พระมีแฟนได้หรือไม่? มุมมองครบด้าน

  ในกรณีหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเขาไปแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้ว่าเขาคนนี้เป็นพระอยู่ แต่มาวันหนึ่งสีกานี้รู้เข้าว่าที่คุยโทรศัพท์กันอยู่นี้ เป็นพระ ผู้หญิงคนนี้จึงขอเลิกความสัมพันธ์ไปเลย


  จึงมีคำถามว่า ผู้หญิงคนนี้ มีฐานจิตคิดยังไง? มีช้อยคำตอบให้เลือก ดังนี้


  ๑. เสียใจมาก
  ๒. รู้สึกผิด
  ๓. รู้สึกเสียดาย
  ๔. รู้สึกดีใจ
  ๕. รู้สึกอยากจะสัมพันธ์ด้วย คุยด้วย


  พระท่านขอตอบแทนสีกาก็แล้วกัน ข้อที่ ๑ เสียใจมาก และข้อที่ ๒ รู้สึกผิด 


  ที่ว่า "เสียใจ" เพราะตอบว่า รักเขาแล้ว ชื่นชอบเขาแล้ว


  พระตอบว่า เพียงแต่ว่า พระรู้สึกผิดน้อยไปกว่าสีกาไปหน่อยหนึ่ง


  ผู้หญิงก็มี ๒ ข้อนี้ พระก็มี ๒ ข้อนี้


  สรุป เป็นภูมิที่โง่ที่สุดเลย


  ถ้าหากว่าเรามีทั้ง ๒ ข้อนี้ เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แล้วจะเปลี่ยนยังไงก็ในเมื่อเราเป็นพระ แล้วเขาเป็นสีกา


  แล้วถามกลับว่า เราจะบวชตลอดชีวิตเลยไหม?


  ก็ไม่ตลอดไป อาจจะสึกก็ได้


  นี่แหละ เรายังไม่มีข้อมูลว่าจะบวชตลอดชีวิตหรือสึก


  เราไปสรุปเองซะก่อนแล้ว เราเสียโอกาสไปไหม เราอุตส่าห์สร้างกุศลกันมา อุตส่าห์มาได้พบกัน เราตั้งฐานจิตในแง่ชั่ว เราถึงคิดแต่เรื่องชั่วๆ


  ฝ่ายสีกาบอกว่า ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกๆ


  แล้วถ้าหากว่าบอกตอนเป็นพระแรกๆ กับบอกตอนหลังมันต่างกันตรงไหน?


  ต่างกันตรงที่ถ้าหากว่ารู้ก่อนว่าเป็นพระจะได้ตัดสินใจไม่คุยด้วยตั้งแต่แรกๆ 


  แสดงว่าคุณก็จะตัดโอกาสทิ้งไปเลยใช่ไหม? เพราะว่าในกาลข้างหน้านี้ พระท่านจะไม่สึกเหรอ? ไม่เปลี่ยนเป็นฆราวาสเหรอ?


  การที่เราเป็นพระภิกษุ เราสามารถรักสีกาได้อย่างเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ไม่ใช่รักแบบราคะ รักใคร่ แต่ถ้าหากว่าเราลาสิกขาแล้วเราค่อยมาเชื่อมเป็นรักแบบแฟนกัน ดีกว่ามีสัมพันธ์แบบเชื่อมแบบราคะอย่างเดียว เราทำไมไม่มองในทางบวก เพราะว่าจิตใจคุณมีแต่ลบ


  เราโคตรโง่เลย ทำลายโอกาสไป เช่น พระรูปนี้นิสัยดี เราก็ดีต่อกัน แล้วทำไมไม่คุยกัน ทำไมไม่ตั้งใจให้เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน เวลาระหว่างที่อยู่เป็นพระนี้เราช่วยกันส่งเสริมสร้างกุศล เพื่อเป็นฐานในการเป็นคู่ครองต่อไป


  พระบางคนสึกออกมาแล้วติ๊งต๊องไปซี้ซัวคว้าแล้วก็เอา ครอบครัวไม่ได้ดี เพราะไม่ได้เรียนรู้เลย ไม่มีฐานจิตแห่งกัลยาณมิตรแห่งการสร้างคู่ครอง


  พระรูปนี้ เวลานี้เราศึกษาธรรมะ เราสามารถเอากุศลตรงนี้ส่งให้กับฐานจิตในการสร้างคู่ครองครอบครัวได้


  คนเรามีแง่บวกให้คิดแต่ไม่ยอมคิด คิดแต่แง่ลบอย่างเดียว โง่!! เราทำลายโอกาส สมมติว่าเราบวชแค่ ๒ ปี แล้วออกมา แล้วผู้หญิงของเราที่ดีๆ ก็หายไป เราทำไมโง่อย่างนี้


  เวลานี้เราเป็นพระ เวลานี้เรามาช่วยกันเรียนรู้สร้างกุศล เราเรียนรู้ธรรมะในการสร้างครัวเรือน มันผิดตรงไหน!! 


  ภาวะธรรมต่างๆ บางครั้ังเราทำลายโอกาสตัวเองอย่างไม่รู้ตัว น่าเสียดาย


  บางคนถึงขนาดไปก่อทุกข์ เช่นเวลานั้นยังเป็นภูมิที่ไม่ใช่ เราทำไมเราไม่เรียนรู้เตรียมพร้อม แล้วเอาไว้ใช้ในเวลาสำหรับ "ที่ใช่" กลายเป็นเวลานั้นไม่ใช่กับไปทู่ซี้จะเอาเขา แล้วก็กลับกลายเป็นว่า "โอกาสที่จะใช่" กลับกลายหายไป


  เราต้องหาผู้รู้ ผู้รู้เขาจะมีวิธี ในธรรมเขามีข้อต่างๆ ให้เยอะที่จะแก้ไข ที่จะมองรอบด้าน คนส่วนใหญ่มองเป็นช่อง ทำให้เสียโอกาส 


  เราทำดีอีกช่องหนึ่ง แล้วไปทำลายอีกช่องหนึ่ง ที่จริงได้ทุกช่อง


  ถ้าหากว่า ญาติโยมที่ใส่บาตรว่า ฉันใส่บาตรทำไมถึงทำอย่างนี้?


  ก็จะตอบกลับไปว่า ฉันไม่ได้ชู้สาว แต่ฉันเป็นกัลยาณมิตรกับสีกา แล้วถามกลับว่า มีไหมกัลยาณมิตรห้ามเป็นผู้หญิง ยังมีญาติโยมที่เป็นผู้หญิงไม่ใช่เหรอ? ถ้าหากว่าไม่มีกัลยาณมิตรที่เป็นผู้หญิงแสดงว่าก็ต้องห้ามสิ ห้ามมีญาติโยมที่เป็นผู้หญิง


  ในระหว่างเป็นพระ เราจะมาบอกว่า "รักสีกา" อย่างนี้ไม่ได้


  เพราะว่า เราอยู่ในภูมิแห่งความเป็นพระสงฆ์ ห้ามใช้คำนี้ เพราะจะทำลายโอกาส ให้แยกเวลา เวลาที่เราเป็นพระสงฆ์ก็ให้เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน


  ฉันไม่ใช่รักกัน ฉันมาศึกษาธรรมะด้วยกัน


  ผิดตรงไหน วันข้างหน้าหากว่าเราลาสิกขาแล้ว เราค่อยรักกันได้ 


  แต่ถ้าเราเป็นพระสงฆ์อยู่ ใช้คำว่า "รัก" ปุ๊บ เราทำลายโอกาสดีๆ ในกาลข้างหน้าเลย 


  เราใช้คำว่า เราศึกษาธรรมะร่วมกัน เป็นกัลยาณมิตรร่วมกัน 


  ตรงไหนผิดกรุณาชี้บอกมาเลย


  "ภาวะ" คำนี้สำคัญมากเลย นั่นแหละ เราอย่าหลงภาวะ ภาวะภูมินี้สำคัญ ถ้าคุณไม่เข้าใจคุณทำลายโอกาสข้างหน้า ถ้าหากว่าคุณใช้คำว่า "รัก"


  คำว่า "รัก" เวลานั้นคุณยังไม่สมควรรักเลย เพราะว่าคุณยังไม่รู้ ยังไม่ได้เรียนรู้ คุณจะรักอะไร?


  เวลานั้นคุณเป็นกัลยาณมิตรศึกษาธรรมะร่วมกันสิ เพื่อปูพื้นฐานในกาลที่จะมีครอบครัวข้างหน้า มันผิดตรงไหน


  อันนี้เป็นวิชาว่าด้วย "ธรรมศาสตร์" ว่าด้วยธรรมชาติ 


  ถ้าหากว่าเป็นเจ้าอาวาส แล้วมีลูกศิษย์อย่างนี้ไม่ต้องไปเสียรังวัด เราตั้งใจเรียน ๒ ปี แล้วเราค่อยออกไปมีครอบครัวดีๆ คุณเอาไหม?


  ถ้าเอา ฉะนั้น เวลานี้คุณทั้งสองคนเป็นได้แค่ "กัลยาณมิตรต่อกัน" เท่านั้น ห้ามรักกัน แต่ให้มั่นศึกษาชีวิตคู่ ธรรมะเกี่ยวกับครอบครัวจะต้องทำยังไง? หน้าที่สามีจะต้องเป็นยังไง หน้าที่ภรรยาจะต้องปฏิบัติยังไง? เราฝึกฝนเรียนรู้พร้อมแล้ว เราลาสิกขาออกไปมีครอบครัว ถามว่าครอบครัวนี้จะดีไหม จะเจริญไหม?


  ครอบครัวนี้ก็จะดีแน่นอน เจริญแน่นอน


  ทำไมคนโบราณเขาจึงบอกว่า "ก่อนเบียดจะต้องบวช" "บวชก่อนเบียด" บวชเพื่อมาเรียนรู้ธรรมะในการครองเรือน ในการมีคู่ครอง


  แต่ปัจจุบันนี้ พระท่านไม่สอน พอมีคนเข้าไปบวช พระท่านก็จะสอนให้ปล่อยวาง ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น เมียเป็นยักษ์เป็นมาร 


  อันนี้สอนผิดหมด สิ่งที่โบราณกาลเขาต้องการให้เข้าไปเรียนรู้ว่า เราจะต้องทำตัวยังไงมาทำหน้าที่ความเป็นผู้นำ ทำหน้าที่ความเป็นพ่อ ความสามี ความเป็นภรรยา จะต้องทำยังไง?


  พอกุลบุตรเข้ามาบวชแล้ว เรากลับมาจับยัดให้เขาไปเรียนพระนิพพาน ซึ่งไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับภูมิภาวะของเขา


  กลายเป็นว่าประเทศนี้ไม่ต้องมีทหาร ไม่ต้องมีแพทย์ ไม่ต้องมีนักศึกษา ก็จะมีแต่พระทั้งนั้น แล้วใครจะปลูกข้าวให้พระฉัน? 


  นี่แหละ ทำไม่ถูกต้อง ซี้ซั้วรวมภูมิ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนี้เลย พระพุทธเจ้าสอนให้ทุกคนทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายไป 


  นี่แหละ เข้าใจผิด จึงเกิดเป็นว่าประเทศนั้นไม่มีทหาร ทหารหนีไปบวชหมด แล้วก็มาโทษพระพุทธเจ้าว่า ประเทศนั้นล่มจมเพราะพระพุทธเจ้า เพราะถูกเขายึดเมืองไปแล้ว พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนี้ พระพุทธเจ้าสอนจะเน้นเรื่องภูมิตลอด ว่าคนเราเปรียบเสมือนกับดอกบัวหลายเหล่า เราต้องทำหน้าที่ของแต่ละเหล่า ภูมิยังไม่ถึง อุตริว่าถึงแล้ว


  เราพบสีกา เราต้องดีใจที่ได้พบกัลยาณมิตร จะได้ศึกษาธรรมะเกี่ยวกับจะครองเรือนยังไง?


  ยกตัวอย่าง กรณีของ พระมิซูโอ๊ะ ถ้าหากสีกาจริง เราจะต้องทำยังไง?


  ถ้าเป็นพื้นฐานราคะ นั่นมันไม่ใช่


  ถ้าจะให้เขารักกันอย่างถูกต้องจะทำยังไง? ยังไงเขาจะต้องสึกแน่นอน?


  ให้เขาสึกแน่นอน แต่ก่อนสึก คุณทำอะไร คุณสอบผ่านไหม? ถ้าคุณสอบไม่ผ่านคุณจะสึกไปทำทุกข์ทำไม ถ้าตอนนั้นเขาสอบผ่าน เวลานี้เขาไม่ทุกข์หรอก เวลานี้เขาจะไม่แยกจากกัน เพราะคุณสอบไม่ผ่าน คุณจัดการไม่ถูกเวลานี้จึงมีเรื่องกัน


  คุณไม่ได้เรียนรู้ความรัก ไม่ได้เรียนรู้ครอบครัว แล้วจะสึกออกไปสร้างบ้านสร้างเรือนสร้างครอบครัว จะสร้างได้ยังไง?










Create Date : 13 กันยายน 2564
Last Update : 13 กันยายน 2564 2:06:22 น.
Counter : 1640 Pageviews.

1 comments
  
สวัสดี

ฉันเป็นมุสลิมที่เรียกผู้คนให้เข้ารับอิสลาม

โปรดดูหน้าของฉัน 👇

https://is1t.blogspot.com/2018/04/blog-post.html

ในนั้นคุณจะพบทุกสิ่งที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับอิสลาม

ฉันขอให้คุณมีชีวิตที่มีความสุข .... ขอบคุณ


🔴🔴🔵🔴🔴🔴

🔴"ความหมายของชีวิต"🎬👇

https://youtu.be/yPMpqfoiS4A

⚠️🔴⚠️🔵⚠️

🔴ถ้าเรามีความปรารถนาที่จะทราบว่าศาสนาใดเป็นศาสนาที่แท้จริงหรือจอมปลอมนั้น เราจงอย่านำอารมณ์ ความรู้สึก หรือประเพณีของเราเองมาตัดสิน เราควรนำเหตุผล สติปัญญาของเรามาใช้จะดีกว่า

⚠️ เว็บไซต์แห่งนี้ จะเป็นการตอบคำถามที่สำคัญบางเรื่องซึ่งมีผู้สนใจสอบถามมา ดังนี้:

1- พระคำภีร์กุรอานที่มาจากพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าโดยแท้นั้น นำมาเปิดเผยโดยพระองค์เองใช่หรือไม่?

2- พระมูหะหมัด คือพระศาสดาที่แท้จริง ที่ประทานมาโดยพระผู้เป็นเจ้าใช่หรือไม่?

3- ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงใช่หรือไม่? 👇

🔻หลักฐานบางประการที่บอกถึงความเป็นจริงของศาสนาอิสลาม 🔻

https://goo.gl/rYBqHe

⚠️🔴⚠️🔵⚠️

⚠️ ตัวอย่างพระดำรัสของพระศาสดามูหะหมัด

🔴 {ยิ้มให้แก่พี่น้องของพวกเจ้าเป็นการทำบุญกุศล...}

🔵 {การกล่าวดีเป็นการทำบุญกุศล}6

🔴 {ผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าและวันสิ้นโลก (วันพิพากษา) ควรกระทำความดีต่อเพื่อนบ้านของตนด้วย}

🔵 {จ่ายค่าแรงคนงานก่อนที่เหงื่อของเขาจะแห้ง}
โดย: islam IP: 51.39.79.142 วันที่: 13 กันยายน 2564 เวลา:16:11:11 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

พรหมสิทธิ์
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

ศึกษาเรียนรู้ธรรมะโดยธรรม นำมาปฏิบัติ และเผยแผ่ธรรมะนั้น ให้คนรู้จักบริหารกรรม แก้กรรม พัฒนากรรม ให้เกิดสันติสุข
New Comments
Group Blog
กันยายน 2564

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog