พ่อปู่ฤๅษีสมิงพราย
พ่อปู่ฤๅษีสมิงพราย

คำว่า พ่อปู่ แปลว่า คำที่ใช้ยกย่องศรัทธานับถือท่านเหนือกว่าพ่อและปู่

  ฤๅษี แปลว่า ผู้ศึกษาหยั่งลึกทะลุบรรลุธรรม

  สมิง แปลว่า เสือ, เหนือ

  พราย แปลว่า ผี ความดุร้ายเกรี๊ยวกราด

  รวมความว่า พ่อปู่ฤๅษีสมิงพราย แปลว่า พ่อปู่ฤาษีผู้ศึกษาอยู่เหนือความดุร้ายดุจเสือจนหยั่งลึกทะลุบรรลุธรรม

  พ่อปู่ฤๅษีสมิงพรายได้รับการเคารพยกย่อง ศรัทธานับถือท่านมีมาอย่างช้านาน ถ้าประเทศไทยก็ก่อนสมัยสุโขทัยแล้ว ทั้งปรากฏในลิลิตพระลอ เมืองสอง จังหวัดแพร่ และปู่เจ้าสมิงพรายที่ประดิษฐานอยู่ที่ถนนพระประแดง สมุทรปราการ

  พ่อปู่ฤๅษีสมิงพรายไม่ใช่มีหน้าที่ดูแลป่าอย่างเดียว ท่านจะดูแลกรรมพลังอาถรรพ์

  อาถรรพ์ แปลว่า สิ่งขัดแย้ง ปฏิฆะ ไม่ลงรอยกัน มุ่งร้ายซึ่งกันและกัน สรุปคือ ปฏิฆะ แล้วมุ่งร้ายต่อกัน จึงเกิดอาถรรพ์

  อาถรรพ์มาจากไหน เกิดขึ้นมาได้อย่างไร อาถรรพ์เกิดจากการไม่เคารพซึ่งกันและกัน จึงเกิดอาถรรพ์ขึ้น เป็นปรปักษ์ต่อกัน สิ่งที่จะแก้อาถรรพ์ได้ คือ ความกตัญญู เอื้อ-เกื้อ-กัน อาถรรพ์ก็จะหายเลย

ขั้นตอนเกิดอาถรรพ์

  ๑. ขัดกัน
  ๒. เป็นปรปักษ์กัน
  ๓. เกิดอาถรรพ์
  ๔. มุ่งร้ายต่อกัน
  ๕. ความเห็นไม่ลงรอยกัน
  ๖. ถือคติตนเองเป็นใหญ่ อำเภอใจ
  ๗. เกิดอหังการ

  พรานป่าเข้าไปในป่าก็ยังหลงได้ นี่เป็นอาถรรพ์หรือไม่?

  เป็นอาถรรพ์ เพราะเขาไม่พอใจเรา เพราะเราไม่ได้เคารพเขา

  ยกตัวอย่าง สายน้ำนี้ ห้ามนำหม้อลงไปล้าง ถ้าเอาไปล้างก็จะเกิดเรื่อง หลงทาง เพราะแต่ละที่มีกฎเกณฑ์ พอเราทำแล้วเขาก็จะไม่พอใจ ปฏิฆะ เกิดโทสะ

  องค์เทวดามีอารมณ์เกรี๊ยวกราดไหม?

  มีสิ อารมณ์ของเทวดาก็เหมือนกับมนุษย์

  ถ้าอย่างนั้นเขาไปเกิดเป็นเทวดาได้อย่างไร?

  เพราะว่าเขาได้สร้างกุศล แม้ว่าเทวดาตนนี้จะอารมณ์เกรี๊ยวกราด เทวดาตนนี้อารมณ์โมโหมาก แต่ที่เขาเป็นเทวดานี้ได้ก็เพราะว่าเขาทำบุญกุศลมาเยอะ
  ถ้าเราจะบอกว่าพ่อปู่ฯ แก้อาถรรพ์ในป่าก็จะเจาะจงเกินไป ต้องบอกว่า กรรมอาถรรพ์ ไม่ว่าจะอยู่ในป่าหรืออยู่ในป่าได้หมด

  หมวดกรรมอาถรรพ์ เช่น

    ๑. กรรมขัดแย้ง    ๒. กรรมมุ่งร้าย
    ๓. กรรมอาฆาตต่อกัน  ๔. กรรมไม่พอใจต่อกัน
    ๕. กรรมเคียดแค้นต่อกัน  ๖. กรรมพยาบาทต่อกัน

  กรรมอาถรรพ์สายความรัก ก็คือ เราผิดสัญญา ผิดสัจจะ ก็จะเกิดอาถรรพ์

  อาถรรพ์แบบสายอิมมีไหม?

  ก็คืออาถรรพ์แบบนิ่มนวล เคียดแค้นอาฆาต เช่น ใส่ยาพิษ แม้ว่าจะรักเรามากเพียงใดขนาดไหน แต่สามารถใส่ยาพิษให้เรากินได้ เช่น อดีตหม่อมลูกปลา นี่แหละเป็นสายนิ่มนวล

  รันทดแล้วผูกคอตาย เป็นสายนิ่มนวลไหม?

  ก็แล้วแต่เหตุ ต้องดูเหตุก่อน

  สึนามิ ถือว่าเป็นพลังเกรี๊ยวกราดไหม?

  สึนามิเป็นโทสะของธรรมชาติ ความเกรี๊ยวกราดมันอยู่ในหมวดโทสะอีกที เรามีโทสะแล้วมีอาการยังไงก็สุดแล้วแต่

  พาล เป็นการหาเรื่องไปหมด อยู่ในหมวดโทสะ 

  เรามีโทสะแล้ว สุดแล้วแต่ลีลาจะออกมาแบบไหน เช่น 

  ลีลาเกรี๊ยวกราด, ลีลาพาล, ฉุนเฉียว, ขทึง, ถทึง, ถลึงตา, มุทะลุ, ดุดัน, ดุเดือด, รุนแรง, ดุร้าย, ใส่หน้ายักษ์, ตีหน้ายักษ์, จะกรัจจะกราจ, ขุ่นเคือง, กราดเกรี้ยว, โหดร้าย, เหี้ยมโหด, หน้าตาเหี้ยมเกรียม, อำมหิต, ป่าเถื่อน, ร้ายกาจ, หน้าตาบูดบึ้ง เช่น ทำหน้าถทึงแสดงอาการเกรี้ยวกราดดุดัน เช่น ขบฟันขึงเขียว จะกรัจจะกราจคึกคาม ฯลฯ เป็นลีลาแห่งมารยาธรรม

  พ่อปู่ฯ มีหน้าที่อะไรบ้าง?

  หน้าที่ของท่านก็คือ ปกป้อง รักษาคุ้มครอง บุคคลต่างๆ ที่เคารพท่าน หรือว่ามวลมนุษย์ เพราะว่าท่านตั้งปณิธานเช่นนี้

  หน้าที่ของท่านทางปกป้องรักษา สายเอกคือแก้อาถรรพ์ให้เรา

  ทำไมเราไม่บอกว่าท่านสายเอกดูแลเรื่องอารมณ์?

  ถ้าบอกว่าท่านไปดูแลอารมณ์ ก็แค่มนุษย์เท่านั้น มันไม่ใช่ท่านเช่นนี้ ท่านก็ต้องเหนือกว่านั้น อารมณ์ก็แค่มนุษย์ธรรมดาก็คุยกันได้ ควบคุมกันได้

  อาถรรพ์เหนืออารมณ์เหรอ?

  อาถรรพ์นี้มันซ่อนได้ เราเห็นไหมล่ะ ถ้าเขามีอารมณ์มาเรายังเห็น แต่อะไรที่ทำให้เกิดอารมณ์เราเห็นไหม? เราไม่เห็น นั่นแหละเห็นยัง เรายังไม่เข้าใจ ต้องลึกถึง ๗ ชั้นกว่าจะมาถึงอารมณ์ อารมณ์มันแปรปรวน มันเป็นลีลาไปแล้ว แล้วอะไรที่ทำให้เกิดเหตุตรงนั้นล่ะ มีตั้ง ๗ ชั้น กว่าจะมาออกถึงอาการ

