กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
<<
กรกฏาคม 2564
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
space
space
3 กรกฏาคม 2564
space
space
space

มนุษย์ประเสริฐได้ด้วยการฝึกตน



227มนุษย์ประเสริฐ เพราะเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ 393

   หลักการใหญ่ของพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วยธรรมก็เท่านี้แหละ แต่ขยายไปสู่หลักปลีกย่อยต่างๆ จนละเอียดยิบ แล้วหลักปลีกย่อยเหล่านั้น ก็โยงถึงกันหมดทุกอย่าง

   ข้อสำคัญ พระพุทธเจ้าไม่ได้แสดงแต่หลักเท่านั้น แต่ทรงให้กำลังใจพวกเราด้วยว่า "มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกฝนพัฒนาได้นะ" อันนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด พร้อมกันนั้น มองอีกด้านหนึ่ง พระองค์บอกว่า "มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก"

   คำว่า "ฝึกได้" นี่ทำให้เกิดกำลังใจ แต่คำว่า "ต้องฝึก" ทำให้สำนึกในหน้าที่ ว่าเราเป็นคน จะต้องฝึกฝน จะอยู่อย่างสัตว์ทั้งหลายอื่นไม่ได้

  จะต้องย้ำอีกทีหนึ่ง ถึงคาวามแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์อื่นทั้งหลายว่า มนุษย์เป็นสัตว์พิเศษที่ว่ามีการฝึกฝนพัฒนาได้เท่านั้นเอง ส่วนสัตว์ชนิดอื่น มันฝึกฝนพัฒนาไม่ได้ ข้อแตกต่างมีอยู่ดังนี้

   สัตว์ทั้งหลายอื่น ที่เราเรียกว่า เดรัจฉานนั้น มันอยู่ด้วยสัญชาตญาณเป็นหลัก ในแง่สัญชาตญาณแล้ว สัตว์เหล่านั้นเก่งกว่าเรา เราอย่าไปเทียบเลยในเรื่องสัญชาตญาณ

   มนุษย์เกิดมานี่อาศัยสัญชาตญาณได้น้อย ไม่ค่อยมีความสามารถอะไรติดตัวมา มีแต่ศักยภาพรอไว้ ที่จะพัฒนาได้มากมายด้วยการฝึก

   ลอง พิสูจน์ก็ได้ว่า เราแพ้สัตว์อื่นทั้งหลายในเรื่องสัญชาตญาณ สัตว์อย่างอื่นนั้นเกิดมา พอออกจากท้องพ่อท้องแม่ ก็มีชีวิตอยู่ได้ ช่วยตัวเองได้แทบจะทันที หลายชนิดทีเดียวเดินได้เลย ว่ายน้ำได้ หากินได้

   แต่มนุษย์นี้อ่อนแอมาก พอคลอดออกมาแล้ว ถ้าไม่มีใครเลี้ยงดูประคบประหงม ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ต้องมีคนเลี้ยงดู จนกระทั่งแม้แต่อยู่มาได้ปีหนึ่งแล้ว ก็ยังช่วยตัวเองไม่ได้ ถ้าใครทิ้งก็ตาย ต้องเลี้ยงกันอีกหลายปี อาจเป็นสิบๆปี มนุษย์จึงจะอยู่รอด สามารถดำเนินชีวิตได้

   การที่จะดำเนินชีวิตได้ ก็คือ ระหว่างที่เขาเลี้ยง ตัวเองก็เรียน คือ เรียนรู้ ฝึกหัด พัฒนาตนไป จนกระทั่งสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง

   เป็นอันว่า โดยสัญชาตญาณ มนุษย์เป็นสัตว์ที่อ่อนแอไร้ความสามารถที่สุด แต่มีข้อดีพิเศษก็คือ ฝึกได้ เรียนรู้ได้

   มนุษย์มีการเรียนรู้ คือการศึกษานั่น เอง เมื่อมีการเรียนรู้ คือมีการศึกษา ก็ทำให้สามารถทำอะไรต่ออะไรขยายออกไปได้ สามารถรับถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นเก่า เช่นพ่อแม่บอก ครูอาจารย์บอก คนแวดล้อมบอก ได้ความรู้เพิ่มขั้นๆ สามารถเอาความรู้ที่สะสมมาเป็นเวลาพันๆปี มาอยู่ในคนเดียวได้ อันนี้เป็นข้อประเสริฐพิเศษของมนุษย์ ไม่เหมือนสัตว์ทั้งหลายอื่น

   สัตว์ทั้งหลายอื่น สะสมถ่ายทอดความรู้มาโดยทางสัญชาตญาณ แต่มนุษย์สะสมถ่ายทอดความรู้ด้วยวิธีเรียนรู้ได้ด้วย ใครรู้จักเพียรเรียนรู้ ก็ยิ่งรู้ยิ่งพัฒนา ใครไม่เพียรไม่รู้จักเรียนรู้ ก็ไม่ได้ความรู้ และพัฒนาตัวไม่ได้

   ความพิเศษของมนุษย์นั้น อยู่ที่การเรียนรู้อย่างที่ว่าแล้ว การเรียนรู้นี้ ก็คือการศึกษา การศึกษาเป็นของการฝึกฝนพัฒนาคน และองค์ธรรมสำคัญในการศึกษาก็คือปัญญานั่นเอง ปัญญาทำให้รู้ ทำให้คิด - พูด - ทำได้ผล ทำให้ปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายได้ถูกต้อง แก้ปัญหา และทำการทั้งหลายได้สำเร็จ

   ส่วนสัตว์ทั้งหลายอื่น อยู่ด้วยสัญชาตญาณ เคยอยู่มาอย่างไร ก็อยู่ไปอย่างนั้นตลอดชีวิต เกิดมาอย่างไรก็ตายไปอย่างนั้น

   ส่วนมนุษย์นี้เกิดมาโดยไร้ความสามารถ แต่เมื่อได้เรียนรู้ ก็ฝึกฝนพัฒนาตนไปจนกระทั่งมีความสามารถพิเศษอย่างแทบจะไม่มีที่สิ้นสุด ในทางกาย เกิดมาอย่างไร ก็ตายไปอย่างนั้น มาแต่ตัวก็ไปแต่ตัว แต่ในทางจิตใจ และปัญญา เกิดมาแล้วกว่าจะตาย ถ้าได้เรียนรู้ฝึกฝนพัฒนา ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลิศประเสริฐอย่างมากมาย

   การที่เรามีพระพุทธเจ้าไว้นี้ เป็นประจักษ์พยานของการพัฒนามนุษย์ ให้เห็นว่ามนุษย์นี้สามารถพัฒนาได้สูงสุดจนเป็นพุทธะ

  พุทธะ นั้นคือ การที่ธรรมแสดงภาวะที่พัฒนาสูงสุดของมนุษย์ว่า มนุษย์นั้นพัฒนาสูงสุดได้ถึงขนาดนี้ ความเป็นพุทธะจึงเป็นตัวแบบสำหรับมนุษย์ทั้งหมด เรากล่าวว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ก็เพราะสามารถพัฒนาได้จนเป็นพุทธะ

   ขอย้ำว่า พระพุทธศาสนา ไม่ได้ถือว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐเฉยๆ มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ประเสริฐด้วยการฝึก   ถ้าไม่ฝึกแล้วหาประเสริฐไม่   เราไปพูดกันว่ามนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่ประเสริฐ พูดด้วนๆ ขาดห้วนไป ต้องพูดให้เต็มว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐด้วยการฝึก เมื่อฝึกแล้วประเสริฐสุด

    ทั้งนี้ ตามบาลีว่า ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ (ขุ.ธ.25/33)

    แปลว่า ในหมู่มนุษย์นั้น ผู้ที่ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐสุด ประเสริฐสุดจนกระทั่งแม้แต่เทวดา และพรหมก็น้อมนมัสการ

   เพราะฉะนั้น จึงมีพุทธพจน์มากมาย ที่ให้กำลังแก่มนุษย์ ว่าอย่ามัวไหว้วอนรอความช่วยเหลือจากเทวดา ขอให้มนุษย์เราฝึกฝนพัฒนาตนไป แล้วเทวาพรหมทั้งหลายจะน้อมนมัสการเราเอง

   เราไม่ได้ไปเรียกร้อง เราไม่ได้ไปดูถูกท่าน แต่เพราะคุณความดีจากการได้บำเพ็ญการฝึกฝนพัฒนาตนนั่นแหละ เทพพรหมทั้งหลาย ก็ยอมรับนับถือ หันมาน้อมมนัสการ

   นี่เป็นการเตือนมนุษย์ไม่ให้มัวสยบอยู่ มนุษย์ในสมัยก่อนพุทธกาลนั้น มัวแต่มองไปข้างนอกตัว ไม่มองดูตัวเองว่า เราจะต้องทำอะไร มองแต่ว่าเราจะไปขอให้เทพเจ้าองค์ไหนช่วย มองไปหาพระพรหม มองไปหาเทวดาว่า ท่านจะช่วยอะไรเราได้บ้าง แล้วก็ไปอ้อนวอน คิดแต่อย่างนั้น ไม่เอาใจใส่ที่จะฝึกฝนพัฒนาตน นี่แหละมนุษย์ชอบเป็นอย่างนี้

  ที่จริงทำอย่างนั้นมันก็ง่ายดี มนุษย์ทั่วไปก็มีความโน้มเอียงที่จะทำอย่างนั้น ขอคนอื่นง่ายกว่า ทำเองมันยาก เลยไม่คิดฝึกตนสักที คิดแต่จะขอจากเทพเจ้า ขอให้พระพรหมช่วยดลบันดาล และหาทางเอาอกเอาใจเทพเจ้า จนเกิดเป็นพิธีบูชายัญต่างๆใหญ่โต

  พระพุทธเจ้ามาแก้ปัญหานี้ ก็เรียกว่าปฏิวัติสังคม โดยดึงให้คนหันมาดูตัวเองว่า เราจะต้องทำอะไรบ้าง จากการที่ดูว่าตัวจะต้องทำอะไรบ้าง ก็เลยต้องชี้ไปที่ธรรม คือ ความเป็นไปตามเหตุปัจจัยนี่แหละ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

   พระพุทธเจ้ามาสอนให้เราสนใจเรื่องความสามารถพิเศษที่มีอยู่ในตัวเอง ความพิเศษของมนุษย์นั้น คือการเป็นสัตว์ที่ฝึกได้

  คนที่ฝึกได้ ภาษาบาลีเรียกว่า "ทัมมะ" พูดสั้นๆว่า ทัมม์

  สัตว์ทั้งหลายอื่นโดยทั่วไปฝึกไม่ได้ สัตว์บางชนิดฝึกได้บ้างในขอบเขตจำกัด แต่ฝึกตัวเองไม่ได้ ต้องให้คนฝึก

  อันนี้เป็นข้อพิเศษ แม้สัตว์ที่ฝึกได้บ้าง ก็ยังต้องอาศัยคนฝึก ช้างฝึกตัวเองได้ไหม ไม่ได้ ม้าฝึกตัวเองได้ไหม ไม่ได้ ลิงฝึกตัวเองได้ไหม ไม่ได้ ต้องให้คนฝึกทั้งนั้น ท่านจึงว่า

  วรมสฺสตรา ทนฺตา อาชานียา จ สินฺธวา (ขุ.ธ.25/33)

  เป็นต้น แปลว่า อัสดร สินธพ ม้าอาชาไนย ช้างพลวง ช้างพลาย เมื่อได้รับการฝึกแล้วก็ประเสริฐ เป็นสัตว์ที่เก่ง แต่มนุษย์ทีฝึกแล้วประเสริฐกว่านั้น คือ สัตว์ทั้งหลายนี่ฝึกไปถึงระดับหนึ่ง มันไปไม่ไหวแล้ว มันได้แค่นั้น แต่มนุษย์ฝึกตัวเองได้ และฝึกได้ไม่มีที่สิ้นสุด จนเป็นพุทธะได้ ประเสริฐเลิศที่สุด

  ฉะนั้น มนุษย์จะต้องหันมาดูความพิเศษของตัวเองตรงนี้ แทนที่จะไปติดอยู่กับคำว่า "มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ" แล้วหลงภูมิใจตัวเองด้วยความหลง แล้วก็ติดตันอยู่แค่นั้น ไม่พัฒนา อย่าเอาเลย หันมาสนใจที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีกว่า ว่าความวิเศษและประเสริฐของมนุษย์นั้น อยู่ที่ความเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ อันนี้มีประโยชน์กว่า

  ถ้าเรามาถือตามพุทธพจน์ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้และต้องฝึกนี่ เราจะเห็นทางปฏิบัติเดินหน้าไป ทั้งที่มีพุทธพจน์ตรัสไว้ เรากลับไม่เอาคำตรัสของพระพุทธเจ้านี่ บางทีเราก็เพลินมองข้ามไปเหมือนเดิม

  ถ้าเราจะเอาคำที่ว่า "มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ"  ก็ต้องต่อด้วยว่า เป็นสัตว์ประเสริฐด้วยการฝึก จึงจะครบถ้วนใจความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

  รวมความว่า พระพุทธเจ้าได้ชี้ธรรมให้ ได้แก่ ความจริงแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นการดึงความสนใจจากเรื่องเทพมาสู่ธรรม ดึงความสนใจจากการรอคอยอำนาจดลบันดาลของเทพเจ้า มาสู่การทำความเพียรพยายามด้วยกรรมที่ของคนเอง

  เมื่อดึงมาแล้ว พระพุทธเจ้าไม่ได้หยุดแค่นั้น แต่ทรงชี้มาที่ในตัวมนุษย์อีกว่า อย่าท้อใจนะ ให้มีกำลังใจ เราเป็นสัตว์พิเศษที่ฝึกตนเองได้พัฒนาได้ พอมาถึงตอนนี้มนุษย์ก็มีกำลังใจ
 

น.๑๘๘
 



Create Date : 03 กรกฎาคม 2564
Last Update : 3 กรกฎาคม 2564 4:19:20 น. 0 comments
Counter : 292 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

BlogGang Popular Award#17


 
สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space