<<< "มีสติมีปัญญาเป็นที่พึ่ง " >>>










"มีสติมีปัญญาเป็นที่พึ่ง "

นี่เราต้องมองระยะยาวกัน

 แล้วมันจึงจะทำให้เรามีความกล้าหาญ

 ที่จะมุ่งไปสู่ความสุขที่ถาวร

เช่นพระพุทธเจ้าของพวกเรา

 พระองค์ก็ทรงหาความสุขจาก ลาภยศสรรเสริญ

หาความสุขจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะมาก่อน

 เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ มีปราสาทสามฤดู

 มีบริษัทบริวารคอยห้อมล้อมคอยรับใช้

เพื่อตอบสนองความสุขในทุกรูปแบบ

แต่วันหนึ่งพระองค์ได้ทรงเสด็จ

ออกไปนอกพระราชวัง

 แล้วก็ไปเห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ

 เห็นคนตาย เห็นนักบวช

 จึงทำให้พระองค์นั้นเห็นความจริงของความสุข

ที่พระองค์กำลังแสวงหาอยู่ว่า

 มันเป็นความสุขเบื้องต้น

แล้วจะกลายเป็นความทุกข์ในบั้นปลาย

 เมื่อชีวิตเข้าสู่บั้นปลายเข้าสู่ความแก่

 ความเจ็บ ความตาย ความสุขที่พระองค์

กำลังหาอยู่ในปัจจุบันก็จะหมดไป

จะไม่สามารถหาความสุขแบบที่พระองค์ทรงหาได้อยู่

 แล้วพระองค์ก็ทรงเห็นนักบวช

ก็ได้ทราบว่านักบวชนี้เป็นผู้ที่หาความสุขระยะยาว

 หาความสุขในบั้นปลาย หาการหลุดพ้น

จากความทุกข์ต่างๆในบั้นปลายของชีวิต

 คือเวลาแก่ เวลาเจ็บ เวลาตายจะไม่ทุกข์

จะมีความสุขได้ด้วยการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา

 เมื่อพระองค์ทรงเห็นทางเลือกใหม่

และทรงเห็นทางเก่าที่พระองค์ทรงดำเนินอยู่

ว่าเป็นการเดินไปสู่ความทุกข์ในบั้นปลาย

 ส่วนทางเลือกใหม่นี้เป็นการเดินไปสู่ความสุขในบั้นปลาย

 แต่ในเบื้องต้นนี้จะต้องพบกับความทุกข์ยากลำบาก

 เพราะจะต้องสละความสุขในขณะปัจจุบันที่มีอยู่ไป

 คือสละความสุขทางลาภยศสรรเสริญ

สละความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

แล้วก็ไปอยู่แบบนักบวช ไปอยู่แบบนักบวช

อยู่แบบขอทาน อยู่แบบทุกข์ยากลำบาก 

แต่มีเวลาที่จะได้บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาได้อย่างเต็มที่

 และหลังจากที่ได้ทรงบำเพ็ญหกปี

พระองค์ก็ทรงสามารถ หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้

 ได้ถึงความสุขที่แท้จริงที่ถาวรได้

หลังจากนั้นพระองค์ก็ไม่ต้องพึ่งร่างกายอีกต่อไป

 ไม่ต้องกังวลกับเรื่องของร่างกาย

ว่าร่างกายจะแก่ จะเจ็บ จะตายเมื่อไหร่

 ก็จะไม่มีปัญหากับใจของพระองค์

 เพราะใจของพระองค์นี้มีสติปัญญาเป็นที่พึ่ง

 มีธรรมัง สรณัง คัจฉามิเป็นที่พึ่ง

 เมื่อมีที่พึ่งที่ไม่มีวันที่จะหมด

ไม่มีวันที่จะจากพระองค์ไป

 พระองค์ก็เลยไม่เดือดร้อนกับเรื่องของร่างกาย

 เพราะพี่พึ่งใหม่นี้เป็นที่พึ่งที่มีอยู่ในใจ

 เกิดขึ้นในใจ อยู่กับใจไปตลอด

คือศีล สมาธิ ปัญญานี่เอง

 นี่แหละคือที่พึ่งที่แท้จริงของพวกเรา

ที่จะทำให้พวกเราหลุดพ้นจากความทุกข์กัน

ที่จะให้ความสุขกับพวกเราอย่างแท้จริง

อย่างถาวร อย่างไม่มีวันสิ้นสุด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 สิงหาคม 2560
Last Update : 10 สิงหาคม 2560 11:33:48 น.
Counter : 399 Pageviews.

0 comments
: รู้แต่สิ่งที่สำคัญเท่านั้นพอ : กะว่าก๋า
(11 ส.ค. 2562 06:20:12 น.)
❖" การรู้ประมาณ ทำให้ไม่เป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น " Turtle Came to See Me
(9 ส.ค. 2562 04:08:05 น.)
: รู้จักประมาณตน : กะว่าก๋า
(8 ส.ค. 2562 06:12:24 น.)
: ศรัทธา : กะว่าก๋า
(2 ส.ค. 2562 06:11:54 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด