<<< “ เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ” >>>










“ เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ”

ให้รู้จักประมาณก็ให้รู้จักความพอดี

มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี

โดยเฉพาะเรื่องของปัจจัยสี่

ที่เราใช้ดูแลเลี้ยงดูร่างกาย

 อาหารกินมากเกินไปก็เกิดโทษ

 กินน้อยเกินไปก็เกิดโทษ ต้องกินให้มันพอดี

กินมากเกินไปก็เกิดน้ำหนักเกิน

 เดี๋ยวก็โรคภัยไข้เจ็บเข้ามา

 ถ้ากินน้อยเกินไปซูบผอมขาดสารอาหาร

นี้ก็เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เหมือนกัน

 ก็ต้องรู้จักความพอดี เหมือนใส่รองเท้านี่

รองเท้าก็ต้องขนาดพอดีใช่ไหม

ถ้าใหญ่เกินไปก็หลวม ใส่ไม่สบาย

 ถ้าเล็กเกินไปใส่ก็คับก็เจ็บเท้า

 ต้องหารองเท้าที่ขนาดพอดี

เสื้อผ้าก็เหมือนกัน ถ้าใช้เสื้อผ้า

ก็ต้องรู้จักปริมาณความพอดีว่าเราต้องการมีกี่ชุดกัน

ร่างกายเรามีร่างกายร่างเดียว

 เราต้องการมีเสื้อผ้าไว้สักกี่ชุดถึงจะพอ

 มีมากเกินไปก็จะทำให้เราเสียเงินเสียทอง

ไปเปล่าประโยชน์ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรมากขึ้นมา

 เพราะหน้าที่ของเสื้อผ้าก็มีไว้เพื่อหุ้มห่อร่างกาย

อันนี้เท่านั้นเอง ปกปิดร่างกายป้องกันร่างกาย

 จะเป็นเสื้อผ้าราคาแพงหรือราคาถูก

มันก็ทำหน้าที่ได้เหมือนกัน

ทำไมต้อง ไปเสียเงินเยอะๆ

เพื่อมาเอาเสื้อผ้าที่ทำหน้าที่

 ที่เสื้อผ้าราคาถูกก็ทำได้เหมือนกัน

เช่นเสื้อตัวละ 200 กับเสื้อตัวละ 2000

มันต่างกันตรงไหน มันก็ทำหน้าที่ได้เท่ากัน

มันปกปิดร่างกายหรือหุ้มห่อร่างกาย

ปกป้องร่างกายได้เหมือนกัน

นี่เราต้องรู้จักประมาณว่าเราควรจะใช้แบบไหน

 อย่าไปหลงกับรสนิยมของสังคม

 เสื้อผ้าบางทีมาจากโรงงานอันเดียวกัน

เพียงแต่อันหนึ่งมีตราอันหนึ่งไม่มีตรา

 พอมีตราก็ราคาแพงพอไม่มีตรา

ขายตามตลาดนัดก็ราคาถูก แต่มันก็เหมือนกัน

 เอามาเปรียบเทียบกันมันก็เหมือนกัน

 เรื่องอะไรเราต้องไปเสียเงินมากๆ

บางทีก็ต้องมีรสนิยม ถ้าใส่เสื้อถ้าไม่มีตราแล้ว

รู้สึกมันเชยไม่มีหน้าไม่มีตา

กระเป๋าถ้าไม่มีตราแล้วใส่แล้วมันรู้สึกมันไม่มีหน้ามีตา

 กระเป๋าเขามีไว้ใช้ใส่ของไม่ใช่เหรอ

 มันไม่จำเป็นจะต้องมาเชิดหน้าชูตาเราหรอก

 กระเป๋าเขามีไว้เพื่อใส่ของ ให้เรารู้จักประมาณ

 รู้จักเหตุผลของการใช้สิ่งต่างๆ ว่าเราใช้เพื่ออะไร

ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป

ให้พอดีกับเเหตุกับผลที่เราต้องการมัน

 แล้วชีวิตเราจะสบายไม่ถูกกดดัน

นี่ทุกวันนี้เราถูกกดดันด้วยรสนิยมของสังคม

 สังคมเขาเป็นคนวัดเรา วัดตัวเราว่าดีหรือไม่ดี

 เขาวัดอยู่ที่กระเป๋าที่เราใช้ วัดที่รองเท้าที่เราใส่

 วัดที่รถที่เราขับ ความจริงนี่ไม่ใช่เป็นเครื่องวัดคน

 เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ

 ทางกาย ทางวาจา ว่ามีศีลมีสัจย์หรือเปล่า

 ว่าทำบาปหรือทำบุญ

อันนี้แหละคือเครื่องวัดคนไม่ใช่เสื้อผ้า

 พระถึงไม่จำเป็นจะต้องมีเสื้อผ้าเหมือนญาติโยม

 พระสมัยพุทธกาลนี้ผ้าทำมาจากผ้าห่อศพ

ผ้าที่ไม่มีใครต้องการแล้ว

เพราะเสื้อผ้าไม่ใช่เป็นเครื่องวัดตัวพระ

 เครื่องวัดตัวพระก็คือ

ตัวศีลธรรมที่มีอยู่ในใจของพระ

 พระที่มีศีลธรรมมากก็มีคุณค่ามาก

พระพุทธเจ้านี่มีคุณค่ามากที่สุด

รองลงมาก็พระอรหันตสาวก

รองลงมาก็พระอนาคามี

พระอริยบุคคลขั้นต่างๆ มีอยู่สี่ขั้น

 เพราะมีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน

 นี่ก็คือเรื่องของการรู้จักประมาณ

 รู้จักความพอดี อย่ามีมากเกินไป

 อย่ามีน้อยเกินไป ร่างกายนี้ต้องมีปัจจัยสี่

ที่เหมาะสมกับฐานะของแต่ละคน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพด่ะ




Create Date : 29 กันยายน 2560
Last Update : 29 กันยายน 2560 11:28:49 น.
Counter : 377 Pageviews.

0 comments
Quotes คำคม (8) comicclubs
(11 ส.ค. 2562 22:36:30 น.)
: ความป่วยไข้ในตน : กะว่าก๋า
(10 ส.ค. 2562 06:22:45 น.)
: ความเมตตา : กะว่าก๋า
(4 ส.ค. 2562 06:14:57 น.)
: ศรัทธา : กะว่าก๋า
(2 ส.ค. 2562 06:11:54 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด