กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
 
หนังสือหอหลวง

(๑)

หอหลวง เป็นที่เก็บรักษาหนังสือซึ่งเป็นแบบฉบับตำรับตำราและจดหมายเหตุราชการบ้านเมือง (ที่เรียกว่า "หอหลวง" เห็นจะเป็นคำย่อมาแต่ "หอหนังสือหลวง") มีในพระราชวังมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ก็มีหอหลวงอยู่ในพระราชวังเช่นเดียวกัน ฉันเคยเห็นเป็นตึกชั้นเดียวหลังหนึ่ง อยู่ริมถนนตรงหน้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ยังมีรูปภาพตึกนั้นเขียนไว้ในพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐ์ฯ (ห้องที่เขียนการพิธีทำขนมเบื้องเลี้ยงพระ) อาลักษณ์เป็นพนักงานรักษาหนังสือหอหลวงจึงทำการของกรมอาลักษณ์ที่ตึกนั้นด้วย เป็นเหตุให้คนทั้งหลายเรียกตึกนั้นว่า "ห้องอาลักษณ์" ด้วยอีกอย่างหนึ่ง

ในรัชกาลที่ ๕ (ดูเหมือนในปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙) เมื่อสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โปรดฯให้รื้อตึกหอหลวงกับตึกสำหรับข้าราชการกรมอื่นๆที่รายเรียงอยู่แถวเดียวกันลง เพื่อจะสร้างใหม่ให้งามสมกับพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ก็ในเวลารื้อตึกสร้างใหม่นั้น จำต้องย้ายของต่างๆ อันเคยอยู่ในตึกแถวนั้นไปไว้ที่อื่น สมัยนั้นกรมหลวงบดินทร์ไพศาลโสภณยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นอักษรสารโสภณ ทรงบัญชาการกรมอาลักษณ์ หาที่เก็บหนังสือหอหลวงไม่ได้ จึงให้ขนเอาไปรักษาไว้ที่วังของท่าน อันอยู่ต่อเขตวัดพระเชตุพนฯไปข้างใต้ หนังสือหอหลวงก็ไปอยู่ที่วังกรมหลวงบดินทร์ฯ แต่นั้นมาหลายปี



(๒)

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๔ มีงานฉลองอายุพระนครครบ ๑๐๐ ปี ในงานนั้นมีการแสดงพิพิธภัณฑ์ เรียกกันในสมัยนั้นตามภาษาอังกฤษว่า "เอ๊กซ์หิบิเชน" สร้างโรงชั่วคราวเป็นบริเวณใหญ่ในท้องสนามหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสชวนพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ตลอดจนคฤหบดีที่มีใจจะช่วย ให้จัดของต่างๆอันควรอวดความรู้และความคิด กับทั้งฝีมือช่างของไทยมาตั้งให้คนดู จัดที่แสดงเป็นห้องๆ ต่อกันไปตามประเภทสิ่งของ ครั้งนั้นกรมหลวงบดินทร์ฯทรงรับแสดงหนังสือไทยฉบับเขียน เอาสมุดในหอหลวงที่มีมาแต่โบราณ มาตั้งอวดห้องหนึ่ง

นาย ก.ส.ร. กุหลาบ รับอาสาแสดงหนังสือไทยสมัยเมื่อแรกพิมพ์ห้องหนึ่ง อยู่ต่อกับห้องกรมหลวงบดินทร์ฯ ด้วยเป็นของประเภทเดียวกัน ฉันเคยไปดูทั้ง ๒ ห้อง และเริ่มรู้จักตัวนายกุหลาบเมื่อครั้งนั้น เรื่องประวัติของนายกุหลาบคนนี้กล่าวกันว่า เดิมรับจ้างเป็นเสมียนอยู่ในโรงสีไฟของห้างมากวลด์ จึงเรียกกันว่า "เสมียนกุหลาบ" ทำงานมีผลจนตั้งตัวได้ก็สร้างบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำข้างใต้วัดราชาธิวาสฯ นายกุหลาบเป็นผู้มีอุปนิสัยรักรู้โบราณคดี ได้พยายามหาหนังสือฉบับแรกพิมพ์ เช่น หมายประกาศที่พิมพ์เป็นใบปลิว และหนังสือเรื่องต่างๆ ที่พิมพ์เป็นเล่มสมุด ในรัชกาลที่ ๔ รวบรวมไว้ได้มากกว่าผู้อื่น จึงกล้ามารับแสดงหนังสือฉบับพิมพ์ในงานครั้งนั้น

ก็การแสดงพิพิธภัณฑ์เปิดให้คนดูอยู่นาน นายกุหลาบมีโอกาสเข้าไปดูหนังสือหอหลวงได้ทุกวันเพราะห้องอยู่ติดกัน ต่อเมื่อได้เห็นหนังสือหอหลวง มีเรื่องโบราณคดีต่างๆ ที่ตัวไม่เคยรู้อยู่เป็นอันมากก็ติดใจอยากได้สำเนาไปไว้เป็นตำราเรียน จึงตั้งหน้าตั้งตาประจบประแจงกรมหลวงบดินทร์ฯ ตั้งแต่ที่ท้องสนามหลวงจนเลิกงานแล้ว ก็ยังตามไปเฝ้าแหนที่วังต่อมา จนกรมหลวงบดินทร์ฯทรงพระเมตตา นายกุหลาบทูลขอคัดสำเนาหนังสือหอหลวงบางเรื่อง แต่กรมหลวงบดินทร์ฯ ไม่ประทานอนุญาต ตรัสว่าหนังสือหอหลวงเป็นของต้องห้ามมิให้ใครคัดลอก นายกุหลาบจนใจจึงคิดทำกลอุบายทูลขออนุญาตเพียงขอยืมไปอ่านแต่ครั้งละเล่มสมุดไทย และสัญญาว่าพออ่านแล้วจะรีบส่งคืนในวันรุ่งขึ้น กรมหลวงบดินทร์ฯ ไม่ทรงระแวงก็ประทานอนุญาต นายกุหลาบจึงไปว่าจ้างนายทหารมหาดเล็กที่รู้หนังสือเตรียมไว้สองสามคน สมัยนั้นฉันเป็นผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก รู้จักตัวผู้ที่ไปรับจ้างนายกุหลาบคนหนึ่ง ชื่อนายเมธ

นายเมธนั้นมีชื่ออย่างหนึ่งว่า "เมธะ" และมีชื่อสร้อยต่อไปยาว เป็นบุตรของจ่าอศวราชฯ ตั้งชื่อลูกเป็นบทกลอนอย่างแปลกประหลาด ฉันจำได้จึงจดฝากไว้ให้ผู้อื่นรู้ด้วยในที่นี้
๑. อาทิก่อน แม่ "กลีบ" เรณู
๒. เมธะ แปลว่ารู้ นาย "เมธ" ปะสิมา
๓. "กวี" ปรีชา ปิยบุตรที่สาม
๔. "ฉวี" ผิวงาม บุตรแม่พริ้งแรกเกิด
๕. "วรา" ประเสริฐ ที่สองงามสม
๖. "กำดัด" ทรามชม กัลยาลำยอง
๗. "สาโรช" บัวทอง พิศพักตร์ประไพ
๘. "สุมน" สุมาลัย เยาวลักษณ์นารี
๙. "บรม" แปลว่ามี ปรมังลาภา
๑๐. "ลิขิต" เลขาบุตร บุตรพัลลภ
๑๑. "สุพรรณ วรนพ พคุณสริรา
ที่เรียกกันแต่ตามคำที่หมาย ".........." ไว้ ลูกผู้ชายรู้หนังสือไทยดีทุกคน

พอนายกุหลาบได้หนังสือจากวังกรมหลวงบดินทร์ฯ ก็ลงเรือจ้างที่ท่าเตียน ข้ามฟากไปยังวัดอรุณฯ ตามคำพวกทหารมหาดเล็กที่รับจ้างมาเล่าว่า เอาเสื่อผืนยาวปูที่ในพระระเบียง และเอาสมุดคลี่วางบนเสื่อตลอดเล่ม ให้คนคัดแบ่งกันคัดคนละตอน คัดหน้าต้นแล้วพลิกเอาสมุดหน้าปลายขึ้นคัด พอเวลาบ่ายก็คัดสำเนาให้นายกุหลาบได้หมดทั้งเล่ม แต่พวกมหาดเล็กที่ไปรับจ้างคัดก็ไม่รู้ว่านายกุหลาบได้หนังสือมาจากไหน และจะคัดเอาไปทำไม เห็นแปลกที่ให้รีบคัดให้หมดเล่มภายในวันเดียว ได้ค่าจ้างแล้วก็แล้วกัน แต่ฉันได้ยินเล่าก็ไม่เอาใจใส่ ในสมัยนั้นนายกุหลาบลักคัดสำเนาหนังสือหอหลวงด้วยอุบายอย่างนี้มาช้านานเห็นจะกว่าปี จึงได้สำเนาหนังสือต่างๆ ไปจากหอหลวงมาก แต่ดูเหมือนจะชอบคัดแต่เรื่องเนื่องด้วยโบราณคดี แม้จนพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ทั้ง ๔ รัชกาล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์แต่ง นายกุหลาบก็ลักคัดสำเนาเอาไปได้ แต่เมื่อนายกุหลาบได้สำเนาหนังสือหอหลวงไปแล้ว เกิดหวาดหวั่นด้วยรู้ตัวว่า ลักคัดสำเนาหนังสือฉบับหลวงที่ต้องห้าม เกรงว่าถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ในราชการเห็นเข้าจะเกิดความ จึงคิดอุบายป้องกันภัยด้วยแก้ไขถ้อยคำสำนวน หรือเพิ่มเติมความแทรกลงในสำเนาที่คัดไว้ให้แปลจากต้นฉบับเดิม เมื่อเกิดความจะได้อ้างว่าเป็นหนังสือฉบับอื่นต่างหาก มิใช่ฉบับหลวง เพราะฉะนั้นหนังสือเรื่องต่างๆ ที่นายกุหลาบคัดไปจากหอหลวง เอาไปทำเป็นฉบับใหม่ขึ้น จึงมีความที่แทรกเข้าใหม่ระคนปนกับความตามต้นฉบับเดิมหมดทุกเรื่อง



(๓)

ถึง พ.ศ. ๒๔๒๖ นายกุหลาบเอาหนังสือซึ่งลักคัดจากหอหลวงไปดัดแปลงสำนวนเสร็จแล้วเรื่องหนึ่ง ส่งไปให้หมอสมิธที่บางคอแหลมพิมพ์ นายกุหลาบตั้งชื่อหนังสือเรื่องนั้นว่า "คำให้การขุนหลวงหาวัด" คือคำให้การของพระเจ้าอุทุมพรกับข้าราชการไทยที่พม่ากวาดเอาไป เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา ไปเล่าเรื่องพงศาวดารและขนบธรรมเนียมไทยแก่พม่า พอหนังสือนั้นพิมพ์ออกจำหน่าย ใครอ่านก็พากันพิศวง ด้วยฉบับเดิมเป็นหนังสือซ่อนอยู่ในหอหลวงลับลี้ไม่มีใครเคยเห็น และไม่มีใครรู้ว่านายกุหลาบได้มาจากไหน นายกุหลาบก็เริ่มมีชื่อเสียงว่าเป็นผู้รู้โบราณคดีและมีตำรับตำรามาก แต่หนังสือเรื่องคำให้การขุนหลวงหาวัดฉบับที่นายกุหลาบให้พิมพ์นั้น มีผู้ชำนาญวรรณคดีสังเกตเห็นว่ามีสำนวนแทรกใหม่ปนอยู่ในนั้น

แม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงสังเกตเห็นเช่นนั้น จึงทรงปรารภในพระราชพนธ์เรื่อง "พระราชพิธีสิบสองเดือน" ตอนพิธีถือน้ำว่า "แต่ส่วนจดหมายขุนหลวงหาวัด (ฉบับพิมพ์) นั้นก็ยกความเรื่องถือน้ำไปว่านอกพระราชพิธี มีเค้ารูปความคล้ายคลึงกับที่ได้ยินเล่ากันมาบ้าง แต่พิสดารฝั่นเฝือเหลือเกิน จนจับได้ชัดเสียแล้วว่ามีผู้แทรกแซมความแต่งขึ้นใหม่ ด้วยเหตุว่าพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนหาได้เสด็จพระราชดำเนินออกให้ข้าราชการถวายบังคมถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจาถึงวัดไม่ พึ่งจะมาเกิดธรรมเนียมนี้ขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๔ ก็เหตุใดในคำให้การขุนหลวงหาวัดจึงได้เล่าเหมือนในรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร์ จนแต่งตัวแต่งตน และมีเสด็จโดยขบวนพยุหยาตราวุ่นวายมากไปซึ่งไม่เคยมีมาแต่ก่อนเลยดังนี้ ก็เห็นว่าเป็นอันเชื่อไม่ไดในตอนนั้น พึ่งมีปรากฏในฉบับพิมพ์นี้ฉบับเดียว สำนวนที่เรียงก็ผิดกับอายุขุนหลวงหาวัด ถ้าของเดิมขุนหลวงหาวัดได้กล่าวไว้ถึงเรื่องนี้จริง เมื่อเราได้อ่านทราบความก็จะเป็นที่พึงใจ เหมือนหนึ่งทองคำเนื้อบริสุทธิ์ซึ่งเกิดจากตำบลบางตะพาน เพราะท่านเป็นเจ้าแผ่นดินเอง ท่านกล่าวเอง ก็ย่อมจะไม่คลาดเคลื่อน แต่นี่เมื่อมีผู้ส่งทองให้ดูบอกว่าทองบางตะพาน แต่มีธาตุอื่นๆเจือปนมากจนเป็นทองเนื้อต่ำ ถึงว่าจะมีทองบางตะพานเจือปนอยู่บางจริงๆ จะรับได้หรือว่าทองทั้งก้อนนั้นเป็นทองบางตะพาน ผู้ซึ่งทำลายของแท้ให้ปนด้วยของไม่แท้เสียเช่นนั้น ก็เหมือนหนึ่งปล้นลักทรัพย์สมบัติของเราทั้งปวง ซึ่งควรจะได้รับแล้วเอาสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ลงเจือปนเสียจนขาดประโยชน์ไป เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก ไม่ควรเลยที่ผู้ใดซึ่งรู้สึกตัวว่าเป็นผู้ลักหนังสือจะประพฤติเช่นนี้ หนังสือนี้จะคลาดเคลื่อนมาจากแห่งใดก็หาทราบไม่ แต่คงเป็นของที่ไม่บริสุทธิ์ซึ่งเห็นได้ถนัด" ดังนี้

แต่ก็ยังไม่มีใครรู้ว่านายกุหลาบเป็นผู้ดัดแปลงสำนวน เพราะไม่มีใครรู้ว่านายกุหลาบได้หนังสือเรื่องนั้นไปจากที่ไหน และต้นฉบับเดิมถ้อยคำสำนวนเป็นอย่างไร จนมาถึงรัชกาลที่ ๖ ในเวลานั้นฉันเป็นนายกกรรมการหอพระสมุดสำหรับพระนคร ได้หนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดเป็นสมุดไทยมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ อีกฉบับหนึ่ง เดิมเป็นของสมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์ เรียกชื่อหนังสือนั้นว่า "พระราชพงศาวดารแปลจากภาษารามัญ" และมีบานแพนกอยู่ข้างต้นว่า "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงจัดการแปลหนังสือนั้นเป็นภาษาไทย" ก็เป็นอันได้หลักฐานว่านายกุหลาบเอาไปเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า "คำให้การขุนหลวงหาวัด" เอาหนังสือ ๒ ฉบับสอบทานกันก็เห็นได้ว่าแก้ความเดิมเสียมาก สมดังสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชปรารภ

เมื่อนายกุหลาบมีชื่อเสียงขึ้นด้วยพิมพ์หนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดนั้น ประจวบกับเวลาตั้งกรมโปลิศท้องน้ำ ซึ่งโปรดฯให้เจ้าพระยานรรัตนราชมานิต(โต) เป็นผู้บัญชาการ เจ้าพระยานรรัตนฯ เห็นว่านายกุหลาบเป็นคนกว้างขวางทางท้องน้ำ และมีความรู้ ผู้คนนับหน้าถือตา จึงเอามาตั้งเป็น "แอดชุแตนท์" (ยศเสมอนายร้อยเอก) ในกรมโปลิศท้องน้ำ นายกุหลาบจึงได้เข้าเป็นข้าราชการแต่นั้นมา



(๔)

สมัยนั้นหอสมุดพระวชิรญาณเพิ่งแรกตั้ง (ชั้นเมื่อยังเป็นหอพระสมุดของพระราชโอรสธิดา ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมกันเป็นเจ้าของ) นายกุหลาบขอสมัครเข้าเป็นสมาชิก เจ้านายที่เป็นกรรมการทราบกันแต่ว่านายกุหลาบเป็นผู้รักหนังสือ ก็รับเข้าเป็นสมาชิกหอพระสมุดฯ ตามประสงค์

ตั้งแต่นายกุหลาบได้เป็นสมาชิกหอพระสมุดฯ ก็มีแก่ใจให้หนังสือฉบับเขียนเรื่องต่างๆ ที่ได้ลักคัดสำเนาจากหอหลวงเอาไปแปลเป็นฉบับใหม่ เป็นของกำนัลแก่หอพระสมุดฯ หลายเรื่อง กรมพระสมมตอมรพันธ์กับตัวฉันเป็นกรรมการหอพระสมุดฯ ก็ไม่เคยเห็นหนังสือในหอหลวงมาแต่ก่อน และไม่รู้ว่าย้ายหนังสือไปเก็บไว้ที่วังกรมหลวงบดินทร์ฯ เป็นแต่พิจารณาดูหนังสือที่นายกุหลาบให้หอพระสมุดฯ เห็นแปลกที่เป็นสำนวนเก่าแกมใหม่ระคนปนกันหมดทุกเรื่อง ถามนายกุหลาบว่าได้ต้นฉบับมาจากไหน นายกุหลาบก็อ้างแต่ผู้ตาย เช่น พระยาศรีสุนทรฯ(ฟัก) และกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นต้น อันจะสอบสวนไม่ได้ จึงเกิดสงสัยว่าที่เป็นสำนวนใหม่นั้นน่าจะเป็นของนายกุหลาบแทรกลงเองจึงมีความเท็จอยู่มาก แต่ตอนนั้นเป็นสำนวนเดิม นายกุหลาบจะได้ต้นฉบับมาจากไหนก็ยังคิดไม่เห็น กรมพระสมมตฯจึงตรัสเรียกหนังสือเหล่านั้นว่า "หนังสือกุ" เพราะจะว่าแท้จริงหรือเท็จไม่ได้ทั้งสองสถาน

กรมพระสมมตใคร่จะทอดพระเนตรหนังสือพวกนั้นให้หมด จึงทรงผูกพันทางไมตรีกับนายกุหลาบเหมือนอย่างไม่รู้เท่า นายกุหลาบเข้าใจว่ากรมพระสมมตอมรพันธ์ทรงนับถือ ก็เอาหนังสือฉบับที่ทำขึ้นมาถวายถอดพระเนตรจนถึงพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์(ตอนรัชกาลที่ ๓) ซึ่งเจ้าพระยาทิพากรวงศ์แต่ง ก็หนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือแต่งใหม่ในรัชกาลที่ ๕ สำนวนฉบับเดิมมีอยู่ในหอพระสมุดฯ เมื่อได้ฉบับของนายกุหลาบมา เอาสอบกับฉบับเดิมก็จับได้ว่านายกุหลาบแทรกลงตรงไหนๆบ้าง กรมพระสมมตฯกราบทูลสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงให้ทรงทราบ ดำรัสเรียกเอาไปทอดพระเนตร ทรงจับได้ต่อไปว่าความที่แทรกนั้นนายกุหลาบคัดเอามาจากหนังสือเรื่องไหนๆ ก็เป็นอันรู้ได้ชัดว่าที่หนังสือฉบับนายกุหลาบผิดกับฉบับเดิม เป็นเพราะนายกุหลาบแก้ไขแทรกลงทั้งนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรง "มันไส้" ถึงเขียนลายพระราชหัตถเลขาลงในต้นฉบับของนายกุหลาบ ทรงชี้ให้เห็นตรงที่แทรกบ้าง บางแห่งก็ทรงเขียนเป็นคำล้อเลียนหรือคำบริภาษแทรกลงบ้าง แล้วพระราชทานคืนออกมายังกรมพระสมมตฯ ต้องให้อาลักษณ์เขียนตามฉบับของนายกุหลาบขึ้นใหม่ส่งคืนไปให้เจ้าของ เอาหนังสือของนายกุหลาบที่มีลายราชหัตถเลขารักษาไว้ในหอพระสมุดวชิรญาณจนบัดนี้



(๕)

ต่อมานายกุหลาบต้องออกจากตำแหน่ง (แอดชุแตนท์) โปลิศท้องน้ำ ก็เลยออกจากสมาชิกหอพระสมุดวชิรญาณไปด้วย นายกุหลาบจึงไปคิดออกหนังสือพิมพ์วารสารเรียกชื่อว่า "สยามประเภท" เหมือนอย่างหอพระสมุดฯ ออกหนังสือ "วชิรญาณ" ทำเป็นสมุดออกขายเป็นรายเดือน เอาเรื่องต่างๆ ที่คัดไปจากหอหลวงและไปดัดแปลงดังว่านั้น พิมพ์ในหนังสือสยามประเภทและเขียนคำอธิบายปดว่าได้ฉบับมาจากไหนๆ ไปต่างๆ เว้นแต่ที่กรมหลวงบดินทร์ฯนั้น มิได้ออกพระนามให้แพร่งพรายเลย คนทั้งหลายพากันหลงเชื่อก็นับถือนายกุหลาบ จึงเรียกกันว่า "อาจารย์กุหลาบ" ก็มี

ครั้นจำเนียรกาลนานมา เมื่อนายกุหลาบหมดเรื่องที่ได้ไปจากหอหลวง ก็ต้องแต่งเรื่องต่างๆ แต่งโดยเดาขึ้นในหนังสือสยามประเภท แต่อ้างว่าเป็นเรื่องพงศาวดารแท้จริง แต่ก็ยังไม่มีใครทักท้วงประการใด

จนนายกุหลาบเล่าเรื่องพงศาวดารกรุงสุโขทัยตอนเมื่อจะเสียกรุงแก่กรุงศรีอยุธยา พิมพ์ในหนังสือสยามประเภทว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า "พระปิ่นเกษ" สวรรคตแล้ว พระราชโอรสทรงพระนามว่า "พระจุลปิ่นเกษ" เสวยราชย์ ไม่มีความสามารถจึงเสียบ้านเมือง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงทอดพระเนตรเห็นหนังสือ ตรัสว่า เพียงแต่นายกุหลาบเอาความเท็จมาแต่งลวงว่าความจริงก็ไม่ดีอยู่แล้ว ซ้ำบังอาจเอาพระนามพระจอมเกล้าและพระจุลจอมเกล้าไปแปลงเป็น พระปิ่นเกษ และพระจุลปิ่นเกษ เทียบเคียงใส่โทษเอาตามใจ เกินสิทธิในการแต่งหนังสือ จึงโปรดฯให้เจ้าพระยาอภัยราชา(ม.ร.ว.ลภ สุทัศน์) เมื่อยังเป็นพระยาอิทราธิบดีสีหราชรองเมือง เรียกตัวนายกุหลาบมาสั่งให้ส่งต้นตำราเรื่องพงศาวดารเมืองสุโขทัยที่อ้างว่ามีนั้นมาตรวจ นายกุหลาบก็ต้องรับสารภาพว่าตัวคิดขึ้นเองทั้งนั้น พระเจ้าอยู่หัวตรัสว่าจะลงโทษอย่างจริตผิดปรกติ โปรดฯให้ส่งตัวนายกุหลาบไปอยู่กับผู้จัดการในโรงเลี้ยงบ้าสัก ๗ วัน แล้วก็ปล่อยไป

นายกุหลาบเข็ดไปหน่อย ถึง ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) เมื่องานพระเมรุสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิรุณหิศ ก็แต่งอธิบายแบบแผนงานพระบรมศพครั้งกรุงศรีอยุธยาในหนังสือสยามประเภท เป็นที่ว่างานพระเมรุที่ทำในครั้งนั้นยังไม่ถูกต้องตามแบบแผน และอ้างว่าตัวมีตำราเดิมอยู่ พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้ข้าหลวงเรียกตัวนายกุหลาบมาถาม ก็สารภาพว่าเป็นแต่งคิดแต่งขึ้นอวดผู้อื่น หามีตำรับตำราอย่างอ้างไม่ ครั้งนี้เป็นแต่โปรดฯให้ประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคมปีนั้น หาได้ลงโทษนายกุหลาบอย่างใดไม่

พอถึงงานพระเมรุสมเด็จพระสังฆราช(ปุสฺเทว สา) วัดราชประดิษฐ์ ร.ศ. ๑๑๙ นั่นเอง นายกุหลาบแต่งประวัติสมเด็จพระสังฆราชพิมพ์อีกเรื่องหนึ่ง อ้างว่าจะทูลเกล้าฯถวายสำหรับแจกคราวนี้ อวดหลักฐานเรื่องต่างๆ ที่ตนกล่าวอ้างว่าล้วนได้มาจากนักปราชญ์ซึ่งทรงเกียรติคุณ คือ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ โดยเฉพาะเพราะตนได้เคยเป็นสัทธิงวิหาริก สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชดำริว่า ถ้าเฉยอยู่นายกุหลาบจะพาให้คนหลงเชื่อเรื่องพงศาวดารเท็จที่นายกุหลาบแต่งมากไป จึงโปรดฯให้มีกรรมการทรงอาราธนาสมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส (เมื่อยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น) เป็นประธานสอบสวน ก็ได้ความตามคำสารภาพของนายกุหลาบเองกับทั้งพยานว่า หนังสือพงศาวดารที่นายกุหลาบแต่ง และคำอ้างอวดของนายกุหลาบที่ว่าเคยเป็นศิษย์กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสก็เป็นความเท็จ ครั้งนี้ก็เป็นแต่โปรดฯให้ประกาศรายงานกรรมการมิให้ลงโทษนายกุหลาบอย่างใด สำนวนการไตร่สวนครั้งนั้น หอพระสมุดฯ พิมพ์เป็นเล่มสมุดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ยังปรากฏอยู่

ต่อมาเมื่อนายกุหลาบหมดทุนที่จะออกหนังสือสยามประเภทต่อไปแล้ว ไปเช่าตึกแถวอยู่ที่ถนนเฟื่องนครตรงวัดราชบพิตรฯ เป็นแต่ยังรับเป็นที่ปรึกษาของคนหาความรู้ เช่น ผู้ที่อยากรู้ว่านามสกุลของตนจะสืบชั้นบรรพบุรุษถอยหลังขึ้นไปถึงไหน ไปถ่ถามนายกุหลาบ ก็รับค้นคิดสมมติขึ้นไปให้เกี่ยวข้องกับผู้มีศักดิ์เป็นบรรพบุรุษสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็ยังมีคนนับหน้าถือตาว่ามีความรู้มากอยู่ไม่ขาด

ถึงปลายรัชกาลที่ ๕ เมื่อ ร.ศ. ๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๑) นายกุหลาบยัง "พ่นพิษ" อีกครั้งหนึ่ง ในสมัยเมื่อมีหอสมุดสำหรับพระนครแล้ว จะเอามาเล่าเสียด้วยให้เสร็จไปในตอนนี้ เพราะเกี่ยวกับประวัติหนังสือหอหลวงด้วย วันหนึ่งฉันไปหอพระสมุดเห็นใบปลิวซึ่งนายกุหลาบพิมพ์โฆษณา ส่งมาให้หอพระสมุดฯฉบับหนึ่ง อวดว่าได้ค้นหนังสือกฎหมายฉบับหลวงครั้งกรุงศรีอยุธยามาเล่มหนึ่ง และหนังสือนั้นเขียนเมื่อปีชวดจุลศักราช ๑๐๖๖ ในรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ มีตราพระราชสีห์ คชสีห์ และตราบัวแก้วประทับเป็นสำคัญ ถ้าใครไม่เชื่อไปพิสูจน์ให้เห็นจริงด้วยตาตนเองก็ได้

ความประสงค์ของนายกุหลาบที่โฆษณาดูเหมือนจะใคร่ขายหนังสือนั้น แต่ตามคำโฆษณามีพิรุธเป็นข้อสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง ด้วยตามปฏิทินจุลศักราช ๑๐๖๖ เป็นปีวอกมิใช่ปีชวดดังนายกุหลาบอ้าง เวลานั้นฉันเป็นสภานายกหอพระสมุดสำหรับพระนคร คิดสงสัยจึงกระซิบสั่งพระยาปริยัติธรรมธาดา(แพ ตาละลักษณ์) ให้ไปขอดูเหมือนอย่างตัวอยากรู้เห็นเอง พระยาปริยัติฯกลับมาบอกว่าหนังสือที่นายกุหลาบได้ไว้นั้นเป็นสมุดไทยกระดาษขาว เขียนเส้นหมึกดูเป็นของเก่า มีตราประทับ ๓ ดวง และมีกาลกำหนดว่าปีชวด จุลศักราช ๑๐๖๖ ตรงตามนายกุหลาบอ้าง แต่พระยาปริยัติฯสังเกตดูตัวเลขที่เขียนศักราชตรงตัว ๐ ดูเหมือนมีรอยขูดแก้

ฉันได้ฟังก็แน่ใจว่านายกุหลาบได้กฎหมายฉบับหลวงครั้งรัชกาลที่ ๑ ไปจากที่ไหนแห่งหนึ่ง ซึ่งในบานแพนกมีกำหนดว่า "ปีชวดศักราช ๑๑๖๖" นายกุหลาบขูดแก้เลข ๑ แปลงเป็น ๐ ปลอมศักราชถอยหลังขึ้นไป ๑๐ ปี ด้วยไม่รู้ว่าจุลศักราช ๑๐๖๖ นั้นเป็นปีวอกมิใช่ปีชวด ปล่อยคำ "ปีชวด" ไว้ให้เห็นชัดว่าไม่ใช่ต้นฉบับครั้งกรุงศรีอยุธยา ดังอ้างในคำโฆษณา

ฉันกราบทูลสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง จึงตรัสสั่งเจ้าพระยาอภัยราชา ซึ่งเคยเป็นหมอความนายกุหลาบมาแต่ก่อน ให้ไปเรียกสมุดกฎหมายเล่มนั้นถวายทอดพระเนตร เจ้าพระยาอภัยราชาได้ไปถวายในวันรุ่งขึ้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเปิดออกทอดพระเนตรตรัสว่า "ไหนว่าศักราช ๑๐๖๖ อย่างไรจึงเป็น ๑๑๖๖" เจ้าพระยาอภัยราชาก็ตกใจ กราบทูลเล่าถวายว่า เมื่อตอนเช้าวันนั้นจะไปศาลากระทรวงนครบาล เมื่อผ่านหน้าห้องแถวที่นายกุหลาบอยู่ได้แวะเข้าไปเรียกสมุดกฎหมายนั้นออกมาเปิดดู สังเกตเห็นในบายแพนกลงปีชวด จุลศักราช ๑๐๖๖ ตรงดังนายกุหลาบอ้าง เจ้าพระยาอภัยราชาบอกนายกุหลาบว่า "พระเจ้าอยู่หัวจะทอดพระเนตร" นายกุหลาบก็แสดงความยินดี เลยว่าถ้าต้องพระราชประสงค์ก็ทูลเกล้าฯถวาย เจ้าพระยาอภัยราชจะไปทำงานที่กระทรวงเสียก่อน จึงบอกนายกุหลาบว่า เวลาบ่ายวันนั้นเมื่อจะไปเฝ้าที่สวนดุสิต จะไปรับหนังสือ เวลาไปรับนายกุหลาบก็เอาหนังสือมามอบให้เรียบร้อย เจ้าพระยาอภัยราชากราบทูลสารภาพรับผิดที่ประมาท มิได้เอาสมุดมาด้วยเสียตั้งแต่แรก นายกุหลาบจึงมีโอกาสขูดแก้ศักราช ในเวลาเมื่อคอยส่งหนังสือให้เจ้าพระยาอภัยราชานั่นเอง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงได้ฟัง ก็ทรงพระสรวลดำรัสว่า "พระยารองเมืองไปเสียรู้นายกุหลาบเสียแล้ว" แล้วพระราชทานสมุดกฎหมายเล่มนั้นมาไว้ให้หอพระสมุดสำหรับพระนคร รอยที่นายกุหลาบขูดแก้ยังปรากฎอยู่



(๖)

ประวัติหนังสือหอหลวงมีเรื่องหลายตอน ที่เล่ามาแล้วเป็นตอนที่คนทั้งหลายจะรู้เรื่องต่างๆอันลี้ลับอยู่ในหอหลวง เพราะเหตุที่นายกุหลาบลักคัดสำเนาไปแก้ไขออกโฆษณา จึงต้องเล่าประวัติของนายกุหลาบด้วยยืดยาว ยังมีเรื่องประวัติหนังสือหอหลวง เมื่ออยู่ที่วังกรมหลวงบดินทร์ฯต่อไปอีก ด้วยการที่จะสร้างหอหลวงใหม่เริดร้างมาอยู่ช้านาน จนถึงสมัยเมื่อจัดกระทรวงต่างๆ ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ โปรดฯให้รวมกรมอาลักษณ์เข้าในกระทรวงมุรธาธร กรมพระสมมตอมรพันธ์เมื่อยังเป็นกรมหมื่น ได้ทรงบัญชาการกรมอาลักษณ์ จึงให้ไปรับหนังสือหอหลวงจากกรมบดินทร์ฯ เพื่อจะเอามาเก็บเข้ารักษาไว้ในพระบรมมหาราชวังอย่างเดิม

เวลาเมื่อจะส่งหนังสือหอหลวงคืนมานั้น มีคนในสำนักกรมหลวงบดินทร์ฯ จะเป็นผู้ใดไม่ปรากฎชื่อ แต่ต้องเป็นมูลนายมีพรรคพวก ลอบแบ่งเอาหนังสือหอหลวงยักยอกไว้ไม่ส่งคืนมาทั้งหมด มาปรากฏเมื่อภายหลังว่ายักยอกเอาหนังสือซึ่งฝีมือเขียนดีและเป็นเรื่องสำคัญๆไว้มาก เพราะในเวลานั้นไม่มีบัญชีหนังสือหอหลวงอยู่ที่อื่น นอกจากที่วังกรมหลวงบดินทร์ฯ อันผู้ยักยอกอาจเก็บซ่อนหรือทำลายเสียได้โดยง่าย แต่การที่ยักยอกหนังสือหอหลวงนั้กรมหลวงบดินทร์ฯ คงไม่ทราบ พวกอาลักษณ์ที่ไปรับหนังสือก็คงไม่รู้ ได้หนังสือเท่าใดก็ขนมาแต่เท่านั้น หนังสือหลวงจึงแตกเป็น ๒ ภาค กลับคืนเข้ามาในพระบรมมหาราชวังภาคหนึ่ง พวกที่วังกรมหลวงบดินทร์ฯ ยักยอกเอาไปซ่อนไว้ที่อื่นภาคหนึ่ง ต่อมาเมื่อกรมหลวงบดินทร์สิ้นพระชนม์แล้ว ชะรอยคนที่ได้หนังสือหอหลวงไว้จะยากจนลง จึงเริ่มเอาหนังสือที่มีรูปภาพและฝีมือเขียนงามๆออกขาย โดยอุบายแต่งให้คนชั้นบ่าวไพรไปเที่ยวบอกขายทีละเล่มสองเล่ม มีฝรั่งซื้อส่งเข้าหอสมุดในยุโรปบ้าง ไทยที่ชอบสะสมของเก่ารับซื้อไว้บ้าง

ฉันเริ่มทราบว่าหนังสือฉบับหอหลวงแตกกระจายไป เมื่อไปเห็นที่ตำหนักหม่อมเจ้าปิยภักดีนาถ เธอมีอยู่ในตู้หลายเล่ม ถามเธอว่าอย่างไรจึงได้หนังสือหอหลวงเหล่านั้นไว้ เธอบอกว่ามีผู้เอาไปขาย เธอเห็นเป็นหนังสือของเก่าก็รับซื้อไว้ ด้วยเกรงว่าฝรั่งจะซื้อเอาไปเสียจากเมืองไทย แต่ใครเอาไปขายให้เธอ หรือหนังสือเหล่านั้นมาจากที่ไหน เธอหาบอกไม่ บางทีเธอจะไม่รู้เองก็เป็นได้ เกิดลือกันขึ้นครั้งหนึ่งว่า มีผู้เอาหนังสือไตรภูมิฉบับหลวงเขียนประสานสีเมื่อครั้งกรุงธนบุรีไปขายให้เยอรมันคนหนึ่ง ซื้อส่งไปยังหอสมุดหลวงที่กรุงเบอร์ลิน เป็นราคาถึง ๑,๐๐๐ บาท แล้วก็เงียบไป กรณีจึงรู้กันเพียงว่ามีผู้เอาหนังสือฉบับหลวงออกขาย เพราะหนังสือฉบับหลวงย่อมมีชื่ออาลักษณ์ผู้เขียนและผู้ทานอยู่ข้างต้น และมีคำว่า "ข้าพระพุทธเจ้า" นำหน้าชื่อทุกเล่ม ใครซื้อไปก็มักปกปิดด้วยกลัวถูกจับ แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่าหนังสือฉบับหลวงเหล่านั้น แตกไปจากที่ไหนอยู่ช้านาน



(๗)

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะสร้างอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อจำนวนปีแต่พระราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี เป็นอภิลักขัตกาล จึงโปรดฯให้รวมหนังสือในหอมนเทียรธรรม หอสมุดวชิรญาณและหอพุทธศาสนสังคหะเข้าด้วยกัน ตั้งเป็นหอพระสมุดสำหรับพระนคร ขนานนามตามพระสมณามาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า "หอพระสมุดวชิรญาณ สำหรับพระนคร" และให้มีกรรมการจัดหอพระสมุดฯนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เป็นสภานายก กรมพระสมมตอมรพันธ์และตัวฉันกับทั้งพระยาประกิจกรจักร(แช่ม บุนนาค) และพระยาโบราณราชธานินทร์(พร เดชะคุปต์) เป็นกรมการสัมปาทิก รวมกัน ๕ คนเป็นพนักงานจัดการหอพระสมุดสำหรับพระนครมาแต่แรกตั้ง

เมื่อรวมหนังสือทั้ง ๓ แห่งเข้าด้วยกันแล้ว ถึงชั้นที่จะหาหนังสืออื่นมาเพิ่มเติม กรรมการปรึกษากันเห็นว่าควรจะหาหนังสือฝรั่งต่างชาติ แต่เฉพาะที่แต่งว่าด้วยเมืองไทยตั้งแต่โบราณมารวบรวมก่อน หนังสือพวกนี้จะสั่งไปให้ซื้อในยุโรปและอเมริกา ส่วนหนังสือไทยจะรวบรวมหนังสือซึ่งเป็นฉบับเขียน อันมีกระจัดกระจายอยูในพื้นเมือง เอามารวบรวมไว้ในหอพระสมุดก่นหนังสือพวกอื่น เพราะหนังสือไทยที่เป็นจดหมายเหตุ และตำรับตำราวิชาการกับทั้งวรรณคดี ยังมีแต่เป็นฉบับเขียนโดยมาก ถ้าทิ้งไว้ไม่เอามารวบรวมไว้ในหอพระสมุดฯ วิชาความรู้อันเป็นสมบัติของชาติก็จะเสื่อมสูญไปเสีย

วิธีที่จะหาหนังสือฉบับเขียนในเมืองไทยนั้นตกลงกันให้พระสมมตฯ ทรงตรวจดูหนังสือในหอหลวง ซึ่งมิได้โปรดฯให้โอนเอามารวบรวมในหอพระสมุดสำหรับพระนคร แต่กรมพระสมมตฯทรงรักษาอยู่เอง ถ้าเรื่องใดควรจะมีในหอสมุดสำหรับพระนคร ก็ทรงให้คัดสำเนาส่งมา กรมพระสมมตฯทรงหาได้หนังสือดีๆ และเรียบเรียงประทานให้หอพระสมุดฯพิมพ์ ปรากฏอยู่เป็นหลายเรื่อง ส่วนหนังสือฉบับเขียนซึ่งมีอยู่ที่อื่นนอกจากหอหลวงนั้น ฉันหาหนังสือด้วยประการต่างๆ จึงรู้เรื่องประวัติหนังสือหอหลวงสิ้นกระแสความ ดังจะเห็นต่อไปข้างหน้า

หนังสือไทยฉบับเขียนของเก่านั้น ลักษณะต่างกันเป็น ๓ ประการ ถ้าเป็นหนังสือสำหรับอ่านกันเป็นสามัญ เขียนในสมุดไทยสีขาวด้วยเส้นหมึกบ้าง เขียนในสมุดไทยสีดำด้วยดินสอข้าวบ้าง หรือเส้นฝุ่นหรือเส้นหรดาลหรือวิเศษเขียนด้วยเส้นทองก็มี เขียนตัวอักษรบรรจงทั้งนั้ ต่อเมื่อร่างหรือสำเนาจึงเขียนอักษรหวัดด้วยเส้นดินสอ แต่ว่าล้วนเขียนในสมุดไทย ประเภท ๑ ถ้าเป็นหนังสือตำรับตำรา เช่น ตำราเลขยันต์หรือคาถาอาคม เป็นต้น อันเจ้าของจะซ่อนเร้นไว้แก่ตัว มักจารลงในใบลานขนาดสั้นสักครึ่งคัมภีร์พระธรรม ร้อยเชือกเก็บไว้ แต่ล้วนเป็นหนังสือคัมภีร์ใบลาน ประเภท ๑ ถ้าเป็นจดหมายไปมาถึงกัน แม้ท้องตราและใบบอกในราชการ ก็เขียนลงในกระดาษข่อยด้วยเส้นดินสอดำม้วยใส่กระบอกไม้ไผ่ส่งไป เมื่อเสร็จกิจแล้วก็เอาเชือกผูกเก็บไว้เป็นมัดๆ มักมีแต่ตามสำนักราชการ ประเภท ๑

หนังสือฉบับเขียนทั้ง ๓ ประเภทที่ว่ามา ประเภทที่เขียนในสมุดไทยมีมากกว่าอย่างอื่น แต่ที่นับว่าเป็นฉบับดีๆ เพราะตัวอักษรเขียนงามและสอบทานถูกต้องประกอบกัน นอกจากหนังสือหอหลวง มักเป็นหนังสือซึ่งเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ในรัชกาลก่อนๆสร้างไว้ แล้วแบ่งกันเป็นมรดก ตกอยู่ในเชื้อวงศ์เป็นแห่งๆก็มี ผู้ที่รับมรดก รักษาไว้ไม้ได้ แตกกระจัดกระจายไปตกอยู่ที่อื่นแห่ละเล็กละน้อยก็มี หนังสือที่จารลงใบลานมีน้อย ถ้าอยู่กับผู้รู้วิชานั้นมักหวงแหน แต่ก็ได้มาบ้าง มักเป็นเรื่องแปลกเช่น ลายแทงคิดปริศนาและตำราพิธีอันมิใคร่มีใครรู้ แต่มักไม่น่าเชื่อคุณวิเศษที่อวดอ้างในหนังสือนั้น แต่หนังสือซึ่งเขียนในกระดาษเพลามักมีแต่ของหลวงอยู่ตามสำนักราชการ ฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอยู่ด้วย ให้ส่งหนังสือพวกที่มีอยู่ในกระทรวง และที่พบตามหัวเมืองไปยังหอพระสมุดฯทั้งหมด

แต่ในสมัยเมื่อฉันหาหนังสือฉบับเขียนสำหรับหอพระสมุดฯนั้น พวกฝรั่งและพวกเล่นสะสมของเก่า เช่น หม่อมเจ้าปิยภัดีนาถ เป็นต้น ก็กำลังหาซื้อหนังสือไทยฉบับเขียนแข่งอยู่อีกทางหนึ่ง ผิดกันแต่พวกนั้นต้องหาโดยปกปิด ฉันหาได้อย่างเปิดเผย และเลือกโดยความประสงค์ ผิดกับพวกนั้น(ที่)หาหนังสือ "งาม" คือที่มีรูปภาพหรือที่มีฝีมือเขียนอักษรงาม แต่จะเป็นหนังสือเรื่องอย่างไรไม่ถือเป็นสำคัญ ฝ่ายตัวฉันหาหนังสือ "ดี" คือถือเอาเรื่องหนังสือเป็นสำคัญ ถ้าเป็นเรื่องที่มีดื่น ถึงฉบับจะเขียนงามก็ไม่ถือว่าดี ถ้าเป็นเรื่องแปลกฉบับเขียนเขียนถูกต้อง ถึงจะเขียนไม่งามหรือที่สุดเป็นแต่หนังสือตัวเขียนหวัดก็ซื้อ และให้ราคาแพงกว่าหนังสือที่มีดื่น

วิธีที่ฉันหาหนังสือนั้น เมื่อรู้แหล่งหนังสือมีอยู่ที่ไหน ฉันก็ไปเองหรือให้ผู้อื่นไปบอกเจ้าของหนังสือให้ทราบพระราชประสงค์ ซึ่งทรงตั้งหอพระสมุดสำหรับพระนคร และขอดูหนังสือที่เขามีอยู่ เจ้าของจะถวายก็ได้จะขายก็ได้ หรือเพียงอนุญาตให้คัดสำเนาหนังสือเรื่องนั้นมาก็ได้ ตามใจ เจ้าของหนังสือไม่มีใครขัดขวาง อย่างหวงแหนก็เพียงขอต้นฉบับไว้ยอมให้คัดสำเนามา แต่ที่เต็มใจถวายต้นฉบับที่เดียวมีมากกว่าอย่างอื่น บางแห่งก็ถึง "ยกรัง" หนังสือที่ได้เก็บรักษาไว้ถวายเข้าหอพระสมุดสำหรับพระนครทั้งหมด เพราะมีการซึ่งหอพระสมุดฯทำอย่างหนึ่งเป็นปัจจัยให้คนนิยม คือแต่เดิมมาในงานศพเจ้าภาพมักพิมพ์เทศนาหรือคำแปลภาษาบาลี เป็นสมุดเล่มเล็กๆแจกผู้ไปช่วยงาน

ครั้นงานพระศพกรมขุนสุพรรณภาควดี เมื่อพ.ศ. ๒๔๔๗ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชดำริว่า หนังสือแจกซึ่งเป็นธรรมปริยายลึกซึ้งคนมิใคร่ชอบอ่าน จึงโปรดฯให้แปลนิทานนิบาตชาดกตอนต้น พิมพ์พระราชทานเป็นของแจก และทรงพระราชนิพนธ์เล่าเรื่องประวัติของคัมภีร์ชาดก กับทั้งทรงแนะนำไว้ในคำนำหน้าต้นว่า หนังสือแจกควรพิมพ์เรื่องต่างๆให้คนชอบอ่าน แต่นั้นเจ้าภาพงานศพก็มักมาขอเรื่องหนังสือ ซึ่งจะพิมพ์แจก ต่อกรรมการหอพระสมุดฯ กรรมการคิดเห็นว่า ถ้าช่วยอุดหนุนการพิมพ์หนังสือแจกจะเกิดประโยชน์หลายอย่าง เป็นต้นแต่สามารถจะรักษาเรื่องหนังสือเก่าไว้มิให้สูญ และให้มหาชนเจริญความรู้ยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงรับธุระหาหนังสือพิมพ์แจกทุกรายที่มาขอ และเลือกหนังสือซึ่งเป็นหนังสือน่าอ่าน เอามาชำระสอบทานให้ถูกต้อง ทั้งแต่งอธิบายว่าด้วยหนังสือเรื่องนั้นไว้ในคำนำข้างต้น แล้วจึงให้ไปพิมพ์แจก จึงเกิด "หนังสือฉบับหอพระสมุด"ขึ้น ใครได้รับไปก็ชอบอ่านเพราะได้ความรู้ดีกว่าฉบับอื่น เจ้าของหนังสือฉบับเขียนเห็นว่าหอพระสมุดฯได้หนังสือไปทำให้เป็นประโยชน์ยิ่งกว่าอยู่กับตน ก็เต็มใจถวายหนังสือดังกล่าวมา การหาเรื่องหนังสือให้ผู้อื่นพิมพ์แจก จึงเลยเป็นธุระส่วนใหญ่อันหนึ่งของหอพระสมุดสำหรับพระนครสืบมา และเป็นเเหตุให้หนังสือไทยเรื่องต่างๆ พิมพ์ขึ้นปีละมากๆจนบัดนี้

การหาหนังสือฉบับเขียนซึ่งมีอยู่หลายแห่ง ไม่ยากเหมือนหนังสือซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในพื้นเมือง เพราะรู้ไม่ได้ว่าหนังสือจะมีอยู่ที่ไหนบ้าง พบเข้าก็มีแต่แห่งละเล็กแห่งละน้อย ทั้งเจ้าของก็มักเป็นชั้นที่ไม่รู้จักคุณค่าของหนังสือ ฉันจึงคิดวิธีอย่างหนึ่งด้วยขอแรงพวกพนักงานในหอพระสมุดฯ ให้ช่วยกันเที่ยวหาในเวลาว่างราชการ ไปพบหนังสือเรื่องดีมีที่ไหนก็ให้ขอซื้อเอามา หรือถ้าไม่แน่ใจก็ชวนให้เจ้าของเอามาให้ฉันดูก่อน บอกแต่ว่าถ้าเป็นหนังสือดี ฉันจะซื้อด้วยราคาตามสมควร หาโดยกระบวนนี้ บางทีได้หนังสือดีอย่างแปลกประหลาด จะเล่าเป็นตัวอย่าง

ดังครั้งหนึ่ง พระยาปริยัติธรรมธาดา(แพ ตาละลักษณ์) เมื่อยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ ไปเห็นยายแก่กำลังเอาสมุดดำรวมใส่กระชุที่บ้านแห่งหนึ่ง ถามว่าจะเอาไปไหน แกบอกว่าจะเอาไปเผาไฟทำสมุกสำรับลงรัก พระยาปริยัติฯขออ่านดูก่อน แกก็ส่งมาให้ทั้งกระชุ พบหนังสือพงศาวดารเมืองไทยแต่ครั้งสมเด็จพระนารายณ์เล่มหนึ่งอยู่ในพวกสมุดที่จะเผานั้น ออกปากว่าอยากได้ ยายแกก็ให้ไม่หวงแหน พระยาปริยัติธรรมธาดาเอาสมุดเล่มนั้นมาให้ฉันดู เมื่อพิจารณาดูเห็นเป็นหนังสือพงศาวดารความเก่าแต่งก่อนเพื่อน เรื่องและศักราชก็แม่นยำผิดกับฉบับอื่นทั้งหมด ฉันจึงให้เรียกว่า "พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษร" ให้เป็นเกียรติแก่พระยาปริยัติฯ และได้ใช้เป็นฉบับสืบสวนมาจนบัดนี้

แต่เจ้าของบางคนก็เห็นคุณค่าหนังสือของตนอย่างวิปริต ดังแห่งหนึ่งอวดว่ามีหนังสือเขียนตัวทองอยู่เรื่องหนึ่งตั้งราคาขายแพงมาก ผู้ไปพบจะขอดูก็ไม่ให้ดู ฉันให้กลับไปถามเพียงชื่อเรื่องหนังสือนั้น บอกว่า "เรื่องพระลอ" ซึ่งมีฉบับเขียนอยู่ในหอพระสมุดฯแล้วหลายเล่ม ทั้งเป็นเรื่องที่พิมพ์แล้วด้วย ก็เป็นเลิกกันเพียงนั้น

แต่เมื่อคนรู้กันแพร่หลายว่าหอพระสมุดฯ หาซื้อหนังสือฉบับเขียน ก็เริ่มมีคนเอาหนังสือมาขายที่หอพระสมุดฯ ชั้นแรกดูเหมือนจะเป็นแต่พวกราษฎร ต่อมาเจ้าของที่เป็นผู้ดีแต่งให้คนมาขายก็มี ที่สุดถึงมีพวก "นายหน้า เที่ยวหาหนังสือมาขายหอสมุดฯ เนืองนิตย์จนจำหน้าได้ พวกนายหน้านี้เป็นคนจำพวกเดียวกับที่หาหนังสือฉบับหลวง และของประหลาดไปขายฝรั่ง เขาว่าของที่ได้มามักทุจริต แต่จะไถ่ถามถึงกรรมสิทธิ์ของผู้มาขายหนังสือเสียก่อน ก็คงเกิดหวาดหวั่นไม่มีใครกล้าเอาหนังสือมาขายหอพระสมุดฯ ฉันนึกขึ้นว่าหนังสือผิดกับทรัพย์สินอย่างอื่น ด้วยอาจจะคัดเอาสำเนาไว้ได้ โดยจะเป็นของโจรลักเอามา เมื่อเจ้าของมาพบ คืนต้นฉบับให้เขา ขอคัดสำเนาไว้ก็เป็นประโยชน์สมประสงค์ ไม่เสียเงินเปล่า ฉันจึงสั่งพนักงานรับหนังสือว่าถ้าใครเอาหนังสือมาขาย อย่าให้ไถ่ถามอย่างอื่นนอกจากราคาที่ขาย แล้วเขียนราคาลงในเศษกระดาษเหน็บกับหนังสือส่งมาให้ฉันดูที่เดียว ฉันเลือกซื้อด้วยเอาเรื่องหนังสือเป็นใหญ่ดังกล่าวมาแล้ว บางทีเป็นหนังสือเขียนงาม แต่ฉันไม่ซื้อหรือไม่ยอมให้ราคาเท่าที่จะขาย เพราะเป็นหนังสือเรื่องดื่นก็มี บางทีเป็นแต่สมุดเก่าๆ เขียนด้วยเส้นดินสอ ผู้ขายตีราคาเพียงเล่มละบาทหนึ่งสองบาท แต่เป็นเรื่องที่ไม่เคยพบหรือหายาก ยังไม่มีในหอพระสมุดฯ ฉันเห็นว่าเจ้าของตีราคาต่ำเพราะไม่รู้จักคุณค่าของหนังสือ จะซื้อตามราคาที่บอกขาย ดูเป็นเอาเปรียบคนรู้น้อยหาควรไม่ ฉันจึงเพิ่มราคาให้เป็นเล่มละ ๔ บาท หรือ ๕ บาทบ้าง ให้บอกเจ้าของว่าราคาที่ตั้งมายังไม่ถึงค่าของหนังสือ พวกคนขายหนังสือได้เงินเพิ่มเนืองๆ ก็เชื่อถือความยุติธรรมของหอพระสมุดฯ จนไม่มีใครตั้งราคขายบอกแต่ว่า "แล้วแต่จะประทาน" การวื้อหนังสือในพื้นเมืองก็สะดวก จึงซื้อมาได้ด้วยอย่างนั้นเป็นนิตย์



(๘)

แต่ความที่กล่าวไว้ข้างต้นนิทานนี้ ที่นายกุหลาบได้สำเนาหนังสือหอหลวงไปจากวังกรมหลวงบดินทร์ฯก็ดี ที่ว่าคนในวังกรมหลวงบดินทร์ยักยอกหนังสือหอหลวงไว้ และต่อมาเอาออกขายแก่ฝรั่งและผู้เล่นสะสมของเก่าก็ดี ไม่มีใครรู้มากว่า ๒๐ ปี เค้าเงื่อนเพิ่งมาปรากฏขึ้นเมื่อฉันซื้อหนังสือเข้าหอพระสมุดฯดังพรรณนามา

ด้วยวันหนึ่งเอาหนังสือพระราชพงศาวดารเป็นฉบับเขียนเส้นดินสอมาขาย ๒ เล่มสมุดไทย ฉันเห็นลายพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเส้นดินสอเหลือง ทรงเขียนแก้ไขเพิ่มเติมเป็นแห่งๆไปตลอดทั้งเล่ม ฉันตีราคาให้เล่มละ ๑๐ บาท แต่ไม่บอกว่ามีพระราชหัตถเลขาอยู่ในนั้น ผู้ขายก็พิศวง บอกพนักงานรับหนังสือว่า หนังสือเรื่องนั้นยังมีจะเอามาขายอีก แล้วเอามาขายทีละ ๓ เล่ม ๔ เล่ม ฉันก็ให้ราคาเล่มละ ๑๐ บาทเสมอทุกครั้ง ได้หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขามาถึง ๒๒ เล่ม จนผู้ขายบอกว่าหมดฉบับแต่เพียงเท่านั้น

ฝ่ายตัวฉัน ตั้งแต่ได้หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขามา ๒ เล่มก็เกิดพิศวง ด้วยเห็นชัดว่าหนังสือฉบับนั้น เป็นของหลวงอันอาลักษณ์รักษาไว้ในหอหลวง เหตุไฉนจึงตกมาเป็นของคนชั้นราษฎรเอาออกเที่ยวขายได้ตามใจ ฉันจึงเรียกหัวหน้าพนักงานรับหนังสือมากระซิบสั่งให้สืบด ว่าผู้ที่เอามาขายทำการงานอย่างไรและมีสำนักหลักแหล่งอยู่ที่ไหน เขาสืบได้ความจากผู้รู้จักว่า คน ๒ คนที่เอาหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขามาขายนั้น เดิมเป็นมหาดเล็กอยู่ในวังกรมหลวงบดินทร์ฯ แต่เมื่อกรมหลวงบดินทร์ฯสิ้นพระชนม์แล้ว เที่ยวร่อนเร่อยู่จะสำนักที่ไหนหาทราบไม่

พอฉันได้ยินว่าคนที่เอาหนังสือมาขายเคยเป็นมหาดเล็กอยู่ที่วังกรมหลวงบดินทร์ฯ ก็รู้สึกเหมือนอย่างว่าใครเปิดแสงไฟ ให้แลเห็นเรื่องหนังสือหอหลวงทันที ยิ่งคิดไปถึงกรณีต่างๆที่ได้รู้เห็นมาแต่ก่อนก็ยิ่งตระหนักแน่ชัด ด้วยเป็นเรื่องติดต่อสอดคล้องกันมาตั้งแต่กรมหลวงบดินทร์ฯเอาหนังสือหอหลวงไปรักษาที่วัง แล้วเอาออกอวดให้คนดูเมื่องาน ๑๐๐ ปี นายกุหลาบได้เห็นจึงพยายามขอยืมจากกรมหลวงบดินทร์ฯ ไปลอบจ้างทหารมหาดเล็กให้คัดสำเนา เอาไปดัดแปลงสำนวนออกพิมพ์ ครั้นถึงเวลาเมื่อขนหนังสือหอหลวงกลับคืนเข้าไปในวังตามเดิม มีคนที่วังกรมหลวงบดินทร์ฯยักยอกหนังสือหอหลวงไว้ แล้ผ่อนขายไปแก่พวกฝรั่งและผู้สะสมของเก่า จึงปรากฏว่ามีหนังสือฉบับหลวงออกเที่ยวขาย จนถึงที่สุดถึงเอาขายแก่ตัวฉัน จึงรู้ว่าล้วนแต่ออกมาจากวังกรมหลวงบดินทร์ฯทั้งนั้น

แต่ผู้ขายไม่รู้ว่าฉันให้สืบ เมื่อขายหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาได้หมดแล้ว ยังเอาหนังสือกฏหมายฉบับหลวงครั้งรัชกาลที่ ๑ ซึ่งประทับตรา ๓ ดวงมาขายที่หอพระสมุดอีก ๒ เล่ม ฉันตีราคาให้เล่มละ ๒๐ บาท

เลยได้ความรู้อยู่ข้างขบขัน ด้วยผู้ขายใจดีออกปากแก่พนักงานผู้รับหนังสือ ว่าเสียดายไม่รู้ว่าหอพระสมุดฯจะให้ราคาถึงเท่านั้น เคยเอาไปบอกขายนายกุหลาบเล่มหนึ่ง นายกุหลาบว่าจะให้ ๒๐ บาท ครั้นเอาหนังสือไปให้ได้เงินแต่ ๒ บาท นอกนั้นทวงเท่าใดก็ไม่ได้ ที่ว่านี้คือกฏหมายเล่มที่นายกุหลาบเอาไปแก้ศักราชนั้นเอง ก็ได้ไปจากวังกรมหลวงบดินทร์ฯเหมือนกัน

เมื่อขายกฏหมายแล้วผู้ขายบอกว่าหนังสือซึ่งมีขายหมดเพียงเท่านั้น ก็เห็นจะเป็นความจริง เพราะคนขายได้เงินมากและหอพระสมุดฯก็มิทำให้หวาดหวั่นอย่างใด ถ้ายังมีหนังสือคงเอามาขายอีก จึงเห็นจะอ้างได้ว่าเก็บหนังสือหอหลวงซึ่งยังตกค้างอยู่ในแหล่งกรมหลวงบดินทร์ฯกลับมาได้สิ้นเชิง

เมื่อฉันซื้อหนังสือเข้าหอพระสมุดสำหรับพระนคร แต่ตัวฉันยังมีกิจเกี่ยวข้องกับหนังสือหอหลวงซึ่งพลัดพรายไปอยู่ที่อื่นต่อมาอีก ด้วยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ฉันไปยุโรปครั้งหนึ่ง เมื่อไปถึงกรุงลอนดอน ฉันนึกขึ้นได้ว่าเป็นโอกาสที่จะตรวจดูให้รู้ว่าอังกฤษได้หนังสือไปจากเมืองไทยสักเท่าใด ฉันจึงให้ไปบอกที่หอสมุดของรัฐบาล(British Museum Library) ว่าฉันอยากจะเห็นหนังสือไทยฉบับเขียนที่มีอยู่ในหอสมุดนั้น ถ้าหากเขายังไม่ได้ทำบัญชีจะให้ฉันช่วยบอกเรื่องให้ลงบัญชีด้วยก็ได้ ฉันหมายว่าถ้าพบเรื่องที่ไม่มีฉบับอยู่ในเมืองไทยก็จะขอคัดสำเนาด้วยรูปฉายเอากลับมา ฝ่ายอังกฤษเขาเคยได้ยินชื่อว่าฉันเป็นนายกหอสมุด ก็ยินดีที่ฉันจะไปบอกให้อย่างนั้น

ครั้นถึงวันนัด เขาขนสมุดไทยบรรดามีมารวมไว้ในห้องหนึ่งและให้พนักงานทำบัญชีมาคอยรับฉันไปนั่งตรวจ และบอกเรื่องแปลภาษาอังกฤษให้เขาลงบัญชีทุกเล่ม ต้องไปนั่งอยู่ ๒ วันจึงตรวจหมด ด้วยในหอสมุดนั้นมีหนังสือไทยมากกว่าที่อื่น แต่ล้วนเห็นเป็นเรื่องที่มีในหอพระสมุดฯทั้งนั้นก็ไม่ต้องขอคัดสำเนามา

เมื่อฉันไปถึงกรุงเบอร์ลิน ให้ไปบอกอย่างเช่นที่กรุงลอนดอน รัฐบาลเยอรมันก็ให้ฉันตรวจหนังสือด้วยความยินดีอย่างเดียวกัน หนังสือไทยในหอสมุดกรุงเบอร์ลินมีน้อยกว่าหอสมุดกรุงลอนดอน แต่เป็นหนังสือฉบับหลวงซึ่งได้ไปจากหอหลวงในกรุงเทพฯโดยมาก เขาเชิดชูหนังสือไตรภูมิฉบับหลวงครั้งกรุงธนบุรีซึ่งซื้อราคาถึง ๑๐๐๐ บาทนั้นเหมือนอย่างว่าเป็นนายโรง

แต่ประหลาดที่หนังสือไตรภูมิฉบับนั้นมี ๒ ฉบับสร้างก็ครั้งกรุงธนบุรีด้วยกันและเหมือนกันทั้งตัวอักษรและรูปภาพ ขนาดก็เท่ากัน ฉบับหนึ่งคุณท้าววรจัทร์(เจ้าจอมมารดาวาดในรัชกาลที่ ๔)ได้มาจากไหนไม่ทราบ แต่ทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อจะตั้งหอพุทธศาสนสังคหะ แล้วโอนมาเป็นของหอพระสมุดสำหรับพระนคร จึงใส่ตู้ไว้ให้คนชมอยู่ในหอสมุดวชิรญาณ เพราะฉะนั้นเยอรมันเอาไปเสียฉบับหนึ่งก็หาสูญสิ้นจากเมืองไทยไม่ แม้เรื่องอื่นๆที่เยอรมันได้ไป เรื่องก็ยังมีอยู่ในเมืองไทยจึงไม่ต้องขอคัดสำเนามา

นึกเสียดายที่ไม่ได้ตรวจในหอสมุดฝรั่งเศสในครั้งนั้นด้วย เพราะเมื่อไปถึงกรุงปารีส ฉันยังไม่ได้คิดถึงเรื่องตรวจหนังสือไทย จึงผ่านไปเสียแต่แรกแล้วก็ไม่มีโอกาสอีก



(๙)

เมื่อฉันออกจากตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา พ้นจากราชการทั้งปวงแล้ว ออกไปสำราญอิริยบทตามประสาคนแก่ชราอยู่เมืองปีนัง เพราะว่าทางกรุงเทพฯเปลี่ยนแปลงระเบียบการราชบัณฑฺตยสภาหลายอย่าง เป็นต้นว่าตั้ง "ราชบัณฑิตยสภา" เป็นคณะผู้รู้ แยกออกจากกรมการต่างๆซึ่งเคยอยู่ในราชบัณฑิตยสภามาแต่ก่อน ส่วนกรมการต่างๆนั้น แผนกหอพระสมุดสำหรับพระนครคงเป็นแผนกอยู่อย่างเดิมเรียกว่า "หอพระสมุดแห่งชาติ" แผนกพิพิธภัณฑ์สถานคงอยู่อย่างเดิมเรียกว่า "พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ" แผนกศิลปากรคงอยู่อย่างเดิมเอากรมมหรสพเพิ่มเข้าไปอีกแผนกหนึ่ง เรียกทั้ง ๔ แผนกรวมกันว่า "กรมศิลปากร" มีอธิบดีเป็นผู้บังคับการทั่งไป

จะว่าแต่เฉพาะที่เนื่องด้วยหนังสือหอหลวง ทราบว่าหอสมุดแห่งชาติซื้อหนังสือมรดกหม่อมเจ้าปิยนาถภักดี ได้หนังสือหอหลวงซึ่งไปตกอยู่ที่หม่อมเจ้าปิยนาถภักดีมาเข้าหอสมุดแห่งชาติหมด และรัฐบาลได้โอนหนังสือหอหลวงบรรดาที่อยู่ในกรมราชเลขาธิการ(คือ ที่กรมอาลักษณ์รักษาแต่เดิม)ส่งไปไว้ในหอสมุดแห่งชาติทั้งหมด เป็นสมุดฉบับเขียนหลายพันเล่ม เดี๋ยวนี้อาจจะอ้างได้ว่าหนังสือหอลวงซึ่งกระจัดพลัดพรายแยกย้ายกันอยู่ตามที่ต่างๆมากว่า ๕๐ ปี กลับคืนมาอยู่ในที่อันเดียวกันแล้ว ถึงต้นฉบับจะสูญไปเสียบ้าง เช่น ถูกฝรั่งซื้อเอาไปไว้เสียต่างประเทศ ฉันได้ไปตรวจก็ปรากฏว่า เรื่องของหนังสือเป็นตัววิทยสมบัติของบ้านเมืองมิได้สูญไดด้วย ที่จะหายสูญทั้งต้นฉบับและตัวเรื่องเห็นจะน้อย เพราะฉะนั้น ถึงตัวฉันจะพ้นกิจธุระมาอยู่ภายนอกแล้วก็มีความยินดีด้วยเป็นอันมาก



นิทานโบราณคดี นิทานที่ ๙ เรื่องหนังสือหอหลวง
พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ



จากคลังกระทู้เก่า ที่นั้น มีความคิดเห็นเพื่อนๆ ที่เป็นประโยชน์มากครับ


....................................................................................................................................................


Create Date : 15 มีนาคม 2550
Last Update : 15 มีนาคม 2550 15:27:42 น. 0 comments
Counter : 1966 Pageviews.  
 

กัมม์
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 40 คน [?]




วิชา ความรู้จะมีค่าเมื่อถูกถ่ายทอด
[Add กัมม์'s blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com