<<< "การพัฒนาทางจิตใจ" >>>










"การพัฒนาทางจิตใจ"

ให้เห็นว่าความทุกข์ที่พาให้มาเวียนว่ายตายเกิดกันนี้

 ความทุกข์ที่เกิดจากการเกิดแก่เจ็บตายนี้

 เกิดจากกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

การที่เราจะหยุดการเกิดแก่เจ็บตาย

หยุดการหยุดกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาได้

 เราต้องมีดวงตาเห็นธรรม มีปัญญา

เห็นว่าการทำตามความอยากนี้นำไปสู่ความทุกข์

 และสิ่งที่เราอยากได้มันก็เป็นความทุกข์

 เพราะมันเป็นสิ่งชั่วคราวเป็นของชั่วคราว

 เช่นความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 เป็นความสุขชั่วคราวที่ได้มาแล้วเดี๋ยวก็หมดไป

 เพราะหมดไปความทุกข์ก็จะเข้ามาแทนที่ทันที

 ถ้าเราเห็นด้วยปัญญา เราก็จะได้หยุดความอยาก

ที่จะหารูปเสียงกลิ่นรสมาเสพ

เพราะเท่ากับเป็นการหาความทุกข์กัน

ไม่ใช่หาความสุขกัน สู้ให้หยุดความอยาก

แล้วให้ตั้งอยู่ในความสงบดีกว่า

อยู่ในสมาธิอยู่ในความสงบ

อยู่ในความไม่มีความอยากจะดีกว่า

 เพราะเวลาใจไม่มีความอยากนี้ใจจะสงบ

และมีความสุขมากกว่าความสุข

ที่ได้จากการทำตามความอยาก

อันนี้ก็คือเรื่องของการพัฒนาทางจิตใจ

การพัฒนาแบบยั่งยืนต้องมีพระพุทธศาสนา

มาปรากฎมาสั่งมาสอน ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา

การพัฒนาทางจิตใจก็จะพัฒนาได้แค่ขั้นโลกียะ

 คือขั้นไม่ยั่งยืน คือขั้นของอรูปพรหม

 ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้มาค้นพบโลกุตรธรรมนี้

 ก็มีการพัฒนาทางจิตใจอยู่ มีการรักษาศีลกัน

 มีการทำบุญให้ทานกัน มีการนั่งสมาธิกัน

 แต่ก็สามารถที่จะพัฒนาไปได้แค่ขั้นรูปพรหม

 อรูปพรหมเท่านั้น แล้วพอสมาธิเสื่อมลง

ก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ เพราะยังมีความอยาก

อยู่ภายในใจอยู่ ยังมีภวตัณหา มีวิภวตัณหาอยู่

สำหรับผู้ที่ได้ขึ้นไปสู่ระดับชั้นพรหม

 กามตัณหาก็ได้ถูกกดเอาไว้ด้วยการรักษาศีล

แต่ยังไม่ได้ถูกทำลายไปอย่างถาวร

 ก็ยังสามารถที่จะดึงใจของผู้ที่ได้ขึ้นไปสู่รูปพรหม

และอรูปพรหมนี้กลับมาเสพรูปเสียงกินรสได้

ถ้าจะทำลายความอยากได้อย่างถาวรนี้

ต้องทำลายด้วยปัญญา ไปวิปัสสนา

คือด้วยการเห็นโทษของการทำตามความอยาก

ในรูปเสียงกลิ่นรสว่าเป็นการที่จะพาให้เรา

ต้องกลับมาเกิดใหม่อีกต่อไป

กลับมามีร่างกายเพื่อจะได้มาเสพ

รูปเสียงกลิ่นรสต่อไป

 อันนี้จะต้องรอให้มีพุทธเจ้ามาเป็นผู้ค้นพบ

พระพุทธเจ้าก็ได้ศึกษาได้ปฏิบัติ

จนถึงขั้นอรูปพรหมได้

 นั่งสมาธิเข้าสู่ขั้นอรูปฌานได้

แต่พระองค์ก็ยังเห็นว่า

ยังไม่เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 เพราะเวลาออกจากสมาธิมาความสุขที่ได้

จากขณะที่อยู่ในสมาธิก็ค่อยๆ จางหายไป

เพราะยังมีความคิดปรุงแต่ง

ยังมีความอยากหลงเหลืออยู่ในใจ

 หลังจากที่พระองค์ได้ทรงค้นคว้าศึกษาอยู่

ในที่สุดก็ทรงค้นพบว่าสิ่งที่ทำให้ความสุข

ที่ได้พัฒนาขึ้นมาในจิตใจนั้นไม่ยั่งยืน

ก็เพราะความอยากสามประการนี้เอง

คือความอยากในรูปเสียงกลิ่นรส

ความอยากมีอยากเป็น

 และความอยากไม่มีอยากไม่เป็น

พระองค์ก็เลยลองใช้ปัญญาพิจารณา

ก็เห็นว่าการทำตามความอยากนี้

ไม่ได้นำไปสู่ความสุขที่แท้จริง

เพราะสิ่งที่อยากได้นั้น

มันเป็นความสุขชั่วคราวนั่นเอง

ได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องมีวันสิ้นสุดลง มีวันหมดไป

ท่านก็เลยหยุดความอยากทั้งสามประการนี้

 เลิกความอยากในรูปเสียงกลิ่นรส

 เลิกความอยากมีอยากเป็น

 เลิกความอยากไม่มีอยากไม่เป็น

 พอหยุดความอยากทั้งสามประการนี้ได้

ใจก็จะมีความสงบไปตลอดมีความสุขไปตลอด

และก็จะไม่ต้องกลับมาเกิดอีกต่อไป

 เพราะไม่มีความอยากเป็นตัวฉุดลาก

ให้จิตกลับมาเกิดใหม่นั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๐

"การพัฒนาชีวิต"







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 02 กันยายน 2560
Last Update : 2 กันยายน 2560 7:28:11 น.
Counter : 477 Pageviews.

0 comments
: ด้วยมือของเธอเอง : กะว่าก๋า
(9 ส.ค. 2562 06:44:42 น.)
Quotes คำคม (2) comicclubs
(8 ส.ค. 2562 00:07:25 น.)
❖"สิ่งที่ให้กำลังใจมนุษย์ ไม่มีอะไรเกินคำพูด Turtle Came to See Me
(4 ส.ค. 2562 18:26:01 น.)
: ศรัทธา : กะว่าก๋า
(2 ส.ค. 2562 06:11:54 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด