กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
 
ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม


พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเมื่อ วันเสาร์เดือนห้าแรมสิบค่ำปีขาลสัมฤทธิศก จ.ศ. ๑๒๔๐ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลที่ ๕


จะว่าด้วยธรรมเนียมในราชตระกูลกรุงสยามนี้แปลกกว่าประเทศทั้งปวงหลายอย่าง ด้วยราชตระกูลนั้นมีมาก หลายกิ่งหลายสายนัก แต่มีเวลาที่เปลี่ยนลงเป็นขุนนางได้เร็วกว่าประเทศอื่นๆ เจ้านายจึงไม่สู้มากเหลือเกินเหมือนเมืองลาว ซึ่งแลเห็นอยู่ทุกวันนี้ เมืองเชียงใหม่ก็ดี เมืองหลวงพระบางก็ดี ไม่ได้นับชั้นว่าเป็นเจ้าอย่างไรชั้นใด สุดแต่เป็นเชื้อสายในราชตระกูลก็เรียกว่าเจ้าทั้งสิ้น จนเจ้าอย่างนี้ได้มาเป็นนายหมวดคุมคน ๙ คน ๑๐ คน อยู่ในเมืองเราก็มี

ธรรมเนียมเจ้าเมืองเรานี้ผิดกันกับลาว แต่ถ้าจะคิดดู ธรรมเนียมราชตระกูล ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ตั้งแต่จุลศักราช ๗๑๒ ปี มาจนบัดนี้ ธรรมเนียมที่เรียกชื่อเสียง แลยศศักดิ์นั้น ก็เปลี่ยนแปลงกันไปเป็นหลายครั้งหลายครา แต่ไม่ได้เปลี่ยนต้นเปลี่ยนรากที่เดียว เป็นแต่เปลี่ยนเล็กน้อย ตามปัญญาของผู้ครองแผ่นดินที่จะรักษาราชตระกูลให้เรียบร้อย ในเวลาบ้านเมืองกำลังเป็นป่าอยู่มาก ในตอนตั้งแต่กรุงเก่าลงมา จนถึงศักราช ๙๐๐ เศษ อยู่ในระหว่างสองร้อยปีนั้น ธรรมเนียมราชตระกูลคล้ายคลึงกันตลอดมา ตั้งแต่นั้นต่อมาภายหลัง ก็เปลี่ยนแปลงมา เกือบจะเหมือนกับในปัจจุบันนี้ ไม่ใคร่จะมียักย้ายไปอย่างอื่น

ในตำแหน่งยศเจ้านาย ที่จะให้ได้พยานว่าเป็นแบบโบราณนั้น เห็นมีอยู่ในพระราชกำหนดกฎมณเฑียรบาล ซึ่งได้ตั้งขึ้นแต่ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ผู้สร้างกรุง ในจุลศักราช ๗๒๐ ทีหลังสร้างกรุงแล้ว ๘ ปี ชื่อกฎมณเฑียรบาลนี้แปลว่าสำหรับรักษาเรือนเจ้าแผ่นดิน ในกฎหมายนั้นได้พรรณนากำหนดพระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดิน แลพระบรมวงศานุวงศ์ แลข้อบังคับ สำหรับข้าราชการที่จะประพฤติให้ถูกต้อง ไม่มีความผิดในพระเจ้าแผ่นดิน แต่กฎหมายนั้นถ้อยคำเป็นคำโบราณ คนไทยเองถ้าไม่ได้เป็นคนเรียน แลเป็นคยคิดอยู่บ้าง จะอ่านไม่ใคร่จะเข้าใจเลย เพราะอย่างนั้นคนไทยทุกคนรู้จักกฎหมายนี้ แต่ไม่ใคร่จะทราบว่าเนื้อความในกฎหมายนั้นเป็นอย่างไร เพราะขี้เกียจอ่านขี้เกียจคิด ในกฎหมายนั้นได้แบ่งเจ้าออกเป็น ๔ ชั้น

๑. ชั้นที่ ๑ พระเจ้าลูกเธอเกิดด้วยพระอัครมเหสี เรียกว่าสมเด็จหน่อพุทธเจ้า มียศใหญ่กว่าเจ้านายทั้งปวง ต้องอยู่ในเมืองหลวง
๒. อีกชั้น ๑ เรียกว่าลูกหลวงเอก เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน แต่มารดานั้นต้องเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าแผ่นดินเหมือนกัน จึงเรียกว่าเป็นลูกหลวงเอก พระเจ้าลูกเธอชั้นนี้ มียศได้กินเมืองเอก คือ เมืองพิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองนครราชสีมา เป็นต้น เรียกว่าลูกเธอกินเมืองเอกก็เรียก
๓. รองลงมาอีกชั้น ๑ พระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน แต่พระมารดาเป็นหลานหลวง คือ หลานของพระเจ้าแผ่นดินตรงๆ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า แครนด์ดอเตอ เจ้าที่เกิดด้วยหลานหลวงดังนี้ ก็นับว่าเป็นลูกหลวงเหมือนกัน แต่มียศกินเมืองโท เหมือนเมืองสวรรคโลก เมืองสุพรรณ เป็นต้น (เพราะหลานหลวงที่เป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ก็มีตำแหน่งกินเมืองเหมือนกัน คือ เมืองอินทร เมืองพรหม)
๔. ยังอีกชั้น ๑ ที่เกิดด้วยพระสนม เรียกว่า พระเยาวราช คือเจ้าผู้น้อย ไม่ได้กินเมือง

เจ้าทั้ง ๔ ชั้นนี้ ว่าแต่ด้วยลูกหลวงพระเยาวราชต้องถวายบังคมพระเจ้าลูกเธอทั้งสามชั้นซึ่งว่ามาก่อน พระเจ้าลูกเธอทั้งสามชั้นนั้น ก็ถวายบังคมกันเป็นลำดับไปตามยศ ถึงจะแก่อ่อนกว่ากันอย่างไร ไม่ได้กำหนดด้วยอายุ กำหนดเอายศเป็นประมาณ ถ้าลูกเธอมียศมาก จะเป็นผู้น้อยเด็กทีเดียว ที่มียศน้อยจะเป็นผู้ใหญ่แก่กว่ากันมาก ถึงจะเป็น พี่ ป้า น้า อา ประการใดก็ต้องไหว้ ต้องเดินตามหลังผู้มียศมาก

แต่ยศเจ้าลูกเธอ กินเมืองเอกเมืองโท ๒ ชั้นนี้ เจ้านั้นไปกินเมืองจริง เหมือนหนึ่งเป็นเจ้าประเทศราช อยู่ในบังคับเจ้าแผ่นดินใหญ่ เพราะเป็นผู้ไปครองเมืองอย่างนั้น คนทั้งหลายจึงเรียกเจ้าฟ้า เจ้าฟ้านั้นคือเจ้าแผ่นดิน ฤาเจ้าเมือง ตามคำกล่าวถึงเดี๋ยวนี้ เจ้าฟ้าข้างเมืองลาวยังมีมากนัก คือเจ้าฟ้าแสนหวี เจ้าฟ้าเมืองหลึก เจ้าฟ้าเมืองมืด เป็นต้น จนครั้งนี้เมื่อรบกับฮ่อ ในหนังสือที่มีไปมา แลคำให้การยังเรียกว่าเจ้าฟ้าเมืองไทย เจ้าฟ้าเมืองญวน เจ้าฟ้านั้นแปลว่า เจ้าเมืองตรงที่เดียว แต่เป็นวิสัยอยากจะพูดให้สูง จึงเรียกว่าเจ้าฟ้าเมืองหนึ่งเป็นเจ้าลงมาจากฟ้า คือว่าเป็นเชื้อวงศ์ของเทวดา เพราะธรรมเนียมข้างอินเดียนี้ถือกันว่าเจ้าแผ่นดินเป็นสมมุติเทวดา

แต่เจ้าฟ้ามีอยู่ ๓ ชั้นเท่านั้น ลูกพระอัครมเหสีไม่เป็นเจ้าฟ้า ลูกพระสนมไม่เป็นเจ้าฟ้า เป็นแต่ลูกเธอที่เกิดด้วยลูกหลวงหลานหลวงจึงเป็นเจ้าฟ้า ธรรมเนียมแต่ตั้งกรุงแล้ว จนถึง ๒๐๐ ปีนั้น เป็นแบบอยู่ดังนี้

ภายหลังมา พระเจ้าแผ่นดินเห็นว่าใน ๒๐๐ ปีก่อน ที่ให้เจ้านายไปครองเมือง มีเหตุแย่งชิงราชสมบัติกันหลายครั้งหลายคราว บางทีก็ไปเข้าด้วยพวกข้าศึก กลับมาทำร้ายกรุงซึ่งเป็นพี่น้องไม่สู้สนิทกัน จึงได้เลิกธรรมเนียมนี้เสียโดยเงียบๆ ไม่ได้ประกาศว่าจะไม่ตั้งต่อไป แต่ไม่ได้มีไปครองเมืองอีกเลย

ยศของเจ้าฟ้าคือเจ้าเมืองนั้น จึงยังคงติดอยู่กับเจ้านาย ซึ่งเป็นลูกหลวง หลานหลวง ถึงไม่ได้กินเมืองแล้วก็ยังเรียกเจ้าฟ้าอยู่เสมอ อยู่มาพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ใคร่จะมีพระอัครมเหสีที่ยกย่องเหลือเกินกว่ากัน ที่จะให้เป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า จึงได้คงมีอยู่แต่เจ้าฟ้า ต่อมายศสมเด็จหน่อพุทธเจ้านั้น ก็หายไปทีเดียว ถึงเป็นลูกพระมเหสี ก็เรียกเพียงเจ้าฟ้า เหมือนลูกเธอที่เกิดด้วยลูกหลวงแลหลานหลวง ยศเจ้าฟ้าเป็นยศของหัวหน้าเจ้านายทีเดียว เป็นแต่ในเจ้าฟ้าบางองค์ ซึ่งเป็นลูกเธอด้วยกัน เจ้าแผ่นดินเห็นสมควรยกขึ้นเป็นวังหน้า มีอยู่บ้างเป็นบางคราวๆไม่เสมอไป แต่เจ้าฟ้ายังมีอำนาจที่จะแห่หอกได้เหมือนเจ้าแผ่นดิน อย่างเช่นตัวได้ครองเมืองอยู่ เมื่อเวลาไปทางเรือ ก็มีเรือดั้งกระทุ้งส้าวเหมือนเจ้าแผ่นดินได้ แลเดินหน้าเจ้านาย ซึ่งมียศต่ำกว่าดังเช่นว่ามาแล้ว

แลยังมียศของเจ้าฟ้า ซึ่งวิเศษกว่าเจ้านายตามธรรมเนียมอีกหลายอย่าง คือ

รดน้ำในพระเต้าเบญจครรภ ซึ่งเป็นเต้าสำหรับภวายอภิเษกแก่พระเจ้าแผ่นดิน เมื่อเวลาบรมราชาภิเษก เต้านั้นได้ถือกันเป็นธรรมเนียมแผ่นดินมาว่า มารดาไม่ได้อยู่ในราชตระกูลเดียวกัน รดน้ำด้วยหม้อนั้นเป็นจันไร พราหมณ์ไม่ยอมรดให้ จะรดได้ก็ที่เป็นเจ้าฟ้า

อนึ่งเมื่อทำพิธีตรียัมพวาย บูชาพระอิศวรโล้ชิงช้า ช้าหงส์เสร็จแล้ว พราหมณ์นำเอาของบูชาพระอิศวรมาให้ ถ้าเป็นเจ้าฟ้า พราหมณ์นั้นว่าคาถาของพราหมณ์ ด้วยเสียงดังมีทำนองเหมือยหนึ่งถวายพระอิศวร และถวายพระเจ้าแผ่นดิน ถ้าจะไปถวายแก่เจ้านายอื่นๆก็เป็นจันไรเหมือนกัน

หนึ่งเมื่อเวลาประสูติเจ้าฟ้านั้น ครบเดือนเข้าแล้ว พราหมณ์จะยกขึ้นอู่ ต้องว่าคาถาสรรเสริญไกรลาส เหมือนหนึ่งเอาหงส์ขึ้นบนเปลแล้วกล่อมด้วยคาถาของพราหมณ์ แลมีเครื่องมโหรีอย่างหนึ่ง เฉพาะทำได้แต่การหลวง แลการของเจ้าฟ้า คือมีซอคัน ๑ มีบัณเฑาะว์ ๒ อัน มีคนขับคน ๑ เรียกว่า ขับไม้

ตั้งแต่ขึ้นพระอู่แล้ว มีข้าหลวงสำหรับร้องเพลงเห่ในเวลาประทม เรียกว่าช้าลูกหลวง ทำนองแลถ้อยคำไม่เหมือนกันกับที่เห่เจ้านายตามธรรมเนียม เป็นคำสูงๆเป็นต้นว่า อย่างเช่น พระเสด็จมาผ่านพิภพปกป้องพระวงศานุวงศ์แลราษฎร ดังนี้

พี่เลี้ยงนางนมนั้น เติมยศพระข้างหน้าเรียกเป็น พระพี่เลี้ยงพระนม ข้าในกรมมีตำแหน่ง ตั้งนายเวร ๔ ปลัดเวร ๔ อย่างละ ๖ บ้างตามที่นายเวรตำรวจ นายเวรมหาดเล็ก นายเวรฝีพาย มากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่เจ้าของจะตั้ง วิเศษกว่าเจ้านายตามธรรมเนียม

แลเมื่อพระชนมพรรษาครบ ๙ ขวบ มีการแห่ลงสรงในแม่น้ำ ภายใต้มณฑปตั้งอยู่บนแพในน้ำ เมื่อพระชนมพรรษาครบกำหนดโสกันต์ก็มีเขาไกรลาส การแห่โสกันต์นั้น เป็น ๖ วัน ๗ วัน ทั้งลอยพระเกศา แลเมื่อโสกันต์เจ้าฟ้าต้องนั่งอยู่บนหนังราชสีห์ ฤารูปราชสีห์ปัก อย่างเช่นพระเจ้าแผ่นดินขึ้นพระภัทรบิฐ แลจุกที่แบ่งผมเวลาจะตัดตามธรรมเนียมเจ้านายทั้งปวงแบ่งเป็นสามแหยม แต่เจ้าฟ้าต้องแบ่ง ๕ แหยม เรียกว่า เบญจสิงขร คือเอาอย่างเทวดาองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นคนดีดพิณของพระอิศวรได้ทำผมเป็นห้าแหยม แลสรงน้ำด้วยปากสัตว์ทั้ง ๔ ดังเช่นการโสกันต์ที่เคยมีมาแล้ว

แลเจ้าฟ้านั้นไม่มียศที่สมควรจะเป็นกรมหมื่น ถ้าจะได้เป็นกรม ต้องเป็นตั้งแต่กรมขุนขึ้นไป แลมีศักดินาแปลกกว่าเจ้านายตามธรรมเนียมหลายเท่า คือถ้าเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้า ทรงศักดินา ๒๐,๐๐๐ ถ้าเป็นต่างกรม ทรงศักดินา ๕๐,๐๐๐ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า ทรงศักดินา ๑๕,๐๐๐ ถ้าเป็นต่างกรม ๔๐,๐๐๐ เจ้าทั้งสองชั้นนี้ถ้าเป็นอุปราชทรงศักดินา ๑๐๐,๐๐๐ พระองค์เจ้าตามธรรมเนียม ถ้าเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ ทรงศักดินาแต่ ๗,๐๐๐ ลูกยาเธอ ๖,๐๐๐ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้า ทรงศักดินา ๖,๐๐๐ ถ้าเป็นต่างกรมทรงศักดินา ๑๕,๐๐๐ เท่ากันทั้งสามชั้น แต่ถ้าเป็นพระเจ้าหลานเธอเหมือนหนึ่งเจ้านายวังหน้า ศักดินา ๔,๐๐๐ ถ้าเป็นต่างกรม ศักดินาจึงขึ้นเป็น ๑๑,๐๐๐ ตำแหน่งมานี้เป็นของโบราณ ตั้งมาแต่ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ ๑ ซึ่งได้เถลิงราชสมบัติในจุลศักราช ๗๙๖ ปี ยังอยู่ในตอน ๒๐๐ ปีข้างต้น เมื่อดูตำแหน่งศักดินานี้แล้วก็จะเห็นว่า เจ้าฟ้ายศมากกว่าพระองค์เจ้าเท่าใด

อนึ่งเจ้าฟ้าเป็นต่างกรม จะเป็นกรมขุน กรมหลวง กรมพระ อย่างไรก็ดี ไม่ได้เรียกพระนามตามกรม เปลี่ยนพระนามเดิม เหมือนเจ้าต่างกรมทั้งปวง เพราะเจ้าฟ้านั้น เมื่อจะได้รับพระนามกำหนดต่อพระชนมพรรษาได้ ๘ ปีเศษ ฤา ๙ ปี พระนามนั้นจาฤกในสุพรรณบัฏนี้ สร้อยยาวดังเช่นตัวเราเอง ได้รับสุพรรณบัฏจาฤกชื่อว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์ วรุดพงศบริพัต ศิริวัฒนราชกุมาร ฤาศิริวัฒนราชวโรรส ตามเวลาเด็กเวลาหนุ่ม

แต่ในสร้อยชื่อเจ้าฟ้า ได้รับทุกองค์นั้น คงจะมีว่าเป็นลูกคนนั้น คือออกพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นพระราชบิดาทุกๆพระองค์เหมือนหนึ่งพระนามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีว่า พงศาอิศวร กระษัตริย์ พระนามสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลามีว่า มหิศราธิราชรวิวงศ์ คือเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งทรงพระนามว่า อิศรสุนทร แลตัวเราเองมีว่า บดินทรเทพยมหามกุฎบุรุษรัตนราชรวิวงศ์ ท่านกลางมีว่า มกุฎราชวรางกูร คือเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระนามว่า มหามงกุฎ แต่เจ้าฟ้าหญิงนั้น มีสร้อยพระนามสั้นๆ ไม่มีพระนามพระราชบิดา

แลตั้งเจ้ากรมปลัดกรมสมุหบัญชีเป็นหมื่นได้เหมือนเจ้าต่างกรม เมื่อเลื่อนขึ้นเป็นกรมขุนกรมหลวง ฤากรมพระ นามเดิมที่ได้รับพระสุพรรณบัฏแต่ทรงพระเยาว์นั้นไม่เลิกถอน พระนามซึ่งตั้งเป็นกรมนั้นไม่เป็นพระนามของเจ้า เป็นชื่อของเจ้ากรม ถาจะเรียกพระนาม ต้องเรีกพระนามเดิม ตลอดถึงชื่อเจ้ากรมด้วย เหมือนอย่างสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ เจ้ากรมเป็นพระบำราบปรปักษ์ ปลัดกรมเป็นหลวง สมุหบัญชีเป็นขุนตามลำดับยศ

อนึ่งเครื่องพานหมากเสวย พระเต้าบ้วนพระโอษฐ์ ใช้เครื่องลงยาราชาวดี ผิดกับเจ้านายทั้งปวง ถ้าเจ้านายทั้งปวงถึงจะมียศใหญ่เป็นต่างกรมอย่างสูง ถึงกรมสมเด็จพระ ก็จะใช้เครื่องลงยาไม่ได้ ต้องใช้ทองเปล่า เว้นแต่ทำใช้เองในเวลานอกจากหน้าพระที่นั่งพระเจ้าแผ่นดิน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯพระราชทานเครื่องในพานนั้นลงยา พานทองเปล่า แก่ท่านผู้ที่ได้ช่วยราชการแผ่นดินบ้าง น้อยคนที่เดียว

ถ้าเจ้าฟ้าได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ใช้สร้อยพระนาม อุภโตสุชาติสังสุทธเคราหณี ซึ่งเป็นคำนับถือของพวกนักปราญช์ชาวสยามว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ คำว่าอุภโตสุชาตินั้นว่ามีความเกิดดีแต่ฝักฝ่ายทั้งสอง สังสุทธเคราหณีว่ามีครรภเป็นที่ถือเอาปฏิสนธิบริสุทธิ์พร้อม คือถ้าจะรวมความตามเข้าใจ ว่ามีครรภ์ที่เกิดปฏิสนธิบริสุทธิ์เป็นอันดีพร้อมทั้งสองฝ่าย

อนึ่งถ้ามีช้าลูกหลวงเมื่อเวลาประสูติแล้ว เวลาสิ้นพระชนม์ก็ต้องมีนางร้องไห้ แลทำพระเมรุกลางเมือง ใหญ่บ้างย่อมบ้างตามกาลเวลา

อนึ่งยังมีคำของคนทั้งปวงที่เรียกยกยอนอกจากยศที่พระเจ้าแผ่นดินให้ เคยเรียกอยู่ในเจ้าฟ้าซึ่งเป็นลูกเธอว่า ทูลกระหม่อม คำซึ่งเรียกว่าทูลกระหม่อมนี้ไม่เป๋นยศในตำแหน่ง เป็นแต่เรียกกันขึ้นลอยๆ เหมือนดังขุนนางเป็นพระยา แล้วบ่าวไพร่ฤาใครๆที่มียศต่ำกว่า ฤาขุนนางด้วยกันเองที่มียศเสมอกัน เคยเรียกว่าเจ้าคุณ แต่คำที่เรียกเจ้าคุณนี้ ถ้าจะกราบทูลในราชการ ก็ใช้ไม่ได้ต้องเรียกชื่อพระยาอันนั้นตามที่ตั้ง ฉันใดคำที่เรียกว่า ทูลกระหม่อม นี้ก็เหมือนกันอย่างนั้น แต่บางทีถ้าไม่เป็นที่ใช้ในหนังสือราชการ แลคำกราบทูลที่ไม่เป็นราชการแท้ ก็กราบทูลว่า ทูลกระหม่อม ได้บ้างเป็นแต่ไปรเวต

คำว่าทูลกระหม่อมนี้ บางทีคนที่ฟังจะสงสัยไปว่าเรียกไม่ทั่วกันเป็นเฉพาะแห่ง แต่ที่จริงนั้นถ้าเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอก แล้วเรียกทูลกระหม่อมได้ทั้งสิ้น ถึงโดยผู้อื่นจะเรียกบ้างไม่เรียกบ้าง ข้าไทคนใช้นั้นคงเรียกว่า ทูลกระหม่อม

อนึ่งพระเจ้าลูกเธอ เรียกพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นพระราชบิดา ว่าทูลกระหม่อมบ้าง ลูกเจ้าฟ้าเหล่านี้ก็เรียกเจ้าฟ้าผู้เป็นพระบิดาว่า ทูลกระหม่อม เหมือนกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็รับสั่งว่าอย่างนี้ เป็นการถูกธรรมเนียมแล้ว แต่ยศนี้เจ้าแผ่นดินไม่ต้องตั้ง คนทั้งปวงเรียกเองได้ ก็เป็นยศของเจ้าฟ้าผิดกับพระองค์เจ้าด้วยอย่างหนึ่ง

ธรรมเนียมยศอย่างนี้ เป็นของมีมาแต่กรุงเก่าแต่ในตอน ๒๐๐ ปีข้างต้นบ้าง มาเกิดขึ้นภายหลัง ๒๐๐ ปีบ้าง ยศอย่างนี้ เจ้าฟ้ายังได้รับอยู่เสมอจนถึงปัจจุบันนี้ เว้นแต่การโสกันต์แลการลงสรงที่เป็นการใหญ่ๆ ต้องใช้ผู้คนมาก เวลามีราชการบ้านเมืองขัดขวางก็ไม่ได้ทำ ถ้าว่างเปล่าสมควรจะทำได้ก็ได้ทำ


ตำแหน่งยศแลอำนาจของเจ้าฟ้า ซึ่งว่ามานี้เป็นแต่เจ้าฟ้าซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ ถ้าเจ้าฟ้าอื่นๆกมียศศักดิ์น้อยกว่าพระเจ้าลูกเธอของพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นพระองค์เจ้า จะมีเครื่องยศแลการโสกันต์ทรงผนวชสิ่งใดก็เท่าๆกับเจ้านายตามธรรมเนียม ฤาต่ำลงไปกว่าพระองค์เจ้าบ้าง ตามลำดับยศซึ่งพรรณนามาข้างต้น ต้องเข้าใจว่าเป็นแต่เจ้าฟ้าที่เป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินใหญ่พวกเดียวเท่านั้น ธรรมเนียมยศเจ้าฟ้าลูกเจ้าแผ่นดิน ดังเช่นว่ามานั้นมีมาแต่โบราณ ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้

แต่ที่มีในกฎมณเฑียรบาล ซึ่งเป็นของโบราณว่าได้ด้วยกระบวนแห่แหน แลเครื่องยศต่างๆ เครื่องสูงต่างๆของเจ้าฟ้าเป็นชั้นๆ จะเก็บมาเรียงในที่นี้ก็จะยืดยาวนัก ด้วยเป็นของเลิกทิ้งเสียแล้ว ที่ยังเหลือติดมาบ้างก็เป็นแต่ของหลวงพระราชทาน เหมือนหนึ่งเครื่องสูงกลองชนะแห่โสกันต์เป็นต้น จะพรรณนาให้ละเอียดก็เห็นจะไม่จบ

จะขอว่าด้วยผู้ซึ่งมียศสมควรเป็นเจ้าฟ้าตามธรรมเนียมภายหลัง ๒๐๐ ปีมาแล้วต่อไป เจ้าฟ้าซึ่งเข้าใจกันในชั้นหลังๆตั้งแต่กรุงเก่ามาจนถึงกรุงเทพฯในระหว่าง ๓๐๐ ปีเศษ ว่าเจ้าอย่างไรสมควรจะเป็นเจ้าฟ้า อย่างไรไม่สมควรจะเป็น ตามตัวอย่างมีอ้างอิงให้เห็นชัดได้สมเป็นแบบแผน ให้พึงทราบไว้ก่อนว่า ในราชตระกูลนั้นนับถือข้างฝ่ายมารดามาก ถ้าจะนับผู้ที่สมควรเป็นเจ้าฟ้าได้นั้น เป็นได้เพราะ

๑. เจ้าแผ่นดินปราบดาภิเษกใหม่เปลี่ยนพระวงศ์แรกจะตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า พระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นมีอำนาจที่จะตั้งเจ้าฟ้าได้ตามชอบพระทัย แต่คงไม่ผิดจากหนทางที่เป็นแบบมาแล้ว แล้ววิเศษกว่าพระเจ้าแผ่นดิน ที่บรมราชาภิเษกสืบพระวงศ์บ้างเล็กน้อย คือเหมือนหนึ่งพระพี่ยาเธอ พระพี่นาง พระน้องนาง ที่ร่วมพระครรภ์กับพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ยกขึ้นเป็นเจ้าฟ้าได้ พระราชโอรสอค์ใดองค์หนึ่ง จะยกขึ้นเป็นเจ้าฟ้าก็ได้ (๑) เหมือนอย่างพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงยกสมเด็จพระพี่นางเธอ ๒ พระองค์ และพระเจ้าลูกเธอซึ่งเป็นพระโอรสพระธิดากรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์เป็นเจ้าฟ้าทั้ง ๔ พระองค์ แต่กรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ซึ่งเป็นพระมารดานั้น ก็ไม่ได้ยกขึ้นเป็นอัครมเหสี มีการตั้งแต่งอย่างไรอย่างหนึ่ง เป็นแต่โปรดฯให้เป็นเจ้า จะได้สมกับที่เป็นพระมารดาเจ้าฟ้า นี่เป็นเจ้าฟ้าตั้งขึ้นยกขึ้นอย่างหนึ่ง แต่พระเจ้าน้องยาเธอของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งบรมราชาภิเษกสืบพระบรมราชวงศ์โดยการเรียบร้อย เหมือนพระบาทสมเด็นพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอนุชาร่วมพระมารดาไม่เห็นยกขึ้นเป็นเจ้าฟ้า (๒) จะเป็นด้วยสิ้นพระชนม์ไปเสียแต่ยังทรงพระเยาว์ จึงไม่ยกขึ้นเป็นเจ้าฟ้า ฤามีธรรมเนียมห้ามปรามกันอย่างไรก็ไม่ทราบ

๒. พระเจ้าลูกเธอซึ่งเกิดด้วยลูกหลวง คือ พระราชธิดาของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นเจ้าฟ้าตรงตำแหน่ง เหมือนหนึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสเจ้าฟ้ากุณฑล เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นพระราชบิดา ถ้าจะว่าตามภาษาอังกฤษก็นับว่าเป็น เจ้าฟ้าไบไรต์ (By rigth)

๓. เจ้าฟ้าซึ่งเกิดด้วยพระราชนัดดาของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินนั้น ถ้าจะว่าโดยตรงก็ควรเป็นเจ้าฟ้าได้ตามกฎหมาย แต่พระราชนัดดาของพระเจ้าแผ่นดินนั้น ไม่ใคร่จะมีพระบิดามารดาเป็นเจ้าฟ้า ฤาเป็นพระองค์เจ้าทั้งสองฝ่าย จึงตกลงเป็นหม่อมเจ้าเสียโดยมาก เมื่อเป็นหม่อมเจ้าอยู่ดังนี้ ก็ไม่สมควที่จะเป็นพระมารดาเจ้าฟ้า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินจะโปรดให้เป็นเจ้าฟ้าจึงต้องยกขึ้นให้เป็นพระองค์เจ้า เหมือนแบบในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าหญิงในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๆ ยกขึ้นเป็นพระองค์เจ้าไว้แต่ก่อนแล้ว ครั้นมาเป็นพระราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชโอรสเป็นเจ้าฟ้า แลหม่อมเจ้ารำเพยเป็นพระราชธิดาในกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มาเป็นพระราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงยกขึ้นเป็นพระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์ ได้เป็นพระราชมารดาเจ้าฟ้าถึง ๔ พระองค์ เจ้าฟ้าอย่างนี้เป็น เจ้าฟ้าไบไรต์(By rigth) เหมือนกัน แต่ซึ่งต้องยกเป็นพระองคืเจ้า เพราะจะให้สมกับพระเกียรติยศเจ้าฟ้า ซึ่งเป็นพระโอรสแต่ที่พระราชโอรสพระเจ้าแผ่นดิน เกิดด้วยหลานเธออย่างนี้ พระเจ้าแผ่นดินไม่โรปดฯให้เป็นเจ้าฟ้าก็ได้ ธรรมเนียมที่ว่าพระราชโอรสเกิดด้วยหลานหลวงเป็นเจ้าฟ้านั้น ถ้าเป็นพระองค์เจ้าเป็นเจ้าฟ้า ถ้าเป็นหม่อมเจ้าไม่แน่ พระเจ้าแผ่นดินยังขัดขวางได้

๔. พระราชโอรสเกิดด้วยเจ้าต่างประเทศ ซึ่งเป็นเมืองเอกราชในครั้งนั้น เป็น เจ้าฟ้าไบไรต์ ฤาเมืองซึ่งเป็นเอกราชอยู่เดิม ภายหลังมาเป็นเมืองประเทศราชขึ้นกรุงเทพฯ พระเจ้าแผ่นดินนั้นยังคงศักดิ์อยู่ ถ้าพระเจ้าแผ่นดินจะโปรดฯให้หลานเจ้าคนนั้นซึ่งเป็นพระราชโอรส พระราชธิดาของพระองค์เป็นเจ้าฟ้าก็เป็นได้ เหมือนดังพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ยกพระองค์เจ้าหญิงในเจ้าจอมมารดา ซึ่งเป็นลูกเจ้าเวียงจันทน์ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงกุญฑลทิพยวดี เจ้าฟ้าดังนี้ก็ยังนับว่าเป็นไบไรต์ แต่คนไม่สู้จะนับถือเหมือนพระมารดา ซึ่งเป็นพระบรมวงศ์เดียวกัน แลในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นักเยี่ยมซึ่งเป็นบุตรสมเด็จพระเจ้านโรดมเจ้ากรุงกัมพูชา ซึ่งโปรดฯให้เป็นพระองค์เจ้ากำโพชราชสุดาดวง แลตนกูสุเบีย ซึ่งเป็นน้องสาวสุลต่านมหมุดเมืองลิงงา เป็นพระสนมอยู่ทั้งสองคน ก็ได้ปรารภเป็นการดังทราบทั่วกัน ถ้าพระราชบุตรเกิดด้วยเจ้า ๒ คนนี้ ก็ต้องเป็นเจ้าฟ้าตามธรรมเนียมเหมือนกัน แต่ก็มีคนรังเกียจอยู่ในการที่จะต้องเป็นดังนั้นมาก

๕. เจ้าฟ้าหญิงซึ่งเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ ฤาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอก็ดี มีพระสวามีเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ฤาเป็นเจ้าฟ้า ฤาเป็นเจ้าต่างกรมพระองค์เจ้าอย่างใดๆก็ดี เมื่อเจ้าฟ้าหญิงองค์นั้นมีพระโอรสพระธิดา ก็คงเป็นเจ้าฟ้าตามพระมารดา แต่ศักดินาลดลงไปตามบรรดาศักดิ์เจ้าซึ่งเป็นพระบิดา ได้แต่ชื่อว่าเป็นเจ้าฟ้าเหมือนสมเด็จพระพี่นางเธอของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมั้งสองพระองค์ มีพระสวามีแต่ยังไม่ได้เป็นเจ้า มีพระโอรสพระธิดาองค์ละหลายองค์ พระโอรสพระธิดานั้นต้องนับเป็นเจ้าฟ้าทั้งสิ้น ตามพระมารดา ครั้นถายหลังมาเจ้าฟ้าหยิงซึ่งเป็นพระธิดาสมเด็จพระพี่นางพระองค์น้อยได้เป็นพระชายาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธออยู่ มีพระโอรสสามพระองค์ เป็นเจ้าฟ้าทั้งสามพระองค์ เป็นตัวอย่างดังนี้ แต่ผู้อ่านต้องเข้าใจว่าเจ้าฟ้าหญิงซึ่งจะได้เป็นเมียพระองค์เจ้า แลพระองค์เจ้าจะเป็นเมียหม่อมเจ้า ฤาเป็นเมียยขุนนาง ฤาเจ้าต่างประเทศ แลเจ้าในตระกูลแต่มิใช่พี่น้องสนิทกันนั้น ธรรมเนียมห้าม มีไม่ได้ เพราะฉะนั้นเจ้าฟ้าแลพระองค์เจ้าจะมีสวามีต้องมีได้แต่ที่เป็นพี่น้องกันสนิทแลมียศเสมอกัน ฤาที่ชายสูงกว่าหญิง เพราะเหตุนั้นเจ้าฟ้าแลพระองค์เจ้า จึงเป็นธรรมเนียมไม่ได้มีพระสวามีแทบทั้งนั้น ถ้าจะมีก็เป็นแต่พระราชเทวีของพระเจ้าแผ่นดินบ้าง ซึ่งจะมีพระสวามีอื่นนอกจากพระเจ้าแผ่นดินนั้นน้อยนัก เพราะมักจะเป็นที่รังเกียจกันไป จึงไม่มีเจ้าฟ้าซึ่งสืบตระกูลพระมารดาดังเช่นว่ามาแล้ว ซึ่งจะชี้เป็นตัวอย่างให้เห็นได้ในปัจจุบันนี้ มีมากอยู่ก็แต่เมื่อแรกตั้งบรมราชวงศ์เป็นเจ้าขึ้นใหม่ๆ เจ้าฟ้าโดยพระมารดาดังนี้ก็นับว่าเป็น ไบคอกเตสซี(BY-courtesy)

๖. ลูกวังหน้าเดิมพระเจ้าเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้เป็นพระองค์เจ้าไว้ แต่ครั้งกรมพระราชวังในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแล้ว ครั้นทรงพระกรุณาโปรดเจ้าองค์นั้น โดยเป็นลูกใหญ่ของวังหน้าบ้าง ได้รับราชการบ้าง มีเชื้อวงศ์ข้างมารดาอยู่พอจะยกย่องให้เป็นเจ้าฟ้า ก็โปรดฯยกขึ้นเป็นเจ้าฟ้าพอเป็นเกียรติยศ มีตัวอย่างมาสององค์ คือ เจ้าหญิงพิกุลทอง ซึ่งเป็นพระราชธิดากรมพระราชวังในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มารดาเป็นลูกเจ้าลาวเมืองเชียงใหม่ โปรดฯตั้งให้เป็นเจ้าฟ้า แต่ที่มารดาเป็นลูกเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดีก็มีมารดาเป็นพระองคืเจ้า พระธิดาเจ้ากรุงธนบุรีก็ไม่โปรดฯให้เป็นเจ้าฟ้า ก็ต้องเป็นอยู่แต่พระองคืเจ้า ครั้นอยู่มาถึงกรมพระราชวังในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า มีพระราชบยุตรเกิดด้วยพระองค์เจ้าดารา ซึ่งเป็นพระธิดากรมพระราชวังที่ ๑ ก็ไม่ได้เป็นเจ้าฟ้า เป็นแต่พระองค์เจ้าอิศราพงษ์ อยู่จนเป็นผู้ใหญ่อายุจนถึง ๓๐ ปีเศษ ครั้นมาถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับราชการเรียบร้อยแข็งแรงมาก ก็โปรดฯให้เป็น เจ้าฟ้า โดยโปรโมชั่น(Promotion) แต่เจ้าฟ้าอย่างนี้ไม่ได้ใช้คำนำพระนามว่าสมเด็จ ใช้แต่พระบรมวงศ์เธอเหมือนพระองค์เจ้า เจ้าฟ้าอย่างนี้เป็นได้แต่เฉพาะแต่พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้เป็น พอเป็นที่ยิรดี เป็นเจ้าฟ้านอกแบบ ลูกวังหน้าจะเป็นเจ้าฟ้าได้จริง ก็แต่ที่พระมารดาเป็นเจ้าฟ้าเหมือนอธิบายไว้แล้วข้างบน

๗.ยังมีเจ้าฟ้าอีกอย่างหนึ่ง เป็นธรรมเนียมปรากฏมาแต่ครั้งเดียว แต่แผ่นดินเจ้ากรุงธนบุรี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้มีพระราชบุตรด้วยเจ้ากรุงธนบุรีองค์หนึ่ง แล้วพระมารดาก็สิ้นชีพไป ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬ่โลกได้รับตำแหน่งใหญ่เรียกว่ามหากษัตริย์ศึก มีอำนาจบังคับบัญชาในการศึกได้เหมือนพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อการทัพศึกในครั้งนั้นมีมาก พระเจ้ากรุงธนบุรีนับถือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเหมือนเป็นเจ้าในการศึกองค์หนึ่ง แลโดยเจ้ากรุงธนบุรีได้ปราบดาภิเษก มีอำนาจที่จะตั้งเจ้าฟ้าได้ดังเช่นว่าไว้ในข้อ ๑. จึงได้ตั้งพระเจ้าลูกเธอพระองค์นั้น เป็นเจ้าฟ้าวิเศษมิใช่โดยไรต์องค์หนึ่ง เจ้าฟ้านอกนั้นก็เกิดด้วยเชื้อวงศ์ของพระเจ้ากรุงธนบุรีอีก ๒ องค์ แต่เจ้าฟ้าทั้งสององค์นั้นตั้งโดยไรต์ ไม่เหมือนเจ้าฟ้าซึ่งเป็นพระราชนัดดาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนี้ แต่ครั้นภายหลังมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ปราดาภิเษก เจ้ฟ้าพระองค์นี้ก็เป็นเจ้าฟ้าไบไรต์ เพราะเป็นพระราชธิดาสมเด็จพระอมรินทรามารตย์ ก็คงเป็นเจ้าฟ้าเหมือนกับพระโอรสซึ่งเป็นเจ้าฟ้า

ผู้ที่สมควรเป็นเจ้าฟ้า ซึ่งได้เป็นมาแล้วในระหว่าง ๓๐๐ ปี ได้เป็นเจ้าทั้ง๗ หมู่นี้เท่านั้น นอกจากนั้นพระเจ้าแผ่นดิน จะมีพระราชโอรสด้วยพระสนมใดๆ เป็นเจ้าฟ้าไม่ได้เด็ดขาด ถ้าจะแบ่งยศในจำพวกเจ้าฟ้าเหล่านี้ตามกฎหมายศักดินา ก็เห็นว่าเจ้าฟ้าซึ่งเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยเธอเป็นที่หนึ่ง แต่เจ้าฟ้าซึ่งเป็นพี่ป้าน้าอาของพระเจ้าแผ่นดินนั้น ไม่มีกำหนดในศักดินา แต่ดูเหมือนจะมียศใหญ่กว่าเจ้าฟ้าที่เป็นน้องยาเธอ เพราะธรรมเนียมที่นับในกฎหมายนั้นนับตามผู้ใหญ่เด็ก ไม่ได้นับตามชิดแลห่าง เว้นแต่ศักดินาที่ใช้ในปัจจุบันนี้ ไม่ได้แก้กฎหมายเก่าเลย

เมื่อในกฎหมายไม่มีกำหนด ก็คงใช้ใช้อยู่เท่าสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้า จึงต้องนับรวมไว้เป็นชั้นหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ามีศักดินาลดลงมาหน่อยหนึ่ง จึงนับเป็นชั้นรอง เจ้าฟ้าตามธรรมเนียมเหมือนหนึ่งเจ้าฟ้าหลานเธอนับเป็นชั้นต่ำ ด้วยถึงเป็นกรมแล้ว ก็มียศอยู่เพียงเสมอพระองค์เจ้าต่างกรม

แต่ความนิยมนับถือของคนทั้งปวงนั้นเป็นตามกาลตามเวลาตามผู้ชิดผู้ห่าง แลพระมารดาบริสุทธิ์น้อยในราชตระกูล จึงปรากฏเป็นเจ้าฟ้าสืบมา ไม่ได้ขาดระหว่างเลยจนถึงบัดนี้ เรื่องเจ้าฟ้าที่กล่าวมานี้ มีตัวอย่างชี้ให้เห็นได้ทุกๆอย่าง แลต้องกันกับที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเรียบเรียงเรื่องโสกันต์

ประกาศเรื่องโสกันนี้ เป็นพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนยี่ ปีฉลูสัปตศก จ.ศ. ๑๒๒๗ เป็นวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๘
ลงพิมพ์ในหนังสือจดหมายเหตุ บางกอกรีคอร์เดอ์ เล่ม ๑ หน้า ๒๐๙ ลงวันอังคาร แรม ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีฉลูสัปตศก ๑๒๒๙ วันที่ ๑๗ มกราคม ค.ศ. ๑๘๖๖ หน้า ๒๒๑ วันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ วันที่ ๓๑ มกราคม กับเล่ม ๒ หน้า ๑ วันแรม ๑ เดือน ๔ วันที่ ๑ มีนาคม
ลงพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ ตั้งแต่วันพฤหัสบดี แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีจออัฐศก จ.ศ.๑๒๔๘ เล่ม ๒ หน้า ๓๘,๔๖,๕๔,๖๒,๗๑,๗๘,๘๑,๙๓,จน ๑๐๓ วันอาทิตย์ แรม ๘ ค่ำ เดือนยี่ ลงพิมพ์หนังสือบางกอกรีคอร์เดอร์ของหมอบัดเล เมื่อศักราช ๑๒๒๗

สิ้นเรื่องเจ้าฟ้า


ที่นี่จะว่าด้วยพระราชบุตร พระราชบุตรี ของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งในกฎมณเฑียรบาลเรียกว่า พระเยาวราช และเจ้านายซึ่งมียศต่ำๆลงไปอีกโดยลำดับ

๑. พระราชบุตรีของพระเจ้าแผ่นดินที่เกิดด้วยพระสนม ฤาที่เรียกกันว่าเจ้าจอมมารดานั้น มียศอย่างเดียวกันหมด เรียกว่า พระองค์เจ้า อย่างหนึ่ง

๒. พระบุตร พระบุตรี ของกรมพระราชวัง แต่เดิมเมื่อครั้งกรุงเก่า เป็นพระองค์เจ้าบ้าง เป็นหม่อมเจ้าบ้าง ไม่เสมอกัน แต่ต่อมาถึงแผ่นดินกรุงเทพฯ พระเจ้าแผ่นดินใหญ่ทรงเห็นว่ากรมพระราชวังได้ทำศึกมาก จึงได้โปรดฯให้เป็นพระองค์เจ้าทั้งสิ้น ภายหลังก็เป็นพระองค์เจ้าตามๆกันมาอีกพวกหนึ่ง

๓. พระโอรสพระธิดากรมพระราชวังหลังที่เกิดด้วยบริจา ก็เป็นพระองค์เจ้าอีกพวกหนึ่ง

๔. พระบุตร พระบุตรี ของเจ้าฟ้าก็ดี เจ้าต่างกรมก็ดี พระองค์เจ้าก็ดี ถ้ามารดาเป็นพระองค์เจ้าลูกก็เป็นพระองค์เจ้า ดังเช่นเจ้าฟ้าหญิงมีลูกต้องเป็นเจ้าฟ้าเสมอมารดาฉะนั้น นี่ก็เป็นพระองค์เจ้าอีกจำพวกหนึ่ง

๕. หม่อมเจ้าซึ่งเป็นพระบุตร พระบุตรีของเจ้าต่างกรม แลพระองค์เจ้า ซึ่งเป็นองค์ใหญ่ฤารับราชการมาก ฤาเป็นที่คุ้นเคยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ก็ทรงยกขึ้นเป็นพระองค์เจ้าได้ไม่มีกำหนดว่าเท่าใด เหมือนกับยกลูกวังหน้าขึ้นเป็นเจ้าฟ้า แต่ลูกต่างกรมฤาพระองค์เจ้าวังหน้าไม่เคยยกขึ้น ยกขึ้นแต่ลูกเจ้าต่างกรม แลพระองค์เจ้าวังหลวงซึ่งเป็นลูกเจ้าแผ่นดิน

รวมพระองค์เจ้าจึงเป็น ๕ อย่างด้วยกันดังนี้ แต่พระองค์เจ้าทั้ง ๕ อย่างนี้ ใช่ว่าจะมียศเสมอกันก็หาไม่ มียศแปลกๆกันมากทีเดียว ยศซึ่งจะกำหนดแปลกกันนั้น ด้วยคำนำพระนามข้างหน้า คำนำพระนามนั้นมีมากหลายอย่างนัก ศักดินาก็ขึ้นลงตามคำนำพระนามนั้นด้วย แลเป็นเนื้อความให้รู้ชั้นของพระองค์เจ้านั้นด้วย

๑. พระเจ้าบรมอัยกาเธอชาย พระเจ้าบรมอัยยิกาเธอหญิง คือเป็นปู่น้อยย่าน้อยของพระเจ้าแผ่นดิน คำที่ว่าเธอนั้น แปลว่าท่าน คือพระเจ้าปู่ท่าน พระเจ้าย่าท่าน แปลดังนี้ตลอดไป ท่านนั้นคือ เจ้าแผ่นดินองค์ใหญ่องค์เดียว

๒. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ คือท่านที่เป็นลุงเป็นอาเป็นป้าของพระเจ้าแผ่นดินทั้งชายแลหญิง

๓. พระเจ้าพี่ยาเธอชาย พระเจ้าพี่ยาเธอหญิง พระเจ้าน้องยาเธอชาย พระเจ้าน้องยาเธอหญิง

ท่านทั้งสามชันนี้ทรงศักดินาเสมอกัน เมื่อเวลายังไม่ได้เป็นกรม ๗,๐๐๐ ถ้าเป็นกรมทรงศักดินา ๑๕,๐๐๐

๔. พระเจ้าลูกยาเธอชาย พระเจ้าลูกยาเธอหญิง

๕.พระเจ้าราชวงศ์เธอทั้งชายแลหญิงนี้ เป็นตำแหน่งตั้งขึ้นใหม่ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะทรงพระราชดำริเห็นว่า พระราชบุตร พระราชบุตรีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระเจ้าลูกเธอมาก่อนแล้ว ครั้นพระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ก็จะต้องลดลงเป็นพระเจ้าหลานเธอ ศักดินาเสมอพระองค์เจ้าวังหน้า เห็นไม่สมควร จึงโปรดฯให้เป็นพระเจ้าราชวงศ์เธอ คงศักดินาเสมอพระเจ้าลูกเธอ เมื่อยังไม่ได้เป็นกรมศักดินา ๖,๐๐๐ เมื่อเป็นต่างกรมขึ้นก็ทรงศักดินา ๑๕,๐๐๐ เท่าชั้นสามข้างบนทั้งพระเจ้าลูกเธอ แลพระราชวงศ์เธอ

พระองค์เจ้าทั้งห้าชั้นนี้ เป็นพระองค์เจ้าซึ่งเป็นพระราชบุตรแลพระราชบุตรี พระเจ้าแผ่นดิน แบ่งยกขึ้นเป็นตอนหนึ่งต่างหาก นับเป็นพระองค์เจ้าอย่างเอกทั้ง ๕ ชั้น

๑. ตอนนี้ไป พระบุตร พระบุตรี ในกรมพระราชวังแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ ชั้นที่ ๑

๒. พระบุตร พระบุตรี ในกรมพระราชวังแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ ชั้นที่ ๒

๓. พระบุตร พระบุตรี กรมพระราชวังในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ ชั้นที่ ๓

๔. พระบุตร พระบุตรี สมเด็จพระปิ่นเกล้าในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระชนมายุแก่กว่าสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในปัจจุบันนี้ เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ ชั้นที่ ๔

๕. พระบุตร พระบุตรี สมเด็จพระปิ่นเกล้า ที่อ่อนพระชนมายุกว่าสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในปัจจุบันนี้ เป็นพระเจ้าบวรวงศ์เธอ ชั้นที่ ๑

๖. พระบุตร พระบุตรี กรมพระราชวังในปัจจุบันนี้ เป็นพระเจ้าบวรวงศ์ ชั้นที่ ๒

๗. พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้า ซึ่งเป็นพระองค์เจ้าเพราะมารดาก็ดี ฤาเป็นหม่อมเจ้ายกขึ้นเป็นพระองค์เจ้าก็ดี เป็นพระเจ้าหลานเธอทั้งสองอย่าง

ในพระองค์เจ้า ๗ พวกนี้ เมื่อยังไม่เป็นต่างกรม ทรงศักดินา ๔,๐๐ เมื่อเป็นต่างกรมแล้วทรงศักดินา ๑๑,๐๐๐ เสมอกัน

๑. พระองค์เจ้าซึ่งเป็นพระบุตร พระบุตรี กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ ซึ่งเป็นพระอัยยกา ฝ่ายพระบรมชนนีของพระเจ้าแผ่นดินปัจจุบันนี้ เป็นพระประพันธวงศ์เธอ เพราะเป็นพระวงศ์ของพระเจ้าแผ่นดินทั้งสองฝ่าย

๒. พระองค์เจ้าซึ่งเป็นหลานเธอเก่า พระเจ้าแผ่นดินซึ่งเป็นพระอัยกาล่วงไปแล้ว โดยพระมารดาเป็นพระองค์เจ้าก็ดี หม่อมเจ้ายกขึ้นเป็นพระองค์เจ้าก็ดี เป็นพระวงศ์เธอทั้งสิ้น

๓. พระองค์เจ้าในกรมพระราชวังหลัง แลในเจ้าฟ้าซึ่งเป็นพระโอรสของสมเด็จพระพี่นางเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ทั้งสองพระองค์เหล่านี้ เป็นพระสัมพันธวงศ์เธอ

พระองค์เจ้า ๓ ชั้นนี้ เมื่อเวลายังเป็นหม่อมเจ้า มีศักดินาเพียง ๑,๕๐๐ แต่ครั้นเมื่อเป็นพระองค์เจ้าขึ้น ก็ไม่มีตำแหน่งมาในกฎหมายว่าจะเป็นศักดินาเท่าไรแน่ ดูเหมือนของเก่าจะใช้อย่างเช่นหลานเธอเสมอมา แต่ที่เคยใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ ถ้าเป็นพระองค์เจ้าศักดินาคงอยู่ ๑,๕๐๐ ฤาไม่ใคร่จะพูดถึงศักดินาทีเดียว เรื่องที่ให้ศักดินา ๑,๕๐๐ นี้เห็นว่าไม่ถูก แต่เมื่อเป็นต่างกรมแล้วคงใช้ศักดินา ๑๑,๐๐ เท่าเจ้านายวังหน้า แลหลานเธอซึ่งว่ามาแล้วทั้ง ๗ ชั้น จึงเป็นการถูกทีเดียว พระองค์เจ้าชั้นนี้ ถ้าจะแยกออกจากวังหน้าก็เป็นชั้นที่ ๓ แต่เมื่อเป็นต่างกรมขึ้นแล้ว จะนับรวมกันเข้ากับเจ้านายวังหน้าก็ได้

รวมคำนำพระนาม พระองค์เจ้าทั้ง ๓ ชั้นนี้ถึง ๑๕ อย่าง แต่ในปัจจุบันนี้ ถ้าต่อไปภายหน้าพระเจ้าแผ่นดินสืบบรมราชวงศ์ลงไปอีกกี่ชั้นกี่ชั่ว ก็คงเกิดคำนำพระนามนี้ขึ้น แผ่นดินละอย่างสองอย่างทุกชั้น แต่เจ้าฟ้านั้นก็คงใช้ตามลำดับพระวงศ์เหมือนพระองค์เจ้า เติมแต่สมเด็จข้างหน้า เหมือนอย่างสมเด็จพระบรมอัยยกาเธอ เจ้าฟ้า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า เป็นต้น ใช้คังนี้ตลอดไป

คำซึ่งใช้เป็นคำนำพระนามนี้ ที่ใช้เป็นคำตรงดังเช่นอัยยกาเธอ พี่ยาเธอ น้องยาเธอ ลูกยาเธอ หลานเธอ ดังนั้นก็มีเป็นของเก่า เรียกเป็นพี่เป็นน้องของในหลวงตามที่เป็นจริง แต่ที่เป็นบรมวงศ์เธอ ราชวงศ์เธอ วรวงศ์เธอ บวรวงศ์เธอ ประพันธวงศ์เธอ สัมพันธวงศ์เธอ ดังนี้ไม่ได้เป็นคำเรียกตรงว่าเป็นอะไรชัด เป็นแต่คำยกย่องว่าเป็นสายใหญ่บ้าง กลางบ้าง เกี่ยวพันบ้าง เป็นของเกิดขึ้นใหม่ เพราะใช่คำตรงๆไม่ เพราะเหมือนหนึ่งจะใช้ว่าเจ้าป้าเธอ พระเจ้าลุงเธอ จึ่งได้ยักเสียเป็น บรมวงศ์เธอ

ข้างฝ่ายราชวงศ์เธอนั้นเล่า ถ้าจะว่าหลานเธอก็ผิด ด้วยศักดินาสูงกว่าหลานเธอ จะเรียกว่า อะไรเธอ ก็เรียกตรงยาก จึงได้ยักเรียกไปอย่างนั้น

จะว่าโดยพวกวรวงศ์เธอ บวรวงศ์เธอ นั้นเล่า ยศบรรดาศักด์ก็เหมือนหลานเธอ แต่ถ้าจะเรียดหลายเธอก็ไม่ได้ เพราะพระวรวงศ์เธอทั้ง ๔ ชั้นก็เป็นพระวงศ์ผู้ใหญ่ ครั้นจะไปเรียกรวมกันเข้ากับเจ้านายวังหน้า ยศก็ผิกกันไป ต่างหมู่ต่างพวกไม่สมควร จึงได้ยกขึ้นเป็นชื่อเสียอย่างหนึ่ง ถึงประพันธวงศ์เธอ สัมพันธวงศ์เธอ ก็เหมือนกัน

คำซึ่งเรียกต่างๆเหล่านี้ ก็เป็นแต่เลือกหาคำที่เพราะที่สูงให้เป็นลำดับกัน แต่ต้องเข้าใจว่าที่เรียกพระอะไรเธอนั้น เป็นพระอะไรของพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียว เหมือนหนึ่งพระบุตร พระบุตรีวังหน้า จะเรียกพระเจ้าลูกเธอวังหน้าก็ไม่ได้ ผู้ซึ่งเรียกดังนี้ แต่ก่อนมาก็ทราบว่า มีความผิดทุกครั้ง ภายหลังมาเมื่อเราเป็นผู้รับฎีกา ได้เห็นมีผู้มาร้องฎีกา เรียกว่าพระเจ้าลูกเธอวังหน้า ก็ต้องรับพระราชอาญาเป็น ๒ คน ๓ คน การเรื่องนี้ตรงกันกับธรรมเนียมใช้เลขทับศก ต้องใช้ปีราชสมบัติของพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวเหมือนกัน

ยังมีคำนำพระนามวิเศษอีกอย่างหนึ่ง พึ่งเกิดขึ้นในแผ่นดินปัจจุบันนี้ คือ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร ซึ่งเป็นพระภคนีของกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ ซึ่งเป็นพระอัยกาฝ่ายพระมารดาของเรา ก็นับว่าเป็นพระอัยยิกาน้องข้างฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นพระเจ้าราชวงศ์เธอ แต่พระองค์ท่านเป็นผู้ทำนุบำรุงเรามาแต่เล็กจนโต เหมือนเป็นพระชนนี จึงได้ย่อมให้เรียกเป็นพระอัยยิกาเธอตามทางพระมารดาของเราองค์หนึ่ง กับกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ ถ้าจะนับก็เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ ชั้นที่ ๒ แต่ท่านได้อุปัชฌาย์สั่งสอนเรามาก จึงได้ยอมยกให้เป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เหมือนหนึ่งกับอาของเรา มีแปลกอยู่ ๒ แห่งเท่านี้

ถัดจากชั้นพระองค์เจ้าลงไปอีก คือ พระบุตร พระบุตรี กรมพระราชวังหลัง ซึ่งไม่ได้เกิดด้วยบริจา แลพระบุตร พระบุตรี เจ้าฟ้า พระองค์เจ้า ซึ่มารดาไม่ได้เป็นพระองค์เจ้าทุกๆชั้น ต้องเป็นหม่อมเจ้า มีศักดินา ๑,๕๐๐

ลูกของหม่อมเจ้าเป็นหม่อมราชวงศ์ มีศักดินา ๕๐๐ ลูกของหม่อมราชวงศ์ลงไป เป็นหม่อมหลวงมีศักดินา ๔๐๐ ต่อนั้นเป็นนายตามธรรมเนียม

แต่หม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวงนี้ ถ้าจะมียศติดเนื่องกับเจ้านายเรียกว่า ราชินิกุล ก็มีชื่อตามตำแหน่งโบราณ ที่เป็นเจ้าพนักงานขี่ช้างค่าย ๔ ถือศักดินา ๑,๐๐๐ ขี่ช้างค้ำปลายเชือก ขี่ม้า โขลงกระบือ เหล่านี้ถือศักดินา ๘๐๐ ธรรมเนียมโบราณเต็มที สำหรับไปทัพใกล้พระองค์พระเจ้าแผ่นดิน แต่มาภายหลังตั้งไม่ใคร่จะเต็ม มีแต่คนหนึ่งสองคนไม่ได้เรียกว่าเจ้าในราชการ เปลี่ยนเป็นหม่อม เหมือนหม่อมกระต่ายราโชไทย หม่อมเทวาธิราชซึ่งยังอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ข้างนอกเขาเรียกกันว่า เจ้าต่าย เจ้าเทวหนึ่ง แต่ที่ไปเป็นขุนนางเสียทีเดียวก็มีบ้าง

ตั้งแต่หม่อมราชวงศ์ลงมา เวลาเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน แต่ก่อนต้องนุ่งสมปักเหมือนขุนนาง แต่คนละอย่าง คาดผ้าขาว ไม่ใช่แพรสี แลนุ่งผ้ามีลายต่างๆสีต่างๆไม่ได้ เหมือนหนึ่งเจ้าที่ยังมียศเป็นเจ้าแท้ ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไปในเจ้านาย ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไปจะแต่งตัวอย่างไรๆมาเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีความผิด

นับราชระกูลเป็นสิ้นเพียงเท่านี้


....................................................................................................................................................


Create Date : 15 มีนาคม 2550
Last Update : 15 มีนาคม 2550 17:11:02 น. 1 comments
Counter : 3442 Pageviews.  
 
 
 
 
ที่นี้จะว่าด้วยยศพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นเจ้าฟ้าก็ดี พระองค์เจ้าก็ดี หม่อมเจ้าก็ดี เป็นตำแหน่งสำหรับเลื่อนขึ้นได้ แล้วแต่พระเจ้าแผ่นดินจะโปรด มีเลื่อนได้ ๗ ชั้นคือ

ที่ ๑. กรมพระราชวังบวรสถานมงคลฝ่ายหน้า มีองค์หนึ่งบ้างสององค์บ้าง ถ้ามีองค์เดียวคนมักเรียกกรมพระราชวัง ถ้ามีสององค์ก็เรียกเสียว่า พระบัณฑูรใหญ่ พระบัณฑูรน้อย ที่เรียกพระบัณฑูรนั้น ตามคำสั่ง แต่ที่เป็นองค์เดียว เรียกพระบัณฑูรก็มี เรียกใช้กลับกันได้ทั้งสองอย่าง เพราะเป็นยศของวังหน้าด้วยกัน

ที่ ๒. กรมพระราชวังบวรสถานภิมุขฝ่ายหลัง มีองค์หนึ่งบ้างสององค์บ้าง แต่ที่เคยมีมานั้นองค์หนึ่ง เรียกว่า กรมพระราชวังหลัง อีกองค์หนึ่งนั้นมียศศักดิ์อำนาจเสมอกรมพระราชวังหลัง ไม่ปรากฏว่าเรียกอะไร ด้วยมีครั้งเดียว ไม่เหมือนวังหน้าสองพระองค์มีบ่อยกว่า แต่กรมพระราชวังหลังเขาเรียกว่า พระบัญชา กับ พระบัณฑูร ก็มี

ที่ ๓. กรมสมเด็จพระ

ที่ ๔. กรมพระ

ที่ ๕. กรมหลวง

ที่ ๖. กรมขุน

ที่ ๗. กรมหมื่น

คำที่เรียกต่างกรม แลเมื่อเจ้าเป็นกรมไร คนเรียกชื่อกรมนั้น ไม่ได้ออกพระนามเดิมของเจ้า เรียกชื่อกรมที่เดียเหมือนดังทุกวัน ที่เรียก กรมหมื่นเนรศร์ราชวรฤทธิ์ คำที่เรียกดังนี้ คนไทยเองแทบจะไม่เข้าใจว่าต้นเหตุเป็นอย่างไ ชื่อเจ้าจึงเหมือนกับชื่อเจ้ากรมของตัวเอง เพราะเหมือนหนึ่งกรมนเรศร์ดังนี้ เจ้ากรมก็เป็นหมื่นนเรศร์ราชวรฤทธิ คนไทยที่สงสัยดังนี้เพราะไม่เอาใจใส่ที่จะอ่านแลคิดเลย เป็นการเข้าใจง่ายทีเดียว

ในหนังสือที่จดหมายโบราณๆก็มีว่าพระองค์เจ้านั้น เจ้ากรมเป็นหมื่นนั้น คือชื่อเดิมของพระองค์เจ้านั้นก็ยังคงอยู่ แต่เมื่อเจ้าแผ่นดินเห็นว่าเจ้าองค์นั้น เป็นผู้ใหญ่มีสติปัญญาสมควรจะบังคับคนได้มาก แลมีข้าไทเป็นหมวดเป็นหมู่ใหญ่ จึงได้ตั้งข้าในเจ้าองค์นั้น ที่เป็นนายของบ่าวไพร่หมู่นั้น ขึ้นเป็นกรมหนึ่ง มีเจ้ากรมปลัดกรมสมุหบาญชี เหมือนหนึ่งเจ้ากรมปลัดกรมไพร่หลวงทั้งปวง

ชื่อที่เรียกว่ากรมหมื่นอะไรๆนั้น คือนายของหมู่นั้นเป็นที่หมื่นนั้น อยู่ในบังคับเจ้าองค์นั้น เหมือนหนึ่งกนมนเรศร์ ก็คงชื่อพระองค์เจ้ากฤษดาภินิหารอยู่ตามเดิม แต่หัวหน้าของบ่าวที่เป็นเจ้ากรมนั้น เป็นที่หมื่นนเรศร์ราชวรฤทธิ์ เมื่อจะเรียกให้ตลอดชื่อจะเรียกว่า พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมหมื่นนเรศร์ราชวรฤทธิ์ ก็ควร แต่ธรรมเนียมไทยมักจะอายชื่อเดิม ด้วยชื่อเดิมนั้นเป็นไทยๆโดยมาก เหมือนหนึ่งกรมหลวงวงศาราชสนิท ชื่อนวม กรมพระเทเวศร์ ชื่อกลาง เป็นต้น ชื่อนั้นเป็นคำไทยมักจะพ้องกับข้าไท แลใครๆอื่นๆ แลไทยมักชอบชื่อเพราะๆยาวๆ เมื่อผู้ใดมาเรียกชื่อเดิมดังนั้น ก็ดูเป็นผู้ไม่มีอาฌา ฤาบ้างทีจะเป็นที่โกรธของท่านนั้น ว่าจะเป็นที่ดูถูก จึงได้เรียกชื่อเจ้ากรมทีเดียว ว่าในกรมหมื่นนั้น ในกรมขุนนั้น

ถ้าจะแยกแต่เพียงกรมคำหนึ่ง หมื่นคำหนึ่ง ให้ห่างกัน อย่าใช้"มะ"ในกลาง ก็จะเข้าใจว่า กรมหมื่นนั้น เหมือนในกรมพระราชวังนั้น คือวังของวังหน้านั้นเรียกว่าวังบวรสถานมงคล วังของวังหลังนั้นเรียกว่า วังบวรสถานภิมุข เติม"ในกรม"เข้าข้างหน้า กรมนั้นแปลว่าหมู่ ในกรมก็คือหมู่ก็เป็นในหมู่พระราชวังบวรสถานมงคล ในหมู่พระราชวังบวรสถานภิมุข ซึ่งไม่มีชื่อเจ้ากรม ออกเรียกชื่อวังหน้าแทนในสองกรมนี้ เพราะวังหน้าวังหลังมีอำนาจที่จะตั้งขุนนางในกรมมากจึงได้เรียกชื่อวังเสียเป็นประมาณ ว่าในกรมวังนั้นๆเหมือนหนึ่งเจ้านายทั้งปวง บ้านก็เรียกว่าวังทุกองค์ ที่เป็นเจ้านายผู้ใหญ่ ไม่เรียกออกชื่อว่าวังของพระองค์นั้นพระองค์นี้ก็มี เหมือนบ้าท่านกลางเรียกว่าวังฟากข้าโน้นบ้าง เรียกว่าพระราชวังเดิม ตามที่ที่นั้นได้เป็นวังของเจ้ากรุงธนบุรีก็มี พระราชวังเดิมนี้เรียกในราชการด้ย นี่เป็นวังมีชื่เหมือนวังที่สมเด็จกรมพระเสด็จอยู่เดี๋ยวนี้ เดิมเป็นสองวัง กรมหลวงเทพอยู่วังหนึ่ง กรมศักดิ์อยู่วังหนึ่ง วังกรมหลวงเทพเรียกว่า วังนอก วังกรมศักดิ์เรียกว่า วังกลาง รวมเป็นสองวัง เดี๋ยวนี้ก็เรียกว่าวังนอก วังพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอย่หัว ที่เป็นบ้านจิตรเจริญเดี๋ยวนี้ก็เรียกว่า วังกลาง

ยังมีอีกหลายแห่งที่เป็นวังมีชื่อดังนี้ เหมือนกันกับตำหนัก ถ้าเป็นเรือนที่เจ้านายอยู่ไม่มีกำแพงล้อมรอบ เฉพาะเรือนนั้นอยู่ในกำแพงใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่ง เรียกว่าตำหนัก ยศศักดิ์เท่ากันกับวัง เหมือนหนึ่งเรือนที่เราอยู่แต่ก่อน เรียกว่าตำหนักสวนกุหลาบ ตำหนักสมเด็จพระพี่นางสองพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เรีกตำหนักเขียวตำหนักแดง ตำหนักสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ สมเด็พระศรีสุลาลัย ที่เราอยู่แต่ก่อน เรียกว่าตำหนักตึก ยังมีตำหนักเก๋ง ตำหนักภูเขา ตำหนักกลาง ตำหนักล่างอีกมากกว่ามากนัก ที่เรียกนั้นหมายเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งในตำหนักนั้น

แต่มิใช่เรียกชื่อตำหนักอย่างเดียว เรียกชื่อเจ้าองค์นั้นเองด้วย เหมือนดังกรมสมเด็จพระพเทพสุดาวดี คนทั้งปวงก็เรียกพระองค์ท่านเองว่า "ตำหนักแดง" กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ เรียก"ตำหนักเขียว" บรรดาที่มีชื่อตำหนักก็เรียกพระองค์เองว่าตำหนักนั้นๆทุกพระองค์ เหมือนดังพระองค์สุบงกช เดี๋ยวนี้ตำหนักท่านไม่มีเก๋งสักหลัง ก็ยังเรียกพระองค์ท่านเองว่า "ตำหนักเก๋ง" อยู่เสมอ ถึงที่วังนั้นก็ออกพระนามเจ้าว่าวังนั้นๆเหมือนกัน วังหลวงวังหน้าวังหลังอะไรๆก็ตำราเดียวกัน เป็นแต่คนสามัญเรียกละเมอไปตามอย่างเก่า วังของวังหน้าอยู่ข้างหน้าเมืองทิศตะวันออก วังของวังหลังอยูข้างท้ายเมืองทิศตะวันตก วังของพระเจ้าแผ่นดินอยู่กลางเป็นวังใหญ่ จึงเรียกว่าวังหลวงวังหน้าวังหลัง เป็นแต่ที่หมายตามชอบใจของผู้เรียก เพราะไม่อาจออกชื่อนั้นอย่างเดียว

แต่ที่จริงนั้น พระนามเดิมของกรมพระราชวังก็ยังคงอยู่ เหมือนหนึ่งกรมพระราชวังองค์แรกในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เรียกว่า กรมพระราชวังบวมหาสุรสีหนาท เพราะท่านเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์พิศณวาธิราช กรมพระราชวังแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพ กรมพระราชวังเดี๋ยวนี้ ตามแบบก็เป็นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ แต่ว่าวังหน้าทั้งสามพระองค์นั้นคนจะออกพระนาม เมื่อเวลาท่านยังมีพระชนม์อยู่ ก็เรียกว่ากรมพระราชวังเปล่าๆเหมือนเดี๋ยวนี้ ยกเสียแต่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งรับสั่งว่ามีพระบวรราชโองการ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลรับคำสั่งว่าพระราชบัณฑูร กรมพระราชวังหลังรับคำสั่งว่าพระราชบัณชา เจ้านายที่มียศให้รับคำสั่งว่ามีรับสั่งโปรดเกล้า ที่ว่ามานี้อธิบายด้วยความไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดชื่อเจ้ากรมจึงเหมือนกับชื่อเจ้า

อนึ่งกรมสมเด็จพระนั้น ต้องใช้คำนำก่อนสมเด็จ เหมือนหนึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมสมเด็จพระเดชาดิศร ที่จะใช้สมเด็จนำหน้าเหมือนดังสมเดจพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลานั้นไม่ได้ ด้วยเป็นสมเด็จคนละอย่าง

เจ้าต่างกรมตั้งแต่กรมสมเด็จพระลงมาจนถึงกรมหมื่นนี้ มีเจ้ากรมปลัดกรมสมุห์บาญชีตามชั้นกรม ถ้าเป็นกรมสมเด็จพระ เจ้ากรมเป็นพระยา ปลัดกรมเป็นพระ สมห์บาญชีเป็นหลวง ถ้าเป็นกรมพระ เจ้ากรมเป็นพระ ปลัดกรมเป็นหลวง สมุห์บาญชีเป็นขุน ถ้าเป็นกรมหลวง เจ้ากรมเป็นหลวง ปลัดกรมเป็นขุน สมุห์บาญชีเป็นหมื่น ถ้าเป็นกรมขุน เจ้ากรมเป็นขุน ปลัดกรมสมุห์บาญชีเป็นหมื่น ถ้าเป็นกรมหมื่น เจ้ากรมปลัดกรมสมุห์บาญชีเป็นหมื่นทั้งสามคน เจ้ากรมปลัดกรมสมุห์บาญชีเหล่านี้มีชื่อตั้งทั้งสิ้น

แต่เจ้านายที่เป็นกรมดังนี้ ตั้งแต่กรมสมเด็จพระลงมาจนถึงกรมหลวง เห็นเคยเป็นอยู่แต่เจ้านายวังหลวง ที่เป็นพระองค์เจ้าชั้นเอกโดยมาก ที่พระองค์เจ้าชั้นโทชั้นตรีได้มาเป็นนั้นน้อยนักหนา เห็นมีอยู่ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวส กรมหลวงเสนีบริรักษ์ ซึ่งเป็นพระโอรสกรมพระราชวสังหลัง ได้เป็นกรมหลวงพระองค์หนึ่ง เพราะท่านได้ทำทัพศึกมาก มาถึงแผ่นดินปัจจุบันนี้ ก็มี กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ ที่ทรงผนวช เป็นกรมพระเพราะเหตุที่ท่านมีพิเศษกว่าเจ้านายทั้งปวงดังเช่นกล่าวมาแล้ว ยกเสียแต่เจ้าฟ้า ถึงไม่ได้เป็นพระเจ้าลูกเธอในพระเจ้าแผ่นดินก็ได้เป็นกรมหลวงหลายพระองค์

กรมขุนที่รองลงมาอีกชั้นหนึ่งนั้น เจ้านายวังหน้าได้เป็นบ้างรายๆสักสองสามองค์ นอกจากนั้นก็เป็นแต่เพียงกรมหมื่นโดยมาก เจ้าชั้นตรีจะได้เป็นกรมก็เห็นเป็นเพียงกรมหมื่น ไม่ได้เป็นกรมขุนสักองค์หนึ่ง

แต่พระองค์เจ้าชั้นเอกโทตรี ที่เป็นต่างกรมนี้มีเจ้ากรมปลัดกรมสมุห์บาญชีสามคน แลเรียกชื่อว่ากรมหลวงกรมขุนเหมือนกันก็จริงอยู่ แต่ยังมียศผิดกันอย่างอื่นอีก เหมือนหนึ่งถ้าพระองค์เจ้าชั้นเอกเป็นต่างกรม เจ้ากรมปลัดกรมสมุห์บาญชีเป็นพระยาเป็นพระหลวงขุนหมื่นตามเช่นว่ามาแล้ว ถ้าเป็นพระองค์เจ้าชั้นโทเป็นกรมหมื่น เจ้ากรมปลัดกรมเป็นหมื่น สมุห์บาญชีเป็นแต่เพียงพัน ถ้าพระองค์เจ้าชั้นตรี เจ้ากรมเป็นหมื่น ปลัดกรมสมุห์บาญชีเป็นพัน ศักดินาแลเบี้ยหวัดหลวงที่พระราชทานก็ผิดกัน

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ น้องยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าทั้งปวงนี้ เจ้ากรมศักดินา ๘๐๐ ปลัดกรม ๖๐๐ สมุห์บาญชี ๕๐๐ บ้าง ๔๐๐ บ้าง ถ้าเป็นแต่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระเจ้าน้องยาเธอ พระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าหลานเธอ เจ้ากรมศักดินา ๖๐๐ ปลัดกรม ๕๐๐ สมุห์บาญชี ๔๐๐ บ้าง ๓๐๐ บ้าง ถ้าเป็นเจ้านายต่างกรมผู้ใหญ่มีจางวางมหาดเล็ก จางวางตำรวจ จางวางฝีพาย จางวางแสง สารวัตรเสมียน ถ้าเป็นเจ้ากรมผู้น้องลงมา มีจางวางมหาดเล็ก จางวางตำรวจ จางวางฝีพาย เสมียนบ้างว บางทีก็ไม่มี ถ้าเป็นพระองค์เจ้า มีพี่เลี้ยง ๒ จางวาง ๑ สมุห์บาญชี ๑ พี่เลี้ยงนี้ถ้ายังคงมีอยู่จนเจ้าใหญ่โตเป็นกรม ก้ได้รับเบี้ยหวัดด้วยเหมือนกัน

เจ้านายซึ่งเป็นต่างกรมทุกๆชั้น ต้องทรงศักดินาตามลำดับยศเดิม ในคำนำพระนามที่ว่าอะไรเธอ ถึงจะเป็นกรมใหญ่กรมเล็กเท่าใด ศักดินาก็คงเสมอกันตามยศนั้น ถึงจะเป็นต่างกรมแล้วฤาเป็นพระองค์เจ้าอยู่ ถ้าเวลาที่จะมีเดินไปข้างไหนพร้อมๆกัน ก็ต้องเดินตามลำดับยศที่คำนำพระนาม สูงต่ำ เดินตามลำดับกับพระชนม์พรรษาในพวกเดียวกัน คือถ้าพี่ยังไม่ได้เป็นกรม น้องเป็นกรมก่อนก็ต้องเดินตามหลังพี่ที่ยังไม่ได้เป็นกรมนั้นอยู่ตามเดิม

พระองค์เจ้าที่เป็นต่างกรมทั้งปวง ได้เครื่องยศพานหมากทองคำกลมเสมอกันหมด พระองค์เจ้าได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่พระองค์เจ้าชั้นเอกได้ทั่วกันแทบทุกแผ่นดิน ถ้าจะเทียบเหมือนอย่างเดียวนี้ พระเจ้าลูกเธอที่เกิดเป็นพระองค์เจ้า พระราชบุตรของพระเจ้าแผ่นดินเก่าใหม่ก็คงเป็น คอมมานเดอ(Commander) ตราจุลจอมเกล้าทุกพระองค์ แลหม่อมเจ้าซึ่งพระเจ้าแผ่นดินยกเป็นพระองค์เจ้า ซึ่งนับไว้ในชั้นตรีอีกพวกหนึ่งก็ได้ทั่วกัน นอกนั้นได้น้อยไม่ได้เสียโดยมาก โดยมากเครื่องยศสำหรับต่างกรมนอกนั้นก็มีอีกหลายอย่างจะพรรณนาก็จะมากไปนัก แต่ที่เป็นสำคัญนั้น คือพระมาลาเครื่องลงยาราชาวดี ปักขนนกการเวก ขนนกการเวกนี้ใช้ได้แต่เจ้านาย ขุนนางใช้ไม่ได้ ฉลองพระองค์จีบเอว พระแสงฝักทองฤาฟักนาค เวลาไปทางบกทรงวอ ถ้าพระองค์เจ้าทรงได้แต่เสลี่ยง

แต่การโสกันต์ ทรงผนวช นั้นไม่มีกำหนดบางทีมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่เจ้าแผ่นดินจะโปรดพระราชทาน บางทีพระองค์ซึ่งเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดิน ได้มียศศักดิ์เกือบจะเหมือนเจ้าฟ้า การโสกันต์การผนวชก็มีแห่ใหญ่ ยกไว้แต่การซึ่งเป็นของเจ้าฟ้าแท้ จะมาใช้กับพระองค์เจ้าไม่ได้ คือการลงสรงแลเครื่องยศลงยา ตำแหน่งศักดินาแลสิ่งของธรรมเนียมที่ถือว่าเป็นจันไรเป็นต้น พระเจ้าแผ่นดินจะประทานให้แก่พระองค์เจ้าไม่ได้ จึงต้องยกไว้ แต่เมื่อคิดดูตามการที่เคยเห็นมา เห็นว่าพระองค์เจ้าในชั้นเอกนี้ ทั้งในกฎหมายแลความนับถือดีกว่าเจ้าฟ้าซึ่งไม่ได้เป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินมาก ยกไว้แต่เจ้าฟ้าบางองค์ ที่จะมียศเสมอเพียงลูกเธอก็เป็นอย่างดี จึงเห็นว่าเจ้าฟ้าชนิดนั้น มีแต่ศักดินาสูง คนนับถือลูดเจ้าแผ่นดินซึ่งเป็นพระองค์เจ้ามากกว่าเป็นแน่

เมื่อเวลาสิ้นพระชนมม์ ได้เข้าโกศตามชั้นสูงชั้นต่ำ แลมีเครื่องยศสำหรับศพ การพระราชทานเพลิงนั้น ก็เป็นธรรมเนียมเจ้านายเช่นมีบ่อยๆ ลดกันเป็นเอกโทตรีตามลำดับ แต่ที่ได้เข้าเมรุกลางเมือง เป็นการใหญ่เฉพาะพระองค์ก็มีหลายพระองค์ เหมือนหนึ่งกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์แลกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศเป็นต้น ที่พลอยได้เข้าเมรุใหญ่สำหรับเจ้าแผ่นดิน แลสมเด็จพระบรมราชชนนีก็มี

หม่อมเจ้านั้น เวลาเกศากันต์ ทรงผนวช เป็นการหลวง เกศากันต์ที่พระมหาปราสาท ทรงผนวชวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้เบี้ยหวัดเสมอทุกปี เข้าเฝ้าเจ้าแผ่นดินได้เหมือนพระองค์เจ้า เวลาสิ้นชีพตักษัย เครื่องศพหลวงพระราชทาน มีหีบหุ้มผ้าขาวเป็นอย่างสูง

หม่อมราชวงศ์นั้น ไม่มีการหลวงเกี่ยวข้องสิ่งใด ถ้าจะเข้ารับราชการต้องถวายตัวเหมือนลูกขุนนาง ถึงไม่ได้ทำราชการสิ่งใดเลย ก็คงได้เบี้ยหวัดบ้างเล็กน้อย เพราะพระเจ้าแผ่นดินยังต้องทรงนับถือว่าเป็นพระญาติวงศ์ แต่เฝ้าข้างมหาดเล็ก ไม่ได้อยู่ข้างเจ้านายเหมือนหม่อมเจ้า หม่อมหลวงนั้นก็คล้ายกันกับหม่อมราชวงศ์

ถ้าจะเทียบยศ ตามลำดับที่ควรจะเดินหน้าเดินหลัง ตามศักดินา แลตามธรรมเนียมโบราณสืบมา ดังนี้
ที่ ๑ พระบัณฑูรใหญ่ ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลฝ่ายหน้า
ที่ ๒ พระบัณฑูรน้อย ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลฝ่ายหน้า
ที่ ๓ พระบัญชา ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานภิมุขฝ่ายหลัง
ที่ ๔ สมเด็จพระบรมอัยกาเธอ เจ้าฟ้า
ที่ ๕ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า
ที่ ๖ สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้า
ที่ ๗ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้า
ที่ ๘ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้า
ที่ ๙ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า
(๕ นี้คือพระราชโอรสพระเจ้าแผ่นดิน)
ที่ ๙ พระบรมอัยกาเธอ พระองค์เจ้า
ที่ ๑๐ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
ที่ ๑๑ พระเจ้าพี่ยาเธอ พระองค์เจ้า
ที่ ๑๒ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้า
ที่ ๑๓ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้า
ที่ ๑๔ พระเจ้าราชวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
(๒ นี้เดินสลับกันตามพระชนม์พรรษา)
(๖ นี้ คือพระราชบุตรพระเจ้าแผ่นดิน)
ที่ ๑๕ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ คือเจ้าฟ้าที่เป็นหลานพระเจ้าแผ่นดินตรงๆ ฤาเจ้าฟ้าที่เป็นลูกวังหน้า
ที่ ๑๖ พระเจ้าวรวงศ์เธอชั้น ๑ พระองค์เจ้า
ที่ ๑๗ พระเจ้าวรวงศ์เธอชั้น ๒ พระองค์เจ้า
ที่ ๑๘ พระเจ้าวรวงศ์เธอชั้น ๓ พระองค์เจ้า
ที่ ๑๙ พระเจ้าวรวงศ์เธอชั้น ๔ พระองค์เจ้า
ที่ ๒๐ พระบวรวงศ์เธอชั้น ๑ พระองค์เจ้า
ที่ ๒๑ พระบวรวงศ์เธอชั้น ๒ พระองค์เจ้า
(๖ นี้คือพระองค์เจ้าวังหน้า)
ที่ ๒๒ พระเจ้าหลานเธอซึ่งเป็นพระองค์เจ้า เป็นหลานเธอตรงๆของพระเจ้าแผ่นดินในขณะนั้น
ที่ ๒๓ พระประพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าในกรมหมื่นมาตยาพิทักษ ซึ่งเป็นพระอัยกาฝ่ายพระมารดาของพระเจ้าแผ่นดิน
ที่ ๒๕ พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้า คือหลานสมเด็จพระพี่นางเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทั้งสองพระองค์
ที่ ๒๖ หม่อมเจ้าตามลำดับยศบิดา ซึ่งเรียงๆกันมาเหมือนข้างบน

ที่ว่ามานี้เป็นการสมควรฤาที่เคยเป็นธรรเนียมรู้อยู่ด้วยกันทุกคนว่าต้องเดิมดังนี้ แต่บางทีเจ้าฟ้าที่ท่านอยู่ในสำรับชั้นเอกด้วยกัน ท่านยอมเดินหลังเจ้านายชั้นซึ่งท่านเป็นพี่ป้าน้าอาผู้ใหญ่ เพื่อจะให้เป็นการเคารพแลเป็นการอ่อนน้อมก็มี แต่ท่านผู้ที่เดินหน้าไม่สู้จะเต็มใจ เมื่อถึงเวลายศจริงๆก็ต้องเป็นตามลำดับนี้ ที่ลดหย่อนให้กันนั้นเป็นแต่การภายนอก แต่ที่จะยอมให้ไขว้ชั้นกัน คือชั้นเอกจะไปเดินหลังชั้นโทชั้นตรีไม่ได้

อนึ่งเจ้าฟ้าผู้หญิงแลพระองค์เจ้าผู้หญิงเป็นต่างกรมได้ทุกชั้น เคยเป็นกรมสมเด็จพระ กรมพระ กรมหลวง กรมขุน กรมหมื่น มีทุกชั้น แต่นานๆน้อยๆ ไม่มากเหมือนต่างกรมผู้ชาย เจ้าหญิงวังหน้านอกจากเจ้าฟ้า ฤาเจ้าหญิงในต่างกรมไม่เคยเป็นกรมเลย ลำดับยศแลธรรมเนียมต่างๆนั้นก็เหมือนเจ้านายผู้ชาย

สิ้นธรรมเนียมลำดับยศราชตระกูลแต่เท่านี้


ว่าด้วยผู้หญิงมีศักดิ์ ตั้งแต่อัครมเหสีจนถึงนางห้ามเจ้าต่างกรม ในเรี่องผู้นี้ยากที่จะว่าให้เป็นแน่ลงได้ ด้วยในเมืองเราไม่ใคร่จะได้นับยศผู้หญิงตามสามี มักจะนับยศตามบิดา จึงจะกำหนดยากนัก โดยที่สุดจนเมียในหลวงมีชื่อเรียกต่างๆ จะกำหนดว่าอย่างไรเพียงใด ก็ไม่มีกำหนด ด้วยตั้งแต่กรุงเก่ามาจนถึงบัดนี้ห้าร้อยปีเศษ ยังไม่ได้ยินว่ามีการอภิเษกพระมเหสีอย่างไรสักครั้งหนึ่งเลย เป็นแต่มีอยู่ในหนังสือออกชื่อพระมเหสี แต่พระมเหสีนั้นจะเป็นขึ้นเมื่อไรก็ไม่รู้ เป็นแต่จะเรียกเมื่อไรก็เรียกไม่เห็นมีการตั้งแต่งกันจนสักครั้งเดียว

คำที่เรียกนั้นก็มีหลายอย่างในกฎมณเฑียรบาล ที่เป็นของเก่าเห็นเรียกอยู่สามอย่างเป็นสามชั้น
๑. ชั้น ๑ เรียกว่าพระมเหสี
๒. ชั้น ๒ เรียกว่าอัครชายา ก็มียศคล้ายกันกับพระมเหสี
๓. ชั้น ๓ เรียกว่าแม่อยั่วเจ้าเมือง มียศต่ำลงมาหน่อยหนึ่ง ลางทีแม่อยั่วเจ้าเมืองขึ้นไปเป็นที่ ๒ ก็มี

แต่ลูกเป็นสมเด็จลูกเธอทั้งสามชั้น มาภายหลังเป็นอัครมเหสีใหญ่ ราชมเหสีขวา พระมเหสีซ้าย พระราชเทวีก็มี แต่บางทีคนคนเดียวนั้น ลางทีเรียกว่าเป็นพระมเหสี ลางทีเรียกว่าพระอัครชายา ลางทีเรียกว่าพระราชเทวี ไม่รู้ว่าอย่างไรจะเป็นยศสูงกว่ากัน อย่างไรจะเป็นยศแน่ เพราะไม่ได้จาฤกสุพรรณบัฏ ตั้งพระอัครมเหสีสักครั้งหนึ่ง จะเทียบว่าเหมือนอย่างกวีนเมืองต่างประเทศ ให้ชัดลงทีเดียวนั้นไม่ได้ แต่จะไปเทียบว่าเป็นอื่นๆนอกจากเป็นกวีน ก็เห็นจะไปเทียบไม่ได้ เพราะความยกย่องของไทยนั้น ก็เข้าใจอย่างไพร่ๆว่าเป็นเมียหลวงของนายหลวง แต่ไม่มีกำหนดว่ามีเท่าใด

ในพงศาวดารซึ่งเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต ซึ่งได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงเก่าที่ ๓๒ ทรงแต่ง ได้กล่าวถึงสมเด็จพระรามาธิเบศร์ปราสาททอง ซึ่งเป็นไปยกาของท่าน ว่ามีพระมเหสีแปดพระองค์ มีพระราชโอรสพระราชธิดาเป็นเจ้าฟ้าทั้งแปดพระองค์ จะเป็นพระมเหสีทั้งนั้น ฤาจะเป็นพระราชเทวีบ้าง พระอัครชายาบ้าง ก็ไม่เห็นว่าชัด แต่เรียกว่ามีมเหสีแปดพระองค์ พระมเหสีแปดพระองค์นั้นก็เป็นพี่น้องกันทั้งสิ้น แต่ไม่ออกพระนามว่าพระนามอย่างไร เรียกอย่างไร คนก็นับถือเท่าๆกัน

ต่อมมาก็มีองค์ละ ๑-๒-๓-๔ แต่ไม่ได้กำหนดว่าใครเป็นอะไรแน่ เป็นแต่เมื่อจะเรียกชื่อก็เรียกตามใจผู้ที่เรียก จะเห็นเพราะที่พระองค์ใดเป็นใหญ่องค์หนึ่ง คนทั้งปวงมักเรียกว่า พระเสาวนีย์ คำที่เรียกว่าพระเสาวนีย์นั้นเหมือนพระบัณฑูร สันนิษฐานกันว่าเป็นอัครมเหสี

แต่เรื่องราวหนังสือหนังหาโบราณๆดูเหมือพระมเหสีออกหน้ามาก ครั้นภายหลังมาพระมเหสีก็เงียบเข้าทุกที เพราะผู้หญิงเกิดเป็นธรรมเนียมปิดซ่อนกันขึ้น ข้างในไม่ได้ออกมาข้างหน้าๆไม่ได้เข้าไปข้างใน แต่ก่อนๆนั้นเวลาพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออก พระมเหสี พระสนม เชิญเครื่องออกไปตามเสด็จท้องพระโรงด้วย เห็นจะเหมือนกับในเมืองพม่าทุกวันนี้ ซึ่งเราได้อ่านหนังสือที่คนอังกฤษแต่งว่า เวลาไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินพม่า มีพระมเหสีแลพระสนมออกด้วย แต่ในเมืองเราผู้หญิงไม่ได้ออกด้วยมาช้านานหนักหนาแล้ว ไม่ทราบว่าไม่ออกด้วยแลเลิกมาแต่เมื่อไร เห็นจะเป็นด้วยผู้หญิงไม่ได้ออกรับแขกดังนี้ จึงได้เงียบไป

ตรวจดูในพงศาวดารตอนต้นๆ ก็ไม่เห็นเล่าเรื่องว่าพระมเหสีองค์ใดอย่างไร ใครเป็นพระมเหสี มาได้ความได้ชื่ออยู่ว่า พระสุริโยทัย พระมเหสีพระมหาจักรพรรดิ เมื่อแรกก็ไม่ได้ยินออกชื่อออกเสียง ต่อจะสิ้นพระชนม์ แต่งองค์เป็นกษัตริย์ออกไปด้วยพระสวามีในกลางทัพ ช้างข้าศึกไล่พระสวามีมา ก็ไสช้างออกรับช้างข้าศึก กันช้างพระราชสวามีหนีพ้นไป ข้าศึกก็ฟันพระองค์ขาดกับคอช้าง เพราะมีเหตุจึงได้กล่าวขึ้นดังเรื่องนี้เรื่อง ๑

อีกครั้งหนึ่งแผ่นดินพระมหาบุรุษย์ ซึ่งไม่ได้เป็นเชื้อวงศ์เจ้ามาแย่งแผ่นดินเป็นเจ้าขึ้นชั่วตัวคนเดียว จึงได้เลือกเอาท่านผู้หญิงเดิมเป็นพระมเหสีกลาง พระกนิษฐาของพระเจ้าแผ่นดินเดิมเป็นพระมเหสีขวา พระธิดาของพระเจ้าแผ่นดินเดิมเป็นพระมเหสีซ้าย เจ้าหญิงสององค์นี้ได้เป็นกรมหลวงมาแต่พระเชษฐาแลพระราชบิดายังอยู่ ครั้นเมื่อนับว่าเป็นพระมเหสีดังนี้ แล้วก็ไม่เห็นเปลี่ยนแปลงยศอันใด คงเรียกกรมหลวงอยู่ตามเดิม เป็นแต่เจ้าแผ่นดินออกชื่อว่าให้เป็นพระมเหสี คนทั้งปวงก็นับถือว่าเป็นมเหสี

ครั้นภายหลังอีกหลายแผ่นดิน ก็มีเจ้าฟ้าหลายๆองค์ ทุกๆแผ่นดิน ก็ไม่เห็นว่ากล่าวอะไร เป็นแต่ว่าเจ้าฟ้านั้น พระองค์เจ้านี้ ซึ่งเป็นพระมเหสีบ้าง อัครชายาบ้าง พระราชเทวีบ้าง ตามแต่จะเรียกไม่เหมือนกันทุกคราว มีพระราชโอรสกี่พระองค์ คือเจ้าฟ้านั้นๆ

ต่อมามีเหตุประหลาดจึงได้ว่าชัด เหมือนหนึ่งในแผ่นดินพระบรมราชาธิราช ซึ่งเรียกว่าพระบรมโกศ ท่านปราบดาภิเษกในพี่น้องกันเอง แต่ท่านได้ถือว่าพระเกียรติยศท่านเหมือนพระเจ้าแผ่นดินที่ปราบข้าศึกศัตรูชนะได้แผ่นดิน จึงได้ตั้งหม่อมห้ามเดิมของท่าน ๒ คนซึ่งเป็นเชื้อวงศ์ของท่านห่างๆ ขึ้นเป็นกรมหลวงอภัยนุชิตองค์หนึ่ง กรมหลวงพิพิธมนตรีองค์หนึ่ง องค์แรกว่าเป็นพระอัครมเหสี องค์หลังว่าเป็นพระราชมเหสี เจ้าฟ้าสังวาลย์น้องท่านอีกองค์หนึ่งก็คงเป็นเจ้าฟ้าตามเดิม แต่ว่าเป็นมเหสี มีพระราชโอรสธิดาถึง ๑๙-๒๐ องค์ด้วยกัน เป็นเจ้าฟ้าเหมือนกันทั้งสิ้น

ต่อมาอีกแผ่นดินหนึ่ง ก็มีน้องของท่านเป็นพระองค์เจ้า ได้มีพระราชโอรสกับท่านทั้งสองพระองค์ ก็นับว่าเป็นพระมเหสีทั้ง ๒ พระองค์ นี่เป็นความเก่าไกลตา

ถ้าจะว่าแต่ที่กรุงเทพฯนี้ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมเด็จพระอมรินทรามาย์เป็นท่านผู้หญิงเดิม มีพระราชโอรส พระราชธิดา เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมใหญ่ถึง ๔ พระองค์ ก็ไม่เห็นท่านยกย่องตั้งแต่งอย่างไร แต่คนทั้งปวงเข้าใจว่าท่านเป็นพระมารดาของเจ้าฟ้า ก็นับถือว่าเป็นพระมเหสี ตลอดมาจนถึงพระราชโอรสของท่านได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงได้ยกขึ้นเป็นกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ที่สมเด็จพระบรมราชชนนี

ครั้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ท่านได้เจ้าฟ้าหญิง ซึ่งเป็นพระธิดาของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เป็นพระชายาแต่เดิมมา ดังเช่นกล่าวมาแล้วข้างต้น ครั้นเมื่อท่านเป็นเจ้าแผ่นดินขึ้น ก็ไม่ได้ตั้งแต่งยศศักดิ์อันใดอีก แต่คนทั้งปวงเข้าใจว่า ท่านเป็นพระมเหสีเรียกว่าสมเด็จพระพันพรรษา สมเด็จพระพันพรรษานี้คำเดียวกันกับพันปี เป็นคำให้พรสำหรับเรียกพระราชชนีบ้าง พระมเหสีบ้าง ฤาบางทีจะเรียกเจ้าแผ่นดินเองบ้างดอกกระมัง ท่านมียศดังนี้ตลอดมา จนสิ้นพระชนม์ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงได้ยกขึ้นเป็นสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์เหมือนอย่างสมเด็จพระอมรินทรามาตย์

ยังมีอีกองค์ ๑ คือเจ้าฟ้ากุณฑล เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ก้ได้มีพระโอรสคือ สมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา แลเจ้าฟ้าอื่นๆอีก คนทั้งปวงก็นับถือท่านว่าเป็นพระราชเทวี ฤาอัครชายาเหมือนกัน แต่ไม่มีตั้งแต่งแปลกประหลาดสิ่งไร เจ้าอื่นๆที่เป็นพระเจ้าน้องนางเธอบ้าง พระบวรวงศ์เธอบ้าง ก็มีอีกหลายพระองค์ แต่ไม่มีพระโอรสแลธิดาเป็นเจ้าฟ้าก็เงียบไป

ครั้นมาถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านไม่มีเจ้านายเป็นพระอัครชายา ฤาเป็นพระราชเทวี เพราะพระราชโอรสท่านไม่มีเป็นเจ้าฟ้า

ครั้นตกมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านทรงขึ้นใหม่ เรื่องคำนำพระนามพระองค์เจ้าโสมนัศ พระองค์เจ้ารำเพย ๒ พระองค์ ซึ่งเป็นพระมารดาเจ้าฟ้า ซึ่งนับว่าเป็นพระราชเทวี ให้เรียกว่า พระนางเธอ ฤาสมเด็จพระนางเธอ ให้สมควรแก่ที่เป็นตำแหน่งเช่นนี้ แต่พระองค์เจ้า หม่อมเจ้าอื่นๆอีกหลายพระองค์ซึ่งไม่มีพระโอรส พระธิดาเป็นเจ้าฟ้านั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอันใด สมเด็จพระนางเธอรำเพยภมราภิรมย์นั้น มาในแผ่นดินปัจจุบันนี้ ก็ได้เป็นกรมสมเด็จพระศิรินทรามาตย์ ที่สมเด็จพระบรมราชชนนี เหมือนอย่างสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์

แต่ท่านทั้งสองพระองค์นี้ เมื่อเวลาท่านยังมีพระชนม์อยู่ก็ดี ฤาบัดนี้ก็ดี ฝรั่งเคนเรียก เฮอมาอิศตี ที่กวีนคอนสอด ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงไว้ว่าเป็นกวีนคอนสอด ในที่หลายแห่ง ที่มีชัดอยู่เหมือนหนึ่งในหนังสือเซอร์ยอนเบาริ่ง แลพระราชหัตถ์ซึ่งมีไปมา แลคำประกาศเวลาสิ้นพระชนม์เป็นต้น ก็เรียกกวีนคอนสอดทั้งนั้น ถ้าจะหากวีนเมืองไทยนี้ ที่ได้คราวคอรอเนชัน(พิธีอภิเษกสมรส)แล้ว เห็นจะหาไม่ได้เลย เพราะธรรมเนียมแต่งานเจ้านายในเมืองไทยนี้ไม่มี เมื่อว่ากันตามเห็นตรงๆ อย่างว่าแต่เจ้าแผ่นดินเลย ถึงเจ้าฟ้า พระองค์เจ้าก็ไม่ได้แต่งงานสักครั้งหนึ่ง

ตามลัทธิข้างฝ่ายเรา พวกมีเมียมากที่ถือลูกเมียหลวงเมียน้อย ถือว่าถ้าเจ้านายองค์ใดมีพระราชโอรสพระราชธิดาด้วยพระเจ้าแผ่นดิน เป็นเจ้าฟ้า ก็ถือว่าเจ้าฟ้านั้นเป็นลูกเมียหลวง พระองค์เจ้าเป็นลูกเมียน้อย แม่ของลูกเมียหลวงก็ต้องเป็นเมียหลวงอยู่เอง ขุนนางก็เหมือนกันมีเมียหลวงกี่คน ลูกก็เป็นลูกเมียหลวง เมียก็เป็นเมียหลวง จะกี่คนกี่คนก็ได้ไม่มีกำหนด

แต่ตำแหน่งศักดินา สมเด็จพระบรมราชชนนี พระอัครมเหสี พระราชมเหสี พระมเหสี พระราชเทวี พระอัครชายา ฤาอะไรๆ บรรดาที่เรียกเป็นเมียหลวงใหญ่ของพระเจ้าแผ่นดินนี้ ไม่มีกฎหมายเหมือนเจ้านายข้างหน้าข้างใน แลพระสนมทั้งปวง

เวลาสิ้นพระชนม์แล้ว ทำพระเมรุกลางเมืองเท่ายศเจ้าแผ่นดินบ้าง เจ้าฟ้าบ้างทั้งนั้น เรื่องมเหสีนี้ อธิบายได้แต่อย่างนี้ซึ่งจะให้ว่าชัดเจนให้ตรงไปกับต่างประเทศนั้น อธิบายไม่ได้ด้วนธรรมเนียมผิดกัน เหมือนกับวังหน้าในประเทศตะวันตกไม่มีเหมือน

ถัดลงมาอีก ในหมู่พระสนมฤาเจ้าจอม คือเป็นบุตรข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ตั้งแต่เสนาบดีจนถึงพระหลวง ซึ่งมีใจยินดียอมยกถวายพระเจ้าแผ่นดินให้รับราชการฝ่ายในนั้น ธรรมเนียมโบราณยกขึ้นเป็นท้าวสนมเอก ๔ คน มีชื่อต่างๆกันเหมือนชื่อขุนนาง แต่ที่กรุงเทพฯไม่เคยตั้ง เป็นแต่เจ้าจอมมารดาใหญ่ที่โปรดปรานมาก ได้พระราชทานเครื่องยศเป็นอย่างที่หนึ่ง ก็นับว่าเป็นพระสนมเอก ถ้าได้รับพระราชทานเครื่องยศอย่างที่ ๒ ก็เป็นพระสนมโท ถ้าเจ้าจอมคนใดมีพระองค์เจ้าก็เรียกว่าเจ้าจอมมารดา ที่ไม่มีพระองค์เจ้าก็เรียกว่าเจ้าจอมอยู่งาน มีอยู่ ๒ อย่างเท่านั้น

เจ้านายซึ่งเป็นเมียวังหน้า ไม่ได้ยินยกย่องว่าเป็นพระอะไร เหมือนหนึ่งเจ้ารจนา เป็นมารดาเจ้าฟ้าพิกุลทอง ก็เรียกกันแต่ว่า เจ้าจรนา

พระองค์เจ้าดารา ซึ่งเป็นมารดาเจ้าฟ้าอิศราพงศ์ ก็เป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอยู่ตามเดิม แต่ชาววังหน้าเรียกว่าเสด็จข้างใน เหมือนอย่างพระองค์เจ้าเป็นเมียต่างกรม ข้าในกรมนั้นก็เรียกว่าเสด็จข้างใน ไม่เห็นแปลกประหลาดกัน

บรรดาหม่อมห้ามวังหน้าเรียกว่าหม่อม มีลูกแล้วเรียกว่า จอมมารดาบ้าง เรียกว่ามารดาเปล่าๆ เมียเจ้าต่างกรมที่พระราชทานไปจากในวัง เรียกข้างในต่างวังชื่อไรก็ออกชื่อนั้น แต่ใส่ชื่อบิดา ในราชการไม่มีคำนำ แต่คนทั้งปวงเขาเรียกกันว่าหม่อม คำนี้จะกราบทูลไม่ได้ ต้องเรียกชื่อเดิม ถ้าเป็นเมียเจ้าต่างกรม ธรรมเนียมก็เรียกว่า นางห้าม แต่ในเวลานี้เขาตื่นเป็นหม่อมกันมาก ทั้งเมียเจ้า เมียขุนนาง ไม่ว่าหม่อมเจ้าเล็กน้อย ขุนนางผู้ใหญ่ ขุนนางผู้น้อย สุดแต่เป็นเมียแล้วก็เรียกหม่อมทั้งสิ้น มันจะมาจาก แหม่ม ฤาอย่างไรก็ไม่รู้ แต่หม่อมนี้เข้าสำหรับเรียกคนผู้ดีๆที่มีตระกูล ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย เหมือนหนึ่งปู้พระยาภาสกรวงศ์แลกรมหมื่นนรินทรเป็นต้น เมื่อยังไม่ได้เป็นเจ้า เป็นขุนนาง ก็เรียกว่าหม่อม ถึงเดี๋ยวนี้ยังมีผู้ดีๆยังเรียกกันว่าหม่อมพ่อ หม่อมลุงก็มีบ้าง แต่มีอยู่แต่น้อย ตั้งแต่หม่อมแปลว่าเมียเสีย ก็กระดากกันไป เรื่องเมียนี้กำหนดว่า เมียเจ้าแล้วก็เป็นปรินเซสก็ได้ด้วย ถ้าเมียที่สมควรจะเป็นปรินเซส ต้องเอาที่เป็นปรินเซสอยู่เอง ที่จะเอาไพร่มาเป็นปรินเซสตามผัวนั้นไม่ได้ ถึงเป็นปรินเซสจะเป็นเมียต่างกรม จะพลอยเป็นกรมตามผัวไม่ได้ ต้องเป็นโดยตัวเอง

สิ้นเรื่องผู้หญิงบรรดาศักดิ์ที่มีสามี




คำอธิบาย - พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤติยากร ๘ มิ.ย. ๐๑

....เบื้องต้นแห่งเรื่องได้ทรงชี้แจงความจริงอันเป็นลักษณะสำคัญของประเพณีไทยที่ต่างกันกับต่างประเทศ แม่ที่ใกล้ๆ เช่น ประเทศลาว และแม้ในประเทศสยามนี้เอง ที่แดนลานนาก็ยังไม่เหือนกันกับเรา ของเรานั้นเจ้านายลดชั้นกันลงไปรวดเร็ว เพียง ๓ ชั่วคนก็พ้นจากความเป็นเจ้าแล้ว

ต่อจากนั้นทรงอธิบายลักษณะแห่งเจ้านายว่าอย่างไรจึงจะเป็นชั้นใด และมีสิทธิตามพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์ประการใด เพื่อให้ความชัดเจนจะขอสรุปความที่ทรงไว้ดังต่อไปนี้ เจ้านายนั้นทรงแบ่งเป็น

๑. สมเด็จหน่อพุทธเจ้า เกิดแต่พระอัครมเหสี เป็นรัชทายาท

๒. เจ้าฟ้า หรือลูกหลวงมี ๒ ชั้น ชั้นเอก พระมารดาเป็นพระธิดาพระเจ้าแผ่นดิน ชั้นโท พระมารดาเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าแผ่นดิน

๓. พระเยาวราช ได้แก่พระองค์เจ้า ตั้งแต่ที่เป็นพระราชโรสธิดาของพระเจ้าแผ่นดินลงมา จนพระองค์เจ้าที่ตั้งมาจากหม่อมเจ้าประเภท ๑ กับหม่อมเจ้าอีกประเภท ๑

ในบันทึกนี้ทรงอธิบายโดยละเอียดในลักษณะของเจ้านายต่างประเภทนี้ ลักษณะนี้จะยกจากฐานันดรเดิมขึ้นไปเช่นให้ทรงกรมเป็นต้น ลักษณะที่ชั้นใดมีสิทธิในราชอิสริยยศเพียงใด ฯลฯ

แต่ตั้งแต่ทรงพระราชบันทึกไว้ใน พ.ศ. ๒๔๒๑ แล้ว รูปการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปหลายประการ เนื่องจากเหตุการณ์ภายนอกภายใน จึงควรจะบันทึกไว้ในที่นี้ด้วยว่า พระราชบันทึกข้อใดมีการเปลี่ยนแปลงไปประการใดบ้าง ดังต่อไปนี้

ในข้อ ๙ ทรงไว้ว่า ในสมัยอยุธยา เจ้าฟ้าทั้งเอกทั้งโทเมื่อทรงพระเจริญขึ้น ย่อมโปรดเกล้าฯให้ไปครองเมืองตามฐานานุรูป แต่ในปัจจุบัน(พ.ศ.๒๔๒๑)มิได้ไป ทรงชักตำแหน่งผู้ครองนครลาวและไทยใหญ่ทั้งปวงที่เรียกผู้ครองว่า "เจ้าฟ้า" นั้น ต่อจากนั้นมาได้ตั้งเจ้านายให้ทรงกรมออกชื่อเมืองต่างๆ(แต่ความไม่ปรากฏในพระราชบันทึกนี้) เช่น "เจ้าฟ้า กรมขุนพิษณุโลกประชานารถ" และชั้นพระองค์เจ้าต่างกรมก็มี "พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมหมื่นจันทบุรีนฤนารถ" เป็นต้น

ในข้อ ๒๒ ทรงไว้ว่า แม้เจ้าฟ้าจะทรงกรมก็ "ไม่ได้เรียกพระนามตามกรม" และทรงไว้ในตอนที่กล่าวถึงพระองค์เจ้าอีกว่ "ในหนังสือโบราณๆก็มีว่าพระองค์เจ้านั้น เจ้ากรมเป็นหมื่นนั่น คือชื่อเดิมของพระองค์เจ้านั้นก็ยังคงอยู่" ทรงต่อไปว่า "ชื่อที่เรียกว่ากรมหมื่อยู่ในบังคับเจ้าองค์นั้น เหมือนหนึ่งกรมหมื่นนเรศร์ก็คงชื่อพระองค์เจ้ากฤษดาภินิหารอยู่ตามเดิม แต่หัวหน้าของบ่าวที่เป็นเจ้ากรมนั้นเป็นที่หมื่นนเรศราชวรฤทธิ์ก็ควร แต่ธรรมเนียมไทยมักจะอายชื่อเดิม.....เหมือนหนึ่งกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ชื่อนวม กรมพระเทเวศร์ ชื่อกลาง เป็นต้น ชื่อนั้นเป็นคำไทยมักจะพ้องกับข้าไท และไทยมักจะชอบชื่อเพราะๆยาวๆ เมื่อผู้ใดเรียกชื่อเดิมดังนั้นก็ดูเป็นผู้ไม่มีอาฌา ฤาบางทีจะเป็นที่โกรธของท่านนั้นว่า จะเป็นที่ดูถูกจึงได้เรียกชื่อเจ้ากรมเสียทีเดียวว่า ในกรมหมื่นนั้น ในกรมขุนนั้น"

ในข้อ ๔๙ บัดนี้ยกเลิก เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯทรงพระราชดำริว่านานไปย่อมจะเพิ่มขึ้นทุกที ไม่แต่พระเจ้าปู่อย่างที่เป็นสูงสุดอยู่ในขณะนั้น ยังอาจมีชั้นพระเจ้าทวดและสูงๆกว่านั้นขึ้นไป จึงโปรดเกล้าฯให้นับตั้งแต่ชั้นพระเจ้าลุง พระเจ้าอา พระเจ้าน้า ขึ้นไปเป็นพระบรมวงศ์ทั้งหมด แล้วเติมเสียด้วยว่าชั้นใด เช่นพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๑ พระองค์เจ้าฉัตร กรมหมื่นสุรินทรารักษ์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๔ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศวรฤทธิ์ เป็นต้น

ในข้อ ๕๓ ซึ่งทรงบัญญัติให้ใช้พระนามพระราชโอรสธิดาในรัชกาลที่ ๓ ว่าพระเจ้าราชวงศ์เธอนั้น มาถึงรัชกาลที่ ๖ ไม่มีเจ้านายชั้นนี้เหลือ หมดความจำเป็นที่จะใช้อีกแล้ว โปรดฯให้ยกเอาคำนำพระนามนี้มใช้แก่เจ้านายวังหน้า เพราะคนสนมันนั้นเป็นอันมากไม่ยกย่องคำนำที่ว่า พระเจ้าบวรวงศ์เธอหรือพระบวรวงศ์เธอเสียแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ทรงคาดว่า"ต่อไปภายหน้า...ก็คงเกิดคำนำพระนาม...แผ่นดินละอย่างสองอย่างทุกชั้น"

ข้อ ๘๔ ที่ว่าพระองค์เจ้าต่างกรมเป็นได้อย่างสูงเพียง "กรมสมเด็จพระ" แต่ไม่อาจเป็น "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ" อย่างเจ้าฟ้าได้นั้น ก็เปลี่ยนแปลงไปในรัชกาลที่ ๖ แลที่ต่อๆมา

ปรากฎว่า คำว่า "หม่อม" นั้นเคยใช้จำกัดมาก แต่ใครๆก็อยากจะเขยิบขึ้นไปเป็นหม่อม จะเป็นเมียเจ้าเมียขุนนางก็ตาม น่าสังเกตว่าเพียง ๘๐ ปี(คือเวลานี้) "หม่อม" ชักจะเลวๆไปเสียแล้ว คำว่า "ชายา" ซึ่งบัญญัติขึ้นสำหรับเจ้าที่เป็นเมียนั้นได้เข้ามาแทนที่ ผู้สนใจในเรื่องคำ ได้ชี้แจงว่าเพียงแค่หนังสือ "ขุนช้างขุนแผน" คำว่าหม่อมใช้สำหรับผู้ชาย โดยมากใช้ในทำนองเดียวกันกับคำว่า "คุณ" ในปัจจุบันเช่น "พายแก้วลืมตาคว้ากอดคอ หม่อมพ่อจะไปข้างไหนเล่า" และที่นางพิมพูดกับพลายแก้วว่า "อย่าพูดเลยคะหม่อมเรื่องตรอมคอย แต่เศร้าสร้อยโศกถึงคะนึงหา ถ้าแม้ค่ำวันนี้หม่อมมิมา ฉันจะลาพี่สายทองผูกคอตาย"




คลังกระทู้เก่า ธรรมเนียมราชตระกลูในกรุงสยาม


....................................................................................................................................................
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 15 มีนาคม 2550 เวลา:17:07:23 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

กัมม์
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 39 คน [?]




วิชา ความรู้จะมีค่าเมื่อถูกถ่ายทอด
[Add กัมม์'s blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com