<<< "ดับความทุกข์ที่ถาวร" >>>











"ดับความทุกข์ที่ถาวร”

การได้ฟังธรรมตามกาลตามเวลาเป็นมงคลอย่างยิ่ง

 พระพุทธเจ้าสอนให้เราสร้างสัมมาทิฏฐิ

สัมมาสังกัปโป สร้างปัญญาขึ้นมา

ด้วยการฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ฟังก็ได้ ศึกษา คือ อ่านหนังสือก็ได้ ดูวิดีโอก็ได้

สมัยนี้ ทางธรรมะนี้สามารถศึกษาได้หลายทาง

ไม่เหมือนสมัยโบราณ สมัยพระพุทธกาลนี้

จะฟังเทศน์ฟังธรรมได้นี้ ก็ต้องไปวัดเท่านั้น

 เพราะที่วัดจะมีพระแสดงธรรมให้ฟัง

จะไปวัดได้ก็ต้องหยุดการทำงาน

 เหมือนสมัยพุทธกาลจึงมีการฟังธรรม

ตามวันพระตามวันเวลาตามการตามเวลา

ก็คือวันหยุดทำงานของญาติโยม

ที่ตรงกับวันพระนี่เอง วันพระจึงเป็นวันฟังธรรม

 วันที่พุทธศาสนิกชนจะได้ไปสร้างสัมมาทิฏฐิ

 สร้างสัมมาสังกัปโป สร้างสัมมาวายาโม

 คือ ความเพียรชอบ เพียรศึกษาก่อน

เมื่อได้ศึกษาแล้วก็ให้เพียรปฏิบัติ

ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เพียรสร้างสัมมากัมมันโต สัมมาวายาโม สัมมาวาจา

โดยการรักษาศีล ๕ รักษาศีล ๘

 เช่น ในวันพระญาติโยม

นอกจากการไปฟังเทศน์ฟังธรรม

เพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโปแล้ว

ก็ยังเพียรปฏิบัติเพื่อให้เกิดสัมมากัมมันโต

สัมมาวาจา สัมมาอาชีโว

ถ้าทำอาชีพที่ไม่ถูกต้องก็เลิกเสียถ้าเลิกได้

 ถ้ายังเลิกไม่ได้ก็ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า

จะต้องเลิกให้ได้ กำหนดเวลา

ให้มีเวลาที่จะเปลี่ยนอาชีพ

เพื่อจะได้มีสัมมาอาชีพโว

 รักษาศีลเพื่อจะได้มีสัมมากัมมันโต สัมมาวาจา

 รักษาศีล ๕ ในเบื้องต้น พอรักษาศีล ๕ ได้แล้ว

 ก็มาเพิ่มเป็นการรักษาศีล ๘

 เพราะการรักษาศีล ๘ นี้

จะทำให้เกิดการมีความเพียรพยายาม

ที่จะละตัณหาความอยาก

ที่ทำให้ต้องกลับมาเกิดมาแก่

มาเจ็บมาตายกันอยู่เรื่อยๆ

 ศีล ๘ นี้จะช่วยละตัณหาความอยาก

คือ กามตัณหาได้ เช่น ศีลข้อที่ ๓

 ก็จะเปลี่ยนเป็นการร่วมหลับนอนกับคู่ครอง

 ไปเป็นการไม่ร่วมหลับนอนกับใคร

ไม่หาความสุขทางการเสพกาม

เสพความสุขทางร่างกาย

 เพราะไม่ใช่เป็นวิธีดับความทุกข์ที่แท้จริง

 เอาเวลาที่จะดับความทุกข์ที่แท้จริงนี้มาเจริญสติ

 มาเจริญสัมมาสติ ซึ่งเป็นมรรคองค์ที่ ๗

 ถ้ามีการเจริญสัมมาสติแล้ว

จะทำให้สามารถทำให้เกิดมรรคที่ ๘ ขึ้นมาได้

 ก็คือสัมมาสมาธิ สัมมาสติ สัมมาสมาธินี้

จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีการรักษาศีล ๘ ขึ้นไป

ถ้ารักษาศีล ๕ นี้จะไม่มีกำลังพอ

เพราะจะไม่มีข้อห้ามไม่ให้ไปหาความสุข

ทางร่างกายได้นั่นเอง ผู้ที่ถือศีล ๕ นี้

ยังไปหาความสุขทางร่างกายได้

อย่างร่วมหลับนอนกับคู่ครองของตนได้

 แต่ห้ามไม่ให้หลับนอน

กับผู้ที่ไม่ได้เป็นคู่ครองของตน

 ถ้าเป็นคู่ครองของตนก็ร่วมหลับนอนได้

นี่คือศีลข้อที่ ๓ ของศีล ๕

แต่ถ้าต้องการดับความทุกข์อย่างถูกต้อง

 ก็ต้องไม่ใช้การหาความสุขทางร่างกายมาดับ

 เป็นการดับชั่วคราว

การได้ร่วมหลับนอนกับคู่ครองนี้

ก็จะทำให้เกิดความสุขขึ้นมาแล้ว

ก็จะทำให้ความทุกข์ที่มีอยู่หายไปชั่วคราว

แต่เดี๋ยวความทุกข์นั้นก็จะกลับขึ้นมาใหม่

 เพราะต้นเหตุของความทุกข์ไม่ได้ถูกดับ

ไปด้วยการร่วมหลับนอนกันนั่นเอง

 ต้นเหตุของความทุกข์ก็คือ

กามตัณหา ภวตันหา และวิภวตัณหา

 นี้จะดับได้ก็ต่อเมื่อเรามาถือศีล ๘ กัน

 มาละเว้น มาไม่กระทำตามความอยาก

 ความอยากจะดับได้นั้นก็ต้องดับ

ด้วยการไม่กระทำตามความอยาก

 ถ้าไปทำตามความอยากแล้ว

ความอยากนั้นจะไม่มีวันดับไม่มีวันหมด

 ดังนั้นถ้าอยากจะดับความทุกข์อย่างถาวร

ก็ต้องมาดับด้วยการถือศีล ๘

แล้วก็มาเจริญสัมมาสติ มาเจริญสัมมาสมาธิ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๐

“ทางสู่การดับทุกข์”









ขอบคุณที่มา fb, พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 มกราคม 2561
Last Update : 15 มกราคม 2561 22:28:48 น.
Counter : 129 Pageviews.

0 comments
: รู้แต่สิ่งที่สำคัญเท่านั้นพอ : กะว่าก๋า
(11 ส.ค. 2562 06:20:12 น.)
❖" การรู้ประมาณ ทำให้ไม่เป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น " Turtle Came to See Me
(9 ส.ค. 2562 04:08:05 น.)
: รู้จักประมาณตน : กะว่าก๋า
(8 ส.ค. 2562 06:12:24 น.)
โอวาทธรรม **mp5**
(8 ส.ค. 2562 13:50:09 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด