกินน้ำอัดแก๊สแน่ แต่พอเดินไปตรงที่เติมน้ำ แม่งมีขวดสองแบบ อันนึงฉลากสีเขียว อันนึงฉลากสีม่วง แถมสียังคล้ายๆ กัน แล้วกูจะรู้มั้ยเนี่ย ว่าอันไหนน้ำธรรมดา อันไหนน้ำมีแก๊ส ภาษาเยอรมันก็อ่านไม่ออก เลยต้องเสี่ยงดวงเอา ...นั่น เจอน้ำอัดแก๊สจนได้ ทุกวันนี้ก็ยังงงๆ ว่าสีไหนเป็นอันไหนกันแน่ ตอนหลังเลยแก้ปัญหาด้วยการกินน้ำก๊อก เค้า (ใครไม่รู้) ยืนยันมาว่าน้ำก๊อกที่นี่กินได้ สะอาด อร่อย ก็ดี เป็นการประหยัดงบไปในตัว เพราะห้องที่โรงแรมไม่มีน้ำเปล่าให้ ไม่มีกระทั่งตู้เย็นด้วยซ้ำ

กลับขึ้นห้องไปแต่งตัว เริ่มปวดเท้านิดๆ ขาข้างขวายังเจ็บตะคริว เลยรีบเอายานวด แม่แนะนำยา Perskindol หลอดสีเหลืองๆ มา บอกว่าใช้ดี ท่าทางจะดีจริง มีพี่คนนึงถูกประตูหนีบ เราให้ยาไปทา เค้าบอกว่าวันเดียวหายเลย อีกหนึ่งอุปกรณ์คู่ชีพของทริปนี้คือ แป้งโยคี เอาไว้ดับกลิ่นเท้าและรองเท้า เพราะรองเท้าใส่เดินทั้งวัน หลายวันเข้าจะยิ่งเหม็น หญิงเป็นคนแนะนำมา ใช้ดีมาก ขอคอนเฟิร์ม!


นี่แหละ แป้งโยคี ทาเท้า และ โรยในรองเท้า ระงับกลิ่นตีนชะงักดีแท้ แต่เคยอ่านเจอในพันทิปว่ามีทั้ง แป้งโยคี และ ผงโยคี สร้างความสับสนเป็นอย่างยิ่ง

ถึงเวลานัดเก้าโมง รีบลงมาที่ล็อบบี้ เจอพี่จอร์จนั่งรออยู่ตามคาด วันนี้ชาวคณะหลายคนลงมาเร็ว คงสัมผัสได้ถึงรังสีอาฆาตของจอร์จจากเมื่อวาน แต่หลายคนยังลงมาชิวๆ เหมือนเดิม พี่จอร์จหน้าเครียดอีกแล้ว รอสักพักก็ลงมากันครบ ออกเดินทางเลทตามเคย

ตามโปรแกรม วันนี้เริ่มด้วยการไปเยี่ยมชม Berlin Musical Instrument Museum (ต่อไปขอย่อว่า BMIM นะ) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเครื่องดนตรีไว้มากมาย ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 ถึงปัจจุบัน ที่ตั้งก็อยู่บริเวณ Potsdamer Platz ใกล้ๆ กับ Berlin Philharmonic Hall เลย


หนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเบอร์ลิน หมีนั่นเอง


ถึงแล้ว Berlin Musical Instrument Museum ดีไซน์ล้ำไม่แพ้ใคร


เรื่องน่ารู้คือ ในเบอร์ลิน วันพฤหัสถือเป็น Museum Day มิวเซียมหลายแห่งจะเปิดดึกถึงสี่ทุ่ม บางที่อาจจะให้เข้าฟรีตอนเย็นๆ ด้วย

เข้าไปใน BMIM สตาฟฟ์บอกให้เราไปฝากเสื้อโค้ทกับกระเป๋าที่ล็อคเกอร์ชั้นล่างก่อน ล็อคเกอร์ตามมิวเซียมในเบอร์ลินก็ใช้ระบบหยอดเหรียญ 1 หรือ 2 ยูโร แต่สิ่งที่ดีคือ เวลาเราไขกุญแจเอาของ ตู้จะคืนเหรียญออกมาด้วย ไหลออกมาค้างที่ช่องกุญแจนั่นแหละ ตอนแรกเราไม่รู้ จนมีพี่คนนึงบอก เลยรีบวิ่งกลับไปเอาเหรียญ

ช่วงที่ฝากของ เกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย เพราะบางคนไม่มีเหรียญ ต้องยืมเหรียญกันไปมา บ้างก็ตกลงกันว่าจะฝากด้วยกัน หรือจะแยกกันฝากดี นู่นนี่นั่นโน่นไปเรื่อย จนเปิ้ล (พีอาร์ของมหิดล เป็นผู้ดูแลทริปอีกคน) วิ่งหน้าตื่นมาบอกว่า “พี่ๆ ช่วยเร่งหน่อยค่ะ จอร์จบอกว่าเราสายจากเวลาที่นัดวิทยากรไว้ยี่สิบนาทีแล้ว” เอาแล้วไง...เฮียจอร์จแปลงร่างแล้ว สิ้นสุดประโยคนั้น ทุกคนยัดของเข้าตู้อย่างรวดเร็ว และขึ้นไปรายงานตัวทันที


ภายใน BMIM จะมีพี่การ์ดมากมาย เพราะเครื่องดนตรีหลายชิ้นมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาก


คุณพี่แว่นเสื้อเทา คือวิทยากร พี่เค้าเฟรนด์ลี่ดี สำเนียงอังกฤษติดเยอรมันค่อนข้างเยอะ แต่ก็ฟังออก

พี่แว่นพาเราชมเครื่องดนตรีมากมาย เครื่องดีด สี ตี เป่า บ้างเป็นของเก่าหายาก บ้างเป็นของที่เหลือเพียงชิ้นเดียวในโลก บ้างเป็นของที่ตกทอดมาจากราชวงศ์นู่นนี่ แต่ขอสารภาพตามตรงว่าไม่ค่อยอินเท่าไร เพราะไม่ได้สนใจด้านนี้ พยายามตั้งใจฟัง แต่ถึงตอนนี้ลืมหมดแล้วว่าพี่เค้าพูดอะไรบ้าง (ขอโทษนะพี่...)


อันนี้เป็นฮาร์ฟซิคอร์ดที่เก่าแก่มากๆ ชนิดว่าถ้ากดแรงๆ มันอาจพังได้


ออร์แกนยักษ์ที่สูงถึงเพดาน จะมีเล่นโชว์เฉพาะวันเสาร์เท่านั้น


แต่ที่น่าตื่นเต้นมากคือ Cinema Organ เป็นออร์แกนขนาดยักษ์ที่ใช้เล่นเพลงประกอบหนังเงียบในสมัยก่อน เวลาเล่นจริงมันจะดูอลังการมาก (เราถ่ายคลิปไว้ ดูที่ http://www.youtube.com/watch?v=fKI5Rqw_3D4 เสียงมันจะเบาหน่อยนะ)

คุณพี่แว่นอยู่กับเราแค่ชั่วโมงเดียว เพราะเค้ามีคิวต้องไปไกด์ทัวร์ให้อีกกรุ๊ป พวกเราเหลือเวลาเยี่ยมชม BMIM อีกพักนึง โปรแกรมต่อไปของเราคือ ไปดู Lunch Concert ที่ Berlin Philharmonic Hall ตอน 13.00 จะเป็นดนตรีแชมเบอร์แบบสบายๆ เล่นกันตรงโถงของฮอลล์ จอร์จเลยให้เราไปนั่งพักผ่อนตามสบายที่คาเฟ่ชั้นล่าง ขณะที่เรากำลังชะเง้อมองว่าจะสั่งอะไรกินดี ก็เห็นเปิ้ลทำหน้าเสีย พร้อมคุ้ยข้าวของในกระเป๋า สักพักเปิ้ลบอกว่าสงสัยจะทำกระเป๋าเงินหาย (ตอนแรกใจหายแวบ เพราะเปิ้ลเป็นคนถือเงินส่วนกลางด้วย แต่เปิ้ลบอกว่าเป็นกระเป๋าส่วนตัว) พี่ที่เป็นรูมเมทของเปิ้ลบอกว่า “พี่ว่าเมื่อเช้าพี่เห็นมันอยู่บนโต๊ะที่ห้องนะ” บทสนทนาที่เกิดต่อมาคือ...

เรา: “งั้นกลับไปดูที่โรงแรมมั้ยเปิ้ล จะได้สบายใจ ตอนนี้พอมีเวลาเหลือนะ”
เปิ้ล: (นิ่งคิดไป 3 วินาที) “โอเค งั้นต่อไปโรงแรมกับเรานะ”
เรา: !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!????????????!!!!!!!!!!!!!!!!!

เป็นงั้นไป...ตอนแรกนึกว่าจะได้นั่งจิบกาแฟเก๋ๆ เชิ่ดๆ กลายเป็นว่าต้องกลับโรงแรมซะงั้น T_T นี่ก็ยังงงๆ ว่าทำไมเปิ้ลถึงเลือกให้กูไปเป็นเพื่อน เพราะกูดูพึ่งพาได้? เพราะกูดูรู้เส้นทาง? หรือเพราะเห็นว่าเมื่อวานกูหนีเที่ยวคนเดียว จึงไม่น่ามีปัญหากับการแยกตัวจากกลุ่มหลัก? อันที่จริงให้ไปด้วยก็ไม่มีปัญหาหรอก เราแค่กลัวว่าจะกลับมาดู Lunch Concert ตอนบ่ายไม่ทัน แบบว่าอยากดูอ่ะ เล่นใน Berlin Philharmonic Hall ทั้งที ถึงจะเป็นแค่โถง ไม่ใช่ตัวฮอลล์จริงๆ ก็เถอะ

กว่าจะออกจาก BMIM ได้ก็วุ่นวายมาก เพราะคีย์การ์ดห้องเปิ้ลอยู่ในกระเป๋าที่หายไป / เลยต้องไปเอาคีย์การ์ดของพี่ดวง (รูมเมทเปิ้ล) / แต่พี่ดวงดันเอาการ์ดไว้ในกระเป๋า / กระเป๋าของพี่ดวงไปฝากไว้ในล็อคเกอร์เดียวกับพี่แอร์ / กุญแจล็อคเกอร์อยู่กับพี่แอร์ ...โอ๊ยยยย ทำไมซับซ้อนแบบนี้ กูอยากจะกรี๊ด กว่าจะได้คีย์การ์ด หมดไปแล้ว 15 นาที ...ลาก่อน Lunch Concert กูกลับมาไม่ทันแน่ๆ ฮือออออ

ความชิบหายยังไม่หมดแค่นั้น BMIM เนี่ยอยู่แถว Potsdamer Platz แต่อย่างที่เล่าไปว่ารถไฟใต้ดินตรงนี้มันหยุดวิ่ง ต้องเดินไปขึ้นอีกสถานี ตอนเดินหลงทางอยู่พักนึง แต่ในที่สุดก็มาถึงโรงแรมจนได้ วินาทีที่เปิดห้องนี่กูลุ้นมาก ขอให้เจอกระเป๋าเถอะ อุตส่าห์ทุ่มทุนกลับกันมาขนาดนี้ ถ้าไม่เจอกูคงกรี๊ดลั่นสหภาพยุโรป แต่โชคยังเข้าข้าง สรุปแล้วเปิ้ลลืมกระเป๋าไว้ในห้องจริงๆ ...เฮ้อ โล่ไป (เช้าวันรุ่งขึ้น พอเจอหน้าเปิ้ลปุ๊บ เราพูดเลยว่า “เปิ้ล เอากระเป๋าตังค์มายัง ถ้าวันนี้เธอลืม ชั้นไม่กลับมากับเธอแล้วนะ!” 555)

ด้วยความที่เรากลับไปดู Lunch Concert ไม่ทันแล้วแน่นอน เปิ้ลเลยเกิดไอเดียบรรเจิดว่า งั้นเราลองเปลี่ยนวิธีเดินทางบ้างดีมั้ย นั่งแต่รถใต้ดินเบื่อแล้ว อยากเห็นวิวบ้าง เรามานั่งรถเมล์กันดีกว่า (!!??) ซึ่งเราก็ไม่ค่อยชัวร์เท่าไร คือแม่นแต่พวกรถไฟไง แต่รถราง รถเมล์ นี่ไม่รู้เรื่องเลย เปิ้ลจัดแจงไปถามรีเซ็พชั่นรูปหล่อว่าถ้าจะไป Berlin Philharmonic Hall โดยรถเมล์ต้องไปไงคะ ฝั่งนั้นเขียนใส่กระดาษมาให้อย่างดีว่า เราต้องนั่งใต้ดินไปที่สถานี Alexanderplatz แล้วนั่งรถเมล์สาย 200 ต่อ ซึ่งมันจะเป็นสายที่วิ่งรอบเมือง (สรุปแล้วสองวันนี้กูวนเวียนกับอีสอง platz เนี่ยแหละ Potsdamer Platz กับ Alexanderplatz)

ฟังดูเหมือนง่าย แต่พอถึงเวลาจริงไม่ง่ายขนาดนั้น พอมา Alexanderplatz ก็เริ่มเอ๋อแดก แล้วพวกกูจะต้องขึ้นรถเมล์ป้ายไหน ฝั่งไหนล่ะเนี่ย เปิ้ลพยายามถามคนแถวนั้น แต่ส่วนใหญ่ดันเจอแต่พวกนักท่องเที่ยว (คือฝรั่งมันหน้าคล้ายๆ ไปกันหมด ไม่รู้คนไหนคนเยอรมัน ไหนคนชาติอื่น) เราเลยเปลี่ยนแผนใหม่ว่า โทรถามฝั่งกรุ๊ปหลักดีกว่าเดี๋ยวเค้าจะไปไหนกันต่อ เราจะได้ไปที่นั่นเลย พอเปิ้ลโทรไปถามเลยได้รู้ว่า ตกลงฝั่งนู้นก็อดดู Lunch Concert เพราะบัตรเต็ม (คือ Lunch Concert นี่เราแทรกเข้ามาในโปรแกรม เลยไม่ได้จองตั๋วล่วงหน้า) และตอนนี้พวกเขากำลังไปที่ Holocaust Memorial เราเลยบอกว่า โอเค เดี๋ยวเจอกันที่นั่น

ดูจากแผนที่แล้ว Holocaust Memorial ต้องไปลงสถานี Brandenburger Tor ซึ่งจาก Alexanderplatz จะต้องนั่ง S-Bahn หรือรถลอยฟ้าไป แอบตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะสองวันที่ผ่านมาพวกเรานั่งแต่รถใต้ดิน U-Bahn กันมาตลอด จะได้เห็นเดือนเห็นตะวันกับเค้าบ้างซะที


S-Bahn สถานี Alexanderplatz


หน้าตารถไฟ S-Bahn


ลงสถานี Brandenburger Tor เจอแลนด์มาร์คสำคัญที่สุดของเบอร์ลิน นั่นคือ Brandenburg Gate อันที่จริงเราควรรีบมุ่งหน้าไป Holocaust Memorial เผื่อว่าพี่ๆ ฝั่งกรุ๊ปหลักเค้าจะรอเราอยู่ แต่ว่าที่ประตูนี้มันมีสิ่งล่อตาล่อใจเยอะเหลือเกิน จนเผลออดถ่ายรูปไม่ได้ (เป็นโรคฝังรากลึกในชนชาติไทย)


หมีอีกแล้ว ตัวนี้น่ารักเชียว...


ระหว่างเดิน เจอคนขี่พาหนะนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าเรียกว่าอะไร

เรากับเปิ้ลรีบเดินกระหืดกระหอบมาที่ Holocaust Memorial เพราะกลัวว่าพี่ๆ เค้าจะรอเรา แต่พอมาถึง พบเพียงความว่างเปล่า ไม่เห็นคนไทยซักคน พอเปิ้ลโทรถามฝั่งนู้น ปรากฏว่ายังเดินกันมาอยู่เลย (แล้วพวกกูจะรีบวิ่งมาทำไมเนี่ย) ดังนั้นจึงทำได้แต่รอ


Holocaust Memorial สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงการฆ่าล้างชาวยิว ว่ากันว่าก่อนจะสร้างอนุสรณ์แห่งนี้มีการถกเถียงกันอยู่นานว่าต้องสร้างยังไงถึงจะรำลึกชาวยิวได้เหมาะสม ไอเดียที่ผ่านเป็นของสถาปนิก Peter Eisenman ใช้แท่งหิน 2,711 ก้อนที่สูงต่ำไม่กัน เวลาที่เราเดินเข้าไปในแท่งพวกนี้ จะเกิดความรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ สถานที่แห่งนี้เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2005 นี่เอง


เปิ้ล สาวน้อยที่เราร่วมผจญภัยด้วย


ขอถ่ายรูปหน่อย ทริปนี้ไม่ค่อยมีรูปตัวเองเลย

นั่งรอกรุ๊ปหลักอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง แอบถามพี่ๆ ว่าทำไมนานจังกว่าจะมา ได้ทราบความว่าพี่จอร์จแกพาเดินมาจาก Potsdamer Platz นั่นเอง ที่ได้ยินมาว่าคนเยอรมันชอบเดินนี่ท่าจะจริง แต่จอร์จก็บอกกับพวกเราว่า ที่พาเดินเพราะอยากให้เราเห็นสิ่งที่น่าสนใจเยอะๆ ซึ่งก็ถูกของเค้าอ่ะนะ

จากนั้นจอร์จพาเราเดินไป Brandenburg Gate (ซึ่งเมื่อกี้เรากับเปิ้ลแอบมากันก่อนแล้ว) เป็นบริเวณที่มีนักท่องเที่ยวเยอะมากกกกกก จอร์จเตือนว่าให้ระวังกระเป๋าตังค์กันด้วย อันที่จริงแล้วประตูบรันเดนเบิร์กนี่มันไม่มีอะไรเลย มีแค่ประตูนั่นแหละ แต่เราชอบตรงที่ความเซอร์เรียล เพราะมันเหมือนมีชุดเหตุการณ์ล้านแปดเกิดขึ้นในที่แห่งนี้ (ดูรูปประกอบข้างล่างโลด)


กลับมาประตูอีกครั้ง


มันคือรถอะไรไม่รู้ แต่ขี่กันได้หลายคน ท่าทางสนุกดี


ทหารสองคนนี้มีคนขอถ่ายรูปด้วยเยอะมาก เพราะ...หล่อ


อยู่ดีๆ ก็มีดาร์ธเวเดอร์!? อะไรเนี่ยยย


ทหารสองคนนี้ไม่ค่อยฮิตเท่าไร ก็ดูพวกพี่แต่งตัวกันสิ


ชอบหมีตัวนี้มาก มันดูหลอนๆ ดี นึกถึงมนุษย์กระต่ายในหนังของ เดวิด ลินช์ เลย


อันนี้ถือเป็นภาพที่พีคที่สุดในทริปนี้ หมีถอดหัวออกมาเป็นเจ๊คนนึง แถมเจ๊ยังสุบบุหรี่แบบไม่แคร์ว่าจะทำลายความฝันเด็ก 5555 เวลาเห็นพวกคนใส่ชุดหมีชุดสัตว์ เราจะนึกถึงหนังอเมริกันอินดี้เรื่อง Bunny เกี่ยวกับชายหญิงสองคนที่ต้องทำงานแต่งตัวเป็นกระต่ายไปยืนตามมุมถนน แล้วให้คนมาร้องไห้ระบายใส่ โดยที่กระต่ายจะไม่มีสิทธิตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น


Street Dance ก็มี อันนี้กำลังเต้นเพลง Beat It ของไมเคิล แจ็คสัน

ขณะถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลิน จอร์จบอกกับเราว่า โอเค งั้นไอจะปล่อยยูตามสบายนะ เดี๋ยวเจอกันอีกทีห้าโมงเย็นที่โรงแรม เพราะคืนนี้เรามีนัดต้องไปสถานทูตไทย วันนี้จอร์จค่อยร่ำลาอย่างนุ่มนวลหน่อย ทุกคนเข้าใจโดยทั่วกัน ไม่เกิดความเหวอแดกแบบเมื่อวาน โอเค ตอนนี้เป็นช่วง free time แล้ว รีบคิดเลยว่าจะไปที่ไหนดี ต้องใช้เวลาที่มีให้คุ้ม มองไปฝั่งตรงข้ามของประตู มองเห็นอนุสาวรีย์ชัยชนะ (Siegessäule) อยู่ไกลลิบๆ ประมวลผลดูแล้ว คิดว่าไม่คุ้มที่จะไป เพราะเดินไกลมาก แถมเดินไปก็เจอแค่แท่งอนุสาวรีย์ เลยตัดสินใจว่ากลับไปที่ Holocaust Memorial ดีกว่า เพราะเมื่อกี้ยังไม่ได้เดินข้างในแท่งเหลี่ยมๆ เลย


ถ้าเดินใน Holocaust Memorial จะได้ฟีลประมาณนี้

เดินมั่วไปมั่วมาใน Holocaust Memorial ก็ไปเจอเข้ากับ Information Centre ซึ่งเป็นบริเวณจัดนิทรรศการที่อยู่ใต้ดิน ไม่เสียค่าเข้า แต่ว่าต้องต่อคิว


คิวไม่ยาวมาก แต่รอนานเหมือนกัน เพราะเค้าปล่อยเข้าทีละสิบคน ระหว่างรออยู่ในแถว จะมี staff เดินมาแจกโบรชัวร์ พร้อมกับย้ำว่าช่วยปิดมือถือด้วย และอย่าส่งเสียงดังข้างในนะคะ

เข้าไปใน Information Centre ต้องมีการตรวจค้นตามเคย เราอุตส่าห์เอาออกหมดทั้งเสื้อหนาว กระเป๋าตังค์ มือถือ แต่พอเดินผ่านเครื่องแสกนมันก็ร้อง ตื๊ดๆๆๆๆ ซะงั้น อะไรอีกเนี่ย กูทำอะไรผิดอีกกกก แต่เจ้าหน้าที่ก็บอกเสียงเย็นๆ ว่า “โอ้ว ยู ช่วยเดินไปหาคุณผู้หญิงทางนั้นหน่อย” เดินไปเจอเจ๊หน้าเย็นเอาที่แสกนรูดๆๆ วนๆๆ ตามตัว สรุปว่าไม่มีอะไร ผ่านเข้าไปดูงานได้สักที


เข้ามาปุ๊บจะเจอไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ก่อนเลย


บรรยากาศใน Information Centre จะเป็นแนวมืดๆ เงียบๆ เย็นยะเยือก (มิน่าเค้าถึงบอกให้เงียบ) จอที่พื้นจะเป็นจดหมายของชาวยิวในช่วงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์


จดหมายอันนี้เศร้ามาก อ่านแล้วจุกอก “ทำไมสงครามยังคงอยู่ ทำไมความหิวโหยยังมีอยู่ และทำไมโลกนี้ยังดำรงอยู่”


ห้องขานชื่อ หน้าจอจะขึ้นชื่อชาวยิวที่เสียชีวิต และจะมีเสียงบอกเล่าประวัติและสาเหตุการตายของคนนั้น ในโบรชัวร์เขียนว่า ถ้าจะอ่านชื่อชาวยิวให้ครบทุกคนต้องใช้เวลา 6 ปี! (แต่ที่จริงมันนานเพราะเสียงบรรยายมันพูดทั้งเยอรมันและอังกฤษ)


ผู้คนที่เข้ามา Information Centre จะมีสีหน้าหม่นหมอง ไม่มีใครยิ้มเลย


โทรศัพท์อันนี้ถ้ากดฟัง จะเป็นเสียงบรรยายเล่าเรื่องของชาวยิวแบบ first person เช่นว่า “ชั้นชื่อมารี ชั้นถูกจับไปที่ค่ายกักกัน ชั้นถูกพรากจากลูก ลูกชั้นตายโดยที่ชั้นไม่เห็นหน้า” ฟังไปแค่คนเดียว ก็หยุดเลย กูไม่อยาก depress ไปมากกว่านี้

หลังจากหดหู่อยู่ใน Information Centre พักใหญ่ พอได้ขึ้นมาบนดินแล้วรู้สึกปลอดโปร่งมาก นั่งพักเหนื่อยแป๊บนึง แล้วเดินต่อไปฝั่งตรงข้ามของ Holocaust Memorial เพื่อไปดู Memorial to Homosexuals persecuted under Nazism แปลตามตัวเลย คือเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกถึงโฮโมเซ็กชวลที่ถูกฆ่าหรือทำร้ายในช่วงนาซีครองอำนาจ


Memorial to Homosexuals เป็นกล่องเล็กๆ แค่นี้เอง เพื่อสื่อความถึงความอึดอัดและหวาดกลัวของชาวเกย์ในยุคนาซี มองผ่านช่องเข้าไปจะเป็นวิดีโอผู้ชายจูบกัน อนุสรณ์แห่งนี้เพิ่งเปิดเมื่อปี 2008 สร้างโดย Michael Elmgreen และ Ingar Dragset ช่วงที่สร้างใหม่ๆ กลุ่มเฟมินิสต์ออกมาประท้วงว่าอนุสรณ์นี้ระลึกถึงแต่เกย์ ตอนหลังหนังสั้นที่ฉายข้างในเลยมีภาพผู้หญิงจูบกันด้วย


Memorial to Homosexuals จะตั้งอยู่ใน Tiergarten สวนสาธารณะใหญ่เบิ้มของเบอร์ลิน


ใน Tiergarten จะมีรูปปั้นมากมาย แต่ดูจากเวลาที่เหลือแล้วดูหมดไม่ทันแน่

ณ จุดนั้นต้องตัดสินใจอย่างเร่งด่วนว่าจะไปไหนดีในเวลาอันจำกัด เปิดดูคู่มือเจอ Hilter’s Bunker หลุมหลบภัยที่ฮิตเลอร์อยู่จนถึงวาระสุดท้าย อืม...ฟังดูยิ่งใหญ่ ไปอันนี้ละกันวะ เดินหลงทางอยู่พักนึง จนหลงไปเจอป้าย


เห็นคำว่า Fuehrer จำได้ว่าแปลว่า ผู้ท่านนำ ไว้ใช้เรียกฮิตเลอร์ ตามป้ายนี้ไปโลด


นี่แหละครับ Hilter’s Bunker ปัจจุบันมันกลายเป็นลานจอดรถไปแล้ว 5555


มีป้ายแผนผังอย่างละเอียดว่าฮิตเลอร์นอนตรงไหน ขี้ตรงไหน สีหน้าพี่ชาวต่างชาติสองคนนี้บ่งบอกว่า “กูมาทำไมเนี่ย”

เอาเถอะ ถึง Hilter’s Bunker จะดูไร้สาระมากๆ แต่ก็ฮาดี ถึงเวลาต้องกลับโรงแรมแล้ว นั่งรถไฟมายังสถานี Rosenthaler Platz คราวนี้เพิ่งได้สังเกตว่า


ตู้เอทีเอ็มแม่งเถื่อนมาก ถูกพ่นซะ


ขึ้นมาทีไรจะเจอร้านร้างๆ อันนี้ ทำให้สถานียิ่งดูน่ากลัว แต่เอ๊ะ พอมองไปด้านขวา...


อ้าวเฮ้ย! แม่งมีมินิมาร์ทเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ในมุมซะงั้น ตอนแรกนึกว่าสถานีโรงแรมกูจะกันดารไม่มีอะไรขายเสียอีก ว่าแล้วเลยเข้าไปอุดหนุนหน่อย คนขายเป็นสาวแขกหน้าตายิ้มแย้ม พูดจาไพเราะ


สิ่งที่ซื้อมา...ไอติม ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน หนาวจะตายห่า จะแดกไอติมทำไม

กลับมาโรงแรม ต้องเปลี่ยนชุดนิดหน่อย เพราะว่าโปรแกรมตอนค่ำคือทานมื้อเย็นกับท่านทูต ตอนแรกได้ยินว่าเป็นท่านทูต กูก็จัดหนักเตรียมสูทมาเลย แต่เมื่อบ่ายคุยกับพี่ๆ แล้วก็ตกลงกันว่าเราแต่งกันสบายๆ เหอะ สรุปว่าใส่เสื้อเชิ้ตกับยีนส์กันเกือบหมด (ดีนะ ตกลงกันก่อน ไม่งั้นกูเสร่อสูทเนี้ยบอยู่คนเดียว)

ตอนไปที่ประตูบรันเดนเบิร์ก แถวนั้นจะมีสถานทูตของประเทศเจริญๆ มากมาย ทั้งอเมริกา, ฝรั่งเศส, อังกฤษ แต่สถานทูตไทยแม่งตั้งอยู่ชานเมืองสุดๆ คือเหมือนจะนั่งรถไปศาลายาแล้ว นั่งรถไฟกันยาวมาก เกือบยี่สิบสถานี โดยเราจะต้องลงที่สถานี Schloßstr.


สถานี Schloßstr. ดูน่ากลัวมาก ไม่มีคนเลย


เห็นป้ายนี้มีชื่อ โรมัน โปลันสกี้ เลยถ่ายไว้ก่อน ไม่รู้หรอกว่าคืออะไร (มาค้นข้อมูลดู มันคือมิวสิคัลที่ทำจากหนังเรื่อง The Fearless Vampire Killers ของโปลันสกี้)


แต่พอขึ้นมาบนดินแล้ว บริเวณ Schloßstr. นี่ก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าไร


เพราะเป็นชานเมือง บรรยากาศเลยออกสงบๆ


ช่วงที่เรามาเป็นช่วงอีสเตอร์พอดี เลยมีการแขวนไข่ตามต้นไม้


อยู่เบอร์ลินเจอตึกสวยๆ ตลอด


ถึงแล้ว สถานทูตไทย ดีไซน์ใช้ได้นะ ตอนแรกนึกว่าจะเชยๆ


ตราครุฑที่คุ้นเคย

พอเข้าไปในสถานทูต มีคุณพี่ผู้หญิงที่เหมือนจะเป็นเลขาลงมาต้อนรับ บอกว่าท่านทูตติดราชการต่างจังหวัด วันนี้เราจะได้เจอรองท่านทูตแทน แต่ตอนนี้จะได้เจอท่านทูต รองท่านทูต หรือ ยมทูต กูก็ไม่สนแล้วล่ะ เพราะกูหิวมาก 555 หลังจากอาหารเช้าโรงแรม กินขนมปังไปแค่ก้อนเดียว และแอบหวังอย่างยิ่งว่าจะได้กินอาหารไทย ตอนนี้กูเบื่อขนมปังใจจะขาดแล้ว


อาหารเป็นแบบบุฟเฟต์ เห็นแล้วดีใจแทบเต้นระบำ


โอ้ อาหารไทยจ๋า ฉันคิดถึงเธอ

แน่นอนว่า มากินข้าวกับท่านทูต เราก็ต้องคุยกับท่านทูต แต่พวกเราก็ไม่รู้จะคุยอะไร เลยพากันหนีมานั่งฝั่งในหมด เพราะกะว่าท่านทูตจะต้องนั่งหัวโต๊ะฝั่งด้านนอกแน่ ...ปรากฏว่าท่านทูตมานั่งฝั่งกูครับ ห่างไปเพียงสองที่นั่งเท่านั้น แรกๆ ก็เคอะเขินเล็กน้อย แต่โชคดีว่าท่านทูตเป็นกันเองมาก ชวนพวกเราคุยอย่างสนุกสนาน ที่เซอร์คือบทสนทนามันลื่นไหลอย่างรวดเร็วมาก ไล่ตั้งแต่คนเบอร์ลินขับรถอะไร คนต่างประเทศชาติไหนที่อยู่เยอะสุด ที่นี่ใช้พลังงานทดแทนบ้างมั้ย พอเราไปเข้าห้องน้ำ กลับมาอีกทีกลายเป็นเรื่องเขาพระวิหารแล้ว (มันไปถึงนั่นได้ไง) และไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิกสักเท่าไร 555 ได้ตระหนักว่าคนเป็นทูตนี่ต้องรอบรู้ทุกเรื่องจริงๆ

ท่านทูตบอกว่าไม่ค่อยรู้เรื่องเพลงเท่าไร แต่พวกหนังก็ดูบ้าง หลังจากนั่งเงียบอยู่นาน คราวนี้กูเลยได้มีโอกาสร่วมวงสนทนาบ้าง ก็ชวนกันคุยเรื่องเทศกาลหนังเบอร์ลิน แต่ไปๆ มาๆ ดันจบด้วยเรื่องคนไทยในเบอร์ลิน ท่านทูตเล่าว่าส่วนใหญ่ก็เป็นแนวผู้หญิงไทยตามผัวเยอรมันมานั่นแหละ พอมีปัญหาจะเลิกจะหย่า หรือถูกผัวซ้อม ก็วิ่งมาสถานทูตไทยกัน


ทานกันอิ่มหนำสำราญ


คุยกับท่านทูตอยู่สองชั่วโมง สมควรแก่เวลากลับ ถ่ายรูปหมู่ที่ระลึกหน่อย (ท่านทูตคือ คนตรงกลาง เนคไทแดงจ้า)

ออกมาจากสถานทูตประมาณสองทุ่มครึ่ง ถูกโจมตีด้วยลมหนาวอย่างรุนแรง อากาศที่เบอร์ลินแปรปรวนมาก เมื่อกลางวันยังสบายๆ ประมาณ 12 องศา ตกกลางคืน 3-4 องศาซะงั้น แถมพี่จอร์จดันถามโพล่งขึ้นมาอีกว่า อยากไปเดินดูอะไรต่อหน่อยมั้ย คือพี่ไม่หนาว แต่พวกผมหนาวครับ ทุกคนพร้อมใจกันบอกว่ากลับโรงแรมเห๊อะ

ตอนเดินไปสถานีรถไฟ เราเดินข้างจอร์จพอดี เลยถามเค้าว่าบ้านยูอยู่ตรงไหนเนี่ย จอร์จชี้ให้ดูในแผนที่ มันค่อนข้างไกลจากโรงแรมเราพอควร เลยไปปรึกษากับเปิ้ลว่าให้จอร์จเค้ากลับไปเลยดีกว่า ไม่ต้องไปส่งเราที่โรงแรมหรอก พวกเรากลับกันเองได้ พอบอกจอร์จไป พี่แกทำหน้ากังวลเล็กน้อย จะดีเหรอ ยูแน่ใจนะ (จริงๆ พี่เค้าก็เป็นห่วงพวกเรานะ) เปิ้ลยืนยันว่าไม่ต้องห่วง ต่อเค้ารู้ทาง เราเลยชี้ๆ ลากๆ ในแผนที่ให้จอร์จดูว่า นี่ๆๆ เราต้องกลับแบบนี้ใช่มั้ย จอร์จก็ชมว่า “Oh, you are a perfect guide guy” (นี่คือเค้าชมใช่มั้ย) เราเลยถามจอร์จต่อว่าที่เบอร์ลินเนี่ย ตอนกลางคืนมีที่ไหนน่าสนใจบ้าง จอร์จตอบว่า ก็ที่ Potsdamer Platz กับ Alexanderplatz ไง ...ขอบคุณครับจอร์จ กูไปไอ้สองที่นี้มาจนเอียนแล้วเฟร้ย

พอจอร์จแยกกลับบ้านไปแล้ว ระหว่างนั่งรถไฟกลับโรงแรม เริ่มเกิดความคิดว่านี่มันยังไม่ดึกเท่าไรนะ สองทุ่มครึ่งเอง เราน่าจะไปแว่บแร่ดสักหน่อย ว่าแล้วเลยบอกเปิ้ลว่า เอ่อ เราขอแว่บนะ เปิ้ลรู้ทางกลับใช่มั้ย ฝากดูแลชาวคณะด้วยเด้อ เปิ้ลบอกว่าได้เลย ไม่ต้องห่วง เราเลยกระโจนลงตรงสถานี Zoologischer Garten ซึ่งเป็นสถานีที่เชื่อมไปยังหลายที่ แต่ยังไม่มีไอเดียว่าจะไปไหน ไอ้พวกผับหรือร้านเหล้าก็ไม่ใช่แนวเรา ขอเป็นอะไรคึกคักๆ ประมาณแถว Alexanderplatz ก็ได้ เปิดคู่มือของ สนพ.วงกลม เค้าแนะนำ Bebelplatz ว่าเป็นจตุรัสที่ไม่เคยหลับไหล เอาวะ ไปที่นี่ละกัน ต้องไปสถานี Friedrichstr. (อีกแล้ว...ทำไมชีวิตเบอร์ลินกูวนไปวนมาอยู่แค่นี้)


กราฟิตี้ที่เจอในสถานีรถใต้ดิน เทพจนต้องถ่าย


กลับมาที่ Friedrichstr. อีกครั้ง ไอ้สีแดงๆ นั่นคือร้านซีดี Dussmann ที่มาเมื่อวาน


ป้ายไฟสวยดี

แต่ทว่า...ไม่ว่าจะเดินไปทางซ้าย ขวา หน้า หลัง กูก็ไม่เห็นจะมีวี่แว่วของจตุรัสอันคึกคักเลย มีเพียงถนนว่างเปล่าร้างไร้ผู้คน ดูแผนที่ก็ยิ่งง ดูชื่อถนนยิ่งงงไปกันใหญ่ ตกลงว่าไอ้ Bebelplatz นี่มันเป็นจตุรัสปริศนาหรือยังไง (ไม่หรอก กูโง่หาไม่เจอเอง มารู้ทีหลังว่าจตุรัสนี้มีความสำคัญคือ เป็นที่ที่นาซีเผาหนังสือ) อยู่ไปอยู่มาชักท้อใจ แถมแถวนี้ก็ดูเปลี่ยวๆ ชอบกล ถอยดีกว่า ...เปิดคู่มือ เค้าแนะนำไว้อีกที่คือ Hackescher Markt เป็นย่านร้านอาหารยามค่ำคืน ห่างจากสถานี Friedrichstr. ไปแค่ป้ายเดียว


บริเวณสถานี Hackescher Markt

พอมาตรง Hackescher Markt ค่อยใจชื้นหน่อย เพราะดูคึกคัก มีผู้คนเดินไปมาพอสมควร เดินไล่ไปเรื่อยๆ แถวนี้มันก็คล้ายๆ ทองหล่อตอนกลางคืนนั่นแหละ มีร้านอาหาร ร้านเหล้า เต็มไปหมด แต่ยังอิ่มมื้อเย็นจากสถานทูตอยู่เลย ขอเดินเก็บบรรยากาศแล้วกัน


ร้านนี้เก๋ดี ไฟสวย


เจอโรงหนังด้วย ฉายหนังดังๆ ทั้งนั้น ส่วน Iron Sky คือหนังนาซีอวกาศ

เดินย่าน Hackescher Markt ไปสักพัก ฝนเริ่มตกพรำๆ ลงมา เวรแล้วไง ร่มก็ไม่มี ถ้าตกหนักนี่กูซวยแน่ กลับโรงแรมดีกว่า แต่พอจะเดินไปขึ้นรถไฟ เจอป้ายถนน Rosenthaler อ้าวเฮ้ย นี่มันชื่อถนนที่โรงแรมกูอยู่นี่หว่า แปลว่าถ้าเดินเรื่อยๆ มันก็ไปถึงโรงแรมดิ เอาวะ ลองดูแล้วกัน เดินตากฝนแบบไปตายเอาดาบหน้า สักพักนึงก็เห็นไฟจากโรงยิม JOPP & JOPP (ซึ่งเราชอบเรียกว่าโรงยิมเจป็อป JPOP) โอ้ว นั่นมันโรงยิมที่อยู่ข้างหลังโรงแรมกูนี่เอง ในที่สุดก็เดินกลับมาโรงแรมได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งรถไฟ รู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก


โรงยิม JOPP & JOPP แต่เป็นยิมสำหรับผู้หญิงนะ


เย้ ถึงโรงแรมแล้ว

สรุปว่ากลับมาถึงโรงแรมสี่ทุ่มครึ่งเหมือนเมื่อวานเลย แอบเครียดอยู่ในใจ เพราะพรุ่งนี้จอร์จนัดแปดโมงเช้า นั่นหมายความว่ากูต้องตื่นตั้งแต่หกโมง โอ้ว พระเจ้าจอร์จ มันไม่ยอดเลย

แล้วคุณคันฉัตรจะตื่นทันหรือไม่

โปรดติดตามตอนต่อไป...





Create Date : 18 เมษายน 2555
Last Update : 18 เมษายน 2555 1:42:58 น. 1 comments
Counter : 3112 Pageviews.

 
นั่นสิ ไปเมืองนอก คิดถึงอาหารไทยชะมัด


โดย: travelsaint วันที่: 20 พฤษภาคม 2555 เวลา:8:23:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.