  มีอารมณ์ ถึงจะออกมาให้เห็น เป็นรูปให้เห็น

  ถ้าซ่อนอารมณ์เก่งล่ะ? คุณก็ซ่อนไปเถอะ ถ้าเจอผู้รู้จับทีเดียวก็อยู่ ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ใช่ผู้รู้ล่ะ

  อาถรรพ์ยังแสดงออกปลายๆ แล้ว เพราะมีทั้งพาล มีทั้งเกรี๊ยว กราด พาล ฯลฯ เป็นลีลา แล้วอะไรที่เป็นต้นตอแห่งการเกิดลีลาพวกนี้ นี่แหละ เป็นขั้นๆ เข้าไป

  ส่วนหน้าที่ของพ่อปู่อีกอย่างคือให้โชคให้ลาภ ก็ถือว่าเป็นธรรมดา ปกติของผู้เป็นทิพย์ทั้งหลาย เพราะมีอุ้มชู ก็ต้องมีให้โชคให้ลาภบ้าง เพราะสัตว์โลกจะต้องกินต้องใช้ เปรียบเสมือนแม่ให้นมลูก ลูกยังไงก็ยังหิวนมอยู่ เปรียบเหมือนมารดาให้นมลูก

  องค์เทพ เทวดาต่างๆ ก็สามารถให้โชคลาภได้หมด เพียงแต่วาระเท่านั้น วาระท่านจังหวะ หรือเรามีสิทธิแล้วไปขอให้ท่านช่วย จะมากจะน้อยก็ว่ากันไป
  ตบะกับมหาตบะ แยกกันยังไง?

  ตบะ ก็คือ อดทนได้ อดทนได้อย่างยิ่งยวดตลอดไป

  มหาตบะ คือ รู้เหตุแห่งความเป็นมา รู้เหตุแห่งความเป็นอยู่ และรู้เหตุแห่งความจะเป็นไป รู้สิ่งที่มาจะเป็นเหตุให้เป็น แล้วสามารถแก้เหตุตรงนั้นได้
  ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องไปสร้างตบะได้ไหม?

  ถ้าเราไม่มีตบะก็ทำไม่ได้ ถ้าเราไม่สร้างตบะแล้วเราจะมีความอดทนที่จะไปแก้ไขเหตุนั้นได้อย่างไร พูดอย่างง่ายๆ เรารู้จักว่ายาตัวนี้สามารถแก้โรคของเราได้ ถ้าเราไม่มีการอดทนกินยานั้น โรคนั้นจะหายไหมล่ะ ก็ไม่มีทางหาย เราได้แต่รู้

  สมมติว่า เรารู้ว่าสมุนไพรตัวนี้กินแล้วแก้โรคตับได้ แล้วเราไม่มีความอดทนที่จะกินแล้วจะหายไหมล่ะ ก็เพียงแต่แค่รู้เท่านั้นเอง

  ฉะนั้น ตบะจึงสำคัญที่สุด

  มหาตบะ ก็คือ รู้เหตุตรงนี้แล้วสามารถหยั่งลึกเข้าไปในเหตุนั้นๆ แก้เหตุนั้นๆ ได้

  ตบะก็มี ๑๒ ชั้น ใน ๖ นอก ๖

  ส่วนขันติ ความอดทน ลดหย่อนจากตบะ พวกขันติ ความอดทน อดกลั้น อดออม มีพร้อมแล้วถึงจะขึ้นเป็นตบะ

  คำว่า "ตบะ" เป็นอีกขั้นหนึ่งของผู้บำเพ็ญ มุนี เริ่มที่จะมีชั้นสูงแล้วยังไงต้องมีตบะ ถ้าขาดตบะเป็นไปไม่ได้

  แล้วคำว่า "ฤๅษี" แปลว่า ผู้บำเพ็ญ คือ เอาสิ่งที่ไม่ดีออก นำสิ่งที่ดีเข้า ยังประโยชน์ตนและผู้อื่น อย่างนี้ได้ไหม?

  ได้ หรือจะสูงกว่านี้ก็คือ "ฤๅษีเป็นผู้ศึกษาหยั่งลึกทะลุบรรลุธรรม" นี่คือฤๅษี พระพุทธเจ้าก็เป็นฤๅษีมาก่อนพระพุทธเจ้าเสวยเป็นพระโพธิสัตว์แต่ละชาติๆ ก็บำเพ็ญเป็นฤๅษี พอเป็นหลายฤๅษีรวมกันแล้วเป็นพระพุทธเจ้า คำว่าชาตินี้เป็นพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็คือฤๅษีนี่เอง

  ท่านบำเพ็ญเป็นสายๆ เช่น ทาน ศีล ปัญญา ฯลฯ ท่านเข้าใจรู้เรื่องแล้วก็ทะลุธรรมออกไป บำเพ็ญ ศึกษาเรื่องธรรมให้ถึงเลย แล้วทะลุ บรรลุธรรม
  มุนีต่ำกว่าฤๅษีเยอะ ก็แค่เอาผ้าขาวพาด เริ่มเป็นผู้ศึกษา

  ดาบสก็ยังต่ำกว่าฤๅษี 

  ฤๅษีนี้เป็นผู้สูงสุด

  พูดอย่างง่ายๆ ทำไมมหาเทพยังต้องเป็นฤๅษี เช่น มหาพรหมฤาษี ศิวะฤาษี วิษณุนารายณ์ฤาษี
  ทำไมมหาเทพยังต้องเคารพฤาษี ให้เกียรติฤาษี ก็เพราะว่าท่านศึกษาหยั่งลึกทะลุบรรลุธรรม 

  ถึงแม้ว่าเราฤทธิ์เดชจะเยอะยังไง ก็ยังต้องเคารพฤๅษี เพราะเป็นสาย "ลุ" เป็นสายมหาบัณฑิต ถ้าเราเป็นสายบัณฑิต เราก็ต้องเคารพมหาบัณฑิต
  ­ขนาดมหาเทพท่านบรรลุเป็นผลแล้วนี่นะ?

  ท่านเป็นผลแล้วก็จริงแต่ท่านยังปฏิบัติงาน ท่านเป็นผล แต่ท่านเป็นผลยังปฏิบัติงาน แต่ถ้าเป็นฤๅษีก็คือทะลุบรรลุธรรม เหมือนกับเราดูแลหน้าที่ของเรา เหมือนกับเรายังเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีที่เขายกขึ้นไปแล้ว เพราะเรายังมีสิทธิ์ที่จะผิดพลาดได้ เพราะเราทำหน้าที่จึงมีสิทธิ์ที่จะผิดพลาดได้ 

  ถ้าเป็นมหาฤๅษีก็จะบรรลุแล้ว เหมือนกับพระพุทธเจ้าที่บรรลุแล้ว

  ถ้าระดับเข้าสู่นิพพานล่ะ?

  ที่จริงคนคิดว่าเป็นชั้นสูง แต่จริงแล้วไม่สูง เพราะว่า นิพพานมีหลายชั้น เช่น นิพพานที่ปล่อยวาง ก็แค่ปล่อยวาง ไม่ยุ่งกับใครก็แค่นั้น แต่ถ้าเป็นฤๅษีจะต้องทำงาน แต่ว่าท่านทำงานท่านไม่ถูกครอบงำ ก็เหมือนกับองค์พ่อพรหมท่านก็ทำงาน แต่ไม่ถูกครอบงำ แต่ถ้าคนที่ไม่ทำงานก็ย่อมไม่มีอะไรผิด คุณไม่ต้องกลัวอะไรเลย เพราะคุณไม่ทำงานก็ไม่มีอะไรผิด ฉะนั้น อย่าไปเข้าใจว่านิพพานสูงสุด มันไม่ใช่ นิพพานเป็นขั้นๆ 

  ผู้ที่เข้านิพพานเท่าเมล็ดทราย เยอะแยะไปหมด แล้วทำไมยังต้องมีพระพุทธเจ้า เห็นไหมว่านิพพานมีหลายขั้น เราอย่าเข้าใจผิด หลงงมงายเข้าใจผิดหมด พวกที่ขี้เกียจบอกว่าไม่ต้องทำงานก็นิพพานแล้ว ฉันไม่ยุ่งกับใครก็แค่นั้น หลงผิดกันหมด คิดว่าไม่ยุ่งกับใครแล้วก็เป็นนิพพาน เป็นนิพพานเบื้องต้น ท่านพุทธทาสก็ยังบอกว่า "นิพพานลองชิม"

  กรุณาอย่าเข้าใจว่านิพพานมีอยู่ขั้นเดียว

  การบูชาพ่อปู่ฤๅษีสมิงพราย ยังไง?

  จะต้องปฏิบัตินี่คือหัวใจ ปฏิบัติตามที่ท่านชี้แนะสั่งสอน คือ "สัจจะ" 

  อ้าว ไม่ใช่อารมณ์เหรอ?

  ถ้าเราไม่มีสัจจะ เราจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เช่น เรามีสัจจะว่า เราจะไม่โมโห แล้วถ้าเรามีสัจจะ แล้วตัวโมโหจะโผล่ขึ้นมาได้ยังไง ถ้าเราขาดสัจจะตัวนี้จะจบ เพราะว่าพ่อปู่ฤๅษีสมิงพรายท่านบำเพ็ญตัวสัจจะนี้ขึ้นมา

  เรามีสัจจะถึงจะเกิดตบะขึ้นมา ถ้าเราไม่มีสัจจะตบะจะครองอยู่ได้ยังไง ดำรงก็ไม่ได้

  สิ่งที่เกื้อหนุนตบะ ก็คือสัจจะ

  ทำไม่ถึงไม่ใช่ขันติ?

  ก็เพราะว่า เด็กตัวเล็ก ก็มีขันติได้ ขันติเป็นรุ่นปลายๆ แล้ว แต่ทำไมขันติอยู่หนึ่งในบารมี ๑๐ ทัศ? 

  ขันติเป็นการสอนให้คนธรรมดาไปทำ ถ้าคนจะมุ่งทางวัตรฤๅษีคุณใช้แต่ขันติไม่ได้

  ใบหน้าพ่อปู่ฤๅษีสมิงพรายที่เป็นเสือ เราจะประยุกต์สอนแบบเป็นปริศนาธรรมยังไง?

  ใบหน้าพ่อปู่ฤๅษีสมิงพราย เป็นเสือเพื่อเป็นรูปลักษณ์ให้คงไว้เพื่อให้คนรู้ว่า แม้แต่เสือยังบำเพ็ญได้ แล้วเราเป็นมนุษย์ทำไมเราบำเพ็ญไม่ได้
  เสือท่านมีสัจจะยังบำเพ็ญจนเป็นมนุษย์ เป็นฤๅษีได้ แล้วเราเป็นมนุษย์เราเหนือกว่าทำไมเราทำไม่ได้ นี่คือ ปริศนาธรรม

  ทำไมถึงเปรียบเทียบกับเสือ?

  เพราะเสือมันเป็นธรรมชาติ ทำไมเราลืมธรรมชาติ ท่านเราพูดถึงเสือ เราจะนึกถึงอะไรล่ะ จริตของธรรมชาติ ที่จริงท่านก็เป็นคน แต่ต้องไปเป็นเสือ อย่างเช่น ชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้าจะต้องไปเกิดเป็นเต่า ในสุวรรณกัจฉปชาดก เป็นต้น ในธรรมชาติของเสือดุร้าย กินเนื้อเป็นต้น  แต่ท่านต้องมาบำเพ็ญสัจจะ เพื่อไม่ทำตามเช่นนั้น จนทะลุบรรลุถึงธรรมได้ ไม่ว่าจะเป็นฤๅษีหน้าวัว หน้ากวาง ฯลฯ ก็เหมือนกัน เป็นภาคปริศนาธรรม

  ทำไมเราถวายของบูชาพ่อปู่ฤๅษีสมิงพรายเป็นผลไม้ แต่ถ้าเป็นบริวารท่านถึงจะถวายเนื้อ? ทำไมต้องแยกเช่นนี้?

  ไม่แยกไม่ได้ ถ้าพ่อปู่ฯ ไปกินเนื้อสัตว์ ก็ผิดวินัย ผิดสัจจะของพ่อปู่ เพราะท่านบรรลุแล้วท่านก็ไม่ฆ่า ถ้าท่านบรรลุแล้วยังไม่ฆ่าหรือไปกินเนื้อสัตว์ก็ไม่ชื่อว่าบรรลุ

  เราถวายเนื้อสัตว์ให้กับบริวารของท่าน เพราะยังเป็นภูมิที่ต่ำกว่า

  อย่างนี้จะได้ไหม เราเอาเนื้อถวายพ่อปู่ฯ แล้วพ่อปู่ฯ นำไปให้กับบริวารของท่าน?

  แสดงว่าเราไม่เข้าใจพ่อปู่ฯ ไม่รู้ใจพ่อปู่ฯ ถ้าอย่างนี้แสดงว่าไม่ใช่คนใน เป็นคนนอก เหมือนกับเราไม่ชอบกินอย่างนี้แล้วเราเอาอย่างนี้มาให้กิน แล้วเราจะคิดว่าเขาเป็นคนยังไง ก็เป็นคนเฮงซวย เป็นคนไม่รู้เรื่อง เช่นเดียวกับ เราเอาอาหารที่เผ็ดไปให้ท่าน ทั้งๆที่รู้ว่าท่านไม่กินเผ็ด แล้วให้ท่านเลือกเอาเองอย่างนี้ 

  เราจะเป็นคนรู้ใจได้ยังไง เรารู้ใจต้องคัดมาให้ก่อนสิ ดูแล้ว โอ้....หลานคนนี้ใช้ได้ ถูกหรือไม่ 

  ถ้าเราคิดอย่างนั้นเป็นการคิดลองของ ไม่รู้ใจท่าน แล้วโมเมว่าใช้ได้ บ้าไปแล้ว อย่างนี้หาเรื่อง

  คนไม่รู้ไปไหว้พ่อพรหมก็ทำผิดกันเยอะแยะ ไปไหว้ท่านแล้วเอาหัวหมูมาตั้งไว้ท่านอย่างนี้ไม่ได้

ถ้าเราไหว้องค์พ่อท่านเวสสุวรรณ แล้วเราไหว้เนื้อสัตว์ได้หรือไม่?

    เราต้องไหว้ผลไม้ ส่วนไหว้เนื้อสัตว์นั้นเป็นบริวารของท่าน คือ พญาโปริสาท นรสิงห์ นี่แหละเราไหว้เนื้อได้

    เราเอาเนื้อมาไหว้พ่อเวสสุวรรณได้ แต่ควรแยก แล้วเราควรป่างถึงท่าน บอกกล่าวถึงท่านเป็นส่วนๆ ส่วนนี้ถวายแด่ท่าน อีกส่วนหนึ่งของถวายบริวารของท่าน อย่างนี้เป็นต้น ท่านก็รู้ ท่านก็จะให้บริวารมารับไป อย่างนี้ถึงจะถูกต้อง

    แม้ว่าจะเป็นพ่อปู่ หรือองค์อื่นๆ ก็ได้ แต่จะต้องป่าง บอกกล่าวแด่ท่าน แยกซะ ไม่ใช่ว่า รวมๆ ให้ท่านไปแยกเอง อย่างนี้ไม่ได้ ไม่รู้ใจ ถ้ามีที่เราก็แยกซะ แต่ถ้าไม่มีที่เราก็รวมแล้วก็ป่างบอกท่าน แล้วถวายทีละครั้ง อันนี้ให้ใคร อันนี้ให้ใคร เรียกว่าป่าง หรือยกถวาย

    สัญลักษณ์ของพ่อปู่ฤๅษีสมิงพราย คือ สัจจะ ท่านเป็นเสือแต่ท่านมีสัจจะก็สามารถบรรลุได้ ถ้าเราจะถือว่าเป็นสัญลักษณ์แทนท่านก็คือ ลูกประคำ เพราะว่า ประคำก็คือสัจจะ เขาถือกันอย่างนี้ ถ้าขาดเมื่อไหร่ แสดงว่าเราสัจจะขาด

    ถ้าองค์พ่อปู่ฯ ที่สมบูรณ์ท่านจะต้องถือประคำ ถ้าไม่ถือเป็นพวงก็ถือเป็นเม็ด

    เพราะอะไรที่อยู่ของฤๅษีจะเรียกว่าอาศรม?

    ก็เพราะว่าสมมติเรียกกันมาอย่างนี้ อาศรมแปลว่า ที่อยู่ ที่พักอาศัย เป็นคำราชาศัพท์ให้แตกต่างกัน

    ฉะนั้น เราอย่าอคติต่อท่าน เราอย่าบอกว่าท่านเป็นเสือ เราต้องบอกว่าท่านเป็นคน แต่เป็นปริศนาธรรม ถึงแม้เป็นเสือก็ยังบรรลุได้ ฝึกฝนได้ ก็เหมือนกับพระพุทธเจ้าตอนที่เสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์เต่ามาบำเพ็ญเพื่อที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า

    คนจะได้เข้าใจ และนับถือศรัทธาท่าน ถ้าไม่อย่างนั้น คนทั่วไปก็จะรังเกียจว่าเป็นเดียรัจฉาน เพราะคนทั่วไปจะเข้าใจผิดว่าเป็นเสือแล้วบรรลุมา ก่อนที่ท่านจะเป็นเสือท่านเป็นคน แต่ที่หัวเป็นเสือนั้นเพื่อเป็นนิมิตหมายสื่อแสดงออกมาเพื่อถ้าเป็นเสือจะอารมณ์เป็นยังไงๆ แต่ท่านมีวิธียังไงที่จะฝึกฝนให้บรรลุได้ ก็เปรียบเสมือนพระพุทธเจ้า ชาติหนึ่งเป็นเต่า อีกชาติหนึ่งเป็นงู อีกชาติหนึ่งเป็น ยิ้ม

    ธรรมชาติของเสือก็คือขี้โมโห แต่ทนง เสือนี้จะไม่หมาหมู่ เดี่ยวๆ บุกเดี่ยว

    สิงโต ออกล่ายังเป็นพวก แต่ตัวผู้จะเดี่ยว

    เสือหรือสิงโตตัวผู้ เมื่ออิ่มจะไม่ทำลายสัตว์ พอเสือหรือสิงโตกินอิ่มแล้ว สัตว์ที่มาเดินใกล้ๆ จะไม่ทำลาย และไม่ทำเป็นของเล่น แต่ถ้าเวลาฉันหิวแล้วฉันจะต้องกิน ฉันขอกิน ธรรมชาติของเสือจะมีการทนง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา หรือการเดิน ก็จะองอาจทนง

    มีไหมเสือตายเพราะการทนงของตนเอง?

    อะไรคือจุดแข็งสิ่งนั้นจะกลายเป็นจุดอ่อนของเรา ทั่วไปเป็นอย่างนี้

    สมมติว่าว่าทนง แต่ถ้าไปเจอหมาหมู่เราก็เสร็จ

    ส่วนเตียวหุย เป็นอารมณ์ป่า เปรียบเสมือนเสือลาย จะพาล

    ส่วนขงเบ้ง เป็นมังกรซ่อนเล็บ ซ่อนรูป เป็นมังกรที่มีปัญญา

    องค์พ่อจี้กง ท่านปราบมังกรฟ้าได้ ท่านเป็นพระอรหันต์ปราบมังกร คือ ท่านเป็นผู้ที่เหนือกว่ามังกร เข้าใจมังกร เข้าถึงมังกร ควบคุมมังกรได้

    อารมณ์มังกรก็เกรี๊ยวกราดเหมือนกัน เหมือนกับเสือเหมือนกัน แต่ผู้เหนือกว่า มีปัญญาใช้ปัญญาตัวนี้     ก็เพราะเล่าปี้ยอมสวามิภักดิ์ เอามาใช้งานได้

    สุมาอี้ เป็นหมาจี้จอก ฉวยโอกาสเก่ง

โจโฉ ไฮยีน่า หรือหมาป่า

^_^  ..._/_...  ^_^ 
ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

#อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต



















 



Create Date : 27 กันยายน 2565
Last Update : 27 กันยายน 2565 0:16:28 น.
Counter : 168 Pageviews.

1 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณnewyorknurse, คุณเริงฤดีนะ, คุณนายแว่นขยันเที่ยว

  
สาธุ สาธุ สาธุ
โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 27 กันยายน 2565 เวลา:6:07:37 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#18



พรหมสิทธิ์
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

ศึกษาเรียนรู้ธรรมะโดยธรรม นำมาปฏิบัติ และเผยแผ่ธรรมะนั้น ให้คนรู้จักบริหารกรรม แก้กรรม พัฒนากรรม ให้เกิดสันติสุข
New Comments
Group Blog
กันยายน 2565

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
28
29
30