<<< "วิเคราะห์ด้วยปัญญาด้วยเหตุด้วยผล" >>>










"วิเคราะห์ด้วยปัญญาด้วยเหตุด้วยผล"

การปฎิบัติธรรมปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี่แหละ

 เป็นเหตุที่จะทำให้เราได้ประโยชน์สุขอย่างแท้จริง

ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายที่เราได้พบกัน

 อันนี้เราจึงต้องมาดูกิจกรรมของเรา

ดูการกระทำของเราว่า วันๆ หนึ่งนี้

เราให้เวลากับการทำกิจกรรมอย่างไรบ้าง

 เราปฏิบัติธรรมกันมากน้อยเพียงไร

เราหาลาภยศสรรเสริญ หาความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกายกันมากน้อยเพียงไร

 ถ้าเราไม่มาพิจารณามาวิเคราะห์แล้ว

มากำหนดเวลาของการปฏิบัติของเรา

เราก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเวลาเราทำอะไรแล้ว

มันมักจะติดเป็นนิสัย มันจะไม่เปลี่ยนของมันเอง

 มันจะเปลี่ยนต่อเมื่อมีเหตุการณ์มาบังคับ

หรือว่าการวิเคราะห์ด้วยปัญญาด้วยเหตุด้วยผล

 ว่าการกระทำแบบนี้มันขาดทุนไม่ได้กำไร

 การกระทำแบบนี้ได้กำไรไม่ขาดทุน

ถ้าเรามีการวิเคราะห์เราก็จะได้รู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้น

จากการกระทำต่างๆ ของเรา

ถ้าการกระทำอันไหนมันไม่เกิดผลประโยชน์ที่ยั่งยืน

 เราก็ควรจะตัดไป การกระทำอย่างไหน

ที่ทำให้เกิดผลประโยชน์ที่ยังยืน

เราก็เลือกปฏิบัติ การกระทำแบบนั้น

นี่คือเหตุที่ทำให้พระพุทธเจ้า

พระอรหันตสาวกทั้งหลาย

ได้ออกบวชกัน ได้ปฎิบัติธรรมกัน

 เพราะท่านได้วิเคราะห์ได้พิจารณาแล้ว

ท่านเห็นแล้วว่าการกระทำกิจกรรมทางโลก

 ทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้ มันเป็นการกระทำ

ที่จะทำให้ได้ประโยชน์สุขชั่วคราว

ชั่วแค่ภพนี้ชาตินี้เท่านั้น

 พอตายไปก็จะสูญไปหมด สูญหายไปหมด

 แล้วก็ต้องกลับมาหาใหม่อยู่เรื่อยๆ

 หาได้เท่าไหร่ก็ต้องหมดไปเรื่อยๆ

 แต่การกระทำกิจกรรมทางธรรม คือการปฏิบัติธรรม

 ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี้

จะทำให้เราได้ประโยชน์สุขที่ถาวร

ที่จะทำให้เราไม่ต้องกลับมาสร้างใหม่อยู่เรื่อยๆ

 ผลที่เราจะได้รับจากการปฎิบัติธรรม

มันจะอยู่กับใจของเรา

 และจะเพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ

จนครบเต็มร้อย คือได้ไปถึงพระนิพพาน

 ได้ความสุขเต็มร้อย ได้ดับความทุกข์เต็มร้อย

 แล้วเราก็จะได้ไม่ต้องทำอะไรอีกต่อไป

เพราะเมื่อใจเรามีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์

 เราก็ไม่ต้องทำอะไร

 เราก็อยู่กับความสุขนั้นไปตลอด

ไม่มีวันสิ้นสุด นี่คือประโยชน์สุข

ที่เราจะได้รับจากการปฎิบัติ

ตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ถ้าเราไม่วิเคราะห์ไม่พิจารณาดู

 เราก็ยังจะติดอยู่กับกิจกรรมต่างๆ

ที่เราทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เราก็จะไม่มี

วันที่จะไปปฎิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่

 เพราะเราก็จะอ้างเหตุนั้นเหตุนี้

 แต่ถ้าเราวิเคราะห์เราก็จะเห็นว่า

การอ้างของเรานี้มันไม่ได้สำคัญเลย

 เพราะว่าผลที่เราได้รับจากการทำกิจกรรมต่างๆ

 ทางโลกนี้มันเป็นผลที่ชั่วคราวเท่านั้นเอง

 เป็นผลที่เหมือนกับไม่เป็นผล

คือได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็หมดไปหายไป

เหมือนกับไม่ได้ เสียเวลาไปเปล่าๆ

เปรียบเหมือนกับเวลาที่เราไปก่อเจดีย์ทราย

ไว้ที่ชายทะเล เราอาจจะก่อเจดีย์

อย่างพิจิตรพิสดารสวยงาม แต่พอน้ำขึ้นมา

น้ำมันก็จะซัดทำลายเจดีย์ที่เราสร้างกันไว้ให้หมดไป

 แล้วพอน้ำลงเราก็มาก่อกันใหม่มาสร้างกันใหม่

 กี่ครั้งกี่ครา พอน้ำขึ้นมามันก็จะทำลายเจดีย์ทราย

ที่เราทำไว้ซัดหายไปหมด ผลประโยชน์ที่เราได้รับ

จากการทำกิจกรรมทางโลก

 มันก็เป็นเหมือนกับการก่อเจดีย์ทรายนี่เอง

 ก็ขึ้นมาแล้วเดี๋ยวมันก็ถูกน้ำซัดไปหมด

 น้ำที่มาซัดลาภยศสรรเสริญ

 มาซัดความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายให้หมดไป

 คืออะไร ก็คือเวลานี้เอง เวลานี้มันจะมากลืนกิน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้

ต่อให้เราสร้างอะไรให้มันวิเศษขนาดไหนก็ตาม

 วันเวลามันก็จะมาซัดให้มันหายไปหมด

 ดูซากปรักหักพังของปราสาทต่างๆ

 ของราชวังต่างๆ เดี๋ยวนี้เป็นซากปรักหักพังไปหมด

 แต่ในสมัยก่อนนั้นเป็นของสวยงาม

 แต่พอกาลเวลาผ่านไป

เวลามันก็จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง

ที่มนุษย์เราสร้างกันขึ้นมา จึงไม่รู้ว่า

เสียเวลาไปกับการสร้างสิ่งเหล่านี้กันทำไม

สร้างไว้แล้วเดี๋ยวมันก็หมดไป

สู้มาสร้างสิ่งที่มันไม่หมดไปไม่ดีกว่าหรือ

มาสร้างมรรคผลนิพพานกัน ที่จะไม่มีวันหมด

 พอเราสร้างมันได้แล้วมันก็จะอยู่กับใจของเราไปเรื่อยๆ

นี่คือการพิจารณาของพระพุทธเจ้า

และของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

 ท่านเห็นว่ากิจกรรมทางโลก ทางลาภยศสรรเสริญ

ทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้

จะให้ผลประโยชน์ชั่วคราว

 เป็นเหมือนกับการก่อเจดีย์ทรายที่ชายทะเล

พอน้ำซัดขึ้นมาปั๊บมันก็หายไปหมด

 ทำก่อขึ้นมาแทบเป็นแทบตาย

 พอน้ำซัดขึ้นมามันก็หมดไป ลาภยศสรรเสริญ

 ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ที่พวกเราหมั่นสร้างกันขึ้นมา

หมั่นหากันขึ้นมาแทบเป็นแทบตาย

วันๆ หนึ่งนี้พวกเราหมดเวลา

ไปกับการหาลาภยศสรรเสริญ

หารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะกัน

 แล้วพอเวลาที่เราตายไป ลาภยศสรรเสริญ

ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ที่เราหามาได้มากน้อยเพียงไร

 เข้าสูญไปหมด เวลาเราจากโลกนี้ไป

 เราเอาลาภยศสรรเสริญ

เอาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายไปไม่ได้เลย

 ให้เราวิเคราะห์อย่างนี้พิจารณาอย่างนี้

 แล้วมันจะได้ทำให้เราเห็นความโง่เขาเบาปัญญา

ของพวกเราว่า เรากำลังวิ่งตะครุบเงากัน

 หรือวิ่งจับลมกัน จับลมจับยังไง ก็จับไม่ได้ลม

 วิ่ง ตะครุบเงาก็ตะครุบยังไงเงาก็ตะครุบมันไม่ได้

 หาอะไรมาได้มากน้อยเพียงไร

 เดี๋ยวมันก็จะสูญไปหมดหายไปหมด

เวลาที่เราตายจากโลกนี้ไป

 ให้เรามาตะครุบเอาสิ่งที่เราสามารถเก็บเอาไว้ได้ดีกว่า

 สิ่งที่เราเก็บไว้ได้ก็คือประโยชน์สุข

ที่เราจะได้รับจากการบรรลุมรรคผลนิพพานนี้เอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๐

"ปฎิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น"






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 กันยายน 2560
Last Update : 12 กันยายน 2560 8:59:42 น.
Counter : 549 Pageviews.

0 comments
สวดมนต์ Insignia_Museum
(30 ก.ย. 2562 17:23:18 น.)
เขียนความจริง 7 กะว่าก๋า
(29 ก.ย. 2562 06:12:45 น.)
机智的男人 Jīzhì de nánrén หนุ่มเจ้าเล่ห์ Kavanich96
(27 ก.ย. 2562 03:42:19 น.)
เขียนความจริง 5 กะว่าก๋า
(26 ก.ย. 2562 06:06:42 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด