<<< “อยู่ที่สติเป็นหลัก” >>>









“อยู่ที่สติเป็นหลัก”

คนที่จะก้าวหน้าในธรรมนี้อยู่ที่สติเป็นหลัก

ใครมีสติแล้วนี้จะหลุดพ้นได้อย่างง่ายและรวดเร็ว

 แต่ถ้าไม่มีสตินี้ จะไม่มีวันที่จะหลุดพ้นได้เลย

ดังนั้นผู้ปฏิบัติจึงจำเป็น

จะต้องหมั่นเจริญสติอยู่เรื่อยๆ

 ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนจะทำอะไร

อย่ามาเจริญสติเฉพาะเวลาที่นั่งสมาธิ

เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะไม่มีกำลัง

ที่จะหยุดความคิดปรุงเเต่งได้

 ต้องหยุดความคิดปรุงเเต่งก่อนที่จะมานั่ง

หรือทำให้ความคิดปรุงเเต่งนี้เบาบางลงไป

 เมื่อเบาบางลงไป เวลามานั่งก็จะไม่ฟุ้ง

แล้วถ้ามีใจจดจ่ออยู่กับคำบริกรรมอย่างต่อเนื่อง

ก็จะเข้าสู่ความสงบได้ เวลาบริกรรม

ก็อย่าไปคาดคะเนว่าเมื่อไหร่จะสงบ

 อย่าไปสนใจกับอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน

คือคำบริกรรม ถ้าไปกังวลหรือไปคาดว่า

 เมื่อไหร่จะสงบ จิตก็ไปอนาคตแล้ว

 ถ้าจิตไปอนาคตแล้วจะไม่มีสติ

จิตต้องอยู่ปัจจุบัน เขาเรียกว่า ปัจจุบันธรรม

สติคือปัจจุบันธรรม ต้องดึงจิตให้อยู่ในปัจจุบัน

ต้องดึงจิตไม่ให้คิดถึงเรื่องราวต่างๆ

 ที่ผ่านมาแล้วในอดีต

ไม่คิดถึงเรื่องราวที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต

 ให้อยู่กับปัจจุบันอยู่กับคำบริกรรม พุทโธๆ ไปเรื่อยๆ

 แล้วเดี๋ยวจิตก็จะรวมเข้าสู่ความสงบ

 ความสงบนี้ก็มีอยู่ ๒ รูปแบบ

ที่ท่านเรียกว่า อัปปนา กับอุปจาระ

 อัปปนาคือจิตรวมเข้าสู่ความสงบแล้วก็นิ่ง

 มีอุเบกขามีความว่างเป็นอารมณ์

 แต่สำหรับผู้ที่มีอุปจารสมาธิ ท่านแสดงไว้ว่า

 เมื่อจิตรวมลงแล้วจิตก็จะถอนออกมา

เพื่อมารับรู้เรื่องราวต่างๆ รับรู้นิมิตต่างๆ

 รับรู้อภิญญาต่างๆ

อภิญญาคือความสามารถพิเศษต่างๆ

อ่านวาระจิตของผู้อื่น ระลึกชาติได้

 เหาะเหินเดินอากาศได้ อันนี้อยู่ในอุปจารสมาธิ

 แต่อุปจารสมาธินี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญวิปัสสนา

 เพราะผู้ที่อยู่ในอุปจารสมาธินี้จะไม่มีอุเบกขา

ใจยังมีความโลภ ความอยากอยู่

 เวลาเห็นนิมิตอะไรก็เกิดความอยาก

หรือเกิดความกลัวขึ้นมา

ถ้าเห็นนิมิตที่น่าดูก็อยากให้อยู่ไปนานๆ

 ถ้าเห็นนิมิตที่น่ากลัวก็อยากจะให้มันหายไป

ดังนั้นผู้ที่ปฏิบัติต้องระมัดระวัง

ถ้ามีจริตทางด้านอุปจารสมาธิ ซึ่งมีไม่มาก

 ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า

มีประมาณร้อยละ ๕ เท่านั้นเอง

ที่จะเป็นจิตแบบผาดโผน ก็คือจิตไม่นิ่งไม่สงบ

 ถ้าเป็นแบบนี้ท่านบอกให้ใช้สติ

ดึงกลับเข้าไปในความสงบ อย่าตามรู้เรื่องราวต่างๆ

 ที่มาปรากฏให้รับรู้ เพราะจะเสียเวลา

แล้วจะไม่ได้กำลังจะไม่ได้อุเบกขา

ที่จะต้องเอาไปใช้ในการต่อสู้กับกิเลสตัณหา

ผู้ที่ต้องการเจริญทางวิปัสสนานี้

ต้องดึงจิตเข้าไปสู่ความสงบ ที่เรียกว่าอัปปนาสมาธิ

คือสักแต่ว่ารู้ แล้วก็ไม่มีอะไรให้รับรู้ มีแต่อุเบกขา

 มีแต่ความว่าง สมาธิแบบนี้แหละเป็นประโยชน์

 เพราะว่าจะทำให้จิตใจมีกำลัง

 เพราะว่าเวลาอยู่ในสมาธิแบบนี้

จิตสามารถที่จะกดตัณหาต่างๆ

 ไม่ให้ออกมาทำงานได้

อัปปนากับขณิกสมาธิก็เป็นสมาธิแบบเดียวกัน

 ต่างกันตรงที่ขณิกสมาธินี้ สงบเพียงเดี๋ยวเดียว

ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในระยะเเรกในเวลาที่นั่งสมาธิ

 พอจิตรวมลงไปปั๊บก็สงบแล้ว ก็เกิดความตกใจ

 เพราะว่าไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อน

 แล้วก็จะถอนออกมา แต่ถ้าทำต่อไปก็จะรู้ว่า

 มันไม่มีอะไรเสียหาย เวลาที่รวมลงก็ใช้สติ

ประคับประคองอย่าปล่อยให้ตกใจ

อย่าปล่อยให้ถอนออกมา

 แล้วพยายามเข้าไปอยู่ในอัปปนาสมาธินี้

ให้นานๆ ให้บ่อยๆ

 เหมือนกับการเอาน้ำเข้าไปเเช่ในตู้เย็น

 ให้แช่นานๆ น้ำถึงจะเย็น

 น้ำเย็นจะได้มาดับความร้อนต่างๆ ได้

 ถ้าเข้าไปแป๊บเดียวแล้วเอาออกมานี้

ยังไม่มีความเย็นพอ ยังไม่มีอุเบกขาพอ

จะหยุดตัณหาความอยากไม่ได้

เวลาที่ปัญญาพิจารณาว่าสิ่งต่างๆ

 เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

แต่ถ้าไม่มีอุเบกขา กิเลสก็จะออกมา

ตัณหาก็จะออกมาแล้ว

ก็พาจิตให้ไปทำตามสิ่งที่ตัณหาต้องการ

พาไปเสพรูปเสียงกลิ่นรส

พาไปหาลาภยศ สรรเสริญสุข

 แต่ถ้าจิตมีอุเบกขา มีอัปปนาสมาธิ

จิตก็จะมีกำลังที่จะต่อต้าน

เพราะจิตที่เป็นอัปปนานี้เป็นจิตที่มีความสุข

 เป็นจิตที่ไม่หิวโหยกับอารมณ์ต่างๆ

 แต่ต้องพยายามทำให้มากๆ ใ

นเบื้องต้นนี้ไม่ต้องไปกังวลว่าจะติดสมาธิ

ขอให้มีสมาธิก่อนเถิด ยังไม่มีสมาธิ

 บางคนก็กลัวจะไปติดสมาธิแล้ว

ถ้าไม่มีสมาธิแล้วไปกลัวติดสมาธิ

มันก็เป็นทางของตัณหากิเลสนี่เอง

 ที่ไม่อยากให้ใจมีสมาธิ

เพราะถ้ามีสมาธิแล้วมันจะฆ่ากิเลสตัณหา

 มันจะกดกิเลสตัณหาไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านได้

อันนี้ก็คือเรื่องของสมาธิ

เวลาที่นั่งไปแล้วเกิดผลอะไร ก็ขอให้ระมัดระวัง

 เพราะว่าสมัยนี้ก็มีการสอนกัน

บอกว่านั่งแล้วให้เห็นนรก ให้เห็นสวรรค์

 ให้ไปเที่ยวตามภพภูมิต่างๆ

การเห็นเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์

ต่อการดับความทุกข์ ละตัณหา

ที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์

ต้องเป็นสมาธิที่ว่าง สักแต่ว่ารู้

แล้วก็มีความสงบที่เป็นความสุขอย่างยิ่ง

อันนี้ก็ต้องพยายามทำให้ได้ ทำให้บ่อย

 แล้วต่อไปมันจะเป็นไปตลอดทั้งวันเลย

 พอเราออกมาปั๊บ เปลี่ยนอิริยาบถสักแป๊บ

ก็กลับไปนั่งใหม่ แล้วต่อไป

บางทียังไม่ทันเข้าไปนั่ง

มันก็สงบมาโดยอัตโนมัติ มันมาของมันเอง

 เพราะจิตมันเคยเข้าไปเวลาใด

มันก็จะเหมือนกับมีนาฬิกาปลุก

ที่จะดึงให้จิตเข้าสู่ความสงบ

 บางทีไม่ต้องนั่งสมาธิเพียงแต่อยู่เฉยๆ ตามลำพัง

พอไม่คิดอะไรเท่านั้นเอง จิตมันก็สงบได้

อันนี้แหละเป็นผลที่จะเกิดขึ้นจากการเจริญสติ

 เพราะว่าถ้าไม่มีสตินี้ สมาธิจะไม่เกิด

 เมื่อสมาธิไม่เกิด ภาวนามยปัญญาก็จะไม่เกิด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๘





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 กันยายน 2560
Last Update : 29 กันยายน 2560 10:54:58 น.
Counter : 301 Pageviews.

0 comments
: รู้แต่สิ่งที่สำคัญเท่านั้นพอ : กะว่าก๋า
(11 ส.ค. 2562 06:20:12 น.)
: ความเข้มแข็ง : กะว่าก๋า
(5 ส.ค. 2562 06:11:23 น.)
: ความหวัง : กะว่าก๋า
(3 ส.ค. 2562 06:16:40 น.)
: ศรัทธา : กะว่าก๋า
(2 ส.ค. 2562 06:11:54 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด