<<< “ รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง” >>>











“ รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง”

มรรคขั้นแรกคือทาน เราทำทานเพื่อที่เราจะได้

ไม่ต้องไปหาเงินหาทอง เราจะได้มีเวลามารักษาศีล

มาภาวนาได้ ถ้าเรายังใช้เงินใช้ทองซื้อของ

ตามความอยากต่างๆ เราก็จะต้องซื้ออยู่เรื่อยๆ

เพราะความอยากจะไม่มีวันหมด

ซื้ออะไรมาแล้วเดี๋ยวเห็นของอะไรใหม่ก็อยากจะซื้อใหม่

 ถ้าไม่ได้ซื้อก็ทรมานทุกข์ทรมานใจ ก็ต้องซื้อ

เพราะทนไม่ไหว ทนกับความทุกข์ทรมานใจไม่ไหว

 เวลาเกิดความอยากใช้เงินแล้วถ้าไม่ได้ใช้เงินนี้

มันจะตายให้ได้มือไม้สั่นไปหมด

 แต่พอได้ใช้เงินแล้วสบายใจ แต่สบายเดี๋ยวเดียว

 เดี๋ยวความอยากใช้เงินใหม่ก็โผล่ขึ้นมาอีก

 แล้วถ้าไม่มีเงินก็ต้องไปหาเงินมาต้องทำงานมากขึ้น

ถ้ายิ่งใช้มากก็ต้องยิ่งทำงานมากขึ้น

 เวลาก็จะหมดไปกับการหาเงิน

กับการใช้เงินซื้อความสุขปลอมที่มีทุกข์ติดตามมาด้วย

 พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ผู้ที่ยังใช้เงินใช้ทอง

ซื้อความสุขต่างๆ ให้เอามาทำบุญทำทานแทน

 เพราะการทำบุญทำทาน

ก็เป็นการซื้อความสุขอีกรูปแบบหนึ่ง

แต่เป็นการซื้อความสุขแบบไม่ได้ทำตามความอยาก

แต่เป็นการฝืนความอยากเป็นการหยุดความอยาก

ทำให้เวลาเราทำบุญความอยากที่จะไปเที่ยว

มันก็จะหมดกำลังไป แล้วต่อไปเราก็ไม่ต้องไปเที่ยว

เราก็จะได้ไปบำเพ็ญรักษาศีลไปภาวนาได้

นี่คือข้อที่ ๑. คือทาน ถ้าเรามีทรัพย์มีเงินทอง

ที่เราจะเอาไปซื้อความสุข ทางร่างกาย

ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ซื้อของฟุ่มเฟือยต่างๆ

 ซื้อของที่ไม่จำเป็น ก็ให้เราหยุด เอาเงินนี้มาทำบุญ

 เพราะไม่มีเงินแล้วต่อไปมันก็ไม่เดือดร้อน

 ไม่มีเงินไปซื้อของต่างๆ ตามความอยากก็จะไม่เดือดร้อน

 เพราะความอยากมันจะหมดไป

ทุกครั้งที่เราอยากแล้วเราไม่ทำตามความอยาก

ความอยากมันก็จะหมดกำลังไปในที่สุด

 แล้วต่อไปเราไม่มีเงินทองเราก็จะไม่เดือดร้อน

 ถ้าเราต้องมีก็มีเฉพาะเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้นเอง

 ซึ่งถ้าเราใช้แบบมักน้อยสันโดษก็ไม่ต้องใช้มาก

 เงินทองค่าแรงขั้นต่ำวันละสามร้อยนี้เหลือกินแล้ว

 มื้อละร้อย ถ้าอยู่แบบประหยัดอยู่แบบมักน้อยสันโดษ

 เราจะไม่ต้องใช้เงินทองมาก

 เราก็ไม่ต้องเสียเวลาหาเงินทองให้มาก

 เราจะได้มีเวลามารักษาศีล รักษาศีล ๘ แล้วก็ภาวนากัน

นี่คือหน้าที่ของการทำทานเพื่อเปิดทาง

ให้เราได้ไปรักษาศีลและไปภาวนา

ถ้าเราไม่ทำบุญทำทาน เอาเงินไปเที่ยวกัน

เอาเงินไปซื้อของฟุ่มเฟือยกัน

เราจะไม่มีเวลามารักษาศีล ๘ มาภาวนา

 เพราะเราจะต้องเสียเวลาไปกับการหาเงินหาทอง

เพื่อมาซื้อของต่างๆ เพื่อมาซื้อความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วพอเงินทองหมด

ก็ต้องไปหาเงินใหม่ ต้องทำงานอยู่เรื่อยๆ

 จะไม่มีเวลาที่จะมาบำเพ็ญรักษาศีล

บำเพ็ญจิตตภาวนาได้แบบเต็มรูปแบบ

 ทำได้ก็แบบมือสมัครเล่น นานๆ ก็มาสักครั้งหนึ่ง

 ปีหนึ่งมาสักครั้งหนึ่ง มาอยู่วัดสักสามวัน

 มันจะไปได้อะไร มันก็ได้เพียงแต่ของชิมเท่านั้น

 เหมือนกับไปชิมอาหาร จะไม่ได้กินอาหาร

 เพียงแต่ได้ชิม เพราะเวลาไม่พอ

ถ้าอยากจะกินอาหารอยากจะสัมผัสกับรสแห่งธรรม

ที่ชนะรถทั้งปวง จำเป็นจะต้องให้เวลากับการบำเพ็ญ

คือการรักษาศีลกับการบำเพ็ญจิตตภาวนา

ให้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่องเท่านั้น

ถึงจะสามารถสัมผัสกับรสแห่งธรรมที่ชนะรถทั้งปวงได้

 ฉะนั้นผู้ที่บรรลุธรรมนี้เป็นผู้ที่ปฏิบัติแบบมืออาชีพทั้งนั้น

 ไม่ได้เป็นมือสมัครเล่น ไม่ได้ปฏิบัติปีละสามวันเจ็ดวัน

แต่ปฏิบัติทุกวันถึงจะสามารถเข้าถึง

รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวงได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


................................

ธรรมบนเขา

วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๐

“ฝึกจิตให้อยู่กับความว่างเปล่า”






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 23 กันยายน 2560
Last Update : 23 กันยายน 2560 9:46:14 น.
Counter : 362 Pageviews.

0 comments
:: กะก๋าแนะนำหนังสือ - แผลเก่า และ แสนแสบ :: กะว่าก๋า
(12 ส.ค. 2562 06:05:59 น.)
Quotes คำคม (8) comicclubs
(11 ส.ค. 2562 22:36:30 น.)
: ความป่วยไข้ในตน : กะว่าก๋า
(10 ส.ค. 2562 06:22:45 น.)
❖" การรู้ประมาณ ทำให้ไม่เป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น " Turtle Came to See Me
(9 ส.ค. 2562 04:08:05 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด