www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Eagle Eye , ตื่นเต้น เร้าใจ ไม่ใหม่ ไม่โดน จบแล้ว จบกัน



ถึงเพื่อนผู้อ่าน blogทุกท่าน ตุลาคมนี้ ในงานมหกรรมหนังสือฯ

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ขอฝาก ผลงานเล่มที่สามที่จะเปิดตัว วางแผงด้วยค้าบ

ถัดจาก หนังสือรัก และ องศาที่361 มาเป็น การผสมผสานระหว่าง แรงบันดาลใจ + ชีวิต + ภาพยนตร์ นำมาสู่หนังสือเล่มล่าสุด ที่ผมตั้งชื่อว่า

เมื่อฉันลืมตา แล้วโลกเปลี่ยนไป

ได้ปกเมื่อไหร่ จะนำมาเสนออีกครั้งครับ







... ถึงจะมาพร้อมทีมงานแน่นปึ้ก อำนวยการสร้างโดย สตีเว่น สปีลเบิร์ก มี นักแสดงนำชายดาวรุ่งพุ่งแรง น้องไชยา และ ทุ่มทุนสร้างมหาศาลเป็นหนังฟอร์มโต แต่ชื่อ D.J. Caruso ก็ยังไม่ใช่ชื่อผู้กำกับที่ ไว้วางใจ ได้ซะทีเดียว

จริงอยู่ที่งานชิ้นล่าสุด Disturbia ที่ผู้กำกับเคยร่วมงานกับน้องไชยามาก่อน ได้รับการยกย่องมาก ประมาณว่า เป็น หนังฮิตช์ค็อคในยุคสมัย MTV แต่ส่วนตัวแล้วดูเรื่องนี้ก็ไม่ได้ชอบมากมาย ยังรู้สึกว่าหนัง overrated นิดๆด้วยซ้ำ

สไตล์การทำหนังแนวระทึกขวัญของเขาหวังผลได้ในแง่ความตื่นเต้นลุ้นระทึก แต่เมื่อถึงช่วงคลี่คลายตอนท้าย ยังออกจะง่ายๆ และ ค่อนข้างขาดชั้นเชิง เหมือนกับตอนที่ทำ Taking Lives ซึ่งก็เข้าข่าย ดูสนุกดี แต่ไม่ได้ดีมากมาย แค่มีไอเดียแหวกสูตรสำเร็จเล็กๆน้อยๆ





... จากตัวอย่างหนัง Eagle eye ที่ให้น้องไชยา Shia LaBeouf มาประกบกับ Michelle Monaghan นางเอกรุ่นพี่ ทั้งคู่ถูกเสียงลึกลับสั่งการให้ทำตามคำสั่ง เสียงลึกลับนั้นยังควบคุมการสื่อสารทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็น มือถือ หรือ โทรทัศน์ ไม่ว่าทั้งคู่จะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร ไม่หลุดรอดสายตาราวสับปะรดของวายร้ายตัวนี้ ก่อนจะนำทั้งคู่ไปสู่พัวพันกับเหล่าบุคคลในทำเนียบขาว

แค่ตัวอย่างที่อึกทึกครึกโครมก็สร้างความคาดหวังในระดับสูง และ ทำให้ผมคิดถึงหนังในแนวทาง Political thriller ที่เล่นกับความไฮเทคอย่าง enemy of the state

แต่ ตัวหนังจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น


... ส่วนดีที่ผมชอบคือ บทหนังค่อนข้างใส่ใจใน ความลึกของตัวละครอยู่บ้าง มากกว่าจะประเคนฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อมกันอย่างเดียว

เราจะมี ตัวเอกที่ถูกไล่ล่าสองคนเป็นคนที่มีปมอยู่ในใจ



เจอรี่ เด็กหนุ่มปากดีที่หาเลี้ยงชีพไปวันๆกับงานรับจ้าง เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ เป็น ลูกที่พ่อไม่รัก เป็นสมาชิกที่รู้สึกเหมือนคนแปลกหน้าในบ้าน เพราะ เขามีพี่ชายฝาแฝดที่ดีกว่าทุกอย่าง เป็นลูกที่ทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ เจอรี่จึงหนีออกไปใช้ชีวิตลำพัง นานๆทีจะติดต่อกลับบ้านสักครั้ง

เรเชล แม่ที่ทุ่มเททุกอย่างให้ลูกชายในฐานะ single mom ต้องทำงานหัวปักหัวปำหาเงินมาเลี้ยงลูกเพราะคนเป็นพ่อที่แยกทางกันไปก็เหลวแหลกพึ่งพาไม่ได้ และ เพราะความทุ่มเทนี้เอง ทำให้ บางครั้งเธอไม่อาจทำหน้าที่แม่ที่จะยืนเคียงข้างในวันสำคัญของลูกได้

ฉากหนึ่งในหนัง เราจึงเห็น เจอรี่ มีความรู้สึกมากเป็นพิเศษ เมื่อเรเชลพูดกระทบ แฝดพี่ที่เสียชีวิตไป ซึ่ง คนที่มีชีวิตอยู่ต่ออย่าง เจอรี่ ก็ทั้งรู้สึกผิดที่ตัวเองเคยทั้งรักและน่าจะมีความรู้สึกอิจฉาลึกๆ บวกกับระยะหลังก็ออกห่างจากพี่ไป บวกผสมกับ เมื่อรู้ว่า เรเชล ไม่ยอมไปงานโชว์ดนตรีของลูกชาย เพราะ เขาเองในฐานะที่พ่อแม่ไม่เคยให้ความสำคัญ ย่อมจะกระทบใจในเหตุการณ์ทำนองนี้มิใช่น้อย

บทหนังที่มี การใส่ความผิดพลาด ของ ประเทศมหาอำนาจ ที่สะท้อน ความหวาดกลัว ของตัวเอง จนประพฤติไม่ต่างจาก ผู้ก่อการร้าย เสียเอง ก็มีมุมมองที่น่าสนใจ เสียดายที่ พล็อตส่วนนี้ ถูกคลี่คลายในตอนจบแบบปลอบประโลมใจ โปรชาติตัวเองในแง่ดีเกินไปนิด




... เนื้อเรื่องสำคัญๆตอนต้น ไม่ต่างจากหนังตัวอย่าง คือให้ทั้งคู่ ได้รับคำสั่งจาก เสียงลึกลับ ให้ทำตามที่สั่ง เช่น ไปปล้นกระเป๋าลึกลับ , ไปส่งของปริศนา ฯลฯ มิเช่นนั้น เจอรี่จะต้องกลายเป็นผู้ก่อการร้ายถูกขังลืม และ เรเชลจะสูญเสียลูกที่กำลังเดินทางไปพร้อมเพื่อนๆ ทั้งคู่ไม่มีโอกาสหลีกหนีเพราะทุกๆการสื่อสารถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ

การดำเนินเรื่องช่วงต้นๆ จึงเหมือนหนังไทยเรื่อง 13 ภาคบังคับ นั่นคือ ทั้งคู่ต้องเดินเกมตามเสียงที่โทรมา ชะตาพวกเขายังแย่กว่าใน 13 เพราะ เรื่องนั้นตัวละครมีสิทธิเลือก แต่ เรื่องนี้ ทัง้คู่แทบไม่มีสิทธิขัดขืนใดๆแม้กระทั่งอารยะขัดขืน เพราะถูกจับตามองตลอดเวลา

จุดหักเหสำคัญ ที่หย่อนความลุ้นสนุกของผม มาจาก เมื่อความเป็นจริงบางอย่างได้รับการเฉลยออกมา แต่ ตัวหนังก็ยังมีศักยภาพมากพอที่จะดึงคนดูไปข้างหน้า ด้วยการกำกับของ D.J. Caruso




... D.J. Caruso ทำหนังออกมาสนุกดีทีเดียว โดยเฉพาะฉากประเภทวินาศสันตะโร อย่าง ฉากไล่ล่าบนท้องถนน ที่ทำได้ตื่นเต้นอึกทึกครึกโครมน้องๆ ไมเคิล เบย์ ซึ่งก็เป็นจุดเด่นที่พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆของเขา ในแง่ของการสร้างความสนุกตื่นเต้นให้กับคนดู จนรู้สึกเหนื่อยตามตัวละคร

ยิ่งได้องค์ประกอบอื่นๆที่อยู่ในระดับเกรดเอ ไม่ว่าจะเป็น งานด้านเทคนิคหรือตัดต่อ ยิ่งทำให้หนังดูตื่นตาตื่นใจ เร้าใจไปแบบไม่ให้คนดูพัก

แต่ จุดด้อยของ D.J. Caruso ก็ยังคงเดิม คือ จะกี่เรื่องผ่านไป ที่เขาพัฒนามากขึ้นคือ การคุมจังหวะหนังแอคชั่นทริลเลอร์ให้คนดูลุ้นระทึก แต่ เขายังขาดบันไดอีกขั้นที่จะก้าวไปเป็นผู้กำกับระดับ 'ห้ามพลาด' หรือ 'หนังสร้างปรากฎการณ์'

นั่นคือ ชั้นเชิง หรือ กึ๋น ในการคลี่คลายเรื่องราว และ การที่เร่งหนังระทึกมาตลอดแต่พอจังหวะสุดท้ายหรือไคลแมกซ์ของหนัง ที่ มักจะแผ่วปลายและจบง่ายเสมอ

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ ผกก.หนังแอคชั่นไม่เน้นเนื้อเรื่องตัวพ่อ อย่าง ไมเคิล เบย์

ถ้าเราดูหนังของ ไมเคิล เบย์ จริงอยู่ หนังก็ไม่ได้มี ความซับซ้อนมากมายอะไร หนังดูเว่อร์ๆ แต่ จักรวาลความเว่อร์ของเบย์ เราไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจ เราเชื่อตามเต็มๆ เป็นหนังที่ดูจบแล้ว เราอยากดูอีกรอบ เป็น ความสนุกที่ทำให้เราอยากดูซ้ำๆ แต่ หนังของ D.J. Caruso จบแล้วไม่ได้อยากดูอีกทีแบบนั้น


... จะโทษ D.J. Caruso อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะในเมื่อ ผู้สร้างคิดจะหยิบ พล็อตซ้ำซากแบบ Eagle Eye มาสร้างหนัง คนเขียนบทต้องเจ๋งพอ ที่จะหา จุดเด่นที่แตกต่าง หรือ จุดโดน ให้คนดูในยุคพ.ศ.นี้ ที่เราเคยเห็น พล็อตแบบนี้ซ้ำซากมาไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้ว ซึ่ง Eagle Eye ยังฉีกตัวเองออกมาไม่สำเร็จ



Spoilers Alert: ตัวอักษร สีเหลือง เนื้อหาถัดจากนี้ เผยจุดสำคัญที่มีผลต่อการ รู้ก่อนดู




พล็อตประเภท เครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์ กลับมาปฏิวัติผู้คนเพราะมีสมองมีหัวจิตหัวใจ แบบนี้เรามีทั้ง I Robot หรือ Stealth หรือกระทั่งย้อนไปหนังคลาสสิคเราก็มี 2001: A Space Odyssey

พล็อตแบบนี้เป็นโจทย์ที่ยาก เพราะ ยากที่จะทำให้คนดู เชื่อ ตาม และ ส่วนตัวเอง ผมเองก็ไม่ชอบเท่าไหร่ เวลาที่รู้สึกว่า วายร้ายอย่างในหนังเก่งเว่อร์มากเกินไป ชนิด ฝั่งตรงข้ามอย่างฝั่งพระเอกไม่มีอะไรจะสู้ได้ให้พอสี





... ที่แปลกใจอีกอย่างคือ การเลือก น้องไชยา มาประกบคู่กับ คุณพี่มิเชล คือ นอกจากรู้สึกว่าเคมีจะไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ ด้วยอายุจริงที่อายุห่างกันถึงสิบปี ทำให้คนเขียนบทดูตัดสินใจไม่ถูกระหว่างดำเนินเรื่อง ว่าจะให้ทั้งคู่ดำเนินความสัมพันธ์ไปในทางใด จะให้ออกมาในแนวรักใคร่ หรือ ให้แค่เป็นเพื่อนกัน ก็ไม่ครึ่งๆกลางๆ ทำให้ ไม่น่าแปลกใจที่ผลลัพธ์ของฉากจูบจึงออกมาแบบเก้ๆกังๆ

น้องไชยา เล่นได้ดี มีโอกาสโชว์ความหลากหลายทางอารมณ์มากกว่าเรื่องก่อนๆ เขามีเสน่ห์ในแบบที่จะรับประกันได้ว่า ขายได้ ขายดี อีกนาน แต่ น้องไชยา ดูจะมีขัอจำกัดทางการแสดงคล้ายๆกับ ทอม ครู้ซ คือ จะเปลี่ยนเรื่องไปกี่เรื่อง ไม่สามารถสลัด ความเป็นตัวเอง สวมชีวิตเป็นตัวละครใหม่ได้เต็มร้อย เรายังเห็น ความเป็น น้องไชยา แทบทุกเรื่อง



ในขณะที่ พี่มิเชล ที่มาแบบ สวยหน้าตื่น ตลอดทั้งเรื่อง เริ่มมาแรงในช่วงหลังๆ ซึ่งเธอก็มีศักยภาพเพียงพอทีเดียวในการนำหนังไปข้างหน้าด้วยตัวเอง ยังมีอีกคนที่ช่วยสร้างสีสันได้ดีคือ บิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตัน ซึ่งผมชอบลีลากวนโอ๊ยในบทครูตัวดีที่หวังแอ้มแม่ของลูกศิษย์ใน Mr. Woodcock หนังเรื่องก่อนของเขาเหลือเกิน



สรุป ... ดูสนุก แต่ ไม่ถึงกับ ประทับใจ โอ้วว้าวว เป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่ไม่ดูถูกคนดู ไม่ง่ายจนน่าเบื่อ เพียงแค่ เลือก พล็อตที่มีจุดเสี่ยงต่อความไม่น่าเชื่อถือและเสี่ยงต่อความรู้สึกซ้ำซากของคนดู จึงทำให้ หลายๆคนอาจรู้สึกว่า ไม่มีอะไรใหม่ๆ นอกจากประมาณ ดูเอามันส์ อย่างเดียว


ป.ล. เชียร์ให้ไปดู The Fall ครับ ผกก.คนเดียวกับ The Cell แต่เรื่องนี้ ดูรู้เรื่องมากกว่า ดูสนุกมากกว่า ผ่อนคลายมากกว่า และ ทำให้ยิ้มสลับซาบซึ้งสลับทึ่งกับงานด้านภาพที่วิลิศมาหรา เช่นเคย – ชอบมากครับ –

ส่วน My best friend’s girl ตอนแรกกะไปดูแค่เอาคลายเครียดอย่างเดียว แต่ ปรากฎว่า หนังดีกว่าที่คิด คือหนังไม่ได้ดีแบบมากมาย แต่ มีดีกว่า หนังตลกโฉ่งฉ่างเกี่ยวกับ sex หลายๆเรื่องที่เข้าฉายปีนี้ อีกทั้งมี ข้อคิดสอนใจในเรื่อง ความสัมพันธ์ ที่ดีใช้ได้ทีเดียว ไม่เหมาะสำหรับคนรังเกียจมุกตลกใต้สะดือ – ชอบครับ-

จะเขียนถึงทั้งคู่ครับ เช่นเดียวกับ Vicky Christina Barcelona ที่ก็ชอบมากๆอีกเหมือนกัน

(อาทิตย์นี้มีหนังชอบมาก ¾ เรื่องเลย ดีจัง)




สามารถติดตามบทสรุป การให้คะแนน และบทวิจารณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่มเติม หรือบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ พร้อมความเห็นของเพื่อนร่วมบล็อคที่รักการดูหนัง ได้ที่ //vreview.yarisme.com พร้อมลุ้นรับบัตร Major M Cash มูลค่า 500 บาท จำนวน 8 ใบ ทุกเดือน









ขอฝาก พ็อกเก็ตบุ้คสองเล่มที่ไม่ใช่ หนังสือวิจารณ์หนังเพราะ "หนังสือรัก" เป็นการหยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม ส่วน องศาที่ 361 หนังสือเล่มล่าสุดที่จะช่วยให้คุณค้นหามุมเล็กๆในตัวเองที่จะมีความสุขในชีวิตได้มากขึ้น โดยไม่ต้องมองหาจากผู้อื่น


เพื่อนๆที่หาซื้อตามร้านไม่ได้ "หนังสือรัก"เข้าไปสั่งได้จากเว็บของสนพ.เลยจ้าที่ //www.bynatureonline.com/store/bookstore.php ส่วน องศาที่ 361 สั่งได้จากเว็บของซีเอ็ดครับผม




ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

ชวนคลิก ชวนคุยกับเจ้าของ Blog ที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง





ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 28 กันยายน 2551
Last Update : 28 กันยายน 2551 11:12:44 น. 12 comments
Counter : 5454 Pageviews.

 
ท่าทางเรื่องนี้ขอบายอย่างจริงจังครับ เพราะ

1. ไม่มีแม่แต่เวลาจะไปดู (เบื่อคำว่าไม่มีเวลานี้ชะมัดเลย)

2. ถ้ามีโอกาสแว้บ ไปดูจะเลือกดู The Fall ครับ

ส่วนหนังสือเล่มใหม่ จะมาติดตามข่าวเรื่อยๆ ครับ


โดย: เข็มขัดสั้น วันที่: 28 กันยายน 2551 เวลา:0:45:45 น.  

 
เพิ่งฟังเพลงมาจากบลอกคุณเข็มขัดสั้น
จะนอนแล้ว อ้าว คุณ จขบ อัพอีกบลอกเหรอ
ดีจัง กำลังว่าง พรุ่งนี้จะไปหาหนังดู น่าดูตั้ง 3 เรื่องแน่ะ
ขอบคุณและหลับฝันดีจ้า ^______^


โดย: bua ja ^______^ IP: 202.47.238.211 วันที่: 28 กันยายน 2551 เวลา:1:51:54 น.  

 
Eagle Eye ...คิดอย่างที่พี่คิดเลยครับ ซึ่งต้องยอมรับในแง่ความสนุกว่าหนังให้เราได้เต็มที่แต่ต้นยัน..เกือบจบ ...มาพลาดท่า จากที่ขึ้นถึงสุด แล้วก็ลงไปสุด ด้วยฉากจบที่ฮอลลีวู้ดจ๋าซะงั้น ..อารมณ์เดียวกับตอนดู Vantage Point (เล่นง่ายๆกันงี้เลย) เพียงแต่ไม่หนักหนาเท่าความจ๋าปรี๊ดดดของเรื่องนั้น

ถ้าหนังเลือกให้เกิดการสูญเสีย มันน่าจะทำให้สิ่งที่หนังต้องการบอกรุนแรงได้อยู่แล้วแน่ แต่ ผกก. ดี.เจ. เสียงใสๆ ก็ส่งคนดูออกจากโรงด้วยความปรารถนาดีได้เพียงแค่นั้นเอง เหรอ???

แต่ผมรู้สึกและเห็นไม่ตรงกับพี่อยู่กรณีหนึ่งนะ ..เรื่องของ การหักเหพลิกผัน ผมมองว่า เป็นอย่างนี้แหละดีแล้ว เรื่องของความล้ำยุคในความเป็นจริงมันก็ดูจะน่ากลัวอย่างงี้ เพียงแต่มันไม่ใช่หนังก็เท่านั้น

ถึงจะยอมรับว่ามันสนุก เสมือนดูหนังซัมเมอร์ฟอร์มบิ๊กๆที่คุณภาพความมันส์เปี่ยมล้น อีกเรื่อง ..แต่ก็ได้เพียงแค่ความบันเทิง ที่ดูจบรอบเดียวก็พอเพียงแล้ว

The Fall ...เลิศหะรูหะราจริงๆ กับงานของพี่ทาร์เซม แล้วส่วนของการเดินเรื่องก็น่ารัก น่าติดตาม ให้อมยิ้มน้อยๆ

แต่เสียดายอยู่นิด ไปติดตรงที่หนังเนิบจนน่าเบื่อในช่วงแรกถึงกลางๆ และรายละเอียดในการเชื่อมฉากก็ดูขาดๆ จนไม่อาจประติดประต่อได้เนียนๆ.. จึงได้แค่รู้สึกว่าประทับใจ แต่ไม่มากเท่าที่คาดไว้น่ะครับ

และ Vicky Christina Barcelona (แค่พิมพ์ชื่อ ก็เหนื่อยแล้ว 55+) ..ชอบมากๆๆๆ อย่างที่ผมว่าไปเมื่อเราเจอกันแหละคับ ..แบบว่าติดตรึงเหลือเกิน กับทุกฉาก ทุกตอน (โดยเฉพาะตอนที่ ยัยเมียเก่าขี้วีนออกฉาก.. สะใจจริงวุ้ย!) กลายเป็นหนังของลุงวูดดี้ อัลเลน ที่ชอบมากที่สุด แทนที่ Match Point ไปเรียบร้อย (ซึ่งพอดีได้ดูแค่ 2 เรื่องเท่านั้นเอง อิอิ)

รับรองถ้าฉายเมืองไทยเมื่อไหร่ จะทุ่มเป็นหน้าม้าให้สุดตัวเลยทีเดียว

ส่วน My Best Friend's Girl ..ก็ต้องบายแหละคับ ไม่ใช่ว่ารับความทะลึ่งตึงตังไม่ได้ (ตัวจริงรุนแรงกว่านี้อีก ..อ้าว ประจานตัวเองซะงั้น) แต่ผมก็ไม่ใช่แฟน เจ๊เคท มาแต่ไหนอยู่แล้ว และอีกอย่างพักนี้ รู้สึกจะมีหนังรอมคอม มากระแทกใจโดนๆของผมได้ยากมาก

อย่างล่าสุด ที่ชอบจริงๆ ก็คงเป็น Definitely, Maybe ..ถ้าพี่ผมฯยังไม่ได้ดู ก็ขอแนะนำว่าดีสมคำร่ำลือจริงๆครับ


โดย: OncE UPoN'-'a MaN วันที่: 28 กันยายน 2551 เวลา:2:03:54 น.  

 
เมื่อวานต้องตัดสินใจว่าจะไปดู Taken กับ Eagle Eye ซึ่งผมกับแฟนลงมติว่าไปดู Taken ดีกว่า...ซึ่งผลปรากฏว่าสนุกตื่นเต้นสุด ๆ ครับ โดนใจอย่างแรง ยิ่งมาได้อ่านวิจารณ์ของเรื่อง Eagle Eye แบบนี้แล้วก็ยิ่งรู้สึกดียิ่งขึ้นไปอีกที่ตัดสินใจถูกครับ

ใครยังไม่ได้ไปดู Taken ขอร้องให้ไปดูกันนะครับสนุกมาก


โดย: เอ IP: 203.156.64.27 วันที่: 28 กันยายน 2551 เวลา:7:35:50 น.  

 


ขอขอบคุณที่คุณหมอได้อนุญาติให้นำบทความบางส่วนไปเขียนลงในหนังสือธรรมะ เพื่อแจกเป็นธรรมทานด้วยค่ะ

สำหรับหนังเรื่อง Eagle Eye ได้มีโอกาสไปชมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาค่ะ แอบมีง่วงๆ ในช่วงแรกๆ เหมือนกันค่ะ แต่โดยรวมก็สนุกสนานดีทีเดียวค่ะ


โดย: taheart วันที่: 28 กันยายน 2551 เวลา:10:04:36 น.  

 
+ สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมอยู่ในช่วงหมกมุ่นกับเทศกาล BKK IFF อยู่ครับ (ก็ดันซื้อแพ็คเกจ 10 เรื่องไปนี่นา ) ก็เลยยังไม่มีเวลาดูหนังรอบปกติ คาดว่าคงได้เคลียร์ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งก็มีที่ดูแน่ๆ คือ The fall ส่วนระหว่าง Taken กับเรื่องนี้ เด๋วขอตัดสินใจอีกทีนึงครับผม


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 29 กันยายน 2551 เวลา:18:25:09 น.  

 
ชอบเหมือนกันครับ .... แต่ช่วงท้าย ๆ มาเริ่มเบื่อ ทั้ง ๆ ที่ตัวหนังปูพื้นมาดีอยู่แล้ว แต่ฉากแอ็คชั่นขับรถไล่ล่านิ มันส์สุด ๆ ถึงใจพระเดชพระคุณกันจริง ๆ ...


โดย: โจ IP: 58.64.56.89 วันที่: 2 ตุลาคม 2551 เวลา:10:10:33 น.  

 
เพิ่งได้ดูเมื่อวันเสาร์ครับ ก็สนุกดี โดยเฉพาะฉากไล่ล่าวินาศสันตะโร ก็ทำให้ตื่นเต้นจนเกร็งได้เยอะอยู่ ขนาดตอนเช้าไปเรียนโยคะ คลายเส้นมาเรียบร้อย พอมาดูเรื่องนี้ ทำเอาเส้นคอเกือบยึดอีกรอบ -_-"

ขอบคุณสำหรับบทวิเคราะห์ครับ

ปล. ว่าจะเขียนคำนิยมไปให้ ก็ยังไม่ได้เขียนซักที แฮ่ นี่หนังสือก็จวนจะออกอยู่แล้ว เอาเป็นคำอวยพรแทนแล้วกันนะครับ ขอให้หนังสือ "เมื่อฉันลืมตาฯ" มีโอกาสเข้าสู่สายตาของนักอ่านในวงกว้าง และมีส่วนช่วยให้หลายคน "ลืมตา" มองชีวิตได้ดีขึ้นกว่าเดิม นะครับ ขอบคุณครับ


โดย: absent-minded IP: 158.108.54.249 วันที่: 6 ตุลาคม 2551 เวลา:7:37:42 น.  

 
หวัดดีคะ กลับมาเขียนบล็อคแล้วนะคะ ^__^

Eagle Eye เพิ่งไปดูมาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีความคิดเห็นเช่น
เดียวกับคุณผมอยู่ข้างหลังคุณเลยว่า "ตื่นเต้น เร้าใจ ไม่ใหม่ ไม่โดน จบแล้ว จบกัน"
รู้สึกชอบฉากแอ๊คชั่นนะคะ ถึงจะมันส์และเร็วแบบดูไม่ค่อยทันเหมือน Transformer ก็ตาม

ขอแสดงความยินดีกับหนังสือเล่มใหม่ด้วยนะคะ ไว้งานแจกลายเซ็นเจอกันคะ


โดย: littlereddevil16 IP: 58.97.1.218 วันที่: 6 ตุลาคม 2551 เวลา:9:24:47 น.  

 
+ แหะๆ แอ๊คชั่นมันส์ แต่ 'ผู้บงการ' กับพล็อตช่วงไคลแม็กซ์ จนถึงจบนี่ ฮอลลีวูดจ๋ามั่กๆ จริงๆ ด้วยครับ


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 6 ตุลาคม 2551 เวลา:19:46:48 น.  

 
Disturbia = Next Gen Hitchcock?

ก็แหงล่ะ ก็ลอกเค้ามาเต็มๆ มันจะไม่ใช่ได้ยังไงเล้า....


โดย: Mancantfly IP: 24.86.27.81 วันที่: 8 ตุลาคม 2551 เวลา:3:24:33 น.  

 
เห็นด้วยครับว่า Eagle Eye เป็นหนังที่สนุก ตื่นเต้น เร้าใจ ฉับไว น้องๆซัมเมอร์ ทว่า ช่างน่าเสียดาย . . . . ที่หนังเรื่องนี้บังเอิ๊ญ บังเอิญไปเหมือนกับหนังเรื่องอื่นอีกมากมาย ทั้งประเด็น และไอเดียต่างๆในหนัง แม้กระทั่งบางฉาก . . . .
- บทหนัง : แทบจะไม่มีอะไรเลย ผมว่ามันกลวงโบ๋ยังไงชอบกล . . . . หันงดูสนุกตื่นเต้นได้เพราะฉากมันส์ๆ แต่หากตัดฉากแอ็กชั่นแมวไล่จับหนูเหล่านี้ออกไปละก็ เฮอะๆ. . . ผมมิทราบว่าชะตากรรมของหนังเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรกันหนอ
- ประเด็นที่หนังต้องการสื่อ : อย่างที่เจ้าของบล็อกได้กล่าวไปแล้วเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ฉลาดล้ำก้าวหน้าเหนือมนุษย์ ... เราแทบเดาได้เลยว่าตัวร้ายคือใคร เพราะเราเห็นประเด็นเหล่านี้มาหมดแล้วในหนังอย่าง I,robot หรือหนังที่(แอบ)มีประเด็นคล้ายๆกันอย่าง Terminator , The Matrix
- บางฉาก บางไอเดีย :ผมว่ามันแอบเหมือนนิดนึงนะ
1. ฉากเครื่องบินทิ้งระเบิดใส่ตัวเอก (ก่อนการไล่ล่าในอุโมงค์) = แอบเหมือน MI:3
2. ฉากระเบิดตูมตามในอุโมงค์ = แอบเหมือน Die Hard 4.0
3. และสุดท้าย ที่สงสัยหนังเรื่องนี้ดันโชคร้ายเพราะมีไอเดียเหมือนกันเปี๊ยบ (อย่างน่าสงสาร) กับหนังสายลับขายฮา Get Smart ตรงที่ทั้งสองเรื่อง แผนสังหารประธานาธิบดีต่างก็เลือกสังหารในช่วงที่ปธน.ไปดูคอนเสิรต์ และมีโน๊ตเพลงตัวหนึ่งเป็นตัวจุดระเบิด . . . .

เฮ้อ . . . . สนุก มันส์ ไม่มีอะไรใหม่
สรุปคือ ก็ชอบนะครับ อิอิ
skylarcciel_23@hotmail.com


โดย: ciel IP: 118.174.120.65 วันที่: 13 ตุลาคม 2551 เวลา:2:20:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
กันยายน 2551
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
28 กันยายน 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.