<<< “ ต้องเรียนรู้ก่อนปฏิบัติ” >>>











“ ต้องเรียนรู้ก่อนปฏิบัติ”

การฟังเทศน์ฟังธรรมนี้ เท่ากับการมารับยา

รับยาไปรับประทาน ถ้ารับยาไปแล้ว ฟังเทศน์แล้ว

ไม่ได้นำเอาไปปฏิบัติต่อ ฟังเฉยๆ ก็เหมือนกับเอายาไป

 แต่ไม่ได้เอายาไปรับประทานตามที่หมอสั่ง

ธรรมดาเราหาหมอ หมอจะบอกว่า

ให้ยานี้ไปรับประทานวันละสามมื้อหลังอาหารก่อนนอน

 รับประทานครั้งละหนึ่งเม็ดสองเม็ด

 นี่คือยาที่หมอจะให้เรามารักษาทางร่างกาย

 ยาของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าไปรักษาศีล ไปภาวนา

ไปรักษาศีลแปดกัน รักษาศีลแปด ภาวนากัน

 ถ้าเราไม่ไปรักษาศีลแปด ไม่ไปภาวนา

ไม่นั่งสมาธิไม่เจริญปัญญา เราก็ไม่ได้รับประทานยา

ธรรมจะวิเศษขนาดไหนก็ตาม

แต่มันจะไม่ทำประโยชน์ให้กับเราได้

ประโยชน์ธรรมะจะเกิดกับเราได้ก็ต่อเมื่อ

 เราเอาธรรมะเข้ามาในใจ เรากินยากินธรรมะ

 วิธีกินยากินธรรมะก็คือ ปฎิบัติธรรม

ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาศีล

ก็ต้องศีลแปดขึ้นไปถ้ารักษาศีลแปดยังไม่ได้

ก็ต้องหัดรักษาศีลห้าไปก่อน กำลังยังไม่พอ

 ก็รักษาศีลห้าก่อน พอรักษาได้แล้ว

ต่อไปก็ขยับขึ้นมารักษาศีลแปดเช่นวันพระนี้

 ถ้าเรารักษาศีลห้าตามปกติได้แล้ว

วันพระเราก็ลองมารักษาศีลแปดกัน

 ถ้าเรารักษาศีลแปดก็แสดงว่า

เราเริ่มรับประทานยาแล้ว เริ่มเอาธรรมะเข้าสู่ใจแล้ว

และถ้าเราภาวนาหรือทำใจให้สงบเป็นสมาธิ

 อันนี้ก็จะได้เอายาเข้าไปอีก รับประทานตามที่หมอสั่ง

 มียาสองขนาดสามขนาด มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา

 ที่จะต้องรับประทานเข้าไป

ถึงจะรักษาความทุกข์ทางใจให้หายหมดสิ้นไปได้

 ถ้าเพียงแต่ฟังธรรมหรือรู้ว่าศีลมีอะไรบ้าง

 ศีลห้ามีอะไรบ้างศีลแปดมีอะไรบ้าง

สมาธิมีอะไรบ้างสมาธิมีกี่แบบ ปัญญามีกี่แบบ

รู้ถ้ารู้อย่างนี้รู้ไปเฉยๆแต่ไม่นำเอาไปปฏิบัติ

รู้ก็แบบไม่เกิดประโยชน์อะไร

เป็นเหมือนความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

 เหมือนกับสมัยพุทธกาลมีพระเถระรูปหนึ่ง

ท่านท่องคำสอนของพระพุทธเจ้าได้หมดเลย

 จำได้หมด เทศนาว่าการต่างๆที่พระองค์ทรงเทศน์

ถ้ามีการจดบันทึกเอาไว้ท่านก็เอามาอ่าน

 เอามาจดมาจำ จำได้หมดเลย

แต่พระพุทธเจ้าเวลาพบทีไร

ก็ไม่เคยชมพระรูปนี้เลยว่าเก่งฉลาด

 กลับว่าเป็นใบลานเปล่า โง่ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

 เพราะว่ายังทำใจให้พ้นจากความทุกข์ไม่ได้

ทุกครั้งที่เจอก็พูดอย่างนี้ เธอเป็นเหมือนใบลานเปล่า

 อยู่ไปเปล่าๆ ตายไปเปล่าๆ

ไม่ได้อะไรจากการมาเรียนรู้ธรรมะคำสอนของเราเลย

พอพูดบ่อยๆเข้าก็เลย เกิดความฉุกคิดขึ้นมาว่า

พระพุทธเจ้าทรงหมายความว่า

ความรู้ที่เราเรียนนี้มันไม่พอ ยังไม่ได้ปฏิบัติ

 ก็คำสอนของพระพุทธเจ้านี้ขั้นต้นท่านว่าต้องปฏิบัตินะ

 ต้องศึกษา เรียกว่าปริยัติ ศึกษาแล้ว

ก็ต้องนำเอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติแล้ว

ปฏิเวธคือผลของการปฎิบัติก็จะเกิดขึ้นมา

มีธรรมะแล้วถ้าไม่เอาไปปฏิบัติ

ก็จะไม่ได้เห็นผลของธรรม

คือการดับความทุกข์ต่างๆที่มีอยู่ภายในใจให้หมดไป

 การยุติการเวียนว่ายตายเกิด ต้องเกิดจากการปฎิบัติ

แต่ก่อนจะปฏิบัติได้ก็ต้องเรียนรู้ก่อน

ถ้าไม่เรียนรู้แล้วไปปฏิบัติก็จะปฏิบัติแบบผิดๆถูกๆ

 หรือผิดขั้นตอน ถ้าปฏิบัติผิดขั้นตอนมันก็ไม่เกิดผล

 เช่นก่อนที่จะไปทางปัญญานี้ ต้องมีสมาธิก่อน

ถ้าจิตยังไม่รวมเป็นอัปนาสมาธินี้ ยังไม่มีกำลัง

 ยังไม่มีความสามารถที่จะไปเอาปัญญา

มาต่อสู้กับข้าศึกศัตรู

หรือเชื้อโรคที่ทำให้ใจไม่สบายได้

ฉะนั้นก่อนที่จะกินยาปัญญา ต้องกินยาสมาธิก่อน

 พอมียาสมาธิแล้ว ค่อยกินยาปัญญา

ก่อนที่จะมีสมาธิได้ก็ต้องกินยาศีลก่อน

รักษาศีลแปดก่อน ถ้ารักษาศีลแปดยังไม่ได้

ก็หัดรักษาศีลห้าไปก่อน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 04 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2560 9:47:32 น.
Counter : 324 Pageviews.

0 comments
: รู้แต่สิ่งที่สำคัญเท่านั้นพอ : กะว่าก๋า
(11 ส.ค. 2562 06:20:12 น.)
✾การจับผิดทำให้ใจขุ่นมัว Turtle Came to See Me
(11 ส.ค. 2562 05:16:24 น.)
Quotes คำคม (8) comicclubs
(11 ส.ค. 2562 22:36:30 น.)
โอวาทธรรม **mp5**
(8 ส.ค. 2562 13:50:09 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด