www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Public Enemies , ขวัญใจประชาชน – โจรปล้นธนาคาร – ไมเคิล มานน์ (เจ้าพ่อหนังอาชญากรรม)



... ไมเคิล มานน์ เป็น หนึ่งในกลุ่มผู้กำกับที่ผมเป็นแฟนคลับ ประมาณว่าเห็นแค่ชื่อ ก็ยินดีเสียเงินซื้อตั๋ว ไม่ว่าเสียงวิจารณ์ที่มีต่อหนังจะย่ำแย่อย่างไร

ดูหนัง ไมเคิล มานน์ มาเรื่อยๆ ทำให้ผมคิดว่าถ้าจะมีซักหนึ่งประโยคที่ขยายความเป็นหนังของเขา น่าจะเป็นม็อตโต้ประมาณว่า ‘คิดถึง(หนัง)อาชญากรรม คิดถึงไมเคิล มานน์’

เพราะดูรายชื่อหนังที่เขาทำตั้งแต่อยู่ในวงการทีวี ก็คลุกคลีกับแนวนี้ เช่น เป็นโปรดิวเซอร์สลับกำกับให้หนังอย่าง Thief , Drug wars , Crime story หรือ Miami Vice (ดูแต่ละชื่อ โหดๆห้าวๆทั้งน้าน)

พอเข้าวงการหนังโรง หนังส่วนใหญ่ของเขาก็เกี่ยวกับอาชญากรรมทั้งสิ้น เช่น Manhunter (หนังฮานนิบาล เล็คเตอร์ที่คนไม่ค่อยรู้จัก เพราะ ลุงแอนโทนี ฮอปกิ้นส์ ยังไม่มารับบท ฮานนิบาล) , Heat , Collateral , Miami vice ฯลฯ

ครั้นคิดจะลองออกนอกกรอบอาชญากรรมซักหน่อย เช่น หนังนักมวยอย่าง Ali ก็ถูกน็อกแบบไม่เป็นท่า เลยดูเหมือนว่า ถ้าจะให้รอดอย่างน้อย หนังของมานน์ต้องมีอะไรที่ออกจะฉ้อฉลหรือเป็นอาชญากรรมอ่อนๆก็ยังดี อย่าง The Insider (ชอบมาก ไม่น่าพลาดออสการ์เลย)

นอกจากความเชี่ยวชาญในวงการหนังอาชญากรรม มานน์ยังมีพรสวรรค์ในการดึงศักยภาพของนักแสดงฝ่ายชายในหนังของตัวเองออกมาได้อย่างเจ๋ง เช่น Collateral ทำให้ ทอม ครูซ มอบบทบาทการแสดงที่น่าจดจำ สลัดความเป็นครูซออกไปได้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง หรือ The Insider ที่ทำให้ ลุงอัล ปาชิโน่ ลดทอนการแสดงบ้าพลังปล่อยรังสีข่มนักแสดงข้างตัวให้อยู่ในระดับพอดี

ผมเลยชอบหนังของ มานน์ แทบทุกเรื่องที่ได้ดู ยกเว้น Miami Vice ทั้งๆที่เป็นหนังที่น่าจะเข้าทาง คือ กลับไปจับงานเก่าของตัวเอง สไตล์อาชญากรรม นักแสดงนำแมนสุดขีด ส่วนนางเอกก็ร้อนฉ่าระดับ กงลี่ ขวัญใจผมฯ

แต่หนังกลับไม่สนุก ดูเหมือนพยายามเข้ม แต่มันกลับไม่เข้ม บทหนังยังไม่ดีเท่าไหร่ และ การจับคู่ของ โคลิน – ฟ็อกซ์ ก็ไม่ค่อยเวิร์ค มีดีอย่างเดียวคือ ความร้อนฉ่าของกงลี่

พอรู้ว่า มานน์ จะกลับมาทำหนังอาชญากรรมอีกครั้ง ผมจึงตั้งใจลดความคาดหวังลง แต่พอรู้ว่า คู่ที่มานน์เลือก คือ เบลล์-เด็ปป์ ความคาดหวังผมก็พุ่งขึ้นไปอีกครั้ง คิดว่า การประกบกันครั้งนี้อาจจะมีดี น้องๆ อัล-เดอนีโร ตอน Heat (เขียนๆไป ก็พบว่า หนังของมานน์ ชอบ จับคู่นักแสดงชายฝีมือดี มาเฉือนคมกันเสียจริง)

... Public Enemies คือชื่อหนังของมานน์ ที่เข้าฉายบ้านเราพร้อมๆกับที่ ลิโด้ กำลังฉาย Public Enemy Number One (Part 1) ที่ฝั่งลิโด้เหมือนกัน แต่นั่นพูดถึงอาชญากรจากเมืองน้ำหอม ที่เป็น ศัตรูของสาธารณะและมีความเป็นดาราในตัวเอง เหมือนๆกับ จอห์น ดิลลิงเจอร์ จอมโจรชื่อดัง ตัวเอกในหนัง Public Enemies ของมานน์

และ ทั้งคู่ก็สร้างจาก ชีวิตจริงของโจรจอมพลิ้วผู้เอาตัวรอดจากตำรวจได้อย่างเหลือเชื่อ แถมยังแหกคุกซ้ำๆได้อย่างน่าทึ่ง



... จอห์นนี่ เด๊ปป์ เล่นเป็น จอห์น ดิลลิงเจอร์ โจรสุดเท่ ที่เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆและมีคนโบกมือให้เหมือนเป็นดาราตอนโดนจับ มีมาดเท่ๆคำพูดเท่ๆประเภท “ผมปล้นเงินธนาคารไม่ได้มาเอาเงินคุณ” หรือ การตอบคำถามนักข่าวแต่ละทีก็โปรยเสน่ห์ไปด้วย

เด๊ปป์ เล่นได้เด่นจริงๆ ทั้งที่มี ภาพคาแรคเตอร์ แจ๊ค สแปโร่ว์ แข็งแรงมากชนิดติดตา ยากที่จะลบภาพได้ง่ายๆ แถมยืนพื้นคาแรคเตอร์นี้มาหลายปีติดๆกัน แต่พอมาถึงเรื่องนี้ เขาทำให้เราลืม สแปโร่ว์ ได้สนิทใจ ไม่มีบ้าบอ ไม่มีล้อเล่น หากแต่เต็มไปด้วยขึงขังจริงจัง



... คริสเตียน เบลล์ เล่นเป็น เมลวิน เพอวิส มือปราบพูดน้อยต่อยหนัก ที่ได้รับมอบหมายให้มาจัดการ จอห์น ดิลลิงเจอร์

เบลล์ ออกจะน่าผิดหวังนิดๆ หลังจาก เพิ่งชวนให้ผิดหวังใหญ่ๆมาจาก T4 เบลล์เริ่มมีความซ้ำซากในการแสดงออก บางซีนที่เห็น เบลล์ใส่ชุดสูทสุดเท่นั่งไขว่ห้างรอเข้าพบหัวหน้า ดูแล้วแทบจะไม่ต่างจาก มาด บรูซ เวย์น เลย



มาริยง โคทิยาร์ด เล่นเป็น บิลลี่ สาวบริการรับฝากเสื้อหน้าร้านอาหาร ที่กลายมาเป็น คนรักของดิลลิงเจอร์ บทของเธอมีไม่ค่อยมาก จนเหมือนๆกับหนัง ใช้ไม่คุ้ม เพราะเธอมาแค่ช่วงต้นกับช่วงปลาย

แต่บังเอิญเธอเป็นนักแสดงมีของ คือ บทไม่เน้น เวลาไม่มาก แต่ หากได้จ้องตาเธอในหนัง แววตาของเธอส่งอารมณ์ทำให้อินตามได้อย่างเหลือเชื่อ สัมผัสได้ถึง ความรัก ที่อยู่ข้างในเต็มเปี่ยม กับความเด็ดเดี่ยวที่มีอยู่

ยังจำได้ว่าตอนดู A good year ที่เธอประกบ รัซเซล โครว์ ยังไม่เห็นแววเจิดจรัสขนาดนี้ นี่ยังนึกเสียดายที่หา La vie en rose หนังออสการ์ของเธอมาเก็บไว้ แต่ยังไม่ได้โอกาสดูเสียที




.. ถึงผลลัพธ์สุดท้ายของ Public Enemies ไม่เป็นที่รักของนักวิจารณ์มากเท่าไหร่ แต่ ในความเห็นของผม คุณภาพของงานดีกว่า Miami Vice ดีกว่าค่ามาตรฐานของหนังฮอลลีวู๊ดทั่วไป เพียงแต่ไม่ได้ดีเท่าตำนานหนังอาชญากรรมของมานน์อย่าง Heat หรือ น้องๆตำนานอย่าง Collateral

จุดดีที่หนังเรื่องเก่าๆของมานน์มีแต่ใน Miami vice กับ Public enemies ขาดหาย คือ มิติด้านลึกของตัวละคร

เช่น ใน Heat เราเห็นมุมชีวิตที่เหมือนจิ๊กซอว์ที่สามารถเติมเต็มให้กันในส่วนเกินและส่วนขาดของแต่ละคน ของ

ตำรวจที่เจ็บปวดกับชีวิตส่วนตัวแต่สามารถยืนอย่างเฉิดฉายในสังคม VS. วายร้ายที่มีชีวิตส่วนตัวที่ลงตัวกว่าแต่กลับไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ต่างฝ่ายต่างก็เห็นและแอบชื่นชมในสิ่งที่อีกฝ่ายมี จนน่าจะเป็นเพื่อนรักที่รู้ใจหากมิใช่อยู่คนละฝั่ง คล้ายๆกับ Collateral ที่แต่ละคน มีบางสิ่งที่อีกฝ่ายไม่มี คนหนึ่งมีความกล้า อีกคนมีความดี และ ถ้าได้เป็นเพื่อนกัน น่าจะสามารถให้คำปรึกษาให้อีกคนมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม



… Public enemies ไปเน้นความกดดันของคนสองฝั่ง ระหว่างตำรวจที่ระส่ำระส่ายเพราะ ชีวิตที่เฉิดฉายของดิลลิงเจอร์ทำให้ภาพของพวกเขาดูปวกเปียกลงทุกวัน

ส่วน ฝั่งดิลลิงเจอร์ก็เริ่มใช้ชีวิตลำบากไปทุกขณะ เพราะตำรวจเอาจริงมากขึ้นเรื่อยๆขนาด ฉายภาพประกาศจับในโรงหนังที่เขานั่งดูอยู่ อีกทั้งคนรอบตัวก็ค่อยๆจากไปทีละคนสองคน และตัวเขาก็ดึงตัวเองออกมาจากวงจรชีวิตแบบนี้ไม่ได้

กระบวนการไล่ล่า และ ชีวิตที่ต้องเอาตัวรอดของ ดิลลิงเจอร์ อาจพูดถึงด้านลึกบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายเท่าไหร่ และ การถ่ายทำสไตล์มานน์ที่ใช้กล้องดิจิตอล แล้วเล่าไปเรื่อยๆ เบลอบ้าง กล้องเหวี่ยงบ้าง ทำให้ชวนเบื่อเป็นที่ยิ่งสำหรับคนที่ไม่ชอบสไตล์นี้

แต่ถ้าชอบหนังในสไตล์ของมานน์ รับได้กับการถ่ายภาพแบบนี้ ไม่ควรพลาดเด็ดขาด เพราะ หนังเรื่องนี้มีอะไรเจ๋งๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการกำกับที่ยังแม่นยำในการนำเสนอ การเลือกมุมกล้องถ่ายภาพก็สุดเจ๋ง สร้างอารมณ์ร่วมต้องลุ้นๆเหมือนพาคนดูไปอยู่ใกลชิดเหตุการณ์จริง เช่น ถ่ายลอดคางบ้าง แนบแก้มบ้าง ทำให้ผมคิดในใจว่า “เลือกมุมได้เจ๋งจริงๆพับเผื่อย”



... ทั้งเรื่องมีอยู่ฉากเดียวที่รู้สึกว่า ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ คือ มันเจ๋งชวนให้ขนลุกพอๆกับไม่น่าเชื่อ คือ ฉากที่ดิลลิงเจอร์เดินเข้าไปในหน่วยงานที่กำลังตรวจสอบเรื่องของเขา โดยไม่มีคนทันสังเกตเห็น

ส่วนฉากที่ชอบ เช่น ฉากในโรงหนังตอนหันซ้ายหันขวา ทั้งลุ้นทั้งขำ , ฉากไล่ล่าทั้งหลาย และ ที่ชอบสุดๆคือ ฉากจบของหนังเรื่องนี้

ฉากจบ ที่ ความรัก กับ ความแมน มาบรรจบกัน ('ความรักและเจ็บปวด'ของหญิงสาว ประจันหน้ากับ 'ความเป็นสุภาพบุรุษ'ของคนสองฝั่งที่ คนหนึ่งใช้ลมหายใจสุดท้ายบอกลาคนรัก กับ อีกคนที่ยังเคารพ ‘ความเป็นมนุษย์’ ในตัวโจรที่ตัวเองไล่ล่า) ทำให้ซึ้งเศร้าน้ำตาซึม ทั้งๆที่อารมณ์แบบนี้ ไม่เคยเกิดมาก่อนจากที่เคยดูหนังแมนๆของไมเคิลมานน์


สรุป ... หนังชื่อคล้ายกัน เล่าถึง อาชญากรตัวเอ้ เหมือนกัน

... ถ้าอยากได้มันส์ๆ ประเภทยิงกันตับแตก แหกคุกกันสนั่น ดูง่ายๆคุ้นตาสไตล์หนังแอคชั่นฮอลลีวู๊ด เปรียบเสมือน สารคดีชีวิตตี๋ใหญ่จากฝรั่งเศส ที่ดูสนุก ตรงไปตีตั๋ว Public Enemy Number One (Part 1) ที่ฝั่งลิโด้

หนังมีจุดเด่นตรงลูกเล่นการนำเสนอเก๋ไก๋เช่น การแบ่งจอเล่าเหตุการณ์เดียวผ่านหลายมุมกล้อง หรือ เหตุการณ์เดียวเล่าหลายจอโดยแต่ละจอค่อยๆไล่เวลาต่อเนื่องกัน + ดนตรีประกอบที่รุกเร้าอารมณ์ดีเหลือเกิน (จนบางฉากที่ ไม่มีอะไรเล้ยยย ถ้าหลับตาแค่ฟังแค่ดนตรีประกอบอาจนึกว่า เป็นฉากไคลแมกซ์ประเภทกำลังจะยิงถล่มกันเป็นร้อย)

... ถ้าอยากเห็นการยิงกันตับแล่บ ถ่ายภาพแบบไม่ชัดแจ๋วภาพสวยเหมือนหนังส่วนใหญ่เพราะใช้กล้องดิจิตอล ไม่ใช่สไตล์หนังฮอลลีวู๊ดที่เป็นสูตรสำเร็จนิยมบิวต์อารมณ์ แต่ดูแล้วสมจริงและค่อยๆอินไปกับการเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป มีการถ่ายภาพระดับเซียน บวกกับเป็นแฟนๆของ ‘เด็ปป์ – เบลล์ – มานน์’ อย่าพลาด Public Enemies

ป.ล. ชักอยากเห็น ไมเคิล มานน์ กำกับหนังแนวอื่นบ้างนอกจากคลุกคลีอยู่แต่ตำรวจ-ผู้ร้าย อยากรู้ว่า ความเจ๋งของเขา จะสามารถเข้ากับหนังแนวอื่นได้ด้วยหรือเปล่า









Create Date : 26 กรกฎาคม 2552
Last Update : 26 กรกฎาคม 2552 2:01:25 น. 15 comments
Counter : 5241 Pageviews.

 
ขอบอกคุณผมอยู่ข้างหลังคุณว่า ยังไม่มีโอกาสตีตั๋วไปดูหนังเลยครับ ช่วงนี้ ขอลองอ่าน เพื่อรอออก DVD แล้วกันครับ


โดย: เข็มขัดสั้น วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:21:44 น.  

 
โอ้ววว อ่านแล้วยิ่งอยากไปดูเลยค่ะ


โดย: HoMMePs วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:1:47:11 น.  

 
โดยส่วนตัว ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่เลยค่ะ
บทที่อ่อน ไม่มีที่มาที่ไป
การแสดงของป๋าเด้ปป์ กับ มาริยง อยู่ในเกณฑ์ ที่ถือว่า ไม่เสียดายค่าตั๋ว
ส่วน เบล ถือว่าค่อนข้างอ่อนไปหน่อย น่าจะมีอะไรมากกว่านี้
สรุป ป๋าเดปป์แกเท่ห์ จนหยดสุดท้ายจริงๆ ค่ะ


โดย: i love johnny depp IP: 125.25.13.147 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:2:53:19 น.  

 
ผมชอบผลงานของ Michael Mann ในช่วงยุคแรกๆ ของเขามาก โดยเฉพาะเรื่องที่คุณ "ผม" ไม่ได้พูดถึง คือ The Last of the Mohicans
เป็นหนังที่ทำให้รู้ว่า Daniel Day-Lewis ก็เล่นหนังแอ็คชั่นได้ แถมเล่นได้เท่สุดๆ ด้วย


โดย: ฟ้าดิน วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:5:19:50 น.  

 
อยากดูสุดหล่อเฮียเดปงะ ฮือๆ ไม่ว่างได้ดูเลย

แวะมาเยี่ยมจ้า




โดย: จอ IP: 125.26.95.9 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:36:22 น.  

 
บล็อกเท่ห์มากค่ะ


โดย: ดีเจ..เมวิกา หน้าหวาน วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:00:40 น.  

 
ส่วนตัวปลื้มเรื่องนี้มากๆนะคะ เข้าไปดูในโรงมา 2 รอบเลย
เพื่อนที่ไปดูด้วยกันบอกว่าตอนแรกๆจะหลับ เพราะคงจะไม่ชอบการถ่ายภาพแบบนี้
แต่เรากลับชอบมากๆ น่าติดตามไปทั้งเรื่องจนเวลา 140 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
แถมตอนจบยังบาดใจดีอีกด้วย ชอบมากๆค่ะ ^^


โดย: Akaba วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:38:24 น.  

 
ผมดูหนังของน้ามานน์มาเกือบทุกเรื่องครับ ยกเว้นช่วงแรกๆ อะไรหลายๆอย่างใน Public Enemies ชวนให้นึกถึง Heat เช่น เบลล์ กับ เดปป์ เจอหน้ากันแค่สองฉาก พร้อมด้วยการท้าดวลแบบแมนๆ

สรุปแล้วเรื่องนี้ผมชอบครับ หลังจากที่ผิดหวังจากหนังฟอร์มยักษ์มาหลายเรื่องตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ปล.เดปป์ เล่นดีจริงๆครับ


โดย: komyooth วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:8:12:01 น.  

 
เห็นด้วยค่ะ ว่าป๋าเด็ปป์เท่ห์มากมาย
แต่เสียดายที่ฉากปล้นมีแค่มุขเดียว (คือยิงกันสนั่นโฉ่งฉ่าง) ทั้งๆที่จากประวัติเฮียจอห์น ดิลลินเจอร์ตัวจริงแกออกจะมีมุขมากมายในการปล้นอ่ะค่ะ

ป.ล. ถ้าได้เห็นน้องแคลร์ ณ LOST หลายฉากกว่านี้ก็จะดีมากเลยค่ะ


โดย: Cheerfulness IP: 158.108.45.241 วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:10:32:02 น.  

 
แอบอ่านมาหลายเรื่อง
เขียนได้ดีมากครับ
เลยต้องโผล่มาสมัครเป็นแฟนประจำ


โดย: Kontosainam IP: 10.18.1.50, 203.150.244.126 วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:26:55 น.  

 
ไม่โดนเต็มๆ เหมือนเรื่อง HEAT แต่ก็ชอบเรื่องนี้ครับ สงสัย ลุงมานน์แกไม่ถูกกับหนังชีวประวัติ

เสียดายอย่างเดียวในเรื่องคือ กล้องดิจิตอล นี้แหล่ะเวลาเคลื่อนไหวแล้วมันไม่เป็นธรรมชาติเลย


ปล. แนะนำให้ดู La vie en rose เลยครับ มาริยง โคทิยาร์ด เล่นดีจริงๆ


โดย: ice/ice/baby IP: 210.86.214.18 วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:49:49 น.  

 
+ เรื่องนี้มันมีทั้งส่วนผมชอบและไม่ชอบอ่ะครับ ... มันไม่ลงลึก พฤติกรรมของบางตัวละครบางเวลามันก็ไม่มีที่มาที่ไป ดูแล้วบางทีก็เลยงงๆ ว่า เอ๊! ทำไมเค้าถึงตัดสินใจทำแบบนี้ล่ะ แต่ภาพโดยรวมๆ ก็ดูโอเคอ่ะครับ


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:49:47 น.  

 
อ่านแล้ว
ตัดสินใจได้เลยว่า จะไม่ไปดู


โดย: คนไม่ค่อยดูหนัง IP: 58.8.30.52 วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:05:06 น.  

 
เฮียเดปป์แกเท่จิงๆเนอะพี่หมอ
ชอบเฮียมานานแล้ว (ยกเว้นหลังๆกับบทสแปร์โรว์ที่ออกทะเลเยอะไปหน่อย)
แต่เรื่องนี้..ของเค้าดีจิง หล่อจิง เท่จิง
แถมคำพูดบางอันยังหวานย้อย
ยิ่งบวกกับตาเชื่อมๆของเฮียแกนะ
หนูเป็นบิลลี่ หนูก้อยอม!!



โดย: J☆nE IP: 58.64.102.184 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:2:31:28 น.  

 
หนังเรื่องนี้ ผมดูแล้วง่วงมาก แต่ก็มีพลังพอที่ทำให้ผมลุกขึ้นจากเตียงในเช้าอันแสนง่วงเพื่อไปหาข้อมูลเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกาช่วง The Great Depression ปัญหาเอาชญากรรมที่เป็นผลพวงจากช่วงนั้น และหนังสือ Public Enemies (ต้นฉบับของหนังเรื่องนี้) มาอ่าน


โดย: based on IP: 203.114.106.60 วันที่: 9 กันยายน 2552 เวลา:9:54:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
26 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.