รวบรวม "อัตตา"
รวบรวมอธิบาย "อัตตา"

"อัตตา" (Atta: self; soul; ego; personal entity.) คือ ตัวตน มีอยู่ของมัน ไม่มีอยู่คงที่ เป็นอนิจจัง เป็นไปตามปัจจัยเหตุ เคลื่อนที่ไปตามปัจจัยเหตุ 
    การมี "อัตตา" ไม่ใช่ตายตัว ไม่ใช่ว่าคนนี้มีอัตตาแล้วตายตัวแล้ว ไม่มีแล้ว ตายตัวเป็นของตายตัวอย่างนี้ไม่ใช่ 
    คำว่า "อัตตา" คือ สิ่งที่เป็นปัจจัยเหตุ ณ ภาวะธรรมนั้นขึ้นมา แล้วก็ไปตามกฎแห่งอนิจจัง แตกสลายไป แต่อัตตายังคงอยู่
    อัตตาไม่ใช่ นายแดง นายดำ เราต้องตีความให้ถูก อัตตานี่มีตัวตน แม้ว่าพลังก็เป็นอัตตาก็เช่นเดียวกัน

    ตัวอัตตานี้เป็นของธรรม (พูดเข้าใจง่ายๆ คือ เป็นของธรรมชาติ) แต่ถ้าเป็นตัวอัตตาของเราเรียกว่า อัตภาพ คือ ภพภูมิของเรา เพราะเรามีอวิชชาขึ้นมาเป็นของธรรม แต่เราสำคัญว่าเป็นของเรา พอสำคัญว่าเป็นของเราก็จะเกิดภพภูมิขึ้นมา นี่แหละปฏิจจสมุปบาท  อวิชชาจึงเกิดภพภูมิมากมายตามมา

    อัตตา เป็นหนึ่งในธรรม เราจะไปทำลายไม่ได้ เราจะทำลายระบบของธรรมไม่ได้ 
    ถ้าทำลายระบบของธรรมก็จะปั่นป่วนไปหมด ซึ่งเราไม่สามารถไปทำลายระบบของธรรมได้ แต่แค่ชั่วครู่ได้ เช่น โคลนนิ่ง (Cloning) ได้ออกมาไม่นานก็ตาย สืบพันธุ์ต่อไม่ได้
    สมมติว่า อัตตาเข้ามาที่ตัวเราล่ะ แล้วเราจะให้อัตตาไปทางไหน เราจะเอาปัญญาแห่งมิจฉา(ผิด)หรือปัญญาแห่งสัมมา(ถูก) ปัญญาสัมมาก็จะเข้าใจธรรม เป็นไปตามภาวะแห่งธรรม เป็นไปตามวาระแห่งธรรม ความจริงแห่งธรรม ถ้าเราเอาปัญญามิจฉา เราก็จะเอาทำตามใจเรา ตรงนี้เราชอบเราก็จะเอาเยอะๆ ตรงนี้ไม่ชอบก็จะเอาน้อยๆ

อัตตา ภาษาชาวบ้าน คือ ตัวของกู ของกู
    อัตตา ภาษาอภิธรรม คือ สิ่งที่เป็นขันธ์ ที่เราหมายมั่น ถือมั่น จึงเกิดขันธ์ขึ้นมา ลักษณะก็คือ เราไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ก็กลายเป็นยึดมั่นในอัตตา 
    ขันธ์ ก็คือ สิ่งที่มีเหตุมาปรุงแต่งให้มีตัวมีตน
    สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ขันธ์ ๕ หนัก ก็คืออัตตานี่แหละ

    อัตตา แปลว่า อารมณ์ยึดครองให้เป็นตัวเป็นตน
    คนทั่วไปส่วนใหญ่ไปเข้าใจว่า มีตัวตน ที่จริงสิ่งที่ทำให้มีตัวตนก็คืออารมณ์ เช่น ยึดว่า เราชื่อแดง พอใครมาบอกว่าไอ้แดงไม่ดี ก็จะอารมณ์ยัวะแล้ว
    อารมณ์ยึดครองให้เป็นตัวเป็นตน สมมติว่า พอเราได้ชื่อว่า "แดง" เราก็จะมีอารมณ์ว่าเราเป็น "แดง" ยึดเป็นตัวเป็นตนแล้ว คนมาแตะถูกแล้วว่าแดงไม่ดี แต่ถ้าบอกว่าไม่ดี ไม่ดี ไม่ดี เราก็ไม่ได้ยัวะเลย เพราะว่าไม่ได้แต่ตัวที่เรายึดไว้ แต่ถ้ามาแตะตัวที่เรายึดไว้จึงเกิดปัญหา
    สิ่งการณ์นี้แหละที่หลอกให้เราเป็น "อัตตา"
    นี่แหละอธิบายอย่างละเอียด ฉะนั้น ก็ไม่รู้ว่าอัตตามาจากไหน

    ความว่า "ตัวตน" มีอยู่ของมัน แต่ไม่มีอยู่คงที่ เป็นอนิจจัง เป็นไปตามปัจจัยเหตุ เคลื่อนที่ไปตามปัจจัยเหตุ มีอัตตา แต่ไม่ใช่ตายตัว ไม่ใช่ว่าคนนี้มีอัตตาแล้วตายตัวแล้ว ไม่มีแล้ว ตายตัวเป็นตายตัวไม่ใช่
    อัตตาจะมีการแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แปรรูป ทำไมถึงต้องแปรรูป เพราะว่าเป็นอนิจจัง เพราะว่าเปลี่ยนไปตามปัจจัยแห่งเหตุ ทำไมถึงต้องอนิจจัง เพราะว่าเหตุมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อัตตาจะสลายไม่ได้ มีแต่แปรรูป
    สิ่งที่เป็นอัตตา เพราะว่ามีเหตุมาประชุมกัน เหตุเปลี่ยน ผลก็ต้องเปลี่ยน เคลื่อนที่ไปตามภาวะธรรมนั้นๆ ไม่ถาวร ตายตัว


    เช่น น้ำแข็ง ๑ ก้อน แล้วเพราะเหตุใดจึงเป็นน้ำแข็ง? ก็เพราะว่าความเย็นถึงขีดองศาแห่งความเย็นนั้นๆ โดยสภาวะปกติน้ำแข็งจะเกิดขึ้นเมื่อน้ำในรูปของเหลวมีอุณหภูมิต่ำกว่า ๐ํ องศาเซลเซียส (๓๒ องศาฟาเรนไฮต์ หรือ ๒๗๓.๑๕ เคลวิน) ที่ความดันปกติ
    แต่ถ้ามีเหตุเข้ามา มีความร้อนเป็นเหตุเข้ามา (๘๐ํ องศา) เหตุเปลี่ยนแล้ว น้ำแข็งก็จะละลายหมดเลย ละลายหมดแล้วไม่มีตัวตน แล้วตรงไหนเรียกว่าน้ำแข็ง ก็ไม่มีตัวตน
    ก็เหมือนกับคนเรา เป็นคนขึ้นมาได้เพราะมีเหตุ ถ้าหมดเหตุก็ไม่มีคน


    คำว่า "เป็นไปตามกฎแห่งอนิจจัง แต่สลายไป แต่อัตตายังคงอยู่" หมายความว่า อัตตาสลายไป แต่อัตตายังคงอยู่ หรืออัตตายังคงอยู่ เพียงแต่แปรรูป หรืออัตตาจะสลายไม่ได้เพียงแต่แปรรูป
    เปรียบเสมือนหิน ๑ ก้อน พอเราทุบแตก ก็กลายเป็นหินก้อนเล็กๆ เห็นก้อนเล็กๆ ก็เรียกว่า "หิน"
    ให้เข้าใจว่าหินแปรรูป ถ้าไม่อย่างนั้นจะเข้าใจว่า ทุบหินหนึ่งก้อนกลายเป็นเศษหินชิ้นเล็กๆ แล้ว กลายเป็นว่าหายไปแล้ว ไม่มีแล้ว อย่างนี้ไม่ใช่


    ๒ คำนี้จะช่วยกัน คือ อัตตาสลายไป แต่อัตตายังคงอยู่ หรืออัตตายังคงอยู่ เพียงแต่แปรรูป และอัตตาจะสลายไม่ได้เพียงแต่แปรรูป ช่วยให้เข้าใจมากขึ้น ที่ว่าสลายไป แต่อัตตายังคงอยู่ อธิบายเข้าใจว่า ที่ว่าอัตตาสลายไป แต่อัตตาคงอยู่เพราะว่าแปรรูปเท่านั้นเอง แต่ส่วนที่อัตตาสลายไม่ได้เพียงแต่แปรรูป 
    หินก็ยังเป็นหินอยู่ เพราะมี "อัตตาหิน" หินจะก้อนใหญ่ก็คือหิน หินจะก้อนเล็กก็คือหิน แต่หินแปรรูปเป็นก้อนเล็ก
    น้ำแข็ง ก็คือน้ำที่แข็ง แต่ก็คือ "น้ำ"
    ฉะนั้น อัตตาน้ำ น้ำก็คือน้ำ เดี๋ยวกลายเป็นน้ำแข็ง กลายเป็นน้ำร้อน น้ำเย็น
    น้ำนี่คืออัตตา คงความเป็นน้ำ เราเอาน้ำนี้ไปผสมเมล็ดกาแฟ กลายเป็นน้ำกาแฟ แต่ก็ยังคงเป็นน้ำ แต่แปรเปลี่ยนเป็นรูปเป็นน้ำกาแฟ และแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ฉะนั้น การแปรเปลี่ยนรูปไปเรื่อยๆ เขาเรียกว่า อนัตตา คือ ให้คงเป็นรูปอย่างนั้นไม่ได้ ต้องแปรเปลี่ยนไปตลอด  
    

    สรุปก็คือ "การแปรรูป" หมายความว่า 
อัตตาสลาย แต่อัตตายังคงอยู่ 
อัตตาสลายแต่สิ่งนั้นยังคงดำรงอยู่
    อัตตาสลายไป แต่อัตตายังคงอยู่ แต่สามารถใช้อีกคำหนึ่งได้แต่มีความหมายเหมือนกันคือ     อัตตาสลายไม่ได้ มีแต่แปรรูป แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
    คำว่า "สลายไป" แต่ยังคงเป็นเม็ดเล็กๆ อยู่
    คำว่า "ขจัด" เอาทิ้งไป หมดไป
    เข้าใจอัตตา แล้วไม่ถูกอัตตาครอบงำ หมายความว่า สิ่งนั้นมีอยู่ แต่สิ่งนั้นควบคุมเราไม่ได้ บ่งการเราไม่ได้ เราไม่ถูกอัตตาครอบงำ ฉะนั้นมีอยู่ก็เหมือนกับไม่มี
    คำว่า "สลายอัตตา" อัตตานั้นแรงมาก สลายให้เบาบางลง


    พระพุทธเจ้าก็มีอัตตา แต่อัตตานั้นจะมีอิทธิพลเหนือพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้ ครอบงำพระพุทธเจ้าไม่ได้ พระพุทธเจ้ามีทุกอย่าง อย่างที่เรามี แต่ทุกอย่างกลายเป็นว่าบ่าว ไม่ใช่เจ้านายของพระพุทธเจ้า
    ทุกอย่างพระพุทธเจ้ายังมี แต่ทุกอย่างนั้นมีอิทธิพลต่อพระพุทธเจ้าไม่ได้
     พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่า นายช่างตายแล้ว หรือหมดไปแล้ว หายไปแล้ว อย่างนี้ไม่มี แต่ฉันรู้ทันเธอ เธอไม่ต้องมาสร้างเรือนให้ฉัน
    หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ ต่อไปนี้คุณมี แต่คุณมาครอบงำฉันไม่ได้แล้ว ฉันไม่ทำตามเธอหรอก
    สิ่งการณ์ต่างๆ ที่ปรุงแต่งในธรรม หรือเป็นมายาในธรรม ครอบงำพระพุทธเจ้าไม่ได้    



พระอรหันต์ไม่ถูกอัตตาครอบงำ
    อัตตาจะมีการแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ "แปรรูป" ทำไมถึงต้องแปรรูป เพราะว่า "รูป" เป็นอนิจจัง เพราะว่าเปลี่ยนไปตามปัจจัยแห่งเหตุ ทำไมถึงต้องอนิจจัง เพราะว่าเหตุมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อัตตาจะสลายไม่ได้ มีแต่แปรรูป
    อัตตาของพระอรหันต์ไม่สลาย เพียงแต่พระอรหันต์ไม่ถูกอัตตาครอบงำ ของท่านก็แปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย คือ อัตตาไม่สามารถควบคุมจิตพระอรหันต์ได้ แต่อัตตาแปรเปลี่ยนไปตามธรรม เป็นวาระเหตุแห่งธรรม ตายก็ตาย เกิดก็คือเกิด พระอรหันต์ไม่ได้เดือดร้อนเหมือนกับเขาตรงที่แปรเปลี่ยน
    "อนิจจัง" ไม่ได้แปลว่า "สลาย" แต่แปลว่า "ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ เมื่อเหตุเปลี่ยน ผลก็ต้องแปรเปลี่ยนตาม" เหมือนกับน้ำแข็ง อากาศร้อน น้ำแข็งก็จะละลาย

 



Create Date : 18 กันยายน 2564
Last Update : 18 กันยายน 2564 17:06:22 น.
Counter : 353 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

พรหมสิทธิ์
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

ศึกษาเรียนรู้ธรรมะโดยธรรม นำมาปฏิบัติ และเผยแผ่ธรรมะนั้น ให้คนรู้จักบริหารกรรม แก้กรรม พัฒนากรรม ให้เกิดสันติสุข
New Comments
Group Blog
กันยายน 2564

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
18 กันยายน 2564
All Blog