ผีคืออะไร ?
ผีคืออะไร ?

    ผี คือ พลังงานชนิดหนึ่งในธรรม หมายถึง ผีมีมากมายหลายอย่างหลายชนิด แต่ละพลังขึ้นกับกรรมทั้งนั้น ผีหลายอย่างจะแตกย่อยว่ามาจากกรรมชนิดไหน วิบากอะไร ถึงจะมาเกิดเป็นผีตรงนั้น พลังตรงนั้น

    ผีมีหลายอย่าง คือ ผีสายลบ (-) เช่น ผีอาฆาต ผีจองเวร ผีสายบวก (+) เช่น ผีช่วยเหลือคน ผีนักบุญ คือ ผีที่เขาคอยช่วยเหลือคน ไปเข้าฝันคนโน้นคนนี่ ให้เงินให้ทองก็มี บางคนไปช่วยเขาให้ปลอดภัย  เช่น ยาผีบอก ก่อนที่เขาจะตายเขาเป็นหมอ เขาตั้งปณิธานที่จะช่วยเหลือคนแต่ยังทำไม่ได้อย่างเต็มที่ อยากจะบำเพ็ญต่อให้ครบ พอตายไปเป็นผีก็มาทำหน้าที่ช่วยเหลือคนอื่น เขาทำได้สักระยะหนึ่ง เช่น ๕ หรือ ๑๐ ปี เขาก็จะเลื่อนเป็นรุกขเทวดา เป็นต้น

    ผีเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างมีพลังงาน สิ่งนั้นถึงแม้รูปการณ์ สังขาร จะแปรเปลี่ยน แต่พลังงานจะยังคงอยู่ ยังอยู่ในนั้นแต่จะเปลี่ยนรูป จากที่มีรูปทรงกลายเป็นไม่มีรูปทรง กลายเป็นพลังงาน

    พลังงานก็จะมีรูปทรงของพลังงาน มีมิติของพลังงาน

    ซึ่งเวลานี้ทางวิทยาศาสตร์มีเครื่องวัดพลังงานอยู่ เช่น บ้านหลังนี้มีพลังงานแฝงมาก ที่จริงบ้านหลังนี้ไม่มีพลังงาน แต่ทำไมวัดค่าออกมาแล้วมีพลังงาน เราก็อนุมานว่า ต้องมีสิ่งที่พิเศษขึ้นมา ซึ่งเขาเรียกว่าผี คำว่า "ผี" ประเทศไทยเรียก แต่ทั่วไปจะเรียกชื่ออื่นก็ได้ อังกฤษเรียกว่า โกรส์ (Ghost) มันเป็นพลังงานชนิดอย่างนี้

    เมื่อคนตายไป กลายเป็นผีจะแปรเปลี่ยนรวมเป็นพลังงานเป็นหนึ่งเดียวกับตัวแม่พลังในธรรม แล้วออกมาจากแม่ในธรรม แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานอีกรูปแบบหนึ่งชนิดที่เราเรียกว่า "ผี" พลังงานนี้จะมีรูปร่าง บางทีรูปร่างแปรเปลี่ยน แต่พลังงานจะยังคงอยู่

    ผีหรือพลังงานอยู่ในบางแห่งแต่ละแห่งอยู่กี่วัน-เดือน-ปี แล้วแต่ วาระแห่งธรรมนั้นๆ ว่า มีความเป็นสัปปายะอยู่ได้นานเท่าไหร่ ต้องมีเหตุ  มีสัปปายะ มีสรณะเขาถึงจะอยู่ได้ แต่ถ้าไม่มีผีก็อยู่ไม่ได้ ถูกพลังตัวอื่นกลืนกินไป สลายไป เพราะว่าพลังงานกลืนกินกันเหมือนกับปรอท เวลาใส่เข้าไปจะกลืนกินกัน

    ทำไมคนที่ไปอยู่กับคนตายถึงถูกดูดพลังก็เพราะเช่นนี้ ถูกกลืนกินพลังงานไป

    พลัง แปลว่า ทำให้สิ่งต่างๆ เคลื่อนที่ สถิตย์ ดำรงอยู่ได้

    จำแนกพลังตามลักษณะของการทำงาน

    ๑. พลังงานศักย์ (Potential Energy) เป็นพลังงานที่เกิดขึ้นเมื่อวัตถุถูกวางอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ไม่ว่าจากแรงโน้มถ่วงหรือแรงดึงดูดจากแม่เหล็ก เช่น ก้อนหินที่วางอยู่บนขอบที่สูง

    ๒. พลังงานจลน์ (Kinetic Energy) เป็นพลังงานที่เกิดขึ้นเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ เช่น รถที่กำลังวิ่ง ธนูที่พุ่งออกจากแหล่ง จักรยานที่กำลังเคลื่อนที่ เป็นต้น

    ๓. พลังงานสะสม (Stored Energy) เป็นพลังงานที่เก็บสะสมในวัสดุหรือสิ่งของต่างๆ เช่น พลังงานเคมีที่เก็บสะสมไว้ในอาหาร ในก้อนถ่านหิน น้ำมัน หรือไม้ฟืน ซึ่งพลังงานดังกล่าวจะถูกเก็บไว้ในรูปขององค์ประกอบทางเคมีหรือของวัสดุหรือ สิ่งของนั้น ๆ และจะถูกปล่อยออกมาเมื่อวัสดุหรือสิ่งของดังกล่าวมีการเปลี่ยนรูป เช่น การเผาไม้ฟืนจะให้พลังงานความร้อน

    พลังงานเหมือนกับยาสามัญประจำบ้าน ตัวยามีไม่กี่ตัว แต่เอาตัวยาไปทำ แล้วตั้งยี่ห้อกันไป เช่น ตัวยาพาราเซตามอน ก็จะมีชื่อตรายี่ห้อของยา เช่น ทิฟฟี่ นูต้า ซาร่า เป็นต้น

    แบตเตอรี่จะเป็นพลังงานสะสม พลังงานสถิตย์ เปรียบเทียบ องค์พระพุทธรูปทองเหลืองก็เหมือนกับหม้อแบตเตอรี่ สะสมพลังงานอย่างเดียวกัน ทีนี้ต้องมาดูว่า หม้อแบตเตอรี่สะสมพลังเข้าไปแล้วสะสมได้นานหรือไม่ ใช้วัตถุอะไรสร้าง วัตถุนั้นสัปปายะที่จะเก็บพลังมั้ย ถ้าเก็บพลังไม่ได้ดี พลังนั้นก็จะหายไป เราก็นำมาชาร์ทใหม่ แต่ว่าวัตถุที่เราจะชาร์ท พร้อมหรือไม่

    ถ้าแบตเตอรี่ไม่สัปปายะ แบตเตอรี่หมดไฟ แต่ไฟพลังงานหมดในธรรมไหม ไฟไม่หมดในธรรม แต่ไฟนี้ก็จะล่องลอยแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น แต่ถ้าแบตเตอรี่สัปปายะไฟก็จะมาอยู่ที่แบตเตอรี่ ไฟไม่หนีออกจากธรรม อยู่ในธรรมตลอด เหมือนกันกับร่างกายสังขารของเรา ถ้าไม่สัปปายะ ไม่พร้อมรองรับพลังงาน พลังงานก็จะล่องลอยไปยังที่อื่น

    ถ้าแบตเตอรี่เสียก็จะเก็บไฟไม่ได้ และก็มีไฟไม่ได้แล้ว เพราะว่ามันเสีย

    รูปองค์พ่อพรหมบางองค์พลังงานผีมาอยู่ พลังงานแห่งพรหมไม่มาอยู่ เป็นเพราะว่า ผู้ที่ใช้พลังงาน เชิญพลังงานที่ไม่ดีมาสถิตย์ และผู้ที่ใช้ใช้ไปในทางที่ไม่ดี พลังงานไม่มีดีไม่มีช่วย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำไปใช้กับอะไร เช่น พลังงานไฟฟ้าที่เราใช้อยู่นี้ นำไปต่อสายให้กับหลอดไฟก็ให้แสงสว่าง แต่ถ้านำเอาพลังงานไฟฟ้าไปช๊อตคน คนก็ตาย อยู่ที่เจตนากรรม

    บางครั้งครูบาอาจารย์ดูที่รูปองค์ของพ่อพรหมว่าเป็นพลังดำ พลังที่ไม่ดี นั่นเป็นเพราะว่า ผลจะออกมาจากเหตุ ออกมาจากการตั้งใจของเขา เช่น ตั้งศาลองค์พ่อพรหมหันหน้าเข้าห้างร้าน ให้องค์พ่อพรหมโปรดประทานพรแต่ห้างร้านเดียว ไม่โปรดคนอื่น ไม่มีองค์พ่อพรหมองค์ไหนที่เป็นเช่นนี้ เพราะขัดกับคำสั่งสอนของพ่อพรหไม เพราะว่า พ่อพรหมจะมีธรรมะประจำองค์ท่าน คือ พรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา ในการโปรดคนทั่วไป พ่อพรหมมีจิตมุฑิตาต่อบุคคลอื่น แต่ห้างร้านนี้ต้องการให้พ่อพรหมโปรดให้ห้างร้านคนเดียว ฉะนั้น ที่เขาตั้งศาลพ่อพรหมก็ไม่ใช่พ่อพรหม ต่อให้เป็นรูปองค์พ่อพรหมก็ไม่ใช่พ่อพรหม เพราะว่าจิตวิญญาณไม่ใช่ ความคิดความอ่านไม่ใช่

    สัมภเวสี คือ พลังงานแสวงหาที่สถิตย์ จริตของสัมภเวสีจะหาที่สถิตย์ เช่น ผีเร่ร่อน

    ถ้าเป็นนางไม้ หาต้นไม้เป็นที่สถิตย์ก็จะกลายเป็นนางไม้ เป็นรุกขเทวดา

    ยกตัวอย่าง เสาไฟฟ้า ถ้าสัปปายะพร้อมก็สถิตย์ได้ เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า ถ้าเขาสัปปายะเขาก็สถิตย์ แต่ถ้าไม่สัปปายะก็ไม่สถิตย์

    กรณี ถ้าไฟรั่ว ถ้าไฟฟ้าเกินอัตราก็จะไหลออกมา เช่น เราต่อสายไฟ แต่ทำไมต้องมีสายดิน แสดงว่าต้องรั่ว เราก็ต้องต่อให้มีทางผ่านลงดิน ไม่ต้องมาผ่านเรา ถ้ามีไฟเกินออกมาก็ให้ผ่านลงดิน ใหลคืนสู่ธรรมไป

    คนเราต้องรู้จักมีสายดิน เราก็จะได้ไม่บ้า พวกที่บ้านั่นคือพวกที่เกินไป เพราะไม่มีสายดินก็เลยรั่ว ในวิทยาศาสตร์เอามาจากธรรมทั้งนั้น แต่ไม่ได้อธิบายแบบธรรม อธิบายไปเชิงวัตถุ

    พลังงานไฟฟ้าจะมีสายดิน เอาไว้ไฟฟ้าเกินหรือรั่วก็จะไหลลงดิน ถ้าเราไม่ต่อสายดินถ้าเกิดไฟฟ้ารั่วขึ้นมา เราไปสัมผัสก็จะเกิดไฟฟ้าดูดหรือช๊อตเราได้ เช่นเดียวกันกับชีวิตของเราก็ต้องมีสายดินแห่งชีวิต เช่น คนเราต้องไม่เห็นแก่ตัว ไม่อหังการ ต้องรู้จักแบ่งปัน ต้องให้ทาน ไม่ยึดติด ยึดมั่นถือมั่น พลังงานไฟฟ้าที่เกินก็จะส่งคืนสู่ธรรม นี่คือสายดินแห่งชีวิต ชีวิตเราก็จะเกิดสันติสุข แต่ถ้าใครไปยึดว่ากูแน่ กูเจ๋ง เมื่อไหร่เรามีสิ่งตรงข้ามกับสิ่งนี้ เราก็จะพบสิ่งที่ทุกข์ ตายโหง 

    ทำไมต้องมีฟ้าผ่า ฟ้าแลบ นั่นคือพลังงานสมสู่กัน พลังงานแลกเปลี่ยนกัน

    การตาย คือ พลังงานจะลอยออกไป

    โอปปาติกะ คือ การเกิดผุดขึ้นเร็ว ใช้ระยะการรวมตัวเป็นรูปธรรมรวดเร็ว ทุกอย่างจะต้องมีขั้นตอน แต่ในแต่ละขั้นตอนจะมีระยะเวลาของเขา เขาอาจจะใช้เวลาเร็วไม่กี่วินาทีอาจจะรวมเป็นกลุ่มเป็นก้อน ธรรมชาติต้องมีจุดกำเนิด จุดเริ่มต้นแห่งเหตุ 

    ก้อนเมฆบางที่รวมกันเร็ว แป๊บเดียวเป็นก้อนใหญ่มาก เกิดฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ฝนตก อยู่ที่ภาวะแต่ละที่แต่ละโอกาส

    การรวมตัวของการเกิดผุดขึ้นเป็นตัวเป็นตนเลยนี้ไม่ถูกต้อง เป็นการข้ามขั้นตอนไปเลย แต่จะเกิดการรวมตัวที่รวดเร็วต่างหาก

    เราต้องยอมรับการมีจุดเริ่มต้น

    แต่มีขั้นตอนแห่งการเกิดอยู่  ขั้นตอนละเอียดผ่านระบบการรวมตัวเร็วคลายๆ กับผุดขึ้นมาเป็นพลังเป็นกลุ่มเป็นก้อนเลย แต่ที่จริงแล้วก็เกิดจากจากการรวมตัวจากจุดเล็กแล้วสะสมเป็นจุดใหญ่ ฉะนั้น ไม่มีจุดกำเนิดไม่ได้ต้องมีจุดกำเนิดต้นตอแห่งเหตุ

    ภูต คือ พลังแฝงในตัวเรา มาอาศัยในตัวเรา และมีพลังมาแทรกในตัวเรา

    มีพลังดำเข้ามาแทรก เราไม่รู้จะเรียกว่าพลังดำนี้ว่าอะไร เราจึงเรียกว่าผี เพื่อให้เข้าใจง่าย

    พลังแฝงในตัวเรา เช่น เราเก็บกดจากเรื่องที่ไม่ดี นานๆ เข้าก็จะเกิดระเบิดออกมาทำสิ่งนั้นสิ่งนี้

    พลังแทรกในตัวเรา คือ ลมเพลมพัด เราโดนพลังจากข้างนอกเข้ามาสู่ตัวเรา

    ปีศาจ คือ พลังงานชนิดหนึ่งทางลบที่มาความร้ายกาจมาก ถูกผู้มีพลังเหนือกว่าใช้ไปในทางลบ เช่น การทำร้ายคน ปล่อยเชื้อโรค

    ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มนั้นมีเด็กวัยรุ่นหัวโจกชอบกลั่นแกล้งคนอื่น เขารู้ว่าเด็กกลุ่มนี้ชอบทำสิ่งไม่ดี (พลังงานทางลบ) ก็หาอุบายหลอกล่อชักจูงให้เขาไปทำสิ่งที่ไม่ดี

    ตัวอย่างเช่น เชื้อโรคชาร์ส ชาร์สนี้เป็นพลังงานทางลบ ไปเองไม่ได้ต้องมีคนนำไป โดนคนนำไปใช้เผยแพร่ให้คนนั้นเป็นโรคชาร์สนี้ขึ้นมา เราเรียกคนที่มีความคิดแนวนี้ว่าเป็นปีศาจ ไม่จำเป็นต้องเป็นผี คนนี่แหละเป็นปีศาจ

    ตัวอย่างเช่น การไปยั่วยุให้คนเขาตีกัน ฆ่ากัน นี่แหละปีศาจในคราบมนุษย์

    คนที่เป็นปีศาจ เพราะรู้ว่าเขามีความฉลาด ดูสถานการณ์ออก คุมเกมได้ แต่เขานำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในทางที่ผิด

    ความคิดก็คือพลังงาน พลังงานที่ไปควบคุมความคิดของเรา

    วิญญาณ คือ พลังงานไฟฟ้าสถิตย์ ผู้รับรู้ตามธรรมชาติ

    จิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์

    พลังงานเกิดขึ้นมาได้อย่างไร คือ พลังงานเกิดจากสิ่งปฏิเวธของธรรม ภาษาจีนเรียกว่าห่วย (การเปลี่ยนแปลง) มารวมกัน แล้วอะไรมาควบคุมห่วย คือ ลิ้งค์ (ตัวควบคุมห่วย) แล้วทางประเทศไทยจะใช้คำไหน 


    การก่อเกิดปฏิเวธของธรรม ด้วยทำให้พลังงานนี้ก่อเกิดคือ ตถตา

    เต๋า คือ เส้นทางวิถีแห่งธรรมชาติ

    ทำไมผียังไม่ไปผุดไปเกิด เพราะไม่ถึงคราวสัปปายะ จึงไม่สามารถที่จะจุติ ไม่ถึงคราวสัปปายะก็ไม่มีที่สิงสถิตย์ ก็ต้องล่องลอยไปตามสภาวะแห่งธรรมนั้นๆ 

    ผีไทย ผีจีน ผีฝรั่ง เป็นไปตามกรรม คนที่ตายกลายเป็นผีแรกๆ ก็จะรู้ว่าตนเป็นผีไทย จีน ฝรั่ง แต่เมื่อนานๆ ไป แรงกรรมก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวที่ฝังว่าเป็นไทย จีน ฝรั่ง ก็จะจางหายไปในที่สุด เข้าสู่ภาวะแรงกรรม จะไม่มีว่าเป็นผีประเทศไหน ก็จะเข้าสู่ศูนย์รวมแห่งพลังงาน จะเป็นไปตามธรรม

    ในการใช้ภาษาพูดคุยกับผี ตายใหม่ๆ ผีที่ยังติดว่าเป็นผีชนชาติไหน ก็ต้องใช้ภาษาพูดคุยเป็นภาษาของผีประเทศชาตินั้นๆ แต่ถ้าเข้าสู่ภาวะแรงกรรมแล้ว รวมเข้าไปอยู่ที่ศูนย์รวมพลังงาน ก็ใช้ภาษาจิตในการพูดคุย

    มีจิตด้านใน หรือจิตส่วนกลาง หรือจิตด้านธรรม เป็นประธาน พอเข้าสู่ภาวะแรงกรรม ก็เข้าสู่ภาษาของธรรม ภาษาแรงกรรม


    แต่ถ้าเขาตายเป็นผีต่างชาติ เราจะคุยด้วยคุยด้วยภาษาของเขาไม่ได้ เราก็ต้องอาศัยสื่อเข้าไปในภาษาของธรรม


    ผีที่อาศัยอยู่ที่ไหนบางที่ต้องรอให้คนมาตายเป็นผีตัวตายตัวแทน กัน คือ เป็นพลังทดแทนกัน พอถึงจุดหนึ่งสัปปายะแล้วก็จะมีพลังตัวใหม่มาทดแทน 

    เหมือนกับต้นไม้ถ้าอยู่ที่นี่แล้วไม่สัปปายะ ลมก็จะมาถอนทิ้ง สร้างต้นไม้ใหม่ขึ้นมา 

    พญายมก็คือ เป็นหม้อแปลง พลังต่างๆ เข้าสู่หม้อแปลง หม้อแปลงก็จะดูความเหมาะสม หม้อแปลงก็จะจ่ายกระแสพลังงาน

    ขุมนรก คือ ขุมพลังงานทางลบ ที่มารวมกัน หรือกลุ่มบุคคลที่มีแนวความคิดทางลบ เชิงเปรียบเทียบให้เห็น พลังกรรม ณ ตรงนั้นมาส่งผลให้เมื่อเขาไปจุติ เป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็ต้องรับกรรมอย่างนั้น เช่น ไปสิงสถิตย์ในหม้อแบตเตอรี่  แล้วหม้อแบตเตอรี่นั้นพิการ เช่น แหว่งเว้าไป ก็เป็นการไปรับกรรม กลายเป็นพลังงานพิการ ก็กลายเป็นภาวะกรรมนั้นๆ เช่น พลังงานไปอยู่กับคนพิการ ก็กลายเป็นคนพิการขาเป๋

    เหมือนกับเซียนท่านหนึ่ง ทิก๋วยลี่ ไปอยู่ในรูปที่ขาเป๋ ท่านก็ขาเป๋ไปด้วย แต่ถ้าเอาความขาเป๋มาแรงพยายาม สร้างสิ่งดี เรียกว่า บำเพ็ญ บำเพ็ญจนดีขึ้นมาก็กลายเป็นเซียน ทำไมท่านสามารถเสกอะไรก็ได้ แต่ทำไมไม่เสกขาตนเองให้ดี เพราะทำไม่ได้มีกรรมควบคุมไว้อยู่

    ให้คนอื่นได้ แต่ละโมบไม่ได้ เช่น เดียวกับให้หวย บอกให้คนอื่นได้ แต่ซื้อไม่ได้

    เปรต คือ พลังที่รับวิบากกรรมชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นได้เนื่องจากแรงกรรม เช่น ไปโกงกินเขา อยู่ในวัดไปทำอกุศล เป็นแรงกรรมที่ไม่ดี

    โดยส่วนมากเปรตส่วนมากอาศัยอยู่ในวัด คือ หิวโหยอยู่ตลอดเวลา แต่ก็กินอะไรไม่ได้ เช่น ที่ประเทศเอธิโอเปีย เป็นรูปธรรมให้เราเห็น แต่พลังงานก็มีจริงๆ พลังงานตัวหิวโหย

    ผีปอบ คือ พลังตัวดูดพลัง คนที่เป็นมะเร็ง โดยมะเร็งเกาะก็จะกินสูบพลังเราไปจนพลังอ่อนเปลี้ย

    กรรมเป็นมะเร็ง แรงกรรมเคยไปดูดกินของคนอื่น เช่น ชาติก่อนเคยไปทำกรรมหลอก แล้วดูดกินเขา คนที่ปล่อยกู้ประเภทหลอก เอาเขามาก เราก็จะโดนมะเร็งกิน แต่คนที่ปล่อยกู้รู้จักความพอดีก็จะไม่โดนมะเร็งกิน เพราะต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์

    คนที่เป็นนิ่ว มีก้อนนิ่ว คือ คนที่ขัดขวางการเจริญธรรมของผู้อื่น เจริญธรรมปลดทุกข์ของผู้อื่น แล้วเราไปขัดขวาง ก็ต้องมีนิ่วขัดขวางในการปลดทุกข์ของเรา จะฉี่มีความทุกข์มาก

    คนเราจะไปสร้างบุญกุศลเพื่อปลดทุกข์ของเรา พอโดนขัดขวาง จึงปลดทุกข์ไม่ได้ เหมือนกับนิ่ว จะมาขัดขวางไม่ให้เราปลดทุกข์ทั้งฉี่ และอึ

    ทำอะไรแล้วก็เจ๊งบ่อยๆ คือ ชอบไปแกล้งเขาก็เลยถูกแกล้งบ้าง เช่น ผึ้งเขาทำรังสะสมน้ำผึ้ง เขาใช้เวลาสะสมมาก อยู่ดีๆ เราก็ไปเผาเอาน้ำผึ้ง เอารังมา เอามาไม่มีเหตุอันควร เผาเล่น เผาเอาความสนุกสนาน และกินทิ้ง สนุก ทำร้าย อาฆาต พยาบาท  แต่ถ้าเราเอาไปเพื่อทำยา มีเหตุอันควร

    ผีฟ้า เป็นผีที่มีบารมี ช่วยเหลือคน เป็นผีที่ดี ถือเป็นเทวดาตนหนึ่งผีฟ้าบางตนช่วยเหลือคนแล้วผิดหวังเลยกลายเป็นผีร้าย ส่วนใหญ่จะผิดหวังจากผู้ชายคือความรัก แล้วกลายเป็นความแค้น

    บางตนผีฟ้าขอชีวิตเรา เพราะว่าผีฟ้าช่วยเหลือเราเยอะแยะ เราจะให้ชีวิตแก่เขาไม่ได้เลยหรือ จึงเป็นที่มาของการเลี้ยงผีฟ้า ต้องเกิดการสังเวย ต้องเอาคนมาสังเวย ถ้าเราเอ็นดูเขา เราก็อย่าให้เขาไปขอ เพราะถ้าขอก็ต้องมีการแลกเปลี่ยน

    ผีฟ้ามักถูกหลอกตลอด เพราะคนบนนั่นบนนี่แล้วไม่แก้บน บางคนยังไปหาพระมาปราบผีฟ้า โครตน้อยใจ ผีฟ้าเลยตั้งกฎ ต่อไปเอาแบบสังเวยเพื่อแสดงความจริงใจ

    ผีตานี เป็นผีราคะ คนที่ตายไปเป็นผีตานี ส่วนมากเป็นผีที่มีบารมี เป็นรุกขเทวดา เช่น เจ๊ในโลกมนุษย์ตายไปเป็นผีนางตานี ตานีก็ต้องพลังหยาง

    ผีกระสือ ที่เห็นเป็นภาพนิมิต เกิดจาก การทำกรรมหลอกลวงเก่ง ตอแหล่

    ผีแม่ม่ายเป็นผีสายดูดพลังหยาง บางครั้งผีแม่ม่ายถูกใช้บังคับให้ทำก็มี ผู้มีวิชาบังคับให้ดูดพลังไปฝึกวิชาของเขา จะมีผู้อยู่เบื้องหลัง เอาพลังเหล่านี้ไปใช้งาน

    ผีเข้า พลังข้างนอกขึ้น พลังข้างใน

    การตาย คือ ตายไปจะเหลือจิตวิญญาณ จิตวิญญาณ คือ ความรู้สึกนึกคิด คนที่ฝึกมามีญาณจะรับรู้ได้ขณะมีชีวิตอยู่ หรือว่าตาย

    สวรรค์ คือ ดินแดนที่มีความเป็นชั้นภูมิที่มีความเข้าใจ ความรู้ความรู้ความเป็นปัญญา ที่เข้าใจถึงธรรมประมาณหนึ่ง

สัตตบุรุษ คือ ผู้มีคุณธรรมและความรู้


^_^  ..._/_...  ^_^ 
ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต
 



Create Date : 22 พฤษภาคม 2562
Last Update : 22 พฤษภาคม 2562 23:05:20 น.
Counter : 527 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

พรหมสิทธิ์
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

ศึกษาเรียนรู้ธรรมะโดยธรรม นำมาปฏิบัติ และเผยแผ่ธรรมะนั้น ให้คนรู้จักบริหารกรรม แก้กรรม พัฒนากรรม ให้เกิดสันติสุข
New Comments
Group Blog
พฤษภาคม 2562

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
22 พฤษภาคม 2562