<<< "ควบคุมความคิด" >>>








"ควบคุมความคิด"

เราจึงต้องฝึกควบคุมความคิดของเรา

การฝึกสตินี่แหละเป็นการดึงใจดึงความคิดของเราไว้

เบื้องต้นก็ให้ดึงเข้ามาสู่ความว่าง สู่ความเป็นกลาง

 ทำอะไรก็อย่าไปคิดปรุงแต่ง ให้เพียงสักแต่ว่ารู้

ว่ากำลังทำอะไรอยู่ กำลังรับประทานอาหาร

ก็ให้รู้ว่ากำลังรับประทานอาหาร ไม่ต้องไปปรุงแต่ง

 ให้รู้เฉยๆ สักแต่ว่ารู้ กำลังอาบน้ำ กำลังแปรงฟัน

 กำลังหวีผม กำลังแต่งตัว กำลังทำอะไรอยู่

ก็ให้ใจรู้อยู่กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

 ถ้าไม่ดึงใจไว้ให้รู้กับการกระทำของร่างกาย

 ใจจะคิดเรื่อยเปื่อย ร่างกายอยู่ตรงนี้

แต่ใจไปคิดถึงลูกที่อยู่ต่างประเทศโดยไม่รู้สึกตัว

 ทำอะไรก็จะผิดพลาด หรือสงสัยว่าทำไปแล้วหรือยัง

 เพราะใจไม่ได้รู้อยู่กับการกระทำ

ไปรู้อยู่กับเรื่องที่กำลังคิดปรุงแต่ง

อย่างนี้แสดงว่าขาดสติ

ไม่สามารถควบคุมความคิดปรุงแต่งได้

ปล่อยให้คิดเรื่อยเปื่อย ถ้าเป็นอย่างนี้

เวลานั่งทำสมาธิให้ใจสงบก็จะไม่สงบ

 เพราะใจจะสงบได้ต้องหยุดความคิดปรุงแต่ง

ต้องมีสติคอยดึงไว้ เช่นการบริกรรมพุทโธ

 เป็นการดึงความคิดปรุงแต่ง ไม่ให้คิดปรุงแต่ง

ให้คิดแต่คำว่าพุทโธๆอย่างเดียว จะได้ไม่มีอารมณ์

ทำให้ใจเป็นกลาง ทำให้ใจว่าง ทำให้หยุดคิดได้

 รวมเข้าสู่ความสงบได้ ถ้าไม่ชอบคำบริกรรม

ใช้การดูลมหายใจเข้าออกก็ได้ แต่ต้องสักแต่ว่าดู

 สักแต่ว่ารู้ อย่าไปคิดเรื่องอื่น

ให้รู้อยู่กับเรื่องของลมอย่างเดียว

หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า

 หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก

 ให้รู้อยู่ตรงจุดเดียว อย่าตามลมเข้าตามลมออก

 ให้อยู่แถวปลายจมูก เวลาลมเข้าออก

จะสัมผัสอยู่แถวปลายจมูก ให้รู้อยู่ตรงนั้น

 เฝ้าดูอยู่ตรงนั้น อย่าไปบังคับลมหายใจ

จะหยาบจะละเอียด จะหายใจสั้นหายใจยาว

 ก็ให้รู้ตามความจริง ไม่ต้องบังคับ

ให้ใช้ลมเป็นที่ผูกใจด้วยสติ ถ้าใจเป็นเหมือนเรือ

สติก็เป็นเหมือนเชือก

ลมหายใจก็เป็นเหมือนเสาของท่าเรือ

 ถ้าผูกเรือไว้กับเสา น้ำก็จะไม่พัดพา

ให้เรือลอยไปได้ เรือก็จะจอดนิ่ง

ใจก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีสติรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

 รู้อยู่กับการบริกรรมพุทโธๆ ไม่ช้าก็เร็วใจก็จะสงบนิ่ง

 พอสงบแล้วก็จะมีความสุขสบายเบาอกเบาใจ

ตอนนั้นจะไม่รับรู้การเจ็บปวดของร่างกาย

ถ้ารู้ก็จะไม่รำคาญใจ รู้ว่าชาหรือเจ็บตรงนั้นมันปวดตรงนี้

 แต่ไม่รู้สึกทรมานใจ เพราะใจไม่มีปฏิกิริยา

กับความเจ็บของร่างกายนั่นเอง

นี่คือการควบคุมความคิดให้เข้าสู่ความสงบ

 แต่ความสงบของสมาธินี้มีระยะเวลา

 อยู่ได้สักระยะหนึ่งแล้วก็จะถอนออกมา

ต้องออกมาปฏิบัติภารกิจอื่นๆ พอถอนออกมา

ใจจะเริ่มคิดปรุงแต่ง ถ้าไม่ต้องคิดเรื่องภารกิจต่างๆ

ก็ให้ใจคิดไปในทางปัญญา

ให้เตรียมรับกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้น

แต่จะต้องเกิดขึ้น เช่นให้พิจารณาร่างกาย

ว่าสักวันหนึ่งต้องแก่ลงไป ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย

 ต้องตายไป เช่นเดียวกันกับร่างกายของผู้อื่น

ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะเป็นคนใกล้ชิด

หรือเป็นคนที่ไม่รู้จัก ก็เป็นเช่นเดียวกัน

 ต้องสอนให้ใจรู้และรับความจริงนี้ให้ได้

ถ้ารู้และรับความจริงได้ก็จะปล่อยวางได้

จะรับว่าเป็นเรื่องปกติ เหมือนกับยอมรับ

กับฝนตกแดดออก ไม่มีปฏิกิริยา

ไม่มีความอยากจะให้ตกหรือไม่ตก

เพราะเรารู้ว่าไม่ใช่วิสัยของเราที่จะไปสั่งได้

 เป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับความจริง

 ฉันใดร่างกายของเราหรือร่างกายของผู้อื่น

 ก็เป็นเหมือนกับฝนตกแดดออก

จะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายไปด้วยกันทุกคน

 เราต้องยอมรับ เหมือนกับยอมรับฝนตกแดดออก

 ถ้ายอมแล้วจะสบายอกสบายใจ ไม่เดือดร้อน

ถ้ายังไม่แน่ใจว่ารับได้จริงหรือไม่

ก็ต้องไปหาสถานที่ทดสอบใจ ไปสถานที่ที่เรากลัว

 เพราะความกลัวคือความทุกข์

ที่เกิดจากความคิดปรุงแต่งของเราเอง

ต้องไปหาสถานที่แบบนั้น เพื่อจะได้ทดสอบใจดูว่า

 สามารถควบคุมความคิด ไม่ให้สร้างความกลัวขึ้นมา

หลอกเราได้หรือไม่ ถ้ากลัวผีก็ต้องไปอยู่

สถานที่ที่เราคิดว่ามีผี กลัวสิงสาราสัตว์

ก็ต้องไปอยู่สถานที่ที่มีสิงสาราสัตว์

กลัวความตายก็ต้องไปอยู่สถานที่

ที่ล่อแหลมต่อความตาย จะได้พิสูจน์กันจริงๆ

 ว่ายอมรับความตายได้หรือไม่

เพราะเวลาไปอยู่ในสถานที่เหล่านี้แล้ว

ในเบื้องต้นความกลัวจะต้องเกิดขึ้นมาทันที

 เพราะผู้ที่สั่งให้คิดสร้างความกลัวขึ้นมามีกำลังมากกว่า

 แต่ถ้าเราพยายามต่อสู้

ด้วยการควบคุมบังคับใจด้วยสมาธิ

 หรือสอนใจด้วยปัญญา ก็จะสามารถยับยั้งความคิด

ที่จะคิดไปในทางสมุทัยได้ ถ้ายังไม่รู้จัก

การพิจารณาทางปัญญา

ก็อาศัยอุบายของสมาธิไปก่อน

ด้วยการบริกรรมพุทโธๆหรือสวดมนต์ไป

 สวดบทพุทธคุณธรรมคุณสังฆคุณ

 อย่าไปคิดถึงความกลัว อย่าไปปรุงแต่ง

เรื่องของความกลัว ให้คิดปรุงแต่งอยู่กับบท

พระพุทธคุณพระธรรมคุณพระสังฆคุณ

 อิติปิโสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ

ฝากเป็นฝากตายไว้กับการสวด

 ความกลัวก็จะหายไป เวลาใจสงบตัวลง

ความคิดปรุงแต่งก็จะหยุดชั่วคราว

ตอนนั้นก็จะปรากฏให้เห็นว่า ความกลัวไม่ได้อยู่ภายนอก

 แต่อยู่ในใจของเรานี่เอง อยู่ที่ความคิดปรุงแต่ง

 ได้ยินเสียงอะไรก็ปรุงแต่งว่าเป็นผี เป็นอะไรต่างๆนานา

 แทนที่จะไปคิดอย่างนั้น เราต้องสวดมนต์ไป

หรือบริกรรมพุทโธๆไป อย่าปล่อยให้ใจมีโอกาส

ไปคิดถึงสิ่งที่เรากลัว พอจิตสงบแล้ว

ก็จะรู้ว่าสิ่งที่เรากลัวนั้นไม่ได้มาทำอะไรเราเลย

 เขาไม่รู้เรื่องอะไรของเราเลย เราต่างหากที่ไปกลัวเขาเอง

 นี่เป็นอุบายของสมาธิ คือบริกรรมพุทโธ

หรือสวดมนต์บทใดบทหนึ่งที่เราถนัด

ฝากเป็นฝากตายไว้กับการสวดเลย เหมือนคนที่ใกล้ตาย

 ไม่รู้จะยึดกับอะไรก็ยึดการสวดมนต์

 ถ้าสวดได้อย่างต่อเนื่องจนจิตรวมลงเข้าสู่สมาธิได้

 เวลาตายไปก็จะไปสู่สุคติ ถ้าฝึกมามาก

หรือฝึกจนชำนาญแล้ว เวลาเข้าสู่วาระคับขันจะมีที่พึ่ง

 ด้วยการสวดมนต์นี่แหละ สวดไปจนจิตใจสงบนิ่ง

 ก็จะไม่รู้เรื่องของร่างกาย

 จะหยุดหายใจไปก็ไม่เป็นปัญหา

 จิตตอนนั้นเป็นสุคติแล้ว เป็นฌานเป็นสมาธิ .

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

....................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๓






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 กันยายน 2560
Last Update : 7 กันยายน 2560 11:17:56 น.
Counter : 464 Pageviews.

0 comments
: รู้แต่สิ่งที่สำคัญเท่านั้นพอ : กะว่าก๋า
(11 ส.ค. 2562 06:20:12 น.)
Quotes คำคม (5) comicclubs
(9 ส.ค. 2562 12:59:34 น.)
: รู้จักประมาณตน : กะว่าก๋า
(8 ส.ค. 2562 06:12:24 น.)
: ความเมตตา : กะว่าก๋า
(4 ส.ค. 2562 06:14:57 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด