แรงกรรมอดีต สืบเนื่อง เป็นมาอย่างไร
แรงกรรมอดีต สืบเนื่อง เป็นมาอย่างไร

    แรงกรรม ก็คือ เราได้สร้างเหตุแห่งวิบากไว้ จึงถูกจองเวร ผูกด้วยความแค้น อาฆาต พยายาท ที่จะเอาคืนให้ได้

    ทำไมเราถึงโดนจองเวร? นั่นเป็นเพราะว่า เราได้ไปเบียดเบียนเขา ทำร้ายเขา ให้เขาได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน เขาจึงไม่พอใจ อยากจะเอาคืน

    แรงกรรมนี้ ไม่ขึ้นอยู่กับอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต แต่ขึ้นอยู่กับเหตุและผล เหตุ-ผลนี้เป็นได้ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต เราสร้างเหตุปุ๊บ ก็จะเกิดผลปั้บเลย เพียงแต่ว่าผลนั้นจะมากจะน้อย จะให้เร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับที่เราได้สร้างเหตุนั้นไว้อย่างไร ตามเหตุปัจจัย

    ยกตัวอย่าง เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว นายสมชายไปกู้ยืมเงินจากนายสมพงษ์ มาปัจจุบันนี้นายสมชายนึกขึ้นได้ ได้นำเงินไปคืนนายสมพงษ์ นายสมพงษ์ก็ไม่เอาเรื่องนายสมชาย

    ทั้งๆ เหตุการณ์นี้ผ่านไปตั้ง ๑๐ ปีผ่านมาแล้ว เป็นอดีต แต่ ณ ปัจจุบันนี้นายสมชายได้นำเงินมาคืนให้หมด จึงไม่เป็นหนี้สินกัน เพราะสัญญานี้ได้ยกเลิกไปแล้วด้วยนายสมพงษ์

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ฉันใด การแก้กรรมก็ฉันนัั้น เหมือนกัน

    นายสมชาย ได้ด่าทอต่างๆ นานา ให้นายสมพงษ์เจ็บอกเจ็บใจ แต่กาลเวลาผ่านไป ๑ สัปดาห์ นายสมชายได้ไปฟังพระเทศน์เกิดจิตสำนึกว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมันไม่ดี จึงไปขอขมาต่อนายสมพงษ์ นายสมพงษ์เห็นว่านายสมชายเกิดจิตสำนึกแล้ว และจะไม่ด่าทออีก นายสมพงษ์จึงยกโทษให้แก่นายสมชาย ซึ่งเราเรียกว่า อโหสิกรรม แปลว่า ไม่เอาเรื่องต่อกัน

    ทั้งๆ เรื่องนั้นเป็นอดีตผ่านไปแล้วตั้ง ๑ สัปดาห์

    จะเห็นได้ว่า อดีตเราไม่สามารถที่จะไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่เหตุวิบากของอดีตจะมาสืบเนื่องถึงปัจจุบันนี้ได้ ฉะนั้น เราต้องมาแก้ไขเหตุวิบาก ณ กาลปัจจุบัน สิ่งที่เป็นเหตุวิบากอดีตที่ส่งต่อมา ณ ปัจจุบันนี้ ก็จะไม่ส่งผล ด้วยการอโหสิกรรม คือ การไม่เอาเรื่องต่อกัน ให้แล้วต่อกันไป ไม่ถือสาหาความกัน

    ฉะนั้น การแก้กรรม ไม่ใช่ไปแก้ไขที่อดีต แต่แก้ไขปัจจุบัน สิ่งที่เป็นเหตุในอดีตสืบเนื่องปัจจุบันก็จะไม่ส่งผลได้ แต่วิบากกรรมอดีตที่เราไปเคยก่อไว้ก็ยังคงบันทึกเก็บเหตุการณ์ไว้เสมอ คล้ายๆกับว่า บันทึกจดหมายเหตุไว้เป็นประวัติศาสตร์ของเราที่เคยมีเรื่องราวต่อกัน

    ฉะนั้น
"กรรม" เราแก้ไขได้ แก้ไขที่ "เหตุแห่งวิบาก" ไม่ใช่ไปแก้ไขที่ผลแห่งวิบาก

    คำว่า "แก้ไขที่เหตุแห่งวิบาก" หมายความว่า เราเคยไปด่าเขา การด่านี่แหละเป็น "เหตุวิบาก" ณ กาลปัจจุบันนี้เราสำนึกต่อการด่าว่าเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรทำ เราไปขอขมาต่อเจ้ากรรม และจะไม่ทำพฤติกรรมเช่นนี้อีกต่อไป ด้วยการพูดสิ่งที่เป็นปิยวาจาต่อกัน นี่แหละ เราแก้ไขที่ "เหตุแห่งวิบาก"

    คำว่า "ไม่ใช่ไปแก้ไขที่ผลแห่งวิบาก" หมายความว่า เราเคยไปด่าเขาแล้ว แล้วขอสำนึกผิด ไปขอขมาเขา เขาก็ให้อโหสิกรรมต่อเราแล้ว ไม่เอาเรื่องเอาราวต่อเราแล้ว แต่เราจะบอกว่าเราไม่เคยไปด่าเขา อย่างนี้ไม่ได้ หรือจะบอกว่าอดีตเราไม่เคยด่าเขา ยังนี้ก็ไม่ได้ เพราะมันปรากฏเป็นผลออกมาแล้ว

    แต่เราจะใช้คำว่า เราเคยด่าเขา แต่ปัจจุบันเขาไม่เอาเรื่องเราแล้ว อย่างนี้ได้ เรียกว่า "อโหสิกรรม"

^_^  ..._/_...  ^_^ 
ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

#อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต
   



 



Create Date : 17 พฤษภาคม 2564
Last Update : 17 พฤษภาคม 2564 16:15:19 น.
Counter : 355 Pageviews.

1 comments
(โหวต blog นี้) 
  
สาธุ สาธุ สาธุ
โดย: อุ้มสี วันที่: 17 พฤษภาคม 2564 เวลา:23:12:14 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

พรหมสิทธิ์
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

ศึกษาเรียนรู้ธรรมะโดยธรรม นำมาปฏิบัติ และเผยแผ่ธรรมะนั้น ให้คนรู้จักบริหารกรรม แก้กรรม พัฒนากรรม ให้เกิดสันติสุข
New Comments
Group Blog
พฤษภาคม 2564

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog