<<< “ความอยากไม่ให้ร่างกายตาย” >>>










“ความอยากไม่ให้ร่างกายตาย”

มีใครอยากจะถามอะไรไหม ยังไม่มีเหรอ

 ไม่มีเดี๋ยวหาคำถามให้ เรื่องที่พวกเราอยากจะรู้กันก็คือ

 เราเกิดมาทำไม ทำไมเราจึงต้องมาเกิด

เกิดแล้วเราควรจะทำอะไรที่จะเป็นประโยชน์สุขกับเรา

 ที่จะไม่เป็นทุกข์กับเรา แต่เท่าที่ผ่านมา

การกระทำของเรา มันไม่ได้เป็นประโยชน์สุขอย่างเดียว

 มันเป็นทุกข์ด้วย เรายังร้องห่มร้องไห้

ยังมีความเศร้าโศกเสียใจ เพราะว่าเราไม่รู้เหตุ

 ที่ทำให้เราเศร้าโศกเสียใจว่าเกิดจากอะไร

ถ้าเรารู้เราก็จะสามารถหักห้าม

ความเศร้าโศกเสียใจของเราได้

 ถ้าเราไม่ได้มีพระพุทธศาสนามาสั่งมาสอน

 เราจะไม่รู้สาเหตุของความเศร้าโศกเสียใจ

ของพวกเรา ว่าเกิดจากอะไร

ทุกคนที่เกิดมานี้ ไม่มีใครที่ไม่ร้องห่มร้องไห้เลย

 ไม่มีใครที่ไม่ดีความทุกข์ใจเลย

 ไม่ว่าจะร่ำจะรวยจะยากจะจน

ไม่ว่าจะเป็นใหญ่เป็นโตหรือเป็นผู้น้อย

 ทุกคนมีความเศร้าโศกเสียใจ มีความไม่สบายใจ

 มีความทุกข์ใจเหมือนกัน

พระพุทธเจ้าก็เคยมีความไม่สบายใจ

เคยร้องห่มร้องไห้ แต่วันหนึ่งพระองค์ก็ทรงหาเวลา

มาศึกษาค้นคว้า หาเหตุที่ทำให้พระองค์เศร้าโศกเสียใจ

 ทำให้พระองค์ไม่สบายใจ พระองค์ก็เลยไปบวช

 เพราะถ้าอยู่ครองเรือนเป็นพระราชโอรสเป็นกษัตริย์

จะไม่มีเวลาที่จะมาศึกษาค้นคว้า หาสาเหตุ

ของความไม่สบายใจ ของความเศร้าโศกเสียใจ

ก็จะมีเหตุการณ์ที่จะมาดึงเอาเวลา

ที่จะมาใช้ค้นคว้าหาสาเหตุนี้

ชีวิตของพวกเรานี้ถูกเหตุการณ์ต่างๆ

ถูกความจำเป็นต่างๆบีบคั้น

ให้เราต้องไปทำอะไรต่างๆกัน

จนไม่มีเวล่ำเวลา ที่จะมาค้นคว้า

หาสาเหตุของความทุกข์ใจ ของความไม่สบายใจกัน

จนพวกเราทุกคนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา

เป็นธรรมชาติของชีวิตของเรา ที่จะต้องร้องห่มร้องไห้

 กับที่จะต้องเศร้าโศกเสียใจกัน

ก็เลยไม่มีใครคิดที่จะแก้ความเศร้าโศกเสียใจนี้

 คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคน

มีความเศร้าโศกเสียใจ มีความไม่สบายใจ

เหมือนกันหมด บางคนก็ศึกษาค้นคว้าก็เห็นว่า

 ส่วนหนึ่งก็เกิดจากร่างกายของเรา

 ร่างกายของคนอื่นที่เรารัก ที่จะต้องมีอันเป็นไป

 ที่จะต้องเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย

หรือเกิดความตายขึ้นมา เวลาเกิดเหตุการณ์กับร่างกาย

ไม่ว่าจะเป็นของเราหรือของคนที่เรารักเรา

ก็จะเศร้าโศกเสียใจ เราก็เลยพยายามหาวิธี

รักษาร่างกาย ไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ให้ตาย

มีนักวิทยาศาสตร์ นักค้นคว้า พยายามหาวิธี

หายาหาอะไร ที่จะทำให้ร่างกายไม่ต้องแก่

ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย แต่ไม่ว่าจะค้นคว้า

 ไม่ว่าจะศึกษา ไม่ว่าจะหาอะไรมาใช้กับร่างกาย

ร่างกายมันก็ยังต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายเหมือนเดิม

เมื่อร่างกายต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

ก็ต้องร้องห่มร้องไห้กัน เศร้าโศกเสียใจกัน

เพราะไม่รู้ว่า จะทำยังไงถึงทำให้ร่างกายนี้

ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

แต่พระพุทธเจ้านี้กลับค้นคว้าอีกทางหนึ่ง

 แทนที่จะไปค้นคว้าที่ร่างกายที่ทรงรู้ทรงเห็นว่า

 ทำอย่างไรมันก็ต้องแก่ ทำอย่างไรมันก็ต้องเจ็บ

ทำอย่างไรมันก็ต้องตาย

 ต่อให้ดูแลรักษาร่างกายดีขนาดไหน

หายาวิเศษขนาดไหนมารับประทาน

 อาหารวิเศษขนาดไหน มันก็ยังต้านความแก่

 ความเจ็บ ความตายไม่ได้ พระองค์ก็เลยเปลี่ยน

ทิศทางของการค้นคว้า จากร่างกาย

มาดูที่ใจของพระองค์เองว่า

 ทำไมบางเวลาใจของพระองค์ไม่เศร้าโศกเสียใจ

 ทำไมบางเวลาเศร้าโศกเสียใจ ก็ทรงค้นพบว่า

 เกิดจากความอยากของพระองค์เอง

 เวลาที่ไม่มีความอยากให้ร่างกายไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย

 ก็ไม่มีความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ

ตอนนี้พวกเราก็ไม่มีความเศร้าโศกเสียใจ

 เพราะตอนนี้เราไม่ได้มีความอยากให้ร่างกายของเรา

 หรือของคนที่เรารักนี้ไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายกัน

แต่เราจะมาเสียใจตอนที่ร่างกายของเรา

ร่างกายของคนที่เรารักเจ็บไข้ได้ป่วยหรือจะตายไป

 ตอนนั้นถึงจะเกิดความเศร้าโศกเสียใจขึ้นมา

 ทำไมไม่เศร้าโศกเสียใจตลอดเวลา

ตอนนี้ไม่เศร้าโศกเสียใจเพราะอะไร

เพราะไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีใครตาย

 แต่พอมีคนเจ็บไข้ได้ป่วย มีคนตาย

 ก็เกิดความเศร้าโศกเสียใจขึ้นมา

 ก็เลยทรงถามตัวเองว่า ที่เราเสียอกเสียใจ

 เศร้าโศกเสียใจเพราะอะไร เพราะเราไม่อยาก

ให้ร่างกายเราที่เจ็บไข้ได้ป่วยนี้เจ็บนั่นเอง

 เราอยากจะให้มันหาย พอมันเจ็บไข้ได้ป่วยเราก็เสียใจ

 ทุกข์ใจขึ้นมา หรือว่าถ้าร่างกายเราจะตาย

หรือร่างกายของคนอื่นที่เรารักจะตายหรือตายไปแล้ว

 ถึงจะเกิดความเศร้าโศกเสียใจขึ้นมา

 ในตอนนั้นมันเกิดจากอะไร ก็เกิดจากความอยากของเรา

 ใช่ไหม อยากให้เขาไม่ตาย อยากให้เขาหาย

จากโรคภัยไข้เจ็บ พอเขาไม่หายพอเขาต้องตายไป

 เราก็เลยเกิดความเศร้าโศกเสียใจขึ้นมา

พระพุทธเจ้าก็เลยทรงค้นพบสาเหตุ

ของความทุกข์ใจของพวกเรา

 ของความไม่สบายใจของพวกเราว่า

 มันเกิดจากความอยากของพวกเรา

 อยากให้สิ่งที่ไม่เที่ยง เที่ยงใช่ไหม

 อยากให้สิ่งที่ไม่ใช่เป็นของเรา ว่าเป็นของเรา

 เพราะไปถูกความหลงหลอกให้เราคิดว่า

สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นมันเที่ยง

สิ่งที่ไม่ใช่เป็นของเรา ว่าเป็นของเรา ใช่ไหม

 ร่างกายนี้เราคิดว่าเป็นของเราหรือเปล่า

ทุกคนก็ต้องคิดว่าเป็นของเราทั้งนั้น

แล้วก็คิดว่ามันเที่ยง คิดว่ามันจะอยู่ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันตาย

 แต่พอไปเห็นร่างกายของคนอื่นตายขึ้นมา

 มันก็เลยทำให้เราเห็นร่างกายของเราว่า

 มันต้องตายเหมือนกัน ตอนต้นไม่รู้หรอก

พวกเราตอนที่เกิดมาตอนเป็นเด็กนี่เราไม่เคยเห็นคนตายกัน

 ไม่รู้ว่าร่างกายของเรานี้จะต้องตายกัน

 แต่พอเราโตขึ้นๆเรื่อยๆเราก็เห็นคนที่เรารู้จัก

 คนใกล้ชิดสนิทกับเรา เช่นปู่ย่าตายาย

พี่ป้าน้าอา ลุงป้าน้าอา บางทีพ่อหรือแม่ก็ต้องตายไป

 แล้วก็ทำให้เรามองกลับไปดูที่ร่างกายของเรา

 เราก็เห็นว่าร่างกายของเราก็ต้องตายไปเหมือนกัน

 แต่เราไม่อยากให้มันตายกัน

ความอยากไม่ให้ร่างกายตายนี้

 มันจึงเป็นเหตุที่ทำให้เราทุกข์กัน เศร้าโศกเสียใจกัน

 ไม่ใช่ความตายของร่างกาย.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 ตุลาคม 2560
Last Update : 12 ตุลาคม 2560 15:32:21 น.
Counter : 165 Pageviews.

0 comments
Quotes คำคม (2) comicclubs
(8 ส.ค. 2562 00:07:25 น.)
: ความสุขุม : กะว่าก๋า
(7 ส.ค. 2562 06:18:58 น.)
: ความยุติธรรม : กะว่าก๋า
(6 ส.ค. 2562 06:08:37 น.)
: ศรัทธา : กะว่าก๋า
(2 ส.ค. 2562 06:11:54 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด