<<< "ปัญญาขั้นต่างๆ" >>>












“ปัญญาขั้นต่างๆ”

ถ้าหายหลงก็จะไม่ไปเกิดใหม่

 เพราะรู้ว่าการเกิดนี้มันไม่ดี เกิดแล้วมันทุกข์

เกิดแล้วมันต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

 คนที่หายหลงก็คือพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์สาวก

ท่านไม่หลงแล้ว ท่านไม่หลงว่าตัวท่านคือร่างกาย

 ท่านก็เลยไม่ไปหาร่างกายอันใหม่มาเป็นตัวท่าน

 เพราะท่านรู้ว่าการมีร่างกายนี้มันเป็นทุกข์

 และท่านรู้สาเหตุที่พาให้ไปมีร่างกาย

ก็คือความอยากนี้เอง อยากมีร่างกาย

 อยากใช้ร่างกายหาความสุขต่างๆ

อยากใช้ร่างกายหารูปเสียงกลิ่นรสมาเสพ

 อยากใช้ร่างกายไปหาลาภยศสรรเสริญ มาเป็นสมบัติ

 มาให้ความสุข แต่มันเป็นสมบัติชั่วคราว

 ที่จะกลายเป็นความทุกข์

เวลาที่มีการพลัดพรากจากกัน 

นี่คือปัญญาที่เราต้องเรียนรู้จากผู้รู้

อย่างพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พอเราเรียนรู้แล้วเราก็จะได้ปัญญาอันที่หนึ่ง

คือสุตตมยปัญญา พอเราได้ขั้นที่หนึ่งแล้ว

เราก็ต้องขยับไปสู่ปัญญาขั้นที่สองคือ

 เราต้องมันเอาไปพิจารณาอยู่เนืองๆ

เพราะถ้าเราไม่เอาไปพิจารณาไปคิด เดี๋ยวลืม

เดี๋ยวไปทำเรื่องนั้นเรื่องนี้เดี๋ยวจะลืมไปหมด

ฟังเทศน์วันนี้น่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ลองกลับมา

มาตอบคำถามเราดูว่า ได้ฟังอะไรไปบ้างนี้

จะจำอะไรได้บ้าง ถ้าไม่เอาไปคิดอยู่เรื่อยๆ

เดี๋ยวก็ลืม ลืมหมด เดี๋ยวกลับไปปั๊บ

เดี๋ยวเพื่อนก็ชวนไปกิน ชวนไปเที่ยว

ชวนไปดื่ม ชวนไปดู ชวนไปฟัง

 เรื่องที่ได้ฟังวันนี้หายไปหมด

 เพราะมีเรื่องใหม่ๆมากลบไปหมด

ถ้าไม่อยากให้เรื่องใหม่มากลบ

 เราก็ต้องเอาเรื่องเก่านี้ขึ้นอยู่เรื่อยๆ มาคิดอยู่เรื่อยๆ

 อันนี้ปัญญาขั้นที่สอง เรียกว่าจินตามยปัญญา

 เราต้องเอาไปพิจารณาอยู่เนืองๆ

 พระพุทธเจ้าสอนว่า

ให้เราหมั่นพิจารณาอยู่เนืองๆว่า

 เราเกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

ต้องพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา

 ล่วงพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย

 ล่วงพ้นจากการพลัดพรากจากกันไปไม่ได้

นี่คือปัญญาขั้นที่สอง ถ้าไม่คิดเดี๋ยวลืม

 วันนี้ฟังตั้งชั่วโมงนี้ มีเยอะแยะไปหมด เดี๋ยวลืมหมด

พอไปคุยกันเรื่องเดี๋ยวจะไปกินที่ไหนดี

 เดี๋ยวจะไปเที่ยวที่ไหนดี เดี๋ยวจะไปทำอะไรดี

เรื่องที่ได้ยินได้ฟังนี้หายไปหมด

ถ้าไม่อยากหายนี้ต้องเอาไปคิด 

นักปฎิบัติ พระภิกษุนี้ถ้าไม่ไปทำภารกิจอย่างอื่น

 พอหลังจากเสร็จจากการฟังเทศน์ฟังธรรม

 ท่านก็ไปเดินจงกรมต่อเลย

เดินจงกรมท่านก็เอาธรรมะ

ที่ได้ยินได้ฟังสดๆร้อนๆนี้

 มาพิจารณาต่อเลยพิจารณาว่า

วันนี้ครูบาอาจารย์สอนอะไร

เรื่องที่เรายังไม่เคยได้ยินได้ฟังก็เอามาศึกษา

 เอามาจดเอามาจำ เรื่องที่เราได้ยินได้ฟังแล้ว

เราลืมมันหรือยัง ถ้าไม่ลืมเราก็ไม่ต้องกังวล

 ถ้าเราลืมแล้วก็ต้องรีบเรียกมันกลับคืนมา

 นี่คือขั้นที่สองของการเจริญปัญญา

 คือจินตามยปัญญา

คือหมั่นพินิจพิจารณาธรรมต่างๆ

ที่เราได้ยินได้ฟังได้ศึกษามา

 เพื่อไม่ให้มันหายไปจากใจนั่นเอง 

เพราะว่าถ้ามันหายไปจากใจ

มันก็เหมือนกับอาวุธที่เราต้องพกพา

เอาไว้ต่อสู้กับข้าศึกศัตรู ถ้าเรารับอาวุธมาแล้ว

เราก็ไม่รู้เอาไปวางไว้ที่ไหน ลืม

พอไปเจอข้าศึกศัตรู ก็ถูกเขายิงตายเท่านั้น

 เพราะปัญญานี่คือ อาวุธที่เราจะเอามาใช้ฆ่ากิเลส

 ถ้าเรารับปัญญามาจากครูบาอาจารย์

จากพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็เอาไปทิ้งไว้ที่ไหนก็ไม่รู้

 พอเจอกิเลสตัณหานี้จะให้ไปเที่ยวก็ไปกับมันเลย

 แทนที่จะฆ่ามัน ก็ไม่ฆ่ามัน

 เพราะไม่รู้ว่ามันเป็นศัตรู ไม่ได้เป็นเพื่อน

 กิเลสตัณหามันเป็นตัวพา

ให้เราไปเกิด แก่ เจ็บ ตายเข้าใจไหม

แต่มันลืม พอฟังเทศน์ฟังธรรมเสร็จ

 แล้วไม่เอามาคิดต่อ

พอกิเลสมาชวนไปเที่ยว ก็ไปเลย

เพราะคิดว่าเป็นเพื่อนหวังดี

 ไปเที่ยวแล้วสนุกมีความสุขกัน

 แต่ไม่รู้ว่ามันจะพาไปสู่การเกิด แก่ เจ็บ ตายต่อไป

 แต่ถ้าเอาปัญญาที่ครูบาอาจารย์สอนมาแล้ว

ให้เอามาพิจารณาอยู่เนืองๆว่า

การทำตามความอยากนี้

เป็นการ นำไปสู่การเกิดแก่เจ็บตายไม่มีวันสิ้นสุด

 พอความอยากโผล่ขึ้นมาปั๊บ

เราก็จะได้หยุดมันได้ทันที ถ้าเราหยุดมันได้

 เราก็จะได้ปัญญาขั้นที่สาม

ที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา.


 พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2560 12:58:43 น.
Counter : 162 Pageviews.

0 comments
: รู้แต่สิ่งที่สำคัญเท่านั้นพอ : กะว่าก๋า
(11 ส.ค. 2562 06:20:12 น.)
Quotes คำคม (8) comicclubs
(11 ส.ค. 2562 22:36:30 น.)
: รู้จักประมาณตน : กะว่าก๋า
(8 ส.ค. 2562 06:12:24 น.)
โอวาทธรรม **mp5**
(8 ส.ค. 2562 13:50:09 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